Masuk“หึ อย่างเจ้าจะมาเปลี่ยนแปลงอะไรตอนนี้” เฟิงอวิ๋นพูดพลางหัวเราะเยาะ
ข้าถอนหายใจท่าทางเจ้าพวกนี้จะไม่ยอมเชื่อข้าง่ายๆ “แล้วจะให้ข้าทำยังไงพวกท่านถึงจะยอมเชื่อ” “ไม่มี” เหวินอี้เป็นคนตอบ น้ำเสียงที่เย็นชาทำให้ข้าลุกยืนอย่างหงุดหงิดทันที แม้โลกความจริงข้าจะด่าคนอื่นในใจและจินตนาการว่าต่อยคนอื่นในหัว แต่ว่านี่คือในนิยายข้ามีความกล้ามากกว่าหลายเท่านัก อยากยกเท้าถีบเรียงคนจริงๆ เป็นแค่กระดาษมีชีวิตแท้ๆ “ในเมื่อพวกท่านไม่เข้าใจ ข้าจะไปหาเจียวจิง นางจะต้องเข้าใจข้าแน่ๆ” ข้าลุกเดินไปหานางแต่ขณะที่ข้ากำลังจะถึงตัว แขนก็ถูกกระชากและถูกผลักให้ออกห่าง เหล่าองค์ชายทั้งสามต่างมายืนขวางข้าและปกป้องนางที่นั่งมองอย่างงงๆ ตอนนี้ข้ารู้สึกเหมือนนางเป็นดอกไม้งาม ข้าคือแมลงร้าย ส่วนเจ้าพวกนี้คือยาฆ่าแมลง! เอาเถอะ ไม่แปลกก็ข้านั้นเป็นตัวร้าย พวกเขาก็คงกังวลเป็นธรรมดา ดังนั้นข้าจะไม่โกรธ ยังยิ้มแย้ม ไม่แสดงออกว่าไม่พอใจหรือร้ายกาจ ทั้งที่ใจจริงเริ่มจะไม่ไหวแล้ว “ข้าก็แค่อยากเข้าไปพูดคุยกับเจียวจิงสักหน่อยเท่านั้น ถ้าพวกท่านไม่พอใจข้าก็จะกลับไปนั่งที่เดิมก็ได้” เจียวจิงรีบเชิญให้ข้านั่ง แต่มีหรือที่เหล่าฮาเร็มจะยอม ข้าเลยได้แต่ก้มหัวแล้วกลับไปนั่งที่เดิม จากนั้นกลายเป็นว่าโต๊ะนี้เหลือเพียงข้าแค่คนเดียวที่นั่งอยู่เพราะสามฮาเร็มให้ข้ารับใช้จัดโต๊ะใหม่ให้ ข้าชินแล้วเพราะโลกความจริงข้านั้นล้วนถูกคนอื่นรังเกียจ แค่นี้หน้าข้าไม่ชาหรอก ทั้งยังด้านหนาไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรแต่ก็หงุดหงิด จากนั้นฮ่องเต้ก็กล่าวต้อนรับเหล่าองค์ชายและองค์หญิงที่มาเป็นทูตในครั้งนี้ ทูตนั้นต้องอยู่ที่นี่จนกว่าจะขึ้นรัชกาลใหม่ และข้าก็ไม่รู้ว่าบัลลังก์จะเปลี่ยนเมื่อไร ห้าปี สิบปี หรือมากกว่านั้น แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าตนเองอยู่ในฐานะตัวประกัน เพราะฮ่องเต้ต้องการป้องกันไม่ให้เหล่าแคว้นใต้อาณัติทำเรื่องใดๆ ที่เป็นการเหิมเกริมต่อแคว้นหลิง โดยหารู้ไม่ว่านอกจากเจียวจิง ทุกคนล้วนไม่ใช่คนที่แคว้นต้องการ ซูเม่ยนั้นด้วยนิสัยที่ร้ายกาจ ฮ่องเต้แคว้นซื่อคงอยากจะขับไล่ไสสงใจแทบขาด เพราะกลัวจะเป็นภัยต่อซูหมิงผู้เป็นน้องชายซึ่งภายภาคหน้าจะกลายเป็นฮ่องเต้แคว้นซื่อคนต่อไป ดังนั้นย่อมดีใจแน่นอนที่ข้าจากมา เหวินอี้ เกิดจากมารดาที่เป็นสามัญชน ทั้งชีวิตในวัยเด็กยังเป็นเพียงเด็กชาวบ้านธรรมดา