แชร์

ตอนที่7

ผู้เขียน: Tastsu
last update วันที่เผยแพร่: 2026-10-28 20:42:22

“กรี๊ดดดดด”

หญิงชราล้มลงอีกครั้ง ความชุลมุนบังเกิดข้าบีบแขนนางแล้วตะคอกใส่

“สารภาพสิว่าเจ้าเป็นหัวขโมย! สารภาพมา!”

ปึก!

“องค์ชาย!”

ข้านั้นถูกกระชากแล้วผลักจนล้มลงอย่างแรงอีกครั้ง ปลายดาบของเฟิงอวิ๋นจ่อที่คอข้า

“หยุด! หากเจ้ายังไม่หยุดข้าจะสั่งให้ทหารนำตัวเจ้าไปขัง!”

ข้ามองไปรอบๆ ตอนนี้ข้ากลายเป็นคนเลวในสายตาคนอื่นไปหมดสิ้นแล้ว เฟิงอวิ๋นแทบอยากจะฆ่าข้า เหวินอี้มองข้าอย่างเย็นชาจนแทบกลายเป็นเศษดินมากกว่าเดิม

ข้าหันไปมองเจียวจิงแล้วยิ้มให้

“เจียวจิงเจ้าเชื่อข้าใช่ไหม ข้าเป็นเพื่อนเจ้านะ”

นางหลบสายตา

“เจ้ากลับแคว้นเจ้าไปซะ ที่นี่ไม่ยินดีต้อนรับคนอย่างเจ้า!”

“จะยินดีหรือไม่ ไม่สำคัญในเมื่อตอนนี้ข้าเป็นทูตจากแคว้นซื่อ ถ้าท่านจะไล่ข้ากลับไปฮ่องเต้คงจะไม่พอพระทัย” ข้ายกยิ้มเหมือนผู้ชนะ

ส่วนเขาฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ

“เอาดาบออกไปจากคอข้าซะ!”

เฟิงอวิ๋นยังคงนิ่ง เรามองตากันไม่ลดละไม่มีใครยอมใครจนกระทั่งเจียวจิงเอ่ยขอร้องเขาถึงยอมเก็บดาบอย่างไม่เต็มใจ ยายแก่ถูกเจียวจิงพยุงพาไปหาหมอ แน่นอนว่าเฟิงอวิ๋นย่อมตามนางไป

ข้ามองเหวินอี้เพื่อขอให้เขาเข้าใจ

“เจ้าเดินไปวังหลวงเองเถอะ”

เขาพูดเพียงเท่านั้นแล้วเดินกลับไปที่รถม้า ใบหน้าข้าชาจนร้อน หมายความว่าเขาไม่ให้ข้าขึ้นรถม้าไปด้วยแล้วรึ ข้าแค่นหัวเราะเยาะตัวเองที่ทำดีกลับโดนด่า พอจะกลับตัวกลับใจเเต่ไม่มีใครเชื่อ

นึกเเล้วสงสารทั้งซูเม่ยเเละตัวเอง

“องค์ชายเจ็บตรงไหนไหมเพคะ”

ข้าส่ายหน้าแล้วค่อยๆ ลุกยืน เดินไปข้างทางเพื่อหลบรถม้าที่กำลังผ่านไป ชาวบ้านต่างรวมกลุ่มมาด่าข้าไม่ลดละ ข้ามองพวกมันตาขวางแล้วตะวาดลั่น

“หุบปากซะ ไม่งั้นปากของพวกเจ้าจะต้องถูกตัดที่ว่าร้ายเบื้องสูง!”

เพียงเท่านั้นพวกมันต่างหยุดนิ่ง

“ไปกันเถอะจิวเมี่ยว”

ข้าว่าแล้วเดินตามรถม้าของเหวินอี้ไปยังวังหลวง ในใจทั้งแค้นทั้งเสียใจ บอกตัวเองว่าเอาใหม่ แต่กว่าข้าจะเดินไปถึงหน้าประตูทางเข้าวังหลวงขานั้นก็ล้าจนสั่น ทหารมองข้าทั้งสองแล้วยืนขวางไม่ให้เข้าไป จนข้าต้องยกป้ายฐานะขององค์ชายแคว้นซื่อให้ดูพวกมันจึงยอมหลีกทาง

