Mag-log inเงาแมกไม้ทอดยาวทาบลงบนผิวน้ำ ลำธารใสเย็นสะท้อนแสงเช้าสีเงินหม่น ราวกับผืนผ้าไหมบางที่ถูกอากาศเหมันต์กล่อมให้สงบนิ่ง
เซี่ยหลัวเยี่ยนสร้างลานไม้เล็ก ๆ ไร้หลังคาไว้บริเวณนี้ เพียงเพื่อให้นางได้หลบเร้นจากสายตาผู้คน นั่งพักกายและใช้ความคิดท่ามกลางเสียงสายน้ำไหลเอื่อย หลายวันที่ผ่านมาดูราวกับชีวิตสงบสุข ทว่านั่นเป็นเพียงเพราะนางเลือกหลีกเร้นกาย มิใช่หนทางถาวร เมื่อใจของนางยังคงครุ่นคิดถึงวิธีจัดการสองพ่อลูกแห่งบ้านรอง ความสงบนิ่งนี้ก็เป็นเพียงม่านหมอกบาง ๆ เท่านั้น หากคิดเปิดร้านค้าก็เพื่อประคองชีวิตของบ่าวไพร่ให้มีข้าวปลาอาหารพอเลี้ยงปากท้อง แต่สำหรับตัวนาง หากคิดจะต่อกรกับบ้านรองที่มีอำนาจ ภายใต้เงาอัครเสนาบดีที่คอยหนุนหลัง นางจำต้องยืนอยู่เหนือกว่าคู่ต่อสู้ ไม่ใช่เพียงแค่เอาตัวรอด เซี่ยหลัวเยี่ยนทอดถอนหายใจ เบนสายตามองท้องฟ้าสีเทาอ่อน เมฆบางลอยต่ำเหมือนกำลังแบกรับความหนาวเอาไว้ “ท่านพ่อ…ป่านนี้ท่านจะเป็นอย่างไรบ้าง” เสียงนางแผ่วเบาจนแทบกลืนไปกับลม “ท่านแม่…ท่านช่างสบายกว่าทุกคนจริง ๆ เพราะจากไปเสียก่อน หากท่านยังอยู่ คงช่วยข้าคิดหาหนทางได้แน่” นางหลับตาลง ความทรงจำย้อนกลับไปยังวันที่ลืมตาขึ้นมาในโลกใบนี้ ความตื่นตระหนกของคนขวัญเสียยังคงแจ่มชัด การต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าโชคชะตายังเมตตา ให้นางมาอยู่ในครอบครัวนี้ แม่ทัพเซี่ย ฮูหยินเซี่ย สกุลเดิมของนางคือ หลิน ธิดาเจ้าเมืองหัวเมืองทางใต้ หลินจิ่งเซวียน คือนามของท่านตา ทั้งสองท่านเป็นดั่งบิดามารดาตัวอย่าง ดูแลนางด้วยความเอาใจใส่ไม่เคยขาด ความรักที่ได้รับมากล้นจนหัวใจนางผูกพันอย่างแท้จริง เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง “คุณหนูเจ้าคะ อาหารเช้าพร้อมแล้ว ท่านกลับเรือนเถิดเจ้าค่ะ ข้างนอกหนาวขนาดนี้ เสี่ยงเป็นไข้นะเจ้าคะ” เอ้อเหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใย ตัวเรือนไม้โอบล้อมด้วยหมอก ที่ปกคลุมเลือนราง ตั้งอยู่ห่างจากลำธารเพียงไม่กี่ก้าว สถานที่แห่งนี้คือบ้านที่เซี่ยหลัวเยี่ยนพึงพอใจที่สุด เงียบ สงบ และซ่อนความคิดของนางได้เป็นอย่างดี หญิงสาวพยักหน้ารับเบา ๆ ลุกขึ้นจากลานไม้ เดินกลับเรือนท่ามกลางไอหนาวยามเช้า โดยมีเอ้อเหนียงตามหลัง เงาร่างสองหญิงค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับหมอกเหมันต์ ทิ้งไว้เพียงลำธารที่ยังคงไหลต่อไปไม่รู้จักหยุดพัก เช่นเดียวกับชะตาชีวิตของนางเอง ท้องฟ้ายามสายในฤดูหนาวคลี่คลุมด้วยสีฟ้าอ่อนราวหยกเย็น หมอกยังไม่ทันจางหายละเลียดไล้ตามชายคาและยอดไม้ แสงอาทิตย์อาบไล้ราวพู่กันทองแตะต้องผืนฟ้าแผ่วเบา ท้องฟ้าเช่นนี้ เหมาะแก่การเริ่มต้นวันใหม่อย่างสุขุม ราวสวรรค์ตั้งใจมอบช่วงเวลาสั้น ๆ ให้โลกได้พักใจ ก่อนที่เรื่องราวทั้งหลายจะค่อย ๆ ดำเนินต่อไปตามชะตากรรม หลิวจิ้งเหยียนตื่นแต่เช้ามืดจัดการตนเองเรียบร้อยสะสางงานตั้งแต่ ไก่เริ่มขัน แต่ก่อนจะเริ่มงานเขาต้องฝึกฝนความแข็งแกร่งของร่างกาย ไม่เคยขาดแม้วันเดียว ชีวิตประจำวันมีวินัย แบบแผน ไม่ยิ่งหย่อน ข้างหลังไม่มีใครให้ห่วง เบื้องหน้าไม่มีใครให้คิดถึง ทั้งที่อายุเช่นเขาต้องมีครอบครัวแล้วทั้งสิ้น แม้แต่คนยากจนที่สุดก็ยังต้องดิ้นรนหาแม่สื่อ สำหรับเขา ไม่เคยคำนึงหา หลิวจิ้งเหยียน ต่อยหมัดไปตามจุดสำคัญบนหุ่นไม้ ยืนด้วยสองขามั่นคง มีสมาธิแน่วแน่ โครม! ตึง! ชายหนุ่มรีบหันไปดูตามเสียง และต้องชะงักงัน ร่างผอมบางในเงามืด นอนคว่ำหน้า พยายามยันกายขึ้นอย่างทุลักทุเล “ไป๋อวี้หลง เจ้าไปทำอะไรตรงนั้น” เขาถามออกไปเสียงเข้ม คนถูกถามลุกขึ้นยืนมั่นคงได้แล้ว มือหนึ่งลูบใบหน้าป้อย ๆ อีกมือถือกล่องไม้สองชั้นสี่เหลี่ยม “เอ่อ ข้า…ท่านแม่ให้เอาอาหารเช้ามาให้ท่าน” เขาพูดติด ๆ ขัด ๆ “ก็ข้าบอกแล้วว่าไม่รับ เจ้าขอบคุณท่านป้าแทนข้า บอกนางให้เข้าใจด้วย” เขากล่าวจบเดินเข้าห้องพักเพื่อเปลี่ยนเสื้อ ไป๋อวี้หลงยืนนิ่งมองอาหารในมือ “ท่านแม่นะท่านแม่ คะยั้นคะยอข้าดีนัก ดูเถอะน้ำใจนี้ของท่านจะกี่ครั้งเขาก็ไม่ใจอ่อนหรอก ยังจะให้ข้าบากหน้ามาให้ได้ทุกวัน คนมันใจร้าย”เขาบ่นพึมพำไม่หยุดปาก ห้องพักหลิวจิ้งเหยียนอยู่ใกล้ตรงนั้น เสียงบ่นนั่นเขาย่อมได้ยินทุกคำ ความรู้สึกพลันอ่อนยวบ นึกถึงมารดาของไป๋อวี้หลง นางมักทำอาหาร ขนมมาให้เขาทุกครั้ง แม้ต้องผิดหวังก็ตาม เพราะกฎที่เขาตั้งไว้ไม่อาจอ่อนข้อ เขาก้าวออกจากห้อง พบว่าไป๋อวี้หลง หายไปจากตรงนั้นแล้ว หลิวจิ้งเหยียนเดินไปนั่งยังห้องกินข้าวประจำศาล เขาเห็นไป๋อวี้หลงกำลังคีบผักดองกินอย่างเอร็ดอร่อย ดูเขามีความสุขกับอาหารฝีมือของมารดาอย่างมาก ชายหนุ่มพลันนึกขึ้น หากเขามีแม่บ้างจะเป็นเช่นไร พลางสลัดความคิดนั้นทิ้ง เดินไปหาพ่อครัวที่ตักอาหารยื่นให้ เขาเลือกไปนั่งอีกที่ หันหลังให้ไป๋อวี้หลง จึก! จึก! ไป๋อวี้หลงสะกิดเขาจากด้านหลัง “อะไรของเจ้า”หลิวจิ้งเหยียนชักสีหน้า น้ำเสียงหงุดหงิด คนอื่นต่างเกรงกลัวเขา แต่เจ้าเปี๊ยกนี่กลับทำหน้ามึนก่อกวนตลอด “ท่านจะไม่ลองชิมฝีมือแม่ข้าหน่อยหรือ อร่อยมากนะ” หลิวจิ้งเหยียนนั่งนิ่งไม่หันไป เป็นไป๋อวี้หลงที่เดินอ้อมยกกล่องข้าวมาวางตรงหน้าเขาเสียเอง ชายหนุ่มเหลือบมองทางอื่นพลางถอนหายใจ “เจ้าจะต้องตื้อข้าให้ได้สินะ”เขามองคนตรงหน้า ไป๋อวี้หลงยิ้มเจื่อน”ก็ของมันอร่อยจริงๆนี่” หลิวจิ้งเหยียนจึงยื่นตะเกียบไปคีบผักดองมากินอย่างลวกๆ เมื่อลิ้มรสสัมผัสพลันรู้สึกถึงความอร่อย ที่แผ่ซ่านไปถึงหัวใจ แต่เขาเก็บซ่อนงำแววตาไว้ “พอใจเจ้ารึยัง ข้ามีธุระจะรีบไป” กล่าวจบจึงลุกขึ้น ไป๋อวี้หลงยิ้มจนตาหยี อย่างน้อยเขาก็ยอมกินอาหารนี่แล้ว หลิวจิ้งเหยียนขี่ม้าออกจากบ้านพักมุ่งตรงไปยังตำหนักองค์รัชทายาท ด้านหน้าตำหนัก ประตูใหญ่มีทหารยืนเฝ้า เขายังไม่ทันก้าวเข้าประตู ขันทีหนุ่มรีบร้อนเดินออกมาพอดี “ท่านหลิวจิ้งเหยียน องค์รัชทายาทเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรงเพราะมีเรื่องด่วนท่านไว้มาช่วงเย็นเถิดขอรับ” สีหน้าขันทีไม่สู้ดี ชายหนุ่มจึงไม่อาจปล่อยผ่าน “มีเรื่องด่วนอะไรหรือ เผื่อข้าจะช่วยได้” ขันทีหนุ่มหันซ้ายแลขวาก่อนจะ ป้องปากพูดเสียงเบา “เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ทางหัวเมืองใต้ ขอรับ” หลิวจิ้งเหยียนฟังแล้วนิ่งไป เช่นนั้น นี่อาจเป็นแผนให้องค์รัชทายาทต้องลำบาก “ถ้าหากพระองค์กลับมาทูลว่า ข้าจะมาเข้าเฝ้าแจ้งข่าวสำคัญ” กล่าวจบเขาขึ้นหลังม้าควบออกจากตำหนักมุ่งกลับศาลต้าหลี่ ชายผู้มีชีวิตโดดเดี่ยว ความห่วงใยเดียว ของเขาคือองค์รัชทายาท ในใจสำหรับเขา พระองค์ประหนึ่งพี่ชายแท้ๆ หาใช่แค่นายเหนือหัว“เจ้าคิดว่านี่จะหยุดเขาได้หรือ? ในเมื่อทั่วแผ่นดินเขาฝังรากมาเนิ่นนาน” นางส่ายหน้าเบา ๆ “เพราะเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันจึงคิดว่า หากเดินหมากแล้วไม่สำเร็จ เขาย่อมต้องลงมือหนักขึ้น”นางเอ่ยท่าทีครุ่นคิด “เจ้ากลัวแล้วหรือ?”โม่จิ่งเหิงยกยิ้มถาม “หม่อมฉันมิได้กลัว แค่คิดว่าจะจัดการพวกมันยังไงให้สาสม อัครเสนาบดี กับเซี่ยอวี้เฉิง ใส่ร้ายบิดาของหม่อมฉัน มันต้องรับโทษทัน”แววตานางวาววับด้วยแรงแค้น โม่จิ่งเหิงหลุบดวงเนตรต่ำลง ใจพระองค์ย่อมรู้ดีว่า ใครคือผู้วางหมากนี้ หากนางรู้ว่าเป็นเขาที่บีบใช้แผนเสียเอง นางคงจะยากอภัย ขณะความเงียบชั่วอึดใจ พลันบังเกิด ลมพัดจากหน้าต่างเข้ามาสายหนึ่ง ฟึ่บ! เสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน เทียนเล่มหนึ่งดับลงในทันที เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานจากคานหลังคาราวกับวิญญาณร้าย ดาบบางเฉียบสะท้อนแสงเทียนวาบหนึ่งก่อนฟันลงตรงพระศอของรัชทายาทอย่างแม่นยำ หลิวจิ้งเหยียนที่เฝ้าอยู่นอกประตูพลันสัมผัสไอสังหารได้ก่อนครึ่งลมหายใจจึงถลันกายเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ระวัง!” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมเสียงโลหะกระทบกัน โม่จิ่งเหิงเอนกายหลบ ดาบเฉียดปลายผมไปหวุดหวิด ประกายไฟแลบวาบในความมืด มือสังหารส
ทว่าผู้ที่อยู่ในกระดานหาใช่มีเพียงหนึ่งไม่ ความละโมบของอัครเสนาบดีหาได้หลุดพ้นจากสายพระเนตรขององค์ฮ่องเต้ไม่ค่ำคืนปกคลุมพระราชวังด้วยความเงียบหนักอึ้ง โคมไฟใต้ชายคาตำหนักไท่เหอแกว่งไกวตามแรงลมหนาว เงาทอดยาวบนพื้นหินเย็นเยียบ ราวกับลางร้ายที่กำลังคืบคลานภายในห้องทรงอักษร ฮ่องเต้ประทับนิ่งหลังโต๊ะมังกร พระพักตร์สงบนิ่ง ทว่าแววพระเนตรลึกดำมืดดุจพายุที่ก่อตัวรายงานลับถูกวางเรียงเบื้องหน้าตราประทับขององครักษ์เงาถ้อยคำสั้นกระชับ แต่หนักแน่นพอจะสะเทือนบัลลังก์อัครเสนาบดีเว่ยชางหลง สั่งการโยกย้ายขุนนางฝ่ายทหารทรัพย์สินไหลเวียนผิดปกติส่งเครือข่ายสายลับแทรกซึมถึงกรมพิธีการและที่ร้ายแรงที่สุด คือการส่งมือสังหารลอบปลงพระชนม์รัชทายาทระหว่างเสด็จช่วยผู้ประสบภัยหัวเมืองใต้ฮ่องเต้ทรงหลับพระเนตรครู่หนึ่งหากบัลลังก์จะตกสู่มือโม่จิ่งเหิง พระองค์ย่อมยินยอมแต่หากต้องตกอยู่ในเงื้อมมือชายชู้ของฮองเฮา มิเท่ากับนั่นคือการเหยียบย่ำสายเลือดมังกรโดยแท้หรอกหรือฮองเฮา…พระองค์ทรงทราบดีว่านางถูกชักใยด้วยความทะเยอทะยานและความหลงผิดทว่าผู้ที่หมายเอาชีวิตโอรสเพียงองค์เดียวของพระองค์นั้นมิอาจอภัย“พวกมัน
อรุณแรกค่อย ๆ ทอแสงหลังฝนสุดท้ายโปรย ช่วงเวลาพักฟื้นพระวรกายผ่านไปเจ็ดวันบาดแผลของรัชทายาทเริ่มสมาน เลือดที่เคยซึมหยุดไหล ไข้ที่เคยรุมเร้าก็เลือนหาย ชายหนุ่มในฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่ายทรงก้าวออกมารับลมเช้า พระพักตร์ยังซีดเซียวเล็กน้อย ทว่าแววตากลับสดใสกว่าหลายวันก่อนเซี่ยหลัวเยี่ยนยืนอยู่เคียงข้าง มิห่างกายแม้ก้าวเดียว นางสวมอาภรณ์แพรสีฟ้าอ่อน ปลายแขนเสื้อพริ้วไหวตามสายลม เรือนผมดำขลับเกล้ามวยอย่างประณีต ปักปิ่นหยกขาวเรียบง่าย งามสง่าดุจดอกบัวแรกแย้มกลางสระทั้งสองประทับนั่งตรงศาลา บนโต๊ะไม้เตี้ยมีชาร้อนควันบางลอยกรุ่นรัชทายาททอดพระเนตรหญิงสาวครู่หนึ่ง ก่อนตรัสเสียงนุ่มต่ำ“หลายวันมานี้ เจ้าคงเหน็ดเหนื่อยที่ดูแลข้า”น้ำเสียงนั้นมิใช่เพียงความเกรงใจ หากแฝงความอ่อนโยนที่มิได้มีต่อผู้ใดง่าย ๆเซี่ยหลัวเยี่ยนยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้ายังคงเรียบเฉยราวสายน้ำสงบ“หม่อมฉันทำเพื่อตำแหน่งฮองเฮา มิต้องทรงห่วงหรอกเพคะ”ถ้อยคำฟังดูเย็นชาแฝงแววประชดประชัน ทว่าแววตาที่หลุบต่ำกลับไหววูบเล็กน้อย ปลายนิ้วที่จับถ้วยชาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แก้มเนียนใต้แสงเช้าดูเรื่อบางอย่างมิอาจปิดบังรัชทายาทยกมุมพระโอษฐ์
จวนเจ้าเมืองสกุลหลิน เรือนฮูหยินใหญ่ยังสว่างด้วยเปลวเทียนนิ่งสงบ“นายท่านไปค้างที่เรือนบุปผาอีกแล้วใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แววตาร้าวลึก“ใช่เจ้าค่ะ เห็นว่าวันนี้ฮูหยินรองเกิดอาการแพ้กุ้งจากอาหารในงานเลี้ยงเจ้าค่ะ”“แพ้กุ้งงั้นหรือ…”รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้ากู้ซู่อิ๋ง หากดวงตากลับเย็นเยียบ งานเลี้ยงต้อนรับหลานสาวผู้เฒ่าหลินเมื่อเย็น ช่างสบโอกาสให้นางได้ลงมือ กำจัดเสี้ยนหนามหัวใจเสียที กุ้งแม่น้ำตัวโต ๆ ที่นางสั่งให้คนครัวคัดสรรมาอย่างดี ให้พ่อครัวทำเป็นซุปใสให้เฉพาะฮูหยินรอง ส่วนคนอื่นๆ ได้กุ้งทั้งตัว นั่นเพราะนางรู้ดีว่ามันทำให้คนกินแพ้อาจถึงตายได้ และไม่มีใครรู้ว่าผิงอันฮูหยินรองนั้นแพ้กุ้งนอกจากนางที่พบสมุดบันทึกส่วนตัวของผิงอันเข้าโดยบังเอิญ ดังนั้นผลงานนี้นางต้องไปดูให้เห็นกับตาณ เรือนบุปผาหลินจื่อเยว่เช็ดกายภรรยารองด้วยความกังวลใจ “ผิงอัน เจ้าต้องหาย อย่าเป็นอะไรไปนะ เพื่อข้าและจิ่วเอ๋อ…”แม้หมอจะจัดยาและลดพิษลงได้ แต่ร่างกายนางก็ยังอ่อนแออยู่มากภาพสามคน พ่อแม่ลูกแนบชิดราวโลกนี้มีเพียงกันและกันถึงกับทำให้กู้ซู่อิ๋งที่เพิ่งมาถึงประตู รู้สึกหัวใจถูก
