Share

ตอนที่ 16 อกตัญญู

last update Last Updated: 2026-01-14 20:18:25

ตอนที่ 16 อกตัญญู

 

ศาลต้าหลี่ที่มีโถงกว้างเสาหินสูงตระหง่านทอดเงายาวราวกับกรงขังที่มองไม่เห็นเป็นที่พิพากษาถูกผิด

ยามปกติไร้ผู้คนยามพิพากษากลับเนืองแน่น

ดังเช่นวันนี้ที่ครบกำหนดการพิพากษาคดีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียน

ชาวบ้านด้านนอกศาลต่างพากัน

พูดคุยกันเป็นวงกว้าง

เมื่อได้เวลาผู้คุมพาสองพ่อลูกออกมายังห้องโถงเพื่อรอฟังคำตัดสิน

เซี่ยหลัวเยี่ยนยืนอยู่กลางห้อง

นางสวมชุดนักโทษสีขาวสะอาด

หลังตรง ใบหน้านิ่งเฉย

ทว่ามือที่กำแน่นจนเล็บจิกเนื้อฝ่ามือ บอกชัดว่านางไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่แสดงออกมา

อีกด้านหนึ่ง

แม่ทัพใหญ่เซี่ยอวี้เทียนถูกนำตัวเข้ามา

โซ่ตรวนกระทบพื้นหินดัง กึงกัง

ทุกก้าวที่เขาเดิน เหมือนก้าวลงหลุมที่ลึกขึ้นเรื่อย ๆ

ใบหน้าที่เคยสง่างามคมคายบัดนี้เปรอะเปื้อนผมเผ้ายุ่งเหยิง

ร่างกายอิดโรยมีรอยเลือดที่กลางหลัง

แทบสิ้นสภาพ

แต่แววตาของเขายังมั่นคงเฉกเช่นวีรบุรุษ

และในแววตานั้น…มีเพียงบุตรสาวคนเดียว

หลัวเยี่ยน

เซี่ยอวี้เทียนนั่งคุกเข่าลงพลางหันไปมองบุตรสาวด้วยความห่วงใย

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้างได้รับบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า”

กระแสเสียงอันอบอุ่นที่ไถ่ถามแทบทำให้หญิงสาวร้องไห้ออกมา

นางเป็นคนมีเลือดเนื้อไหนเลยจะฝืนทนรับสภาพเช่นนี้ได้

หัวใจหลัวเยี่ยนเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบแน่น

ลมหายใจติดขัด

แต่ดวงตายังคงแห้งสนิท

ร้องไห้ไม่ได้

ห้ามร้อง

น้ำตาไม่ช่วยอะไร

คำสั่งขององค์รัชทายาทดังก้องขึ้นในใจ

เซี่ยหลัวเยี่ยนเลือกที่จะสูดลมหายใจ

หันหน้าไปหาบิดาด้วยแววตาเย็นชา

“ข้าสบายดีท่านไม่ต้องห่วงองค์รัชทายาทดูแลข้าเป็นอย่างดี”

เซี่ยอวี้เทียนชะงักเล็กน้อยกับกิริยาน้ำเสียงของบุตรสาว

แต่เพียงแว่บหนึ่งสายตาอ่อนโยนปรากฎขึ้น

“ดีแล้วพ่อจะได้ไม่ต้องห่วงกังวลอะไรอีก”น้ำเสียงอ่อนโยนอบอุ่

แผ่ซ่านถึงในอก

เซี่ยหลัวเยี่ยนอยากจะโผเข้าไปกอดบิดาแล้วร่ำไห้บอกเขาว่า

‘ลูกสัญญาลูกจะต้องช่วยท่านให้ได้”

ภาพความทรงจำตั้งแต่นางลืมตาตื่นมาบนโลกนี้คือชายผู้นี้ที่ให้ความอบอุ่น

สั่งสอนเลี้ยงดูห่วงใยตามใจนางคือที่พึ่งพิงในทุกยาม

นางจะต้องอดทนผ่านวันนี้ไปให้ได้

เพื่อเขา

สองพ่อลูกจมจ่อมอยู่ในความเงียบ

นั่งรอเวลาให้เรื่องนี้จบลง

“องค์รัชทายาทเสด็จเป็นประธานในพิธี”