ข้ารีบเดินตามขันทีผู้หนึ่งที่นำทางไปยังท้องพระโรงเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้แคว้นหลิง เเต่ระหว่างนั้นเพราะความงดงามของข้าที่มากเกินไปจึงทำให้เหล่าข้าราชบริพารต่างมองกันตาค้าง แต่ข้าก็ไม่ได้สนใจพวกมัน

ข้าก้าวเข้าไปด้านในท้องพระโรง เเละเมื่อเงยหน้ามองเบื้องหน้าต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ ความน่าเกรงขามนั้นต่างจากฮ่องเต้แคว้นซื่อนักแม้จะเข้าสู่วัยชราแล้วก็ตาม แต่ท่าทางจะหัวแข็งน่าดู สองข้างของท้องพระโรงเต็มไปด้วยขุนนางมากมาย หากเเต่สายตาข้าเห็นคนผู้หนึ่งที่เพิ่งทิ้งให้ข้าเดินมา นั่งรออยู่ก่อนแล้ว

นึกแค้นใจ ข้าต้องเดินมาในขณะที่พวกมันอยู่บนรถม้าอย่างสบายใจ เพราะไม่ใช่แค่เหวินอี้แต่เจียวจิงและองค์ชายอีกคนก็นั่งอยู่ก่อนแล้ว

“กระหม่อมองค์ชายซูเม่ยเเห่งแคว้นซื่อคำนับฮ่องเต้หย่งเล่อ” ข้าคุกเข่าคำนับ

“ลุกขึ้นเถอะ”

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”

ข้าลุกยืนจากนั้นก็ถูกเชิญให้นั่งลงบนเก้าอี้ซึ่งนั่งถัดจากเจียวจิง ขุนนางหลายคนต่างมองข้าด้วยสายตาไม่ต่างจากข้ารับใช้นักแม้จะไม่มองแบบโจ่งแจ้งแต่ก็แอบชำเลืองมอง

“ปีนี้เจ้าอายุเท่าใดแล้วรึ” ฮ่องเต้เอ่ยถามข้า

ข้านิ่งงันพลันนึกถึงอายุของซูเม่ยปรากฏว่านั่งคิดอยู่นานก็คิดไม่ออก ถ้าอายุข้าล่ะก็ ยี่สิบเก้าแล้วอีกปีเดียวก็เข้าเลขสามแล้วสิ ลอบถอนหายใจก่อนจะรีบนึกอายุซูเม่ยอีกครั้ง

“เอ่อ….อายุเท่าองค์ชายเฟิงอวิ๋นพ่ะย่ะค่ะ”

“งั้นรึ น่ายินดีนักถ้าสนิทกันได้ย่อมดี”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ข้าคือตัวร้ายในนิยาย   ตอนที่12

    ข้าหันไปมองแล้วรู้สึกจุกในอก ทั้งเจ็บทั้งโกรธ บอกตัวเองสงบเข้าไว้ ที่ข้าขันติไม่ใช่ว่าทนได้แต่เพื่อไม่ให้ตัวเองพบจุดจบเหมือนซูเม่ยในนิยายที่ตายอย่างอนาจดังนั้นจึงต้องทำเช่นนี้ไม่โวยวายใดๆจิวเมี่ยวรีบมาพยุงข้า ทั้งยังร้องไห้ถามว่าบาดเจ็บตรงไหนไหม ข้าก็ส่ายหน้า นางดีต่อข้ามากจริงๆ จิวเมี่ยวยังเปลี่ยนใจได้เลย พวกนั้นเองก็คงไม่ต่างกันแต่สุดท้ายที่ข้าคิดว่าใจทุกคนนั้นเปลี่ยนได้ล้วนผิดมหันต์ เพราะตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนเต็มข้านั้นทุ่มเทเพื่อให้พวกเขารับรู้ว่าข้านั้นเปลี่ยนไปแล้วแต่พวกเขาก็ไม่เคยเห็นค่าเลยไม่ว่าจะทำขนมทั้งที่ข้านั้นทำไม่เป็นแต่ก็ฝึกทำจนสำเร็จแล้วนำไปแจกเหล่าองค์ชาย ปรากฏว่าไม่กินไม่พอ บางคนถึงขนาดทิ้งต่อหน้าข้าและเหยียบซ้ำ ไม่ต้องเอ่ยว่าใครถ้าไม่ใช่เฟิงอวิ๋นและหยางชุน เหวินอี้เพียงพยักหน้านิ่งแต่ข้าคิดว่าเขาคงตั้งขนมไว้อย่างนั้นพอมันเสียแล้วค่อยทิ้ง ส่วนองค์ชายสามโยนให้ปลากิน แต่ก็ยังดีที่ขนมข้าไม่เป็นหมันนอกจากนี้ข้ายังไปหาเจียวจิงบ่อยขึ้น เพื่อให้ผู้อื่นรู้ว่าข้านั้นจะไม่ทำร้ายนางอีกแล้วแต่ว่าพวกฮาเร็มกลับมาด่าข้าถึงตำหนักว่าห้ามเข้าใกล้เจียวจิงเด็ดขาดข้าจึงคิดใหม่โดยก