แน่นอนว่าองค์ชายที่เคยเป็นสามัญชนย่อมถูกรังเกียจจากเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ ฮ่องเต้แคว้นอีก็ไม่ได้สนใจนักหรือไม่อาจลืมไปแล้วว่ามีโอรสอีกคน ดังนั้นจึงเหมือนตัวคนเดียวในวังหลวง หยางชุน องค์ชายจอมเสเพลและเจ้าชู้ไปเรื่อยไม่เว้นแม้แต่ข้ารับใช้ ทั้งยังเที่ยวหอนางโลม มีเรื่องชกต่อยกับชาวบ้าน ใจร้อนโวยวาย ก่อเรื่องสารพัดจนผู้คนในวังหลวงเอือมระอา แม้แต่ฮ่องเต้แคว้นซานยังประกาศไม่ให้เหยียบตำหนักของพระองค์ สรุปคือทั้งสามคนล้วนเป็นองค์ชายที่ไม่มีใครต้องการ ฮ่องเต้แคว้นหลิงคงคาดการณ์ผิดแล้วที่จะใช้สามคนนี้เป็นตัวประกันเพื่อกดอำนาจของแต่ละแคว้น เพราะต่อให้ตายแคว้นตัวเองก็ไม่สนใจหรอก คงมีแค่เจียวจิงที่เป็นองค์หญิงผู้เป็นที่รักของแคว้น และที่นางมาที่นี่คงไม่พ้นอยากอยู่ใกล้เฟิงอวิ๋นซึ่งเป็นคนรัก บางทีอีกไม่นานทั้งสองอาจอภิเษกกันและนางคงอยู่ที่นี่ตลอดไป หลังฮ่องเต้พูดซะยาวนาน ข้าก็ฉีกไก่แล้วเคี้ยวอย่างไม่สนใจผู้ใด แม้จะรับรู้สายตาจากผู้อื่นที่ลอบมองอย่างชื่นชมในความงาม ข้าก็เพียงนิ่ง หลังจากงานเลี้ยงเลิกราข้ากับจิวเมี่ยวก็เดินกลับตำหนัก พลางสนทนาไปเรื่อย ตั้งแต่รสชาติอาหารและความเป็นอยู่ของแคว้นนี้ “แคว้นนี้อุดมสมบูรณ์มากเลยนะเพคะ แค่หม่อมฉันมองไก่ต้มในชามก็รับรู้ว่าแตกต่างจากไก่ของแคว้นเรานัก เพราะไก่แคว้นซื่อนั้นผอมแห้งมีแต่กระดูก ขนาดวังหลวงยังหาตัวที่มีเนื้อเยอะแทบไม่ได้เลย” ข้าพยักหน้าเป็นดังที่จิวเมี่ยวพูด ข้านั้นเคยแทะไก่แล้วเจอแต่กระดูก ถ้าเป็นไก่ย่างไม้ละ ห้าบาท สิบบาทแถวตลาดนัดยังพอเข้าใจแต่นี่เป็นไก่ในวังหลวงกลับได้กินแบบนี้ คิดดูเถอะว่าแคว้นจะยากจนและทรัพยากรจะแร้นแค้นแค่ไหน กลับถึงตำหนักเปลี่ยนชุดเพื่อเข้านอน พลางมองท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีเป็นมืดมิด ไม่รู้ทำไมเกิดความเหงาและนึกถึงห้องเช่าเท่ารูหนูขึ้นมา คิดว่าป่านนี้มาม่าที่ซื้อไว้จะมีซองไหนใกล้หมดอายุแล้วบ้าง คิดแล้วเสียดายยิ่งนักกว่าจะถึงด้านล่างขาของข้าก็สั่นจนแทบก้าวเดินไม่ออก จิวเมี่ยวก็ไม่ไหวเช่นกัน แต่ไม่มีใครสนใจสองนายบ่าวที่แทบตายสองคนนี้เลยสักนิด ความรู้สึกตอนนี้คือพวกเราสองคนนั้นเกะกะ และไร้ตัวตนสุดๆพอขึ้นบนรถม้าได้ก็ต้องถอนหายใจยาวและเอนหลังทันที คิดถึงเตียงนักกะจะไปนอนสบายในตำหนักแต่ไม่รู้ว่าฮ่องเต้คิดเล่นพิเรนอะไร ถึงให้พวกเราปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาและแวะที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งเพื่อเดินเที่ยวชมตลาดข้ากับจิวเมี่ยวฝืนสังขารและค่อยๆ เดินดูของกันสองคน ส่วนคนอื่นก็เดินเกาะกลุ่มกันไป“จิวเมี่ยวเจ้าชอบหรือเปล่า” ข้ามองเครื่องประดับหลากสีที่น่าจะเอาไว้ติดผม คิดว่าของพวกนี้จิวเมี่ยวน่าจะชอบ“สวยเพคะ” นางก็หยิบจับอย่างพอใจ“ดูเครื่องประดับหรือเจ้าคะ” เจียวจิงเดินมาหาข้า“อะ..อืม”นางมองแล้วยิ้ม “สวยงามนัก จิวเมี่ยวต้องเหมาะกับเจ้าอย่างแน่นอน”“องค์…ท่านเจียวจิงชมข้าน้อยเกินไปแล้ว”“เจ้าอย่าถ่อมตัวเลย เจ้าเหมาะนัก เอ่อ…อีกอย่างท่านซูเม่ยข้าอาจจะพูดเหลวไหลแต่ท่านก็เหมาะไม่แพ้กัน”“ข้าเป็นชาย จะเหมาะได้อย่างไร” ข้าขมวดคิ้ว“ขะ..ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าช่างเสียมารยาทนัก”“ไม่เป็นไร…จิวเมี่ยวถ้าเจ้าชอบ ข้าจะซื้อให้”“แ
เช้าต่อมาข้าและคนอื่นจากแคว้นใต้อาณัติได้เดินทางพร้อมฮ่องเต้เพื่อไปไหว้พระบนภูเขา ซึ่งเป็นวัดที่ฮ่องเต้หย่งเล่อนับถือ ข้านั่งมองทิวทัศน์ด้านนอกจากในรถม้า พลางชื่นชมรอบข้างอย่างยินดี สายลมอ่อนๆ ชวนให้น่าหลับใหลยิ่งนัก“ที่นี่ต้นไม้ ต้นหญ้าล้วนเขียวชอุ่มนัก”จิวเมี่ยวพยักหน้า “นั่นสิเพคะ….หม่อมฉันรู้สึกว่าสวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมต่อแคว้นซื่อเลยจริงๆ”ข้าถอนหายใจ นางคงรักแคว้นซื่อมากจริงๆ แต่ว่าไม่รู้อีกนานแค่ไหนที่นางจะได้กลับแคว้นบ้านเกิดในเมื่อฮ่องเต้ยังต้องการกดหัวแคว้นทั้งสี่อยู่แบบนี้ แต่ถ้ากดหัวไม่อยู่เมื่อใดพวกเราที่เป็นตัวประกันก็ตายเมื่อนั้นข้าจึงทำได้เพียงพูดปลอบ “เจ้าอย่าได้เศร้าเลย…ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราสองคนไหว้พระขอพรเพื่อขอให้แคว้นซื่อเจริญรุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์ดีไหม”นางยิ้มทันที “เพคะ”เดินทางมาได้สักพักจึงมาถึงที่หมาย แต่ว่าพอเห็นบันไดที่ใช้เดินขึ้นภูเขาไปยังวัดแล้วข้าก็เริ่มถอดใจ มันสูงมากจริงๆ เหมือนวัดไทยที่มีบันไดสูงๆ จากตีนเขาไปจนถึงยอดเขาทุกคนเริ่มก้าวเดิน ข้าก็ต้องจำใจเดินตามไป เหล่าฮาเร็มบางคนก็อยู่ไม่ห่างจากเจียวจิงเลย ประคบประหงมกันดีจริงๆ ส่วนข้านั้นนอกจากจิว
