ログイン“อ้อ... เจ้าพูดถึงท่านผู้เฒ่าขึ้นมาก็ดีแล้ว” เสียงหวานปานระฆังแก้วยืดยานกว่าปกติเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงความง่วงงุนที่เริ่มเข้ามาจับจองพื้นที่ในจิตใต้สำนึก “ข้ายังไม่รู้เลยว่าพวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“ท่านอาซวงอยากรู้หรือขอรับ” มู่หรงอู่ถาม ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับราวกับมีดวงดารานับพันดวงอยู่ในนั้น
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่หลิวฟางซวงแสดงท่าทีสนใจพวกเขาทั้งสามนับตั้งแต่รับช่วงต่อจากท่านผู้เฒ่า
“ก็นิดหน่อย...” นางเอ่ยพลางยกมือขึ้นมาปิดปากหาว เตียงหลังนี้ราวกับถูกร่ายมนตร์ไว้อย่างไรอย่างนั้น... แรงดึงดูดของมันมากมายมหาศาลจนน่าตกใจ
ดวงตาสีอำพันเริ่มปรือใกล้จะดำดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนสุขอยู่รอมร่อ ผิดกับเด็กชายบนเก้าอี้หน้าโต๊ะตัวใหญ่ที่กระดิกเท้าที่ห้อยไปมาอย่างกระตือรือร้น
“ข้าถูกพามาที่นี่เป็นคนแรกขอรับ ต่อมาท่านผู้เฒ่าก็พาอาจูมา ครึ่งปีหลังจากนั้นอาหลงก็ถูกพามาเป็นคนสุดท้าย” มู่หรงอู่เว้นจังหวะเพื่อเกาคางที่เริ่มคัน
อากาศที่เย็นลงทำให้ผิวที่แห้งและบอบบางของเจ้าตัวเริ่มแตก ทว่าหลิวฟางซวงผู้กำเนิดเป็นเทพธิดาไม่เคยสังเกตอะไรเช่นนี้เพราะตนไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ยามนี้คางของเด็กชายจึงเริ่มแดงเสียแล้ว
“ท่านอาซวง ท่านคิดว่าท่านผู้เฒ่าพาพวกเรามาอยู่ที่นี่ทำไมหรือขอรับ”
“...”
“ท่านอาซวง...”
พรึบ!
เทียนไขในห้องพากันดับอย่างพร้อมเพรียงราวกับจะกลั่นแกล้ง มู่หรงอู่ตกใจสะดุ้งโหยงในความมืด ก่อนที่เขาจะรีบวิ่งออกจากห้องไปอย่างขลาดกลัว
จะว่าไปแล้วห้องของท่านอาซวงยามไร้แสงไฟนั้นน่ากลัวกว่าห้องนอนของเขาเสียอีก…
อุณหภูมิภายในถ้ำลดต่ำลงเรื่อยๆ จนกระทั่งล่วงเข้าสู่ต้นยามจื่อ[1]
เจ้าของร่างผู้มีกลิ่นอายหอมกรุ่นนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงนุ่ม จู่ๆ ผ้านวมสีฟ้าน้ำทะเลซึ่งห่มร่างหลิวฟางซวงอยู่นั้นกลับบังเกิดความเคลื่อนไหวผิดปกติ
ความสากเย็นที่ลากผ่านขึ้นมาจากข้อเท้าส่งผลให้หลิวฟางซวงที่กำลังหลับสนิทกระถดตัวหนีอย่างรำคาญ หากความแปลกปลอมดังกล่าวยังคงตามติดคนขี้เซาไม่เลิกรา เมื่อนางกระถดตัวไปทางซ้าย มันก็ตามมาถูไถทางซ้าย พอนางหนีไปทางขวา มันก็ตามมารังควาน ก่อนจะกอดรัดเข้าที่เอวคอดกิ่วอย่างดื้อรั้น
คราวนี้ดวงตาสีอำพันลืมขึ้นมาในความมืดมิด ก่อนที่มือเรียวขาวจะกระชากสิ่งเรียวยาวลื่นมือที่บังอาจเข้ามารบกวนเวลานอนของนางขึ้นมาดูอย่างเต็มตา
“หง...หยางจู?”
ภาพของงูขาวร่างเล็กในสภาพห้อยหัวทำเอานางกะพริบตาปริบๆ “เจ้านอนละเมอหรือ”
ก่อนหน้านี้มู่หรงอู่ก็บ่นว่าไม่อยากอยู่คนเดียว พอตกดึกก็เป็นทีของหงหยางจูเสียนี่
“เปล่า” อีกฝ่ายอ้าปากแลบลิ้นสองแฉกสีชมพูสด ดวงตาสีน้ำเงินจ้องมองนางด้วยแววตาใสซื่อไร้เดียงสา “ข้าขอนอนด้วยคนสิ”
ผู้ที่จู่ๆ ก็ถูกขอนอนร่วมเตียงด้วยเอียงคอด้วยความมึนงง สีหน้าของนางยังหลงเค้าความงัวเงียเหมือนยังไม่ตื่นเต็มที่ แม้จะถูกปลุกแต่ก็พยายามไม่พานหงุดหงิดใส่เด็กน้อย “เจ้าจะมานอนกับข้าทำไม”
“ข้าหนาว” ว่าแล้วก็สั่นตัวให้ดูอย่างน่าสงสาร
หญิงสาวถอนหายใจพลางวางอีกฝ่ายลงบนผ้านวม “ถ้าหนาวแล้วไยจึงไม่ใช้ผ้านวมในห้องนอนของเจ้าเล่า”
“มันไม่พอ” เจ้างูตัวเล็กพยายามอธิบาย “ผู้เฒ่าเคยบอกว่างูเป็นสัตว์เลือดเย็น”
หญิงสาวหรี่ตาขณะที่ยกมือขึ้นมาทัดเรือนผมดำขลับที่ยาวไปจนถึงข้อเท้าไปไว้อีกฝั่งหนึ่ง เผยให้เห็นลำคอขาวที่เด็กชายผู้มีสายเลือดปีศาจอยู่ครึ่งหนึ่งมองตามตาละห้อย
เขาสัมผัสได้ว่าตรงนั้นอุ่นที่สุด...
“แล้วตงเทียน[2] ที่ผ่านมา เจ้าอยู่มาได้อย่างไร”
“ผู้เฒ่าให้ข้านอนด้วย” เจ้าตัวตอบเสร็จก็เริ่มเลื้อยเข้ามาใกล้หลิวฟางซวงอย่างกระหายความอบอุ่น “ข้าขอนอนกับท่านได้ไหม”
[1] ยามจื่อ คือเวลาระหว่าง 23.00 น. – 00.59 น. ในปัจจุบัน
[2] ตงเทียน (冬天) หมายถึง ฤดูหนาว
“แต่ข้าไม่...” หลิวฟางซวงกล่าวออกมาได้เพียงครึ่งหนึ่งก็เงียบไป หลังจากคิดไตร่ตรองอยู่ครึ่งหนึ่งก็เอ่ยถามอีกครั้ง “หากข้าสามารถพิสูจน์ได้ เจ้าจะยอมตัดใจจากข้าใช่หรือไม่” “ใช่” โฉมสะคราญพยักหน้าช้าๆ “เช่นนั้นก็ได้” อี้เฟิงหลงเป็นคนหัวรั้น ในเมื่อเป็นข้อเสนอของเขา อีกฝ่ายคงไม่มีทางบิดพลิ้วหากนางสามารถพิสูจน์ตนเองได้ หลิวฟางซวงคิดไปทางหนึ่ง โดยที่ไม่รู้เลยว่าอี้เฟิงหลงไม่เคยคิดที่จะทำตามที่พูด เขาไม่เชื่อหรอกว่าหญิงสาวจะไม่มีใจให้เขา จากการกระทำทุกอย่างที่แล้วมาก็สามารถพิสูจน์ได้ แต่ในเมื่อเป็นนางที่ดื้อรั้นอยากให้เขาตัดใจ เช่นนั้นเขาจะทำให้นางเห็นเองว่า คำพูดเพียงลมปากกับสิ่งที่ทำได้จริงนั้นมันต่างกัน! ทันทีที่นางรับปาก อี้เฟิงหลงก็เคลื่อนฝีปากเข้าหาอย่างอ่อนโยน แม้ก่อนหน้านี้ทั้งสองจะทะเลาะกัน แต่เขาก็ไม่คิดจะใช้ข้ออ้างนั้นทำร้ายความรู้สึกของนาง ชายหนุ่มมองว่าการจุมพิตเป็นสิ่งพิเศษ และผู้ที่จะได้รับมันจากเขามีเพียงแค่นางคนเดียวเท่านั้น... มังกรหนุ่มพยายามถ่ายทอดความรู้สึกของตนเองผ
ผู้ที่ถูกยอกย้อนเอียงคอมองคนสูงกว่า อดไม่ได้ที่จะใช้ปลายนิ้วแตะลงบนริมฝีปากอีกฝ่ายอย่างหยอกเย้า“อี้เฟิงหลง” จู่ๆ นัยน์ตาสีอำพันของหลิวฟางซวงก็ไหววูบ รอยยิ้มงามบนใบหน้าพลันหมองเศร้า “เราไม่ควรถลำลึกไปมากกว่านี้แล้ว”ร่างสูงโปร่งนิ่งค้างเมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว นัยน์ตาสีมรกตคู่คมเบิกกว้างขึ้นหลิวฟางซวงถอนหายใจขณะที่ลดมือลง นึกไม่ถึงว่าข้อมือเรียวของตนจะถูกคนตัวสูงคว้าเอาไว้“ท่านหมายความว่าอย่างไร”เขาคิดว่าตนเองไม่ใช่เด็กน้อยที่ฟังคำไม่รู้ความ แต่ประโยคที่หญิงสาวกล่าวมาเมื่อครู่ เขากลับไม่เข้าใจมันเลยสักนิดอะไรคือ ‘ไม่ควรถลำลึกไปมากกว่านี้’นางไม่ได้มีใจให้เขาหรอกหรือ?ใบหน้าหล่อเหลาของเทพมังกรซึ่งมีสายเลือดมนุษย์ไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่งเผยความเจ็บปวดหลิวฟางซวงพลันใจหาย นางไม่เคยเห็นอี้เฟิงหลงแสดงสีหน้าเช่นนี้มาก่อน มันช่างสร้างความรู้สึกรวดร้าวและอึดอัดจนนางแทบหายใจไม่ออกตามเขาไปด้วย “ข้า... ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับเจ้า”บรรยากาศหวานละมุนระหว่างคนทั้งคู่สลายไปในพริบตา“ไม่” เขาไม่ได้รัดข้อมือบางเสียจนอีกฝ่ายรู้สึกเจ็บ หากมันก็แน่นหนาพอที่จะทำให้นางสะบัดไม่หลุด “ท่านไม่มีสิทธิ์ที่จะ
ทว่าหลังจากที่ถ่ายทอดพลังทั้งหมดให้แก่หลิวฟางซวง ชายชราก็สามารถปล่อยวางความรู้สึกผิดหวังที่สมมานานหลายหมื่นปีได้สำเร็จถึงหลิวฟางซวงจะเป็นเศษเสี้ยวพลังและวิญญาณของคนผู้นั้น แต่นางก็มิใช่เฉินว่านเซิงนางมองมู่หรงอู่ด้วยสายตาของผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก มิใช่สายตาของสตรีที่มองบุรุษผู้หนึ่งด้วยความเสน่หา สองศิษย์อาจารย์ผลัดกันเดินหมากโดยมีเฉียนอวี่เป็นผู้นับคะแนน กว่าเหอเหยาจวงจะดึงตนเองออกมาจากห้วงอดีตอันไกลโพ้น เขาก็พบว่ากระดานหมากนี้ใกล้จะจบลงเสียแล้ว เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน ชายชรารู้สึกว่าปลายนิ้วของตนเองเริ่มอ่อนแรง ภาพเบื้องหน้าเริ่มจางลงเรื่อยๆ จนแทบกลายเป็นสีขาวโพลน ในที่สุด... เขาก็จะได้พบกับเฉินว่านเซิงเสียที กริ๊ก! หมากสีขาวจากมือเหี่ยวย่นตกลงสู่พื้น ชายชราหลับตาลงอย่างเชื่องช้า มุมปากยกยิ้มนิดๆ ใบหน้าผ่องใสแลดูสงบประหนึ่งว่าเขาเพียงแค่นอนหลับไปเท่านั้น สองพี่น้องฝาแฝดรีบปาดความเปียกชื้นที่หางตาทิ้ง คุกเข่าลงบนพื้นพร้อมกับทำความเคารพขั้นสูงสุด “...น้อมส่งท่านอาจารย์” แม้จ
第二十二章ท่านอากับความรู้สึกที่มิอาจหลบหนี ครั้นการจัดตั้งตำแหน่งหน้าที่ครบถ้วนเรียบร้อย การประชุมบนเผ่าสวรรค์ก็เป็นอันสิ้นสุด ทว่าน่าแปลกนักที่ครานี้ปรามจารย์แห่งสำนักไร้นามกลับไม่มาร่วมด้วย มีหลายคนสงสัย แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าปริปากถาม คาดว่าในเมื่อหลิวฟางซวงปรากฏกายขึ้นแล้ว ผู้ที่ปิดบังฐานะที่แท้จริงของนางอย่างเหอเหยาจวงคงกลัวความผิดจนไม่ยอมมาสู้หน้า ...หากความจริงมันมิใช่อย่างนั้นแม้แต่น้อย ครั้นเฉียนอวี่เก็บกวาดภายในห้องศาสตราวุธเสร็จเรียบร้อย นางก็ทำตามคำสั่งของท่านอาจารย์โดยการไปเรียกตัวผู้ที่ถูกกักบริเวณให้ออกมาพบ เฉียนเสวี่ยทั้งประหลาดใจทั้งกังวล จิ้งจอกหนุ่มรีบมุ่งหน้าไปยังห้องโถงด้วยความรู้สึกหน่วงๆ ในอก ในเมื่อท่านอาจารย์ถ่ายทอดพลังปราณให้หลิวฟางซวงจนหมดสิ้น เช่นนั้นก็เท่ากับว่าเวลาของเขา... ความคิดของชายหนุ่มสะดุดลงเมื่อเขาและน้องสาวฝาแฝดเดินทางมาถึงสถานที่อันคุ้นเคย กลิ่นอายสูงส่งที่มักจะเป็นสัญญาณบอกกล่าวพวกเขาถึงตัวตนของเหอเหยาจวงกลับว่างเปล่า ร่างที่ปกติมักจะนั
สงครามครั้งก่อนเผ่ามารตั้งเป้าหมายในการยึดครองแดนมนุษย์ก่อนแล้วค่อยกระจายขึ้นบนและลงล่าง มาคราวนี้พวกมันระมัดระวังมากกว่าเดิม พวกเขาเองก็ไม่สามารถยึดวิธีตั้งแผนรับมือเหมือนก่อนได้อีก“อี้ปั๋ว เรื่องนี้เจ้าจะตัดสินใจคนเดียวไม่ได้” เทพมังกรแห่งคาบสมุทรซีไห่กล่าวเสียงขรึม “เผ่าเทพมังกรผู้ปกครองคาบสมุทรมิได้มีเพียงเจ้าคนเดียว”เทพมังกรอี้ปั๋วตวัดสายตาไปมองผู้กล่าวอย่างเย็นชา “จากการโจมตีเมื่อคราก่อน ก็มีเพียงทะเลตงไห่ที่ต้องรับมือตามลำพัง คาบสมุทรอีกสามแห่งมิเห็นจะแยแส”“นั่น...!” ศิษย์เอกอันดับหนึ่งแห่งสำนักไร้นามที่เพิ่งมาถึงมาทันได้เห็นอี้ปั๋วจ้องเขม็งไปยังเทพมังกรผู้ปกครองคาบสมุทรแห่งอื่นพอดี บรรยากาศร้อนๆ หนาวๆ ส่งผลให้แม่ทัพหนุ่มที่ค่อนข้างบอบช้ำจากศึกที่ผ่านมาลอบกลืนน้ำลาย ช่างน่าปวดหัวแทนท่านลุงของเขาโดยแท้...ทันใดนั้นเอง บานประตูที่เพิ่งปิดลงก็ถูกแรงดันมหาศาลจากภายนอกพัดตึงจนเกิดเสียงดังลั่นเซี่ยโหยวฮว้าเพิ่งเดินทางมาถึงได้ไม่นานจึงยืนอยู่บริเวณใกล้บานประตูมากที่สุด ครั้นสามารถเห็นผู้มาใหม่ได้อย่างชัดเจนก็เบิกตากว้าง“น้องสาม!”เทพธิดาสาวผู้ก้าวผ่านธรณีป
