แชร์

ตอนที่ 24 พิสูจน์ความสามารถ

ผู้เขียน: ภาดา กัลป์
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-19 15:50:16

เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น

แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว

ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษในพงหญ้า ทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง และรอเพียงจังหวะจะขยับหมาก

เหนือบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับสงบนิ่ง พระหัตถ์วางบนพนักบัลลังก์อย่างอ่อนแรง

แต่สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังฮองเฮาแทบทุกครั้งที่มีผู้กราบทูล เหมือนว่าการตัดสินใจของแผ่นดินนี้ มิได้อยู่ในพระองค์มานานแล้ว

เสียงอัครเสนาบดีดังขึ้นหนักแน่นแต่เรียบเย็น

“ทูลฝ่าบาท หัวเมืองทางใต้บัดนี้ประสบอุทกภัยรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”

เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แสงอรุณกระทบชุดขุนนางสีครามเข้มเป็นประกาย เงาร่างทอดยาวราวเสาในท้องพระโรง

จากนั้นเขากล่าวเรียกขุนนางท้องถิ่นให้ถวายรายงาน

ชายผู้นั้นยกมือคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมราวแบกความทุกข์ของแผ่นดินไว้ทั้งผืน

“ฝ่าบาท... น้ำหลากรุนแรงกว่าทุกปีพ่ะย่ะค่ะ บ้านเรือนหลายพันหลังถูกพัดจมหายไปพร้อมครอบครัว ผู้คนต้องอาศัยบนหลังคา รอความช่วยเหลือจากเมืองหลวงอย่างสิ้นหวัง”

เสียงของเขาแผ่วลงเมื่อเอ่ยถึงคำว่า “สิ้นหวัง”

อีกคนรีบรับต่อทันที

“เสบียงในท้องถิ่นร่อยหรอ ข้าวสารเปียกน้ำจนเน่าเสีย อาหารไม่พอแม้แต่ประทังชีวิต ราษฎร... รอความหวังจากเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ”

คำว่า “รอความหวัง” ดังก้องในท้องพระโรง ราวลูกศรที่พุ่งไปปักกลางใจผู้ที่ควรรับผิดชอบ

ขุนนางอีกคนกระแอมเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหนึ่งระมัดระวังแต่เจือความหวั่นไหว

“ทว่าเส้นทางไกล ฝนยังไม่หยุดตก หากผู้ใหญ่ในราชสำนักเสด็จไปเอง เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงสนับสนุนดังขึ้นตามมาเป็นระลอก

“ใช่พ่ะย่ะค่ะ... ราชกิจในเมืองหลวงก็รัดตัว...”

“ข้าราชการก็ชราภาพหลายท่าน เกรงว่าจะไม่เหมาะนักพ่ะย่ะค่ะ...”

ไม่มีใครพูดตรง ๆ ว่า “ไม่อยากไป” แต่ทุกถ้อยคำล้วนสื่อถึงความหมายเดียวกัน

อัครเสนาบดีก้าวออกมาข้างหน้าอีกเล็กน้อย เงาร่างสง่างามของเขาเหมือนหอกเหล็กปักกลางท้องพระโรง

“หม่อมฉันขอเสนอให้องค์รัชทายาทเสด็จไปด้วยพระองค์เอง เพื่อดับทุกข์ บำรุงสุขแก่ราษฎรพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงนั้นดังชัดราวฟ้าผ่ากลางเวหา ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องโถงทันที

เขากล่าวต่ออย่างสุขุม

“พระองค์ทรงพระเยาว์ แข็งแรง และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของราษฎร หากได้เห็นปัญหาด้วยพระเนตร ฟังความทุกข์ด้วยพระกรรณ ย่อมทรงแก้ไขได้ตรงจุด อีกทั้งนี่จะเป็นบทเรียนสำคัญก่อนขึ้นครองบัลลังก์”

ขุนนางหลายคนพยักหน้ารับ เสียง “สมควรแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

ทุกคำเต็มไปด้วยความเคารพ แต่ใต้รอยยิ้มกลับซ่อนคมมีด

ฮ่องเต้ขยับพระโอษฐ์ราวจะตรัส แต่สายพระเนตรกลับไปหยุดที่ฮองเฮาอีกครั้ง

นางยกพัดไหมขึ้นแตะริมโอษฐ์ พระสุรเสียงอ่อนโยน แต่หนักแน่นเกินใคร

“ข้าเห็นด้วยกับท่านอัครเสนาบดี บ้านเมืองยามนี้ทุกข์ยาก หากเจ้าไม่ไป... แล้วจะมีใครไปเล่า?”