  • ข้าคือตัวร้ายในนิยาย   ตอนที่11

    กว่าจะถึงด้านล่างขาของข้าก็สั่นจนแทบก้าวเดินไม่ออก จิวเมี่ยวก็ไม่ไหวเช่นกัน แต่ไม่มีใครสนใจสองนายบ่าวที่แทบตายสองคนนี้เลยสักนิด ความรู้สึกตอนนี้คือพวกเราสองคนนั้นเกะกะ และไร้ตัวตนสุดๆพอขึ้นบนรถม้าได้ก็ต้องถอนหายใจยาวและเอนหลังทันที คิดถึงเตียงนักกะจะไปนอนสบายในตำหนักแต่ไม่รู้ว่าฮ่องเต้คิดเล่นพิเรนอะไร ถึงให้พวกเราปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาและแวะที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งเพื่อเดินเที่ยวชมตลาดข้ากับจิวเมี่ยวฝืนสังขารและค่อยๆ เดินดูของกันสองคน ส่วนคนอื่นก็เดินเกาะกลุ่มกันไป“จิวเมี่ยวเจ้าชอบหรือเปล่า” ข้ามองเครื่องประดับหลากสีที่น่าจะเอาไว้ติดผม คิดว่าของพวกนี้จิวเมี่ยวน่าจะชอบ“สวยเพคะ” นางก็หยิบจับอย่างพอใจ“ดูเครื่องประดับหรือเจ้าคะ” เจียวจิงเดินมาหาข้า“อะ..อืม”นางมองแล้วยิ้ม “สวยงามนัก จิวเมี่ยวต้องเหมาะกับเจ้าอย่างแน่นอน”“องค์…ท่านเจียวจิงชมข้าน้อยเกินไปแล้ว”“เจ้าอย่าถ่อมตัวเลย เจ้าเหมาะนัก เอ่อ…อีกอย่างท่านซูเม่ยข้าอาจจะพูดเหลวไหลแต่ท่านก็เหมาะไม่แพ้กัน”“ข้าเป็นชาย จะเหมาะได้อย่างไร” ข้าขมวดคิ้ว“ขะ..ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าช่างเสียมารยาทนัก”“ไม่เป็นไร…จิวเมี่ยวถ้าเจ้าชอบ ข้าจะซื้อให้”“แ

