LOGINตอนที่ 15 เรือนริมน้ำ
เรือนริมน้ำเบื้องหน้าคือสระบัวสีชมพูพลิ้วไหว
ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเขียวขจี
สวนหินเรียบง่าย
ระเบียงไม้เงาวับ ที่องค์รัชทายาท
มักชอบนั่งวางหมากกับหลิวจิ้งเหยียน
หากด้านหน้าคือความสงบ
หลังเรือนกลับเป็นสนามฝึกองค์รักษ์ชั้นยอด
ลูกธนูหลุดจากคันพุ่งตรงเป้าหมายไม่คลาดเคลื่อน
โม่จิ่งเหิงยืนนิ่งสงบมองผลงานตรงหน้าอย่างพึงพอใจ
ก่อนจะส่งสัญญาณมือขึ้น
ผลส้มสามลูก ถูกโยนขึ้นไปบนอากาศ
ทันที
ฉึก ฉึก ฉึก!
ลูกธนูพุ่งใส่ไม่พลาดเป้าก่อนจะร่วงหล่นสู่พื้น
หลิวจิ้งเหยียนเดินเข้ามายืนมองด้วยความชื่นชม
“พระองค์ฝีมือไม่ตกเลยพะย่ะค่ะ”
แม้เขาจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่กลับแฝงความชื่นชม
โม่จิ่งเหิงหันมาสนใจคนด้านข้าง
“เจ้ามีอะไรก็ว่ามา ถ้าไม่มีเรื่องคงไม่คิดมาหาข้าสินะ”
ปลายประโยคกลับมีแววประชด
หลิวจิ้งเหยียนยังคงหน้านิ่งไม่คิดแก้ตัว
สีหน้าที่ตึงเครียดมิยิ้มนั้น มีแววกังวล
แต่สุดท้ายยังยกสองมือถวายม้วนกระดาษรายงาน
โม่จิ่งเหิงมองหน้าหลิวจิ้งเหยียน
เขารู้ทันทีว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล
รายงานในมือถูกเปิดออกอ่าน
ดวงตาของเขา…กลับไม่เรียบเฉกเช่นกระดาษ
“เข้าออกตำหนักฮองเฮา…ยามวิกาล สามครั้งในหนึ่งเดือน”
“ไม่มีบันทึกในราชกิจ”
“ไม่มีขันทีร่วมทาง”
เขาอ่านมันซ้ำอีกครั้ง
แล้วหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
ไม่ใช่เสียงขบขัน
แต่เป็นเสียงของคนที่ ในที่สุดก็เข้าใจ
“เสด็จแม่…”
เสียงนั้นแผ่วต่ำ แต่แฝงแววผิดหวังและขมขื่น
เขาหลับตาลงชั่วครู่
ภาพในอดีตผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน
ใบหน้าแฝงเมตตาที่คอยพร่ำตักเตือน
คำแนะนำต่างๆที่ดูเหมือนห่วงใย
และการชี้นำในทุกก้าวย่างของเขา
ตั้งแต่เขาจำความได้จนถึงวันที่ก้าวขึ้นเป็นรัชทายาท
ทุกสิ่งที่เสด็จแม่ทำเพื่อบัลลังก์?
หรือเพื่อเชือกที่คล้องคอเขาไว้
โม่จิ่งเหิงลืมตาขึ้นช้า ๆ
แววตาเปลี่ยนไป
จากผู้ถูกชี้นำ ถูกกะเกณฑ์
เป็นผู้เริ่มอ่านเกมและวางหมาก
“เสด็จแม่ถูกความรักครอบงำ จนเผยจุดอ่อนแล้วหรือ ไม่สมกับเป็นพระองค์เลย”
เขาพึมพำกับตนเอง
นี่ไม่ใช่แค่ความประมาท
แต่คือความมั่นใจ
มั่นใจว่าเขา…จะไม่กล้าคิด
มั่นใจว่าเขา…จะไม่กล้าสงสัย
และนั่นคือความผิดพลาดใหญ่หลวง
โม่จิ่งเหิงทอดพระเนตรมองหุ่นไม้เบื้องหน้า แล้วตรัสถามหลิวจิ้งเหยียน
“เจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้”
คำถามนั้นทำให้คนถูกถามยากจะตอบ
หลิวจิ้งเหยียนชะงักไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ
“กระหม่อมมิบังอาจ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับฮองเฮาและพระองค์ เพียงสั่งมาว่าให้ทำอย่างไรต่อ หม่อมฉันพร้อมรับใช้ พะย่ะค่ะ”
เขาตอบอย่างระมัดระวัง
องค์รัชทายาทแค่นหัวเราะเบาๆ
ยกยิ้มมุมปาก
“อัครเสนาบดีผู้นี้ฉลาด มากเล่ห์และเป็นผู้ที่เสด็จแม่เชื่อใจที่สุด”
โม่จิ่งเหิงกล่าวต่อขึ้นเอง
เสียงเรียบจนจับอารมณ์ไม่ได้
ความเงียบปกคลุมตำหนัก
ชายหนุ่มรำลึกถึงช่วงเวลานับแต่
อัครเสนาบดีย่างกรายเข้ามาในชีวิตของฮองเฮา
จากวันแรกที่เป็นเพียงบัณฑิตหนุ่มหน้าตาดี กิริยาเรียบร้อย แต่ใช้แววตามากเสน่ห์มองฮองเฮา