สายฟ้าผ่าฉีกฟากฟ้า แสงวาบสว่างชั่วขณะเผยภาพคมดาบที่ฟาดลงอย่างไร้ปรานี จากทางเบื้องหลัง องค์รัชทายาทชายหนุ่มหันมารับดาบไว้ทันด้วยมือข้างเดียว เสียงโลหะกระทบกันดังแกร่งกร้าว โม่จิ่งเหิงถอยหลังครึ่งก้าว เลือดสดกระเซ็นย้อมอาภรณ์สีเข้มให้ยิ่งดำทะมึนชั่วพริบตาก่อนที่คมดาบจะปลิดชีพนั้น ลูกธนูสายหนึ่งพุ่งฝ่าม่านฝนดัง “ฟึ่บ! ฉึก!” ปลายศรปักทะลุคอหอยนักฆ่าอย่างแม่นยำ ร่างในชุดดำทรุดฮวบลงกับพื้นโคลน เลือดไหลปนสายฝน จงฉงจื่อยังคงลดคันธนูลงช้า ๆ แววตาคมดุใต้ม่านฝนเยียบเย็น “คิดลอบปลงพระชนม์รัชทายาท… ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูง” หลิวจิ้งเหยียนไม่รอช้า รีบนำทหารองค์รักษ์ คุ้มกันโม่จิ่งเหิงกลับจวน ท่ามกลางพายุที่ยังคำรามไม่หยุดภายในห้องบรรทม กลิ่นโลหิตผสมกลิ่นยาสมุนไพรลอยคลุ้ง หมอหลวงกำลังจับชีพจร สีหน้าขรึมเคร่ง“พระอาการมิถึงกับสาหัส แต่เสียโลหิตมาก บาดแผลลึกและยาว อีกทั้งต้องระวังพิษไข้แทรกซ้อน อย่างน้อยครึ่งเดือนจึงจะฟื้น สองสามวันนี้ต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดขอรับ” หลิวจิ้งเหยียนพยักหน้า แม้สีหน้าเรียบเฉยดั่งหินผา ทว่าแววตากลับเคร่งเครียดเกินกว่าจะปิดบังไป๋อวี่หลงยืนข้างเตียง คอยส่งผ้า ช่วยเปลี่ยน
จวนสกุลเซี่ยเคยโอ่อ่าเป็นที่ยำเกรงของผู้คน ทว่าบัดนี้กลับต้องเปิดประตูรับ “บ้านรอง” เข้ามาอยู่อาศัยแทนที่โดยไม่มีใครกล้าเอ่ยค้าน เมื่อผู้หนึ่งตกต่ำ อีกผู้หนึ่งผงาดขึ้นสูง ความภักดีของคนย่อมเอนเอียงไปตามอำนาจ สกุลเซี่ยเองก็ไม่อาจหนีพ้นชะตานั้นเซี่ยอวี้เฉิง เสนาบดีกรมคลังผู้กุมเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของแคว้น แม้ชื่อเสียงจะรุ่งเรืองจนผู้คนต้องเกรงใจ แต่ต่อหน้าอัครเสนาบดี เขาก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ไร้สิทธิ์ขัดขืน บัดนี้แม้แต่บุตรสาวเพียงคนเดียวที่เขาทะนุถนอม ยังต้องบอบช้ำแทบสิ้นสติด้วยน้ำมือผู้มีอำนาจเหนือกว่าเสียงร่ำไห้สะอื้นดังสะท้อนโถงเรือน อวี่เฟิงกอดหลิวอวี้เหวินแน่น ร่างบางในอ้อมแขนสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดราวกลีบดอกไม้ต้องลมหนาว“เป็นเพราะท่าน... ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน อวี้เหวินจะเป็นเช่นนี้หรือ ฮือ ๆ…” น้ำเสียงของมารดาแตกพร่า เจ็บปวดจนแทบขาดใจใบหน้าเซี่ยอวี้เฉิงเคร่งขรึม เส้นเลือดที่ขมับเต้นระริก ความโกรธและความอับจนถาโถมอยู่ในอก “เจ้าก็เอาแต่โทษข้า อวี้เหวินเตือนแล้วไม่ฟังเอง”คำพูดแข็งกระด้าง ทว่าดวงตากลับฉายแววปวดร้าวยากจะปกปิดหลิวอวี้เหวินซบหน้ากับอกมารดา น้ำตาไหลอาบแก้มจนแสบผ