  • ข้าคือตัวร้ายในนิยาย   ตอนที่10

    เช้าต่อมาข้าและคนอื่นจากแคว้นใต้อาณัติได้เดินทางพร้อมฮ่องเต้เพื่อไปไหว้พระบนภูเขา ซึ่งเป็นวัดที่ฮ่องเต้หย่งเล่อนับถือ ข้านั่งมองทิวทัศน์ด้านนอกจากในรถม้า พลางชื่นชมรอบข้างอย่างยินดี สายลมอ่อนๆ ชวนให้น่าหลับใหลยิ่งนัก“ที่นี่ต้นไม้ ต้นหญ้าล้วนเขียวชอุ่มนัก”จิวเมี่ยวพยักหน้า “นั่นสิเพคะ….หม่อมฉันรู้สึกว่าสวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมต่อแคว้นซื่อเลยจริงๆ”ข้าถอนหายใจ นางคงรักแคว้นซื่อมากจริงๆ แต่ว่าไม่รู้อีกนานแค่ไหนที่นางจะได้กลับแคว้นบ้านเกิดในเมื่อฮ่องเต้ยังต้องการกดหัวแคว้นทั้งสี่อยู่แบบนี้ แต่ถ้ากดหัวไม่อยู่เมื่อใดพวกเราที่เป็นตัวประกันก็ตายเมื่อนั้นข้าจึงทำได้เพียงพูดปลอบ “เจ้าอย่าได้เศร้าเลย…ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราสองคนไหว้พระขอพรเพื่อขอให้แคว้นซื่อเจริญรุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์ดีไหม”นางยิ้มทันที “เพคะ”เดินทางมาได้สักพักจึงมาถึงที่หมาย แต่ว่าพอเห็นบันไดที่ใช้เดินขึ้นภูเขาไปยังวัดแล้วข้าก็เริ่มถอดใจ มันสูงมากจริงๆ เหมือนวัดไทยที่มีบันไดสูงๆ จากตีนเขาไปจนถึงยอดเขาทุกคนเริ่มก้าวเดิน ข้าก็ต้องจำใจเดินตามไป เหล่าฮาเร็มบางคนก็อยู่ไม่ห่างจากเจียวจิงเลย ประคบประหงมกันดีจริงๆ ส่วนข้านั้นนอกจากจิว

  • ข้าคือตัวร้ายในนิยาย   ตอนที่9

    “หึ อย่างเจ้าจะมาเปลี่ยนแปลงอะไรตอนนี้” เฟิงอวิ๋นพูดพลางหัวเราะเยาะข้าถอนหายใจท่าทางเจ้าพวกนี้จะไม่ยอมเชื่อข้าง่ายๆ“แล้วจะให้ข้าทำยังไงพวกท่านถึงจะยอมเชื่อ”“ไม่มี” เหวินอี้เป็นคนตอบ น้ำเสียงที่เย็นชาทำให้ข้าลุกยืนอย่างหงุดหงิดทันทีแม้โลกความจริงข้าจะด่าคนอื่นในใจและจินตนาการว่าต่อยคนอื่นในหัว แต่ว่านี่คือในนิยายข้ามีความกล้ามากกว่าหลายเท่านัก อยากยกเท้าถีบเรียงคนจริงๆ เป็นแค่กระดาษมีชีวิตแท้ๆ“ในเมื่อพวกท่านไม่เข้าใจ ข้าจะไปหาเจียวจิง นางจะต้องเข้าใจข้าแน่ๆ”ข้าลุกเดินไปหานางแต่ขณะที่ข้ากำลังจะถึงตัว แขนก็ถูกกระชากและถูกผลักให้ออกห่าง เหล่าองค์ชายทั้งสามต่างมายืนขวางข้าและปกป้องนางที่นั่งมองอย่างงงๆ ตอนนี้ข้ารู้สึกเหมือนนางเป็นดอกไม้งาม ข้าคือแมลงร้าย ส่วนเจ้าพวกนี้คือยาฆ่าแมลง!เอาเถอะ ไม่แปลกก็ข้านั้นเป็นตัวร้าย พวกเขาก็คงกังวลเป็นธรรมดา ดังนั้นข้าจะไม่โกรธ ยังยิ้มแย้ม ไม่แสดงออกว่าไม่พอใจหรือร้ายกาจ ทั้งที่ใจจริงเริ่มจะไม่ไหวแล้ว“ข้าก็แค่อยากเข้าไปพูดคุยกับเจียวจิงสักหน่อยเท่านั้น ถ้าพวกท่านไม่พอใจข้าก็จะกลับไปนั่งที่เดิมก็ได้” เจียวจิงรีบเชิญให้ข้านั่ง แต่มีหรือที่เหล่าฮาเร็ม

  • ข้าคือตัวร้ายในนิยาย   ตอนที่8

    แอบเห็นพวกเหวินอี้ขมวดคิ้ว ท่าทางข้าจะเดาผิด ซูเม่ยเจ้าอายุเท่าใดกันนะข้าก็ดันลืมเสียด้วยสิเจียวจิงนางยิ้มให้ข้า ข้าก็ยิ้มตอบเพราะเรื่องเมื่อครู่นางไม่ผิด ข้าจะยังคงดีกับนาง ถ้าข้าไม่สติแตกเสียก่อนข้ายิ้มให้องค์ชายเหวินอี้และองค์ชายหยางชุนจากแคว้นอีและซานตามลำดับ แม้นิสัยทั้งสองจะไม่เหมือนกัน หนึ่งคนเยือกเย็นนิ่งเฉย หนึ่งคนเจ้าชู้ใจร้อน แต่ที่เหมือนกันคือไม่มีใครยิ้มตอบให้ข้าสักคน ทำให้ยิ้มของข้าครั้งนี้เป็นหมันหลังจากพูดคุยกับฮ่องเต้พอเป็นพิธี ทุกคนต่างเดินออกจากท้องพระโรงเพื่อกลับตำหนัก และจะมาเจอกันอีกครั้งที่งานเลี้ยงต้อนรับตอนเย็น ขณะเดินออกมาด้านนอกเจียวจิงได้พูดคุยกับข้าอย่างเป็นมิตร แต่จู่ๆ ข้าก็ถูกใครบางคนผลักจากด้านหลังจนล้มลง“โอ๊ย”เข่าข้ากระแทกกับพื้นอย่างจัง จิวเมี่ยวที่ยืนรออยู่ด้านนอกรีบเข้ามาช่วยพยุง เมื่อเงยหน้ามองจึงรู้ว่าเป็นหยางชุนที่ผลักข้า“ท่านผลักข้าทำไม!”“อ้าวมีคนด้วยรึ นึกว่าของชั้นต่ำขวางอยู่”ข้าเงื้อมือขึ้นสูงกำหมัดแน่นหวังต่อย“แน่ใจว่าเจ้าจะทำร้ายข้าในเขตท้องพระโรงเช่นนี้” พูดจาว่ากวนแล้วแต่หน้าตายียวนกว่ามือที่เงื้อสั่นเทา ลังเลอยู่นานสุดท้ายจึงลด

  • ข้าคือตัวร้ายในนิยาย   ตอนที่7

    “กรี๊ดดดดด”หญิงชราล้มลงอีกครั้ง ความชุลมุนบังเกิดข้าบีบแขนนางแล้วตะคอกใส่“สารภาพสิว่าเจ้าเป็นหัวขโมย! สารภาพมา!”ปึก!“องค์ชาย!”ข้านั้นถูกกระชากแล้วผลักจนล้มลงอย่างแรงอีกครั้ง ปลายดาบของเฟิงอวิ๋นจ่อที่คอข้า“หยุด! หากเจ้ายังไม่หยุดข้าจะสั่งให้ทหารนำตัวเจ้าไปขัง!”ข้ามองไปรอบๆ ตอนนี้ข้ากลายเป็นคนเลวในสายตาคนอื่นไปหมดสิ้นแล้ว เฟิงอวิ๋นแทบอยากจะฆ่าข้า เหวินอี้มองข้าอย่างเย็นชาจนแทบกลายเป็นเศษดินมากกว่าเดิมข้าหันไปมองเจียวจิงแล้วยิ้มให้“เจียวจิงเจ้าเชื่อข้าใช่ไหม ข้าเป็นเพื่อนเจ้านะ”นางหลบสายตา“เจ้ากลับแคว้นเจ้าไปซะ ที่นี่ไม่ยินดีต้อนรับคนอย่างเจ้า!”“จะยินดีหรือไม่ ไม่สำคัญในเมื่อตอนนี้ข้าเป็นทูตจากแคว้นซื่อ ถ้าท่านจะไล่ข้ากลับไปฮ่องเต้คงจะไม่พอพระทัย” ข้ายกยิ้มเหมือนผู้ชนะส่วนเขาฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ“เอาดาบออกไปจากคอข้าซะ!”เฟิงอวิ๋นยังคงนิ่ง เรามองตากันไม่ลดละไม่มีใครยอมใครจนกระทั่งเจียวจิงเอ่ยขอร้องเขาถึงยอมเก็บดาบอย่างไม่เต็มใจ ยายแก่ถูกเจียวจิงพยุงพาไปหาหมอ แน่นอนว่าเฟิงอวิ๋นย่อมตามนางไปข้ามองเหวินอี้เพื่อขอให้เขาเข้าใจ“เจ้าเดินไปวังหลวงเองเถอะ”เขาพูดเพียงเท่านั้นแล้วเดินกล

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status