สิ้นคำขันทีกล่าวประกาศ

โม่จิ่งเหิงเดินออกมาจากประตูโดยมีเหล่าองค์รักษ์เดินเป็นขบวนนำมา

เขาเดินผ่านนางไปนั่งประจำที่

มิเหลือบแลแม้แต่น้อย

ใบหน้าเย็นชาแววเนตรไร้อารมณ์ใด

ริมฝีปากหยักเรียบให้ความรู้สึกราวกำลังเย้ยหยันทุกสรรพสิ่ง

ดวงตาคมเข้มดำลึกล้ำยากหยั่งถึง

รับกับคิ้วเข้มเรียวดังดาบคม

เพิ่มเสน่ห์ชวนหลงใหล

แต่มิใช่กับเซี่ยหลัวเยี่ยนนางมิเหลือบแลเขาเช่นกัน

หลิวจิ้งเหยียนโค้งคำนับเมื่อองค์รัชทายาทประทับนั่ง

เวลาต่อมาอัครเสนาบดีกับเซี่ยอวี้เฉิงและหลิวอวี้เหวินเดินเข้ามายังที่นั่ง

เขาทำความเคารพองค์รัชทายาท

“หม่อมฉันมาในฐานะฝ่ายราชสำนักขอมาฟังคำตัดสินด้วยพะย่ะค่ะ”

เขากล่าว

“อืม..เราเข้าใจแล้วท่านเป็นห่วงเกรงเราจะตัดสินได้ไม่ยุติธรรมพอใช่หรือไม่”

โม่จิ่งเหิงตรัสตอบใบหน้ายิ้มพราย

อัครเสนาบดีใบหน้าเข้มขึ้น

“พระองค์ทรงตรัสเกินไปแล้วหม่อมฉันเพียงทำตามหน้าที่หากพระองค์ตัดสินอย่างยุติธรรมก็ไม่มีสิ่งใดที่หม่อมฉันจะว่ากล่าวได้”

คำพูดเชือดเฉือนไม่กริ่งเกรงนี่

คงเพราะคิดว่าตนกุมอำนาจได้แล้วกระมัง

องค์รัชทายาทยกยิ้มริมฝีปากหยักได้รูปขึ้น

หลิวจิ้งเหยียนใบหน้าเรียบตึงแสดงชัดว่าไม่พอใจ

“ท่านอัครเสนาบดีช่างยิ่งใหญ่ถึงกับกล้าดูถูกองค์รัชทายาทและความยุติธรรมของศาลแล้วรึขอรับ”

ชิ้ง!ทุกคนราวได้ยินเสียงคมมีดฟันลง

ที่ตัวอัครเสนาบดี

“ท่านตุลาการกล่าวหนักเกินไปแล้วท่านอัครเสนาบดีเพียงต้องการมาเพื่อเป็นหูเป็นตาให้ราชสำนักเปรียบเช่นทำหน้าที่ตอบแทนฝ่าบาทเช่นกันมิได้เจตนาจับผิดสักหน่อย”

เซี่ยอวี้เฉิงรีบเอ่ยออกหน้าพูดแก้ตัวแทนอัครเสนาบดี

เซี่ยอวี้เทียนเห็นการกระทำของน้องชายแล้วเกิดความรู้สึกสะอิดสะเอียนเหตุใดก่อนหน้านี้เขาถึงได้เมินเฉยต่อธาตุแท้ของเซี่ยอวี้เฉิงไปได้

ไม่คิดว่าน้องชายจะประจบประแจงเช่นนี้

เขารู้สึกอับอายต่อดวงวิญญาณบรรพบุรุษจริงๆ

หลิวจิ้งเหยียนใบหน้าบึ้งตึง

“ท่านตุลาการเปิดศาลว่าคดีเถอะเราไม่ถือโทษเอาความหรอก”

องค์รัชทายาทตรัสขึ้นคำพูดนั่นเท่ากับพระองค์เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ถือผู้น้อยกว่า

เสียงซุบซิบและใบหน้าชื่นชมของชาวบ้านเอ่ยถึงองค์รัชทายาท

อัครเสนาบดีโกรธจนเลือดขึ้นหน้าแต่จำต้องรักษากิริยาไว้

หากแต่ในใจคิดแค้นเคือง

หลิวจิ้งเหยียนคำนับรับคำสั่ง

“เปิดศาลตัดสินคดีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียน”

“จากครั้งที่แล้วพยานยืนยันมีผู้ลอบเข้าจวนท่านแม่ทัพบัดนี้ตรวจสอบลายมือในจดหมายแล้วพบว่า”

“มิใช่ลายมือคุณหนูใหญ่เซี่ยหลัวเยี่ยน”

สิ้นคำผู้คนต่างหันมาพูดคุยกันจนเกิด

เสียงเซงแซ่

“เซี่ยหลัวเยี่ยนจึงเป็นผู้บริสุทธิ์”

สิ้นคำประกาศของหลิวจิ้งเหยียน

เซี่ยหลัวเยี่ยนอดไม่ได้ที่จะเหลือบมององค์รัชทายาทซึ่งเขาก็เหลือบมองนางเช่นกัน

สองสายตาสบประสานมิใช่หวานซึ้ง

แต่เป็นนางที่ส่งผ่านความอาฆาต

โม่จิ่งเหิงกลับไม่สะทกสะท้านยกยิ้มมุมปากไม่สนใจนาง

หลิวจิ้งเหยียนเว้นวรรคเพียงเสี้ยววินาทีจึงเอ่ยต่อ

“คดีของแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนข้อหากบฏหากไม่มีผู้ใดกล่าวโทษอีกหรือไม่คัดค้านศาลจะทำการตัดสินในทันที”

เสียงดังกังวานสะท้อนไปทั่วบริเวณ

“เรียนท่านตุลาการมีผู้ต้องการมอบหลักฐานใหม่ขอรับ”

เจ้าหน้าที่ศาลโค้งคำนับรายงาน

ด้านนอกประตูเสียงฝีเท้าหนึ่งก้าวออกมา

ชายวัยกลางคน สวมชุดกุนซือ

ค้อมศีรษะอย่างนอบน้อมหน้าบัลลังก์

“ข้าน้อย หานกั๋วซิน

ขอถวายหลักฐาน”

แม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนชะงักหันมองชายคนสนิท

ดวงตาเขาหรี่ลงเล็กน้อย

ไม่ใช่เพราะตกใจ

แต่เพราะเริ่มเข้าใจ

ถึงเวลาแล้วสินะ

ม้วนบัญชี

ตราประทับ

คำให้การ

ทุกอย่างถูกวางลงอย่างเป็นระเบียบ

ราวกับเตรียมมาเนิ่นนาน

หลัวเยี่ยนรู้สึกเหมือนพื้นหินใต้เท้ากำลังถล่ม

แต่ใบหน้ายังคงนิ่งที่แท้เขามาแฝงตัวนานแล้วนางเหลือบมององค์รัชทายาทอีกครั้งเขาวางแผนมานานแล้ว

อย่างแยบคายเงียบเชียบ

โม่จิ่งเหิงมองกลับทั้งยังเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยทั้งส่งสายตาท้าทาย

ชิ้ง!ราวมีเสียงดาบฟาดฟันกันของสองสายตา

หลิวจิ้งเหยียนมองเอกสารตรงหน้า

เปิดอ่านอย่างเงียบๆอยู่นาน

ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“เซี่ยอวี้เทียนในนี้คือหลักฐานที่ท่านเบิกงบคลังจำนวนมากและรายการรับทหารเข้าประจำการเป็นจำนวนมาก

รายการจัดซื้ออาวุธมากขึ้นจนกรมคลังส่งหนังสือร้องเรียนฝ่าบาท แม้จะมีหลักฐานว่าท่านมิได้โกงเงินแต่การใช้จ่ายเงินแผ่นดินเป็นจำนวนมากเช่นนี้

กลับส่งผลเสียต่อราษฎรท่านมีอะไรแก้ตัวรึไม่”

เซี่ยอวี้เทียนหันสายตามองเซี่ยอวี้เฉิงด้วยแววตาผิดหวัง

หานกั๋วซินเป็นคนขององค์รัชทายาทแฝงตัวมาเขายังพอเข้าใจได้

แต่น้องชายแท้ๆกลับแทงกันข้างหลังเช่นนี้

สายตาคมกร้าวตวัดกลับมายังบัลลังก์

“ข้าเซี่ยอวี้เทียนไม่เคยคิดคดโกงบ้านเมืองแม้แต่น้อยที่รับทหารและจัดซื้ออาวุธมากขึ้นเพราะข่าวจากชายแดนแจ้งว่าเมืองซีเฟิงเกิดการรวบรวมกำลังพลและอาจวางแผนลอบโจมตีแคว้นเรา”

สิ้นคำเสียงชาวบ้านต่างพูดกันจนเกิดเสียงอื้ออึง

“ทุกคนเบาเสียง”เจ้าหน้าที่ศาลยกไม้กระแทกพื้นเสียงดังทั้งเอ่ยเตือน

หลิวจิ้งเหยียนมองเซี่ยอวี้เทียนแล้วเอ่ยขึ้น

“ท่านมีหลักฐานทางทหารหรือไม่หากไม่มีถือว่าคำกล่าวของท่านตกไป”

เซี่ยอวี้เทียนเหลือบมองหานกั๋วซินเล็กน้อยก่อนจะหลุบสายตาลง

“หลักฐานนั่น ไม่มี”

“เหอะ”เสียงเย้ยหยันดังขึ้น

เป็นเสียงของอัครเสนาบดีเว่ยชางหลง

“แม่ทัพเซี่ยเงินของประชาชนท่านจะมาคิดเองเออเองแบบนี้ได้ที่ไหนกัน”

โม่จิ่งเหิงส่งสายตามองเขาแว่บหนึ่ง

ปรากฎรอยยิ้มหยันบางเบา

เซี่ยอวี้เฉิงราวกับเป็นลูกคู่ นายร้อง เขารีบรับลูกทันที

“ถูกต้องจากบัญชีรายจ่ายที่มากขึ้น ราษฎรก็ต้องถูกเก็บภาษีมากขึ้น เงินในท้องพระคลังยังร่อยหรอลงไปมาก

ขอองค์รัชทายาทโปรดตัดสินให้ความเป็นธรรมด้วยพะย่ะค่ะ”

เขาน้อมคำนับคุกเข่าขอร้องราวเป็นตัวแทนชาวบ้าน

เซี่ยอวี้เทียนถลึงตามองน้องชาย

โม่จิ่งเหิงยิ้มบางวางท่าเที่ยงธรรม

“ท่านกรมคลังอย่าได้กังวลใจไปข้าย่อมรู้ว่าท่านห่วงใยราษฎรเพียงใด เรื่องนี้ศาลต้าหลี่ต้องตัดสินถูกผิดชัดเจน ไม่ไว้หน้าใครอย่างแน่นอน

ท่านตุลาการตัดสินเถิด”

หลิวจิ้งเหยียนยกมือคำนับรับคำ

ปัง! เสียงไม้เคาะบนบัลลังก์ศาลดังขึ้

“จากพยานหลักฐานชี้ว่าเซี่ยอวี้เทียน ใช้งบประมาณแผ่นดินมากเกินจำเป็

บริหารกองทัพผิดพลาดส่งผลต่อประชาชนและบ้านเมืองตัดสิน

ให้เนรเทศไปยังเมืองชายแดนเป่ยเซี่ยน

ลดสถานะให้เป็นสามัญชน ปิดศาล”

หลิวจิ้งเหยียนกล่าวจบยกไม้ขึ้นเตรียม ปิดศาล

“ช้าก่อน”

เซี่ยหลัวเยี่ยนตัวตั้งตรง เอ่ยขัดจังหวะด้วยเสียงอันดัง

หลิวจิ้งเหยียนจึงวางไม้ในมือลง

มองนาง

“เจ้ามีสิ่งใดจะกล่าว”

เซี่ยหลัวเยี่ยนดวงตาเย็นเฉียบ

ทั้งที่หัวใจกำลังแตกสลาย

นางเงยหน้าเชิดขึ้น

ก่อนจะหันไปหยุดที่บิดา

เพียงชั่วอึดใจ

ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนี

“ข้า ขอปฏิเสธความเป็นบุตรและบิดากับแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียน”

เสียงฮือฮาดังกระหึ่ม

หัวใจแม่ทัพเหมือนถูกฟาดด้วยคมมีด

แต่เขายังคงยืนตรง ไม่เอ่ยคำใด

เซี่ยหลัวเยี่ยน เชิดใบหน้าไว้ สะกดกลั้นน้ำตาไว้เช่นกัน

ทุกคำพูดที่ปล่อยให้หลั่งไหลออกมา

ล้วนเป็นดาบที่แทงใส่ใจตนเอง

“ตั้งแต่ข้าเกิดมาล้วนสุขสบาย

ไม่เคยพบความยากลำบาก”

“หากจะให้ไปทนทุกข์ทรมานยังเมืองชายแดนเช่นนั้น ข้าไม่อาจยอมรับได้”

น้ำเสียงเย็นชาราดรดราวน้ำกรด

ชาวบ้านต่างก่นด่านาง

“เหอะนางช่างน่ารังเกียจนักกะทั่งบิดาก็คิดอกตัญญู”

“ไม่คิดนางจะร้ายกาจถึงเพียงนี้

หลิวอวี้เหวินถึงกับยกยิ้มหยันแววตาฉาบเย้ยหยัน

“ท่านพี่ แต่นั่นคือบิดาที่เลี้ยงดูท่านมาตั้งแต่ท่านลืมตาดูโลกเชียวนะ”

คำพูดเหมือนตักเตือน กลับยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เซี่ยหลัวเยี่ยนดูแย่ลงอีก

“ใช่เขาเลี้ยงข้ามา สอนให้ข้าใช้ชีวิตร่ำรวย ฟุ่มเฟือยมาตลอด

คำว่าผิดไม่เคยมีสำหรับข้า ผู้ใดไม่ยำเกรงข้าบ้าง

แต่สุดท้าย…

กลับเป็นเขาเองที่ลากพาข้าเข้าลงสู่หายนะ”

มือใต้แขนเสื้อสั่นไม่หยุด

เลือดซึมจากฝ่ามือ

แต่นางไม่หยุด

“ข้าไม่ต้องการแบกรับความผิด ไปพร้อมกับเขา

ขอท่านแยกข้าออกจากเขา”

ไม่มีน้ำตา

ไม่มีเสียงสะอื้น

แต่ทุกคำ…เหมือนฉีกหัวใจออกมาเป็นชิ้น ๆ

แม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนหลับตาลงช้า ๆ

ริมฝีปากขยับ

ไร้เสียง

ดีแล้ว…ลูกพ่อ

พูดให้เหมือนเกลียดพ่อเข้าไว้

พ่อรับได้

หลิวจิ้งเหยียนมองสองพ่อลูก

แววตาซับซ้อน

“เช่นนั้น ศาลจะพิจารณาแยกความผิด”

เขากระแทกไม้ในมือ พร้อมคำพิพากษา

เซี่ยหลัวเยี่ยน…พ้นคดี

แม่ทัพเซี่ยอวี้เทียน…ถูกริบอำนาจ เนรเทศไปเมืองชายแดนเป่ยเซี่ยน

อัครเสนาบดียกยิ้มริมฝีปากพอใจในคำพิพากษา

เซี่ยอวี้เฉิง เซี่ยหลิวอวี้เหวิน สองพ่อลูกสบสายตากัน แม้ไม่ได้แสดงออกโจ่งแจ้ง

หากแววตาทอแสงสมใจ

ผู้คุมเดินเข้ามาหาเซี่ยอวี้เทียน ก่อนก้าวออกไป

เขาหันมาสบตาเซี่ยหลัวเยี่ยนเพียงครั้งเดียว

ไม่มีคำกล่าวลา

ไม่มีต่อว่ากล่าวโทษ

มีเพียงรอยยิ้มบาง

ที่คนอื่นมองไม่เห็น

แต่เซี่ยหลัวเยี่ยนเห็น

และนั่นยิ่งทำให้นางแทบทรุด

หัวใจเย็นเฉียบหนาวสะท้าน

นางยังคงเชิดหน้า คอตั้งตรง บ่าผายออก

ทุกการกระทำ มีผู้นั่งชมอยู่เงียบ ๆ

โม่จิ่งเหิงนั่งมองภาพเหล่านั้นอย่างสงบ

“เล่นได้สมจริงดี”

เขาพึมพำ

มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

“แม้แต่ข้า ยังเกือบเชื่อว่าเจ้าเกลียดเขาจริง ๆ”

เขาเอ่ยขึ้นมาเมื่อทุกคน ไปจนหมดแล้ว

เซี่ยหลัวเยี่ยนยืนตัวตรง

ไม่หันไปมอง

เสียงนางแม้แผ่วแต่แข็งกร้าว

“ข้าทำเพื่อให้เขามีชีวิตรอด”

โม่จิ่งเหิงหัวเราะเบา ๆ

“ดีมาก”

“ต่อไป

เจ้าจะได้เรียนรู้ว่า

การมีชีวิตอยู่…

มันแพงแค่ไหน”

น้ำเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังนั้น สำหรับเซี่ยหลัวเยี่ยนแล้ว

มันน่ารังเกียจ ยิ่งกว่าเสียงสุนัขเห่าเสียอีก

หญิงสาวไม่แม้แต่จะพูดต่อ เดินเชิดหน้าไปอย่างถือดี

โม่จิ่งเหิงยกยิ้มเพียงมุมเสี้ยวริมปาก เอียงคอมองร่างบางลาดลงถึงบั้นท้ายกลมกลึง

แววตาปรารถนาเปิดเผยไม่ปิดบัง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 29 ใต้แสงจันทร์ หัวใจพันธนาการ 2

    ภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของคนทั้งสองเมื่อเซี่ยหลัวเยี่ยนพ่ายแพ้ต่อแรงโม่จิ่งเหิงนางจึงนอนนิ่งภายใต้ร่างของเขาสองสายตาประสาน หนึ่งดวงเนตรสวยซึ้งปรากฏแววเคียดแค้นชิงชังหนึ่งดวงตาคมเข้มแฝงแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง“เจ้าไม่กลัวข้าจะฆ่าเจ้าหรือ ถึงได้ปากกล้านัก” เสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังหลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาคมกล้าท้าทาย“ไม่ ในเมื่อท่านทำลายชีวิตข้าจนไม่มีอะไรเหลือ มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”น้ำเสียงแน่วแน่ แฝงความแค้นลึกไม่ปิดบังรัชทายาทหนุ่มเหม่อมองริมฝีปากอวบอิ่มครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนขึ้นสบกับดวงเนตรงามที่สั่นไหวราวคลื่นในสายน้ำแววตาเขากระจ่างเย็นปนยั่วเย้า ปากบางยกยิ้มเย้ยหยัน“ข้าคงไม่ฆ่าเจ้าหรอก...แต่จะให้เจ้าตายทั้งเป็น อย่างที่เจ้าคิด”สิ้นถ้อยคำ เสียงลมหายใจก็ขาดห้วง ริมฝีปากหยาบกร้านแตะต้องลงอย่างฉับพลันความร้อนจากสัมผัสนั้นราวเปลวไฟที่เผาใจนางให้วูบไหวมือแกร่งข้างหนึ่งรวบข้อมือเรียวไว้เหนือศีรษะมั่นสายตาเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ลมหายใจของเขาหนักและถี่กระชั้นอีกมือหนึ่งปลดดึงอาภรณ์ออกจากร่างระหงส์เหลือเพียงเตี่ยวสีแดงเพลิง ที่ห่อ

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 28 ใต้แสงจันทร์ หัวใจแห่งพันธนาการ 1

    ยามราตรีอันเยียบเย็น ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปลิวบางเบา แสงจันทร์สีเงินสาดต้องระเบียงชั้นสองของห้องนอน เงาไม้ไหวสะท้อนบนพื้นดั่งระลอกน้ำแห่งความลับ เซี่ยหลัวเยี่ยน ในอาภรณ์ผ้าแพรสีอ่อนกับผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวนวล สะบัดพลิ้วในสายลม ใบหน้าละไมต้องแสงจันทร์ราวรูปแกะสลักจากหยกขาว ดวงตาคู่งามซึ้งนั้นกลับแฝงความแข็งกร้าว ตรงหน้านาง คือบุรุษผู้สูงศักดิ์ โม่จิ่งเหิง รัชทายาทแห่งแผ่นดิน ผู้มีสายตาเยือกเย็นและรอยยิ้มที่คล้ายเย้ยหยันโลกทั้งปวง จุมพิตเร่าร้อนเอาแต่ใจของโม่จิ่งเหิง กับความตึงเครียดของเซี่ยหลัวเยี่ยนพลุ่งพล่านใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง เซี่ยหลัวเยี่ยนพยายามผลักอกแกร่ง จนดิ้นพ้นอ้อมแขนที่พันธนาการไว้ “พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหม่อมฉันเช่นนี้นะเพคะ” เสียงของหลัวเยี่ยนสั่นน้อย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง นางพยายามปกปิดความกลัวและสับสนที่ตีวนอยู่ในอก โม่จิ่งเหิงแค่นยิ้มเย็น เสียงหัวเราะในลำคอเบาแต่กรีดใจคนฟัง “เจ้าเป็นคนของข้า เหตุใดข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้” คำพูดเรียบง่ายนั้น กลับหนักหนาดั่งหินพันชั่งที่ถาโถมลงบนหัวใจนาง หลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าว “พระองค์ได้โปรดให้เกียรติหม

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 27 เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก

    ศาลาริมน้ำใต้จันทร์กระจ่าง แสงจันทร์สาดนวลทั่วผืนหล้า ดาวดาราระยิบระยับดังโปรยเกล็ดเพชรกลางฟากฟ้า สายลมเหมันต์พัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงครวญเบา ๆ สายน้ำใต้ศาลาเคลื่อนไหวแผ่วเบา สะท้อนเงาจันทร์เป็นระลอกคลื่นงดงาม ใต้แสงเงินอันเยือกเย็นนั้น เงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีครามเข้มยืนทอดพระเนตรดวงจันทร์อยู่ริมระเบียงศาลา เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นแลดูงดงามประหนึ่งภาพวาด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่จับใจ เมื่อหลิวจิ้งเหยียนก้าวเข้าสู่ศาลา ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ ทรงยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์เพียงลำพัง ราวกับถูกตัดขาดจากโลกทั้งปวง “ทูลองค์รัชทายาท…” เสียงของหลิวจิ้งเหยียนขาดห้วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “หม่อมฉันรู้ที่ซ่อนตัวของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยนแล้วพะย่ะค่ะ” ร่างสูงตระหง่านพลันหันกลับมา แววตาที่สะท้อนแสงจันทร์นั้นเจิดจรัสวาบขึ้นในบัดดล “นางอยู่ที่ใด” พระสุรเสียงของโม่จิ่งเหิงนิ่งเรียบ ทว่ามีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ภายในที่ยากจะปิดบัง “นอกเมืองไปทางทิศเหนือพะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนตอบโดยมิ

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 26 ฟ้าหลังฝน

    เรือนไม้กลางป่า ในห้วงเหมันต์ ลมหนาวยามราตรีพัดต้องยอดสนให้เอนเอียง เสียงไม้ไผ่กระทบกันดังแว่วอยู่ในความเงียบของผืนป่า แสงจันทร์ขาวนวลลอดผ่านม่านหมอกบางต้องพื้นไม้บนเรือนเรียบง่ายกลางป่า เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบัญชี เสียงดีดลูกคิด “แกรก ๆ” ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความตั้งใจของหญิงผู้เป็นนายเหนือบ่าวทั้งหลาย เซี่ยหลัวเยี่ยน บุตรีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนที่เคยรุ่งเรือง เพียงไม่ถึงเดือนจวนถูกยึด บิดาถูกเนรเทศไปเมืองทุรกันดารทรัพย์ถูกอายัดเข้าคลังหลวง ยังดีที่บิดาและนางไหวตัวทันนำทรัพย์สินของมีค่าเคลื่อนย้ายออกมาพอให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดชาติ หากลำพังตัวเองคงไม่ลำบาก ยังมีบ่าวที่ติดตามมาอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องดูแล บัดนี้นางจึงต้องลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยสองมือตนเอง เพื่อพลิกฟื้นฐานะตนเองอีกครั้ง “ท่านพ่อบ้าน หลงจู๊ที่ข้าให้ไปช่วยดูแลร้านอาหารในเมืองหลวง เป็นเช่นไรบ้าง?” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยอำนาจและความมั่นใจ มือเรียวไม่หยุดเคลื่อนไหวเหนือเม็ดลูกคิด พ่อบ้านชราผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบค้อมศีรษะต่ำ ตอบด้วยเสียงนอบน้อม

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 25 จงฉงจื่อ

    ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนวัยแต่เฉียบลึก เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูศาลา พระเนตรของรัชทายาทก็เหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อนรับด้วยเสียงเรียบเย็น “เจ้ามาแล้วหรือ — จงฉงจื่อ” ชายหนุ่มคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เรียกหม่อมฉันยามนี้ หม่อมฉันมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยกถ้วยชา พลิกฝาเบา ๆ กลิ่นชาเหมยลอยอวลในอากาศ พระเนตรทอดมองสายน้ำในถ้วย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่มีแรงกดดันยิ่งกว่าพายุ “ในท้องพระโรงวันนี้... เจ้ากล้าก้าวออกมาอาสาท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นศัตรูของหลายคน เจ้ามีเหตุผลใด?” จงฉงจื่อยังคุกเข่าอยู่ ทอดสายตาไปยังพื้นศาลาที่สะท้อนแสงจันทร์ “หม่อมฉันมิได้คิดถึงศัตรูหรือมิตรพ่ะย่ะค่ะ คิดเพียงว่า หากราษฎรต้องอดอยาก ท้อง

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 24 พิสูจน์ความสามารถ

    เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษในพงหญ้า ทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง และรอเพียงจังหวะจะขยับหมาก เหนือบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับสงบนิ่ง พระหัตถ์วางบนพนักบัลลังก์อย่างอ่อนแรง แต่สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังฮองเฮาแทบทุกครั้งที่มีผู้กราบทูล เหมือนว่าการตัดสินใจของแผ่นดินนี้ มิได้อยู่ในพระองค์มานานแล้ว เสียงอัครเสนาบดีดังขึ้นหนักแน่นแต่เรียบเย็น “ทูลฝ่าบาท หัวเมืองทางใต้บัดนี้ประสบอุทกภัยรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แสงอรุณกระทบชุดขุนนางสีครามเข้มเป็นประกาย เงาร่างทอดยาวราวเสาในท้องพระโรง จากนั้นเขากล่าวเรียกขุนนางท้องถิ่นให้ถวายรายงาน ชายผู้นั้นยกมือคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมราวแบกความทุกข์ของแผ่นดินไว้ทั้งผืน “ฝ่าบาท... น้ำหลากรุนแรงกว่าทุกปีพ่ะย่ะค่ะ บ้านเรือนหลายพันห

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status