“หึ อย่างเจ้าจะมาเปลี่ยนแปลงอะไรตอนนี้” เฟิงอวิ๋นพูดพลางหัวเราะเยาะข้าถอนหายใจท่าทางเจ้าพวกนี้จะไม่ยอมเชื่อข้าง่ายๆ“แล้วจะให้ข้าทำยังไงพวกท่านถึงจะยอมเชื่อ”“ไม่มี” เหวินอี้เป็นคนตอบ น้ำเสียงที่เย็นชาทำให้ข้าลุกยืนอย่างหงุดหงิดทันทีแม้โลกความจริงข้าจะด่าคนอื่นในใจและจินตนาการว่าต่อยคนอื่นในหัว แต่ว่านี่คือในนิยายข้ามีความกล้ามากกว่าหลายเท่านัก อยากยกเท้าถีบเรียงคนจริงๆ เป็นแค่กระดาษมีชีวิตแท้ๆ“ในเมื่อพวกท่านไม่เข้าใจ ข้าจะไปหาเจียวจิง นางจะต้องเข้าใจข้าแน่ๆ”ข้าลุกเดินไปหานางแต่ขณะที่ข้ากำลังจะถึงตัว แขนก็ถูกกระชากและถูกผลักให้ออกห่าง เหล่าองค์ชายทั้งสามต่างมายืนขวางข้าและปกป้องนางที่นั่งมองอย่างงงๆ ตอนนี้ข้ารู้สึกเหมือนนางเป็นดอกไม้งาม ข้าคือแมลงร้าย ส่วนเจ้าพวกนี้คือยาฆ่าแมลง!เอาเถอะ ไม่แปลกก็ข้านั้นเป็นตัวร้าย พวกเขาก็คงกังวลเป็นธรรมดา ดังนั้นข้าจะไม่โกรธ ยังยิ้มแย้ม ไม่แสดงออกว่าไม่พอใจหรือร้ายกาจ ทั้งที่ใจจริงเริ่มจะไม่ไหวแล้ว“ข้าก็แค่อยากเข้าไปพูดคุยกับเจียวจิงสักหน่อยเท่านั้น ถ้าพวกท่านไม่พอใจข้าก็จะกลับไปนั่งที่เดิมก็ได้” เจียวจิงรีบเชิญให้ข้านั่ง แต่มีหรือที่เหล่าฮาเร็ม
แอบเห็นพวกเหวินอี้ขมวดคิ้ว ท่าทางข้าจะเดาผิด ซูเม่ยเจ้าอายุเท่าใดกันนะข้าก็ดันลืมเสียด้วยสิเจียวจิงนางยิ้มให้ข้า ข้าก็ยิ้มตอบเพราะเรื่องเมื่อครู่นางไม่ผิด ข้าจะยังคงดีกับนาง ถ้าข้าไม่สติแตกเสียก่อนข้ายิ้มให้องค์ชายเหวินอี้และองค์ชายหยางชุนจากแคว้นอีและซานตามลำดับ แม้นิสัยทั้งสองจะไม่เหมือนกัน หนึ่งคนเยือกเย็นนิ่งเฉย หนึ่งคนเจ้าชู้ใจร้อน แต่ที่เหมือนกันคือไม่มีใครยิ้มตอบให้ข้าสักคน ทำให้ยิ้มของข้าครั้งนี้เป็นหมันหลังจากพูดคุยกับฮ่องเต้พอเป็นพิธี ทุกคนต่างเดินออกจากท้องพระโรงเพื่อกลับตำหนัก และจะมาเจอกันอีกครั้งที่งานเลี้ยงต้อนรับตอนเย็น ขณะเดินออกมาด้านนอกเจียวจิงได้พูดคุยกับข้าอย่างเป็นมิตร แต่จู่ๆ ข้าก็ถูกใครบางคนผลักจากด้านหลังจนล้มลง“โอ๊ย”เข่าข้ากระแทกกับพื้นอย่างจัง จิวเมี่ยวที่ยืนรออยู่ด้านนอกรีบเข้ามาช่วยพยุง เมื่อเงยหน้ามองจึงรู้ว่าเป็นหยางชุนที่ผลักข้า“ท่านผลักข้าทำไม!”“อ้าวมีคนด้วยรึ นึกว่าของชั้นต่ำขวางอยู่”ข้าเงื้อมือขึ้นสูงกำหมัดแน่นหวังต่อย“แน่ใจว่าเจ้าจะทำร้ายข้าในเขตท้องพระโรงเช่นนี้” พูดจาว่ากวนแล้วแต่หน้าตายียวนกว่ามือที่เงื้อสั่นเทา ลังเลอยู่นานสุดท้ายจึงลด
“กรี๊ดดดดด”หญิงชราล้มลงอีกครั้ง ความชุลมุนบังเกิดข้าบีบแขนนางแล้วตะคอกใส่“สารภาพสิว่าเจ้าเป็นหัวขโมย! สารภาพมา!”ปึก!“องค์ชาย!”ข้านั้นถูกกระชากแล้วผลักจนล้มลงอย่างแรงอีกครั้ง ปลายดาบของเฟิงอวิ๋นจ่อที่คอข้า“หยุด! หากเจ้ายังไม่หยุดข้าจะสั่งให้ทหารนำตัวเจ้าไปขัง!”ข้ามองไปรอบๆ ตอนนี้ข้ากลายเป็นคนเลวในสายตาคนอื่นไปหมดสิ้นแล้ว เฟิงอวิ๋นแทบอยากจะฆ่าข้า เหวินอี้มองข้าอย่างเย็นชาจนแทบกลายเป็นเศษดินมากกว่าเดิมข้าหันไปมองเจียวจิงแล้วยิ้มให้“เจียวจิงเจ้าเชื่อข้าใช่ไหม ข้าเป็นเพื่อนเจ้านะ”นางหลบสายตา“เจ้ากลับแคว้นเจ้าไปซะ ที่นี่ไม่ยินดีต้อนรับคนอย่างเจ้า!”“จะยินดีหรือไม่ ไม่สำคัญในเมื่อตอนนี้ข้าเป็นทูตจากแคว้นซื่อ ถ้าท่านจะไล่ข้ากลับไปฮ่องเต้คงจะไม่พอพระทัย” ข้ายกยิ้มเหมือนผู้ชนะส่วนเขาฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ“เอาดาบออกไปจากคอข้าซะ!”เฟิงอวิ๋นยังคงนิ่ง เรามองตากันไม่ลดละไม่มีใครยอมใครจนกระทั่งเจียวจิงเอ่ยขอร้องเขาถึงยอมเก็บดาบอย่างไม่เต็มใจ ยายแก่ถูกเจียวจิงพยุงพาไปหาหมอ แน่นอนว่าเฟิงอวิ๋นย่อมตามนางไปข้ามองเหวินอี้เพื่อขอให้เขาเข้าใจ“เจ้าเดินไปวังหลวงเองเถอะ”เขาพูดเพียงเท่านั้นแล้วเดินกล
เจียวจิงนางนั้นสวยก็จริงแต่ซูเม่ยงามกว่านางมากนัก จนข้าต้องตั้งคำถามกลับว่าคนเขียนต้องการสื่ออะไรกันแน่“เจ้าเป็นอะไรมากหรือเปล่า”“ไม่เพคะ หม่อมฉันเพียงมาช่วยท่านยายที่ล้มลงกลางทางเท่านั้น”“ดีแล้ว”เหวินอี้ยิ้มให้ทันที ทั้งที่เมื่อครู่ยามอยู่กับข้ายังทำหน้าเรียบเฉยอยู่เลย ข้าแอบไม่พอใจเพียงข้าเป็นตัวร้ายถึงกับยิ้มให้ไม่ได้เชียวหรือเจียวจิงเมื่อเห็นข้านางตกใจพอสมควรแล้วรีบก้มหัวให้“องค์ชายซูเม่ย”ข้าก็ก้มหัวตอบข้าจะไม่เป็นตัวร้าย ข้าจะเป็นคนดี ดังนั้นข้าจะทำดีกับนาง ข้าจะได้มีความสุขไม่ต้องลำบากลำบนถูกคนอื่นรังเกียจ“ถอยห่างจากเจียวจิงซะ”เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมปรากฏบุรุษผู้หนึ่งที่เดินมา ร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาดั่งเทพสวรรค์มาจุติคือสิ่งที่เจ้านักเขียนนั่นบรรยายพระเอกของเรื่องนี้เขาโอบตัวนางเข้าอ้อมกอด ทั้งยังมองข้าด้วยสายตารังเกียจ แต่นางนั้นกลับขัดขืนเล็กน้อยและละจากอ้อมกอดอย่างเขินอายเหมือนหญิงสาวที่ต้องการรักษาพรมจรรย์ ทำตามจารีตประเพณีที่ดีงาม“ให้ข้าถอยไปรึ ทำไมต้องให้ข้าถอยไป”“ต้องรอให้เจ้าทำร้ายเจียวจิงก่อนรึ”แววตาและท่าทางที่ไม่เป็นมิตร บ่งบอกความเป็นศัตรูขององค์ช


![ผมไม่ได้ยั่ว เสี่ยต่างหากที่ห้ามใจไม่ได้[Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