“หลังจากจอมมารถอยทัพ ท่านพ่อก็ตามท่านเทพเอ้อหลางขึ้นไปประชุมบนสวรรค์” ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ “ข้าเองก็ต้องไปรายงานเช่นเดียวกัน” “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าเป็นห่วงท่านอาจารย์กับศิษย์น้อง เมื่อท่านเสร็จสิ้นธุระแล้ว รบกวนท่านไปที่หุบเขาไกลภพได้หรือไม่” ยิ่งหลี่ลู่พูดคุยกับชายหนุ่มมากเท่าไร อาการที่เขาเก็บซ่อนไว้ก็เริ่มแสดงออมามากขึ้น ช่วงที่เขาสูญเสียดวงตา กิเลนหนุ่มยังถูกโจมตีด้วยฝ่ามือและพลังวัตรอันแข็งแกร่งจากเผ่ามารไปหลายต่อหลายครั้ง ความจริงแล้วเขาบาดเจ็บภายในสาหัส แต่เพื่อมิให้คนในเผ่าต้องเป็นกังวลและเสียขวัญ ชายหนุ่มจึงต้องข่มความรู้สึกเจ็บไว้จนใบหน้าซีดขาว เซี่ยโหยวฮว้าเติบโตมาพร้อมกับหลี่ลู่ มีหรือที่เขาจะดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่“ข้าเองก็ตั้งใจจะทำเช่นนั้น”ร่างในเสื้อเกราะกล่าวเสร็จก็เรียกกระปุกยาออกมาจากความว่างเปล่าแล้วยื่นส่งให้คนที่ทำหน้ามึน “นี่เป็นยาที่ข้านำมาจากแดนเทพ หากเจ้าไม่อยากหมดสติไปตรงนี้ก็รีบกินเสีย”หลี่ลู่ขมวดคิ้ว แต่ก็รีบส่งเม็ดโอสถเข้าปากอย่างไม่เกี่ยงงอน “นี่ข้าติดหนี้คงขี้งกหรอกหรือนี่”เซี่ยโหยวฮ
第一章ท่านอาเป็นสตรีผู้เกียจคร้าน การนอนหลับอย่างเต็มอิ่มส่งผลให้ผู้ตื่นนอนมีสีหน้าสดชื่นแจ่มใส ท้องฟ้ายามเย็นแต่งแต้มด้วยฝูงวิหคโผบินกลับรังเสมือนภาพวาด หวนให้นึกถึงความสุขสงบของบ้านที่จากมา หลิวฟางซวงยืดแขนบิดขี้เกียจเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้า ดวงหน้างามพริ้มดั่งหญิงสาววัยสิบแ
序言ภพชาติที่หนึ่ง เทพธิดาผู้แสนเกียจคร้าน“อาซวง...” เสียงเล็กที่ร้องเรียกมาพร้อมกับแรงสะกิดบนไหล่บาง ปลุกให้ผู้ที่กำลังจมอยู่ในห้วงนิทราอันแสนสุขกดหัวคิ้วเข้าหากันน้อยๆ ริมฝีปากอวบอิ่มสีเปลือกลี่จือ[1] ขยับพลางครางออกมาอย่างขัดใจ “อื้อ...” “ท่านอาซวง ท่านอาซวง” คร
“ฮึ!” คู่สนทนาพ่นลมหายใจออกมาเสียงดัง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขากำลังไม่พอใจแต่ไม่พอใจแล้วทำอย่างไรได้ วันนี้เขาไม่มีอารมณ์จะสู้สักเท่าไร ก่อนหน้านี้ที่ร่างกายของเขาเปลี่ยนเป็นร่างชายหนุ่มขึ้นมาอย่างฉับพลันยังสร้างความรู้สึกแปลกๆ ให้แก่ร่างกายไม่หาย“เจ้ามังกร อย่าลืมนะว่าเราอยู่บนเรือลำเดียวกัน
ไม่น่าเลย...ร่างเล็กในชุดสีดำนอนตะแคงคิดพลางถอนหายใจเสียงดัง อากาศคืนนี้เดิมทีค่อนข้างหนาว ทว่าเมื่อมีร่างสี่ร่างนอนเบียดเสียดกันอยู่บนเตียงใหญ่ กลับทำให้มันอบอุ่นขึ้นทันตาเห็นอบอุ่นมาก... อบอุ่นจนเหงื่อแตก“นี่เจ้า... เขยิบออกไปหน่อยสิ ข้าอึดอัด”“กะ...ก็เจ้าชอบบ่นว่าขี้หนาวนักมิใช่รึ”หงหยางจูก