ยามนั้นเขายังเด็ก จนสายตานั้นผ่านมาถึงตอนนี้ เขามองออกจนทะลุปรุโปร่ง
มุมปากยกยิ้มเพียงเสี้ยง แววตากลับเหี้ยมเกรียม
“ถ้าข้าบอกว่า…”
เขาเอ่ยช้า ๆ
“เขาไม่ได้ต้องการเป็นเพียงอัครเสนาบดีเล่า เจ้าจะเชื่อไหม”
หลิวจิ้งเหยียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
ดวงตาไหววูบ
“แต่เขาต้องการบัลลังก์นี้เสียเอง”
โม่จิ่งเหิงหันกลับมาในที่สุด
แววตาคมกริบเหมือนคมดาบที่เพิ่งถูกลับ
“เจ้าเข้าใจหรือยังว่าทำไม”
“ข้าต้องหาจุดอ่อนของเขา”
หลิวจิ้งเหยียนก้มศีรษะต่ำ
หัวใจเต้นแรง
“…เพราะถ้าเขาประสงค์เช่นนั้น นั่นหมายถึงจะเกิดอันตรายกับพระองค์”
“และหากสำเร็จมิเพียงเท่านั้น แม้แต่ฮองเฮาเองก็อาจเป็นเพียงเครื่องมือเช่นกันใช่ไหมพะย่ะค่ะ”
หลิวจิ้งเหยียนเอ่ยคำไตร่ตรอง
โม่จิ่งเหิงยิ้ม
ยิ้มบาง
ยิ้มของคนที่เริ่มเห็นทางออกจากกรงทอง
“เสด็จแม่คิดใช้ข้าเป็นเครื่องมือ”
“อัครเสนาบดีคิดว่าข้าเป็นหมาก”
โม่จิ่งเหิงเดินกลับไปยังโต๊ะ
วางรายงานลงอย่างแผ่วเบา
“แต่ถ้าข้ารู้ความลับของทั้งสองฝ่าย…”
“กระดานนี้ก็พลิกแล้ว”
เขาใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
“เจ้าจงไปสืบ”
“ไม่ใช่เรื่องกบฏ ไม่ใช่เรื่องเงิน”
สายตาของเขาเย็นลง
“แต่จงไปสืบเรื่องที่เขา กลัว ที่สุด”
ดวงเนตรฉายประกายวาบเย็น
หลิวจิ้งเหยียนรับคำ
แต่ก่อนจะถอยออกไป
เขาอดถามไม่ได้
“แล้ว…หากความจริงนั้นกระทบถึงฮองเฮาเล่าพะย่ะค่ะ”
โม่จิ่งเหิงหัวเราะเบา ๆ
เสียงนั้นไม่แฝงความลังเลแม้แต่น้อย
“เสด็จแม่เป็นคนสอนข้าเอง”
“ว่าในกระดานอำนาจ…”
เขาเงยหน้าขึ้น
ดวงตาคมสว่างวาบ
“ไม่มีคำว่า แม่ หรือ ลูก”
“มีเพียงผู้ชนะ กับ ผู้ถูกใช้”
ดวงเนตรเฉียบเย็นราวน้ำแข็ง
แต่ภายในใจสะท้อนอารมณ์เจ็บปวด
มารดาแท้ๆ ควรเป็นผู้ที่เขาเชื่อใจได้มิใช่หรือ
หลิวจิ้งเหยียนเด็กกำพร้าที่ไร้ครอบครัวเช่นเขา
กลับรู้สึกหดหู่ใจ เห็นใจผู้เป็นนายที่สุด
องค์รัชทายาทชีวิตราวเทพเซียน
แต่นั่นมันคือความจอมปลอม
และไร้อิสระยิ่งกว่าเขาเสียอีก
เขามองหลังกายแกร่งของผู้เป็นนาย
คิดคำนึงว่า
นับจากนี้ พระองค์ยิ่งกว่าเดินบนเส้นทางอันตราย แต่คือคมมีดคร่าชีวิต
ภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของคนทั้งสองเมื่อเซี่ยหลัวเยี่ยนพ่ายแพ้ต่อแรงโม่จิ่งเหิงนางจึงนอนนิ่งภายใต้ร่างของเขาสองสายตาประสาน หนึ่งดวงเนตรสวยซึ้งปรากฏแววเคียดแค้นชิงชังหนึ่งดวงตาคมเข้มแฝงแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง“เจ้าไม่กลัวข้าจะฆ่าเจ้าหรือ ถึงได้ปากกล้านัก” เสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังหลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาคมกล้าท้าทาย“ไม่ ในเมื่อท่านทำลายชีวิตข้าจนไม่มีอะไรเหลือ มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”น้ำเสียงแน่วแน่ แฝงความแค้นลึกไม่ปิดบังรัชทายาทหนุ่มเหม่อมองริมฝีปากอวบอิ่มครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนขึ้นสบกับดวงเนตรงามที่สั่นไหวราวคลื่นในสายน้ำแววตาเขากระจ่างเย็นปนยั่วเย้า ปากบางยกยิ้มเย้ยหยัน“ข้าคงไม่ฆ่าเจ้าหรอก...แต่จะให้เจ้าตายทั้งเป็น อย่างที่เจ้าคิด”สิ้นถ้อยคำ เสียงลมหายใจก็ขาดห้วง ริมฝีปากหยาบกร้านแตะต้องลงอย่างฉับพลันความร้อนจากสัมผัสนั้นราวเปลวไฟที่เผาใจนางให้วูบไหวมือแกร่งข้างหนึ่งรวบข้อมือเรียวไว้เหนือศีรษะมั่นสายตาเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ลมหายใจของเขาหนักและถี่กระชั้นอีกมือหนึ่งปลดดึงอาภรณ์ออกจากร่างระหงส์เหลือเพียงเตี่ยวสีแดงเพลิง ที่ห่อ
ยามราตรีอันเยียบเย็น ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปลิวบางเบา แสงจันทร์สีเงินสาดต้องระเบียงชั้นสองของห้องนอน เงาไม้ไหวสะท้อนบนพื้นดั่งระลอกน้ำแห่งความลับ เซี่ยหลัวเยี่ยน ในอาภรณ์ผ้าแพรสีอ่อนกับผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวนวล สะบัดพลิ้วในสายลม ใบหน้าละไมต้องแสงจันทร์ราวรูปแกะสลักจากหยกขาว ดวงตาคู่งามซึ้งนั้นกลับแฝงความแข็งกร้าว ตรงหน้านาง คือบุรุษผู้สูงศักดิ์ โม่จิ่งเหิง รัชทายาทแห่งแผ่นดิน ผู้มีสายตาเยือกเย็นและรอยยิ้มที่คล้ายเย้ยหยันโลกทั้งปวง จุมพิตเร่าร้อนเอาแต่ใจของโม่จิ่งเหิง กับความตึงเครียดของเซี่ยหลัวเยี่ยนพลุ่งพล่านใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง เซี่ยหลัวเยี่ยนพยายามผลักอกแกร่ง จนดิ้นพ้นอ้อมแขนที่พันธนาการไว้ “พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหม่อมฉันเช่นนี้นะเพคะ” เสียงของหลัวเยี่ยนสั่นน้อย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง นางพยายามปกปิดความกลัวและสับสนที่ตีวนอยู่ในอก โม่จิ่งเหิงแค่นยิ้มเย็น เสียงหัวเราะในลำคอเบาแต่กรีดใจคนฟัง “เจ้าเป็นคนของข้า เหตุใดข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้” คำพูดเรียบง่ายนั้น กลับหนักหนาดั่งหินพันชั่งที่ถาโถมลงบนหัวใจนาง หลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าว “พระองค์ได้โปรดให้เกียรติหม
ศาลาริมน้ำใต้จันทร์กระจ่าง แสงจันทร์สาดนวลทั่วผืนหล้า ดาวดาราระยิบระยับดังโปรยเกล็ดเพชรกลางฟากฟ้า สายลมเหมันต์พัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงครวญเบา ๆ สายน้ำใต้ศาลาเคลื่อนไหวแผ่วเบา สะท้อนเงาจันทร์เป็นระลอกคลื่นงดงาม ใต้แสงเงินอันเยือกเย็นนั้น เงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีครามเข้มยืนทอดพระเนตรดวงจันทร์อยู่ริมระเบียงศาลา เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นแลดูงดงามประหนึ่งภาพวาด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่จับใจ เมื่อหลิวจิ้งเหยียนก้าวเข้าสู่ศาลา ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ ทรงยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์เพียงลำพัง ราวกับถูกตัดขาดจากโลกทั้งปวง “ทูลองค์รัชทายาท…” เสียงของหลิวจิ้งเหยียนขาดห้วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “หม่อมฉันรู้ที่ซ่อนตัวของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยนแล้วพะย่ะค่ะ” ร่างสูงตระหง่านพลันหันกลับมา แววตาที่สะท้อนแสงจันทร์นั้นเจิดจรัสวาบขึ้นในบัดดล “นางอยู่ที่ใด” พระสุรเสียงของโม่จิ่งเหิงนิ่งเรียบ ทว่ามีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ภายในที่ยากจะปิดบัง “นอกเมืองไปทางทิศเหนือพะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนตอบโดยมิ
เรือนไม้กลางป่า ในห้วงเหมันต์ ลมหนาวยามราตรีพัดต้องยอดสนให้เอนเอียง เสียงไม้ไผ่กระทบกันดังแว่วอยู่ในความเงียบของผืนป่า แสงจันทร์ขาวนวลลอดผ่านม่านหมอกบางต้องพื้นไม้บนเรือนเรียบง่ายกลางป่า เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบัญชี เสียงดีดลูกคิด “แกรก ๆ” ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความตั้งใจของหญิงผู้เป็นนายเหนือบ่าวทั้งหลาย เซี่ยหลัวเยี่ยน บุตรีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนที่เคยรุ่งเรือง เพียงไม่ถึงเดือนจวนถูกยึด บิดาถูกเนรเทศไปเมืองทุรกันดารทรัพย์ถูกอายัดเข้าคลังหลวง ยังดีที่บิดาและนางไหวตัวทันนำทรัพย์สินของมีค่าเคลื่อนย้ายออกมาพอให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดชาติ หากลำพังตัวเองคงไม่ลำบาก ยังมีบ่าวที่ติดตามมาอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องดูแล บัดนี้นางจึงต้องลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยสองมือตนเอง เพื่อพลิกฟื้นฐานะตนเองอีกครั้ง “ท่านพ่อบ้าน หลงจู๊ที่ข้าให้ไปช่วยดูแลร้านอาหารในเมืองหลวง เป็นเช่นไรบ้าง?” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยอำนาจและความมั่นใจ มือเรียวไม่หยุดเคลื่อนไหวเหนือเม็ดลูกคิด พ่อบ้านชราผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบค้อมศีรษะต่ำ ตอบด้วยเสียงนอบน้อม
ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนวัยแต่เฉียบลึก เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูศาลา พระเนตรของรัชทายาทก็เหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อนรับด้วยเสียงเรียบเย็น “เจ้ามาแล้วหรือ — จงฉงจื่อ” ชายหนุ่มคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เรียกหม่อมฉันยามนี้ หม่อมฉันมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยกถ้วยชา พลิกฝาเบา ๆ กลิ่นชาเหมยลอยอวลในอากาศ พระเนตรทอดมองสายน้ำในถ้วย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่มีแรงกดดันยิ่งกว่าพายุ “ในท้องพระโรงวันนี้... เจ้ากล้าก้าวออกมาอาสาท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นศัตรูของหลายคน เจ้ามีเหตุผลใด?” จงฉงจื่อยังคุกเข่าอยู่ ทอดสายตาไปยังพื้นศาลาที่สะท้อนแสงจันทร์ “หม่อมฉันมิได้คิดถึงศัตรูหรือมิตรพ่ะย่ะค่ะ คิดเพียงว่า หากราษฎรต้องอดอยาก ท้อง
เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษในพงหญ้า ทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง และรอเพียงจังหวะจะขยับหมาก เหนือบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับสงบนิ่ง พระหัตถ์วางบนพนักบัลลังก์อย่างอ่อนแรง แต่สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังฮองเฮาแทบทุกครั้งที่มีผู้กราบทูล เหมือนว่าการตัดสินใจของแผ่นดินนี้ มิได้อยู่ในพระองค์มานานแล้ว เสียงอัครเสนาบดีดังขึ้นหนักแน่นแต่เรียบเย็น “ทูลฝ่าบาท หัวเมืองทางใต้บัดนี้ประสบอุทกภัยรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แสงอรุณกระทบชุดขุนนางสีครามเข้มเป็นประกาย เงาร่างทอดยาวราวเสาในท้องพระโรง จากนั้นเขากล่าวเรียกขุนนางท้องถิ่นให้ถวายรายงาน ชายผู้นั้นยกมือคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมราวแบกความทุกข์ของแผ่นดินไว้ทั้งผืน “ฝ่าบาท... น้ำหลากรุนแรงกว่าทุกปีพ่ะย่ะค่ะ บ้านเรือนหลายพันห