ถ้อยคำอ่อนหวานราวสายน้ำ แต่แรงพอจะผลักให้ผู้ฟังตกเหว

องค์รัชทายาทยืนนิ่ง พระเนตรมองผ่านผู้คนที่โล่งใจล่วงหน้าไปแล้วหลายคน

พระองค์เห็นชัด — ใครกลัวฝน ใครกลัวโคลน และใครกลัว “งานหนัก” ยิ่งกว่ากลัวความตายของราษฎร

ริมพระโอษฐ์ยกยิ้มบาง — เยียบเย็น แต่สง่างาม

“ได้ ข้าจะไป”

เพียงคำสั้น ๆ นั้นกลับทำให้แรงกดดันทั้งท้องพระโรงคลายลงราวหมอกยามรุ่ง

ขุนนางหลายคนผ่อนลมหายใจโดยไม่รู้ตัว บางคนก้มหน้าต่ำ บางคนหลบสายตาเกรงว่าความโล่งอกจะถูกเห็น

อัครเสนาบดีค้อมศีรษะด้วยความพอใจ ฮองเฮายิ้มบางแฝงเมตตา

ฮ่องเต้นิ่งเฉย ราวทุกสิ่งถูกกำหนดไว้แล้ว

แต่ทันใดนั้น

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากแถวขุนนางชั้นผู้น้อย

“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉัน จงฉงจื่อ ขออาสาร่วมขบวนเสด็จพะย่ะค่ะ”

เสียงนั้นใส ชัด และมั่นคงจนทุกสายตาหันไปพร้อมกัน

ชายหนุ่มผู้พูดก้าวออกมาอย่างสง่างาม เสื้อขุนนางเรียบสะอาด ไร้รอยยับ ร่างสูงปราดเปรียว ใบหน้าคมเข้ม ผิวขาวราวหยกที่ผ่านการฝึกฝน ไม่ใช่บัณฑิตที่มีแต่ตำรา แต่คือผู้ที่รู้จักดิน โคลน และเหงื่อจริง ๆ

เขาคุกเข่าลงอย่างงดงาม

“เพราะลำบาก หม่อมฉันจึงอยากไปพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงนั้นเรียบ แต่หนักแน่น ราวค้อนเหล็กกระทบหิน

“ราษฎรไม่มีอาหาร ไม่มีที่พัก ไม่มีแม้แต่เวลาจะกลัว หากเรายังเลือกความเหมาะสมอยู่ หม่อมฉันเกรงว่า... ความช่วยเหลือจากเมืองหลวงจะมาถึงช้าเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”

ขุนนางบางคนขยับตัวอย่างอึดอัด

อัครเสนาบดีหรี่ตาเล็กน้อย

“เจ้ามียศเพียงเล็กน้อย จะช่วยการใหญ่ได้เพียงใดกัน?”

จงฉงจื่อเงยหน้าขึ้น แววตานั้นนิ่งสงบ

“เพราะยศยังน้อย หม่อมฉันจึงต้องทำมากกว่าผู้อื่นพ่ะย่ะค่ะ หากยศต่ำแล้วยังไม่เริ่มทำ วันหนึ่งแม้ได้ขึ้นสูง... ก็อาจไม่มีค่าให้คนจดจำ”

คำพูดนั้นทำให้ท้องพระโรงเงียบงันอีกครั้ง

บางคนหน้าตึง บางคนก้มต่ำราวถูกตบกลางใจ

องค์รัชทายาททอดพระเนตรมายังบัณฑิตหนุ่มเป็นครั้งแรก

พระเนตรนิ่ง ลึก และพินิจ

ริมพระโอษฐ์ที่เคยยกยิ้มบาง ขยับขึ้นเล็กน้อย — ยิ้มที่มีทั้งการวัดใจและชื่นชม

ในท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยขุนนางผู้สูงศักดิ์

กลับมีเพียงชายหนุ่มยศเล็กผู้หนึ่ง ที่โดดเด่นราวหยกขาวท่ามกลางทองคำหม่น

ไม่ใช่เพราะรูปงาม แต่เพราะใจของเขา ใสสะอาดไร้มลทิน

และในวินาทีนั้น องค์รัชทายาทก็ทรงรู้ว่า...

การเดินทางครั้งนี้ พระองค์จะไม่ได้ไปเพียงลำพังอีกต่อไป

อุทกภัยครั้งนี้ คล้ายเป็นการแก้ปัญหา

ดูคล้ายเพียงบททดสอบ หากแต่แท้จริงแฝงแผนการบางอย่างไว้

พระองค์จะไม่ตกเป็นเหยื่อ หากแต่จะเป็นนักล่าเสียเอง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 29 ใต้แสงจันทร์ หัวใจพันธนาการ 2

    ภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของคนทั้งสองเมื่อเซี่ยหลัวเยี่ยนพ่ายแพ้ต่อแรงโม่จิ่งเหิงนางจึงนอนนิ่งภายใต้ร่างของเขาสองสายตาประสาน หนึ่งดวงเนตรสวยซึ้งปรากฏแววเคียดแค้นชิงชังหนึ่งดวงตาคมเข้มแฝงแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง“เจ้าไม่กลัวข้าจะฆ่าเจ้าหรือ ถึงได้ปากกล้านัก” เสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังหลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาคมกล้าท้าทาย“ไม่ ในเมื่อท่านทำลายชีวิตข้าจนไม่มีอะไรเหลือ มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”น้ำเสียงแน่วแน่ แฝงความแค้นลึกไม่ปิดบังรัชทายาทหนุ่มเหม่อมองริมฝีปากอวบอิ่มครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนขึ้นสบกับดวงเนตรงามที่สั่นไหวราวคลื่นในสายน้ำแววตาเขากระจ่างเย็นปนยั่วเย้า ปากบางยกยิ้มเย้ยหยัน“ข้าคงไม่ฆ่าเจ้าหรอก...แต่จะให้เจ้าตายทั้งเป็น อย่างที่เจ้าคิด”สิ้นถ้อยคำ เสียงลมหายใจก็ขาดห้วง ริมฝีปากหยาบกร้านแตะต้องลงอย่างฉับพลันความร้อนจากสัมผัสนั้นราวเปลวไฟที่เผาใจนางให้วูบไหวมือแกร่งข้างหนึ่งรวบข้อมือเรียวไว้เหนือศีรษะมั่นสายตาเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ลมหายใจของเขาหนักและถี่กระชั้นอีกมือหนึ่งปลดดึงอาภรณ์ออกจากร่างระหงส์เหลือเพียงเตี่ยวสีแดงเพลิง ที่ห่อ

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 28 ใต้แสงจันทร์ หัวใจแห่งพันธนาการ 1

    ยามราตรีอันเยียบเย็น ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปลิวบางเบา แสงจันทร์สีเงินสาดต้องระเบียงชั้นสองของห้องนอน เงาไม้ไหวสะท้อนบนพื้นดั่งระลอกน้ำแห่งความลับ เซี่ยหลัวเยี่ยน ในอาภรณ์ผ้าแพรสีอ่อนกับผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวนวล สะบัดพลิ้วในสายลม ใบหน้าละไมต้องแสงจันทร์ราวรูปแกะสลักจากหยกขาว ดวงตาคู่งามซึ้งนั้นกลับแฝงความแข็งกร้าว ตรงหน้านาง คือบุรุษผู้สูงศักดิ์ โม่จิ่งเหิง รัชทายาทแห่งแผ่นดิน ผู้มีสายตาเยือกเย็นและรอยยิ้มที่คล้ายเย้ยหยันโลกทั้งปวง จุมพิตเร่าร้อนเอาแต่ใจของโม่จิ่งเหิง กับความตึงเครียดