เข้าสู่ระบบเงาแมกไม้ทอดยาวทาบลงบนผิวน้ำ ลำธารใสเย็นสะท้อนแสงเช้าสีเงินหม่น ราวกับผืนผ้าไหมบางที่ถูกอากาศเหมันต์กล่อมให้สงบนิ่ง
เซี่ยหลัวเยี่ยนสร้างลานไม้เล็ก ๆ ไร้หลังคาไว้บริเวณนี้ เพียงเพื่อให้นางได้หลบเร้นจากสายตาผู้คน นั่งพักกายและใช้ความคิดท่ามกลางเสียงสายน้ำไหลเอื่อย หลายวันที่ผ่านมาดูราวกับชีวิตสงบสุข ทว่านั่นเป็นเพียงเพราะนางเลือกหลีกเร้นกาย มิใช่หนทางถาวร เมื่อใจของนางยังคงครุ่นคิดถึงวิธีจัดการสองพ่อลูกแห่งบ้านรอง ความสงบนิ่งนี้ก็เป็นเพียงม่านหมอกบาง ๆ เท่านั้น หากคิดเปิดร้านค้าก็เพื่อประคองชีวิตของบ่าวไพร่ให้มีข้าวปลาอาหารพอเลี้ยงปากท้อง แต่สำหรับตัวนาง หากคิดจะต่อกรกับบ้านรองที่มีอำนาจ ภายใต้เงาอัครเสนาบดีที่คอยหนุนหลัง นางจำต้องยืนอยู่เหนือกว่าคู่ต่อสู้ ไม่ใช่เพียงแค่เอาตัวรอด เซี่ยหลัวเยี่ยนทอดถอนหายใจ เบนสายตามองท้องฟ้าสีเทาอ่อน เมฆบางลอยต่ำเหมือนกำลังแบกรับความหนาวเอาไว้ “ท่านพ่อ…ป่านนี้ท่านจะเป็นอย่างไรบ้าง” เสียงนางแผ่วเบาจนแทบกลืนไปกับลม “ท่านแม่…ท่านช่างสบายกว่าทุกคนจริง ๆ เพราะจากไปเสียก่อน หากท่านยังอยู่ คงช่วยข้าคิดหาหนทางได้แน่” นางหลับตาลง ความทรงจำย้อนกลับไปยังวันที่ลืมตาขึ้นมาในโลกใบนี้ ความตื่นตระหนกของคนขวัญเสียยังคงแจ่มชัด การต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าโชคชะตายังเมตตา ให้นางมาอยู่ในครอบครัวนี้ แม่ทัพเซี่ย ฮูหยินเซี่ย สกุลเดิมของนางคือ หลิน ธิดาเจ้าเมืองหัวเมืองทางใต้ หลินจิ่งเซวียน คือนามของท่านตา ทั้งสองท่านเป็นดั่งบิดามารดาตัวอย่าง ดูแลนางด้วยความเอาใจใส่ไม่เคยขาด ความรักที่ได้รับมากล้นจนหัวใจนางผูกพันอย่างแท้จริง เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง “คุณหนูเจ้าคะ อาหารเช้าพร้อมแล้ว ท่านกลับเรือนเถิดเจ้าค่ะ ข้างนอกหนาวขนาดนี้ เสี่ยงเป็นไข้นะเจ้าคะ” เอ้อเหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใย ตัวเรือนไม้โอบล้อมด้วยหมอก ที่ปกคลุมเลือนราง ตั้งอยู่ห่างจากลำธารเพียงไม่กี่ก้าว สถานที่แห่งนี้คือบ้านที่เซี่ยหลัวเยี่ยนพึงพอใจที่สุด เงียบ สงบ และซ่อนความคิดของนางได้เป็นอย่างดี หญิงสาวพยักหน้ารับเบา ๆ ลุกขึ้นจากลานไม้ เดินกลับเรือนท่ามกลางไอหนาวยามเช้า โดยมีเอ้อเหนียงตามหลัง เงาร่างสองหญิงค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับหมอกเหมันต์ ทิ้งไว้เพียงลำธารที่ยังคงไหลต่อไปไม่รู้จักหยุดพัก เช่นเดียวกับชะตาชีวิตของนางเอง ท้องฟ้ายามสายในฤดูหนาวคลี่คลุมด้วยสีฟ้าอ่อนราวหยกเย็น หมอกยังไม่ทันจางหายละเลียดไล้ตามชายคาและยอดไม้ แสงอาทิตย์อาบไล้ราวพู่กันทองแตะต้องผืนฟ้าแผ่วเบา ท้องฟ้าเช่นนี้ เหมาะแก่การเริ่มต้นวันใหม่อย่างสุขุม ราวสวรรค์ตั้งใจมอบช่วงเวลาสั้น ๆ ให้โลกได้พักใจ ก่อนที่เรื่องราวทั้งหลายจะค่อย ๆ ดำเนินต่อไปตามชะตากรรม หลิวจิ้งเหยียนตื่นแต่เช้ามืดจัดการตนเองเรียบร้อยสะสางงานตั้งแต่ ไก่เริ่มขัน แต่ก่อนจะเริ่มงานเขาต้องฝึกฝนความแข็งแกร่งของร่างกาย ไม่เคยขาดแม้วันเดียว ชีวิตประจำวันมีวินัย แบบแผน ไม่ยิ่งหย่อน ข้างหลังไม่มีใครให้ห่วง เบื้องหน้าไม่มีใครให้คิดถึง ทั้งที่อายุเช่นเขาต้องมีครอบครัวแล้วทั้งสิ้น แม้แต่คนยากจนที่สุดก็ยังต้องดิ้นรนหาแม่สื่อ สำหรับเขา ไม่เคยคำนึงหา หลิวจิ้งเหยียน ต่อยหมัดไปตามจุดสำคัญบนหุ่นไม้ ยืนด้วยสองขามั่นคง มีสมาธิแน่วแน่ โครม! ตึง! ชายหนุ่มรีบหันไปดูตามเสียง และต้องชะงักงัน ร่างผอมบางในเงามืด นอนคว่ำหน้า พยายามยันกายขึ้นอย่างทุลักทุเล “ไป๋อวี้หลง เจ้าไปทำอะไรตรงนั้น” เขาถามออกไปเสียงเข้ม คนถูกถามลุกขึ้นยืนมั่นคงได้แล้ว มือหนึ่งลูบใบหน้าป้อย ๆ อีกมือถือกล่องไม้สองชั้นสี่เหลี่ยม “เอ่อ ข้า…ท่านแม่ให้เอาอาหารเช้ามาให้ท่าน” เขาพูดติด ๆ ขัด ๆ “ก็ข้าบอกแล้วว่าไม่รับ เจ้าขอบคุณท่านป้าแทนข้า บอกนางให้เข้าใจด้วย” เขากล่าวจบเดินเข้าห้องพักเพื่อเปลี่ยนเสื้อ ไป๋อวี้หลงยืนนิ่งมองอาหารในมือ “ท่านแม่นะท่านแม่ คะยั้นคะยอข้าดีนัก ดูเถอะน้ำใจนี้ของท่านจะกี่ครั้งเขาก็ไม่ใจอ่อนหรอก ยังจะให้ข้าบากหน้ามาให้ได้ทุกวัน คนมันใจร้าย”เขาบ่นพึมพำไม่หยุดปาก ห้องพักหลิวจิ้งเหยียนอยู่ใกล้ตรงนั้น เสียงบ่นนั่นเขาย่อมได้ยินทุกคำ ความรู้สึกพลันอ่อนยวบ นึกถึงมารดาของไป๋อวี้หลง นางมักทำอาหาร ขนมมาให้เขาทุกครั้ง แม้ต้องผิดหวังก็ตาม เพราะกฎที่เขาตั้งไว้ไม่อาจอ่อนข้อ เขาก้าวออกจากห้อง พบว่าไป๋อวี้หลง หายไปจากตรงนั้นแล้ว หลิวจิ้งเหยียนเดินไปนั่งยังห้องกินข้าวประจำศาล เขาเห็นไป๋อวี้หลงกำลังคีบผักดองกินอย่างเอร็ดอร่อย ดูเขามีความสุขกับอาหารฝีมือของมารดาอย่างมาก ชายหนุ่มพลันนึกขึ้น หากเขามีแม่บ้างจะเป็นเช่นไร พลางสลัดความคิดนั้นทิ้ง เดินไปหาพ่อครัวที่ตักอาหารยื่นให้ เขาเลือกไปนั่งอีกที่ หันหลังให้ไป๋อวี้หลง จึก! จึก! ไป๋อวี้หลงสะกิดเขาจากด้านหลัง “อะไรของเจ้า”หลิวจิ้งเหยียนชักสีหน้า น้ำเสียงหงุดหงิด คนอื่นต่างเกรงกลัวเขา แต่เจ้าเปี๊ยกนี่กลับทำหน้ามึนก่อกวนตลอด “ท่านจะไม่ลองชิมฝีมือแม่ข้าหน่อยหรือ อร่อยมากนะ” หลิวจิ้งเหยียนนั่งนิ่งไม่หันไป เป็นไป๋อวี้หลงที่เดินอ้อมยกกล่องข้าวมาวางตรงหน้าเขาเสียเอง ชายหนุ่มเหลือบมองทางอื่นพลางถอนหายใจ “เจ้าจะต้องตื้อข้าให้ได้สินะ”เขามองคนตรงหน้า ไป๋อวี้หลงยิ้มเจื่อน”ก็ของมันอร่อยจริงๆนี่” หลิวจิ้งเหยียนจึงยื่นตะเกียบไปคีบผักดองมากินอย่างลวกๆ เมื่อลิ้มรสสัมผัสพลันรู้สึกถึงความอร่อย ที่แผ่ซ่านไปถึงหัวใจ แต่เขาเก็บซ่อนงำแววตาไว้ “พอใจเจ้ารึยัง ข้ามีธุระจะรีบไป” กล่าวจบจึงลุกขึ้น ไป๋อวี้หลงยิ้มจนตาหยี อย่างน้อยเขาก็ยอมกินอาหารนี่แล้ว หลิวจิ้งเหยียนขี่ม้าออกจากบ้านพักมุ่งตรงไปยังตำหนักองค์รัชทายาท ด้านหน้าตำหนัก ประตูใหญ่มีทหารยืนเฝ้า เขายังไม่ทันก้าวเข้าประตู ขันทีหนุ่มรีบร้อนเดินออกมาพอดี “ท่านหลิวจิ้งเหยียน องค์รัชทายาทเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรงเพราะมีเรื่องด่วนท่านไว้มาช่วงเย็นเถิดขอรับ” สีหน้าขันทีไม่สู้ดี ชายหนุ่มจึงไม่อาจปล่อยผ่าน “มีเรื่องด่วนอะไรหรือ เผื่อข้าจะช่วยได้” ขันทีหนุ่มหันซ้ายแลขวาก่อนจะ ป้องปากพูดเสียงเบา “เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ทางหัวเมืองใต้ ขอรับ” หลิวจิ้งเหยียนฟังแล้วนิ่งไป เช่นนั้น นี่อาจเป็นแผนให้องค์รัชทายาทต้องลำบาก “ถ้าหากพระองค์กลับมาทูลว่า ข้าจะมาเข้าเฝ้าแจ้งข่าวสำคัญ” กล่าวจบเขาขึ้นหลังม้าควบออกจากตำหนักมุ่งกลับศาลต้าหลี่ ชายผู้มีชีวิตโดดเดี่ยว ความห่วงใยเดียว ของเขาคือองค์รัชทายาท ในใจสำหรับเขา พระองค์ประหนึ่งพี่ชายแท้ๆ หาใช่แค่นายเหนือหัวภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของคนทั้งสองเมื่อเซี่ยหลัวเยี่ยนพ่ายแพ้ต่อแรงโม่จิ่งเหิงนางจึงนอนนิ่งภายใต้ร่างของเขาสองสายตาประสาน หนึ่งดวงเนตรสวยซึ้งปรากฏแววเคียดแค้นชิงชังหนึ่งดวงตาคมเข้มแฝงแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง“เจ้าไม่กลัวข้าจะฆ่าเจ้าหรือ ถึงได้ปากกล้านัก” เสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังหลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาคมกล้าท้าทาย“ไม่ ในเมื่อท่านทำลายชีวิตข้าจนไม่มีอะไรเหลือ มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”น้ำเสียงแน่วแน่ แฝงความแค้นลึกไม่ปิดบังรัชทายาทหนุ่มเหม่อมองริมฝีปากอวบอิ่มครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนขึ้นสบกับดวงเนตรงามที่สั่นไหวราวคลื่นในสายน้ำแววตาเขากระจ่างเย็นปนยั่วเย้า ปากบางยกยิ้มเย้ยหยัน“ข้าคงไม่ฆ่าเจ้าหรอก...แต่จะให้เจ้าตายทั้งเป็น อย่างที่เจ้าคิด”สิ้นถ้อยคำ เสียงลมหายใจก็ขาดห้วง ริมฝีปากหยาบกร้านแตะต้องลงอย่างฉับพลันความร้อนจากสัมผัสนั้นราวเปลวไฟที่เผาใจนางให้วูบไหวมือแกร่งข้างหนึ่งรวบข้อมือเรียวไว้เหนือศีรษะมั่นสายตาเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ลมหายใจของเขาหนักและถี่กระชั้นอีกมือหนึ่งปลดดึงอาภรณ์ออกจากร่างระหงส์เหลือเพียงเตี่ยวสีแดงเพลิง ที่ห่อ
ยามราตรีอันเยียบเย็น ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปลิวบางเบา แสงจันทร์สีเงินสาดต้องระเบียงชั้นสองของห้องนอน เงาไม้ไหวสะท้อนบนพื้นดั่งระลอกน้ำแห่งความลับ เซี่ยหลัวเยี่ยน ในอาภรณ์ผ้าแพรสีอ่อนกับผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวนวล สะบัดพลิ้วในสายลม ใบหน้าละไมต้องแสงจันทร์ราวรูปแกะสลักจากหยกขาว ดวงตาคู่งามซึ้งนั้นกลับแฝงความแข็งกร้าว ตรงหน้านาง คือบุรุษผู้สูงศักดิ์ โม่จิ่งเหิง รัชทายาทแห่งแผ่นดิน ผู้มีสายตาเยือกเย็นและรอยยิ้มที่คล้ายเย้ยหยันโลกทั้งปวง จุมพิตเร่าร้อนเอาแต่ใจของโม่จิ่งเหิง กับความตึงเครียดของเซี่ยหลัวเยี่ยนพลุ่งพล่านใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง เซี่ยหลัวเยี่ยนพยายามผลักอกแกร่ง จนดิ้นพ้นอ้อมแขนที่พันธนาการไว้ “พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหม่อมฉันเช่นนี้นะเพคะ” เสียงของหลัวเยี่ยนสั่นน้อย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง นางพยายามปกปิดความกลัวและสับสนที่ตีวนอยู่ในอก โม่จิ่งเหิงแค่นยิ้มเย็น เสียงหัวเราะในลำคอเบาแต่กรีดใจคนฟัง “เจ้าเป็นคนของข้า เหตุใดข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้” คำพูดเรียบง่ายนั้น กลับหนักหนาดั่งหินพันชั่งที่ถาโถมลงบนหัวใจนาง หลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าว “พระองค์ได้โปรดให้เกียรติหม
ศาลาริมน้ำใต้จันทร์กระจ่าง แสงจันทร์สาดนวลทั่วผืนหล้า ดาวดาราระยิบระยับดังโปรยเกล็ดเพชรกลางฟากฟ้า สายลมเหมันต์พัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงครวญเบา ๆ สายน้ำใต้ศาลาเคลื่อนไหวแผ่วเบา สะท้อนเงาจันทร์เป็นระลอกคลื่นงดงาม ใต้แสงเงินอันเยือกเย็นนั้น เงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีครามเข้มยืนทอดพระเนตรดวงจันทร์อยู่ริมระเบียงศาลา เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นแลดูงดงามประหนึ่งภาพวาด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่จับใจ เมื่อหลิวจิ้งเหยียนก้าวเข้าสู่ศาลา ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ ทรงยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์เพียงลำพัง ราวกับถูกตัดขาดจากโลกทั้งปวง “ทูลองค์รัชทายาท…” เสียงของหลิวจิ้งเหยียนขาดห้วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “หม่อมฉันรู้ที่ซ่อนตัวของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยนแล้วพะย่ะค่ะ” ร่างสูงตระหง่านพลันหันกลับมา แววตาที่สะท้อนแสงจันทร์นั้นเจิดจรัสวาบขึ้นในบัดดล “นางอยู่ที่ใด” พระสุรเสียงของโม่จิ่งเหิงนิ่งเรียบ ทว่ามีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ภายในที่ยากจะปิดบัง “นอกเมืองไปทางทิศเหนือพะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนตอบโดยมิ
เรือนไม้กลางป่า ในห้วงเหมันต์ ลมหนาวยามราตรีพัดต้องยอดสนให้เอนเอียง เสียงไม้ไผ่กระทบกันดังแว่วอยู่ในความเงียบของผืนป่า แสงจันทร์ขาวนวลลอดผ่านม่านหมอกบางต้องพื้นไม้บนเรือนเรียบง่ายกลางป่า เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบัญชี เสียงดีดลูกคิด “แกรก ๆ” ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความตั้งใจของหญิงผู้เป็นนายเหนือบ่าวทั้งหลาย เซี่ยหลัวเยี่ยน บุตรีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนที่เคยรุ่งเรือง เพียงไม่ถึงเดือนจวนถูกยึด บิดาถูกเนรเทศไปเมืองทุรกันดารทรัพย์ถูกอายัดเข้าคลังหลวง ยังดีที่บิดาและนางไหวตัวทันนำทรัพย์สินของมีค่าเคลื่อนย้ายออกมาพอให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดชาติ หากลำพังตัวเองคงไม่ลำบาก ยังมีบ่าวที่ติดตามมาอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องดูแล บัดนี้นางจึงต้องลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยสองมือตนเอง เพื่อพลิกฟื้นฐานะตนเองอีกครั้ง “ท่านพ่อบ้าน หลงจู๊ที่ข้าให้ไปช่วยดูแลร้านอาหารในเมืองหลวง เป็นเช่นไรบ้าง?” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยอำนาจและความมั่นใจ มือเรียวไม่หยุดเคลื่อนไหวเหนือเม็ดลูกคิด พ่อบ้านชราผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบค้อมศีรษะต่ำ ตอบด้วยเสียงนอบน้อม
ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนวัยแต่เฉียบลึก เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูศาลา พระเนตรของรัชทายาทก็เหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อนรับด้วยเสียงเรียบเย็น “เจ้ามาแล้วหรือ — จงฉงจื่อ” ชายหนุ่มคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เรียกหม่อมฉันยามนี้ หม่อมฉันมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยกถ้วยชา พลิกฝาเบา ๆ กลิ่นชาเหมยลอยอวลในอากาศ พระเนตรทอดมองสายน้ำในถ้วย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่มีแรงกดดันยิ่งกว่าพายุ “ในท้องพระโรงวันนี้... เจ้ากล้าก้าวออกมาอาสาท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นศัตรูของหลายคน เจ้ามีเหตุผลใด?” จงฉงจื่อยังคุกเข่าอยู่ ทอดสายตาไปยังพื้นศาลาที่สะท้อนแสงจันทร์ “หม่อมฉันมิได้คิดถึงศัตรูหรือมิตรพ่ะย่ะค่ะ คิดเพียงว่า หากราษฎรต้องอดอยาก ท้อง
เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษในพงหญ้า ทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง และรอเพียงจังหวะจะขยับหมาก เหนือบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับสงบนิ่ง พระหัตถ์วางบนพนักบัลลังก์อย่างอ่อนแรง แต่สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังฮองเฮาแทบทุกครั้งที่มีผู้กราบทูล เหมือนว่าการตัดสินใจของแผ่นดินนี้ มิได้อยู่ในพระองค์มานานแล้ว เสียงอัครเสนาบดีดังขึ้นหนักแน่นแต่เรียบเย็น “ทูลฝ่าบาท หัวเมืองทางใต้บัดนี้ประสบอุทกภัยรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แสงอรุณกระทบชุดขุนนางสีครามเข้มเป็นประกาย เงาร่างทอดยาวราวเสาในท้องพระโรง จากนั้นเขากล่าวเรียกขุนนางท้องถิ่นให้ถวายรายงาน ชายผู้นั้นยกมือคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมราวแบกความทุกข์ของแผ่นดินไว้ทั้งผืน “ฝ่าบาท... น้ำหลากรุนแรงกว่าทุกปีพ่ะย่ะค่ะ บ้านเรือนหลายพันห




![จอมนางคู่บัลลังก์ [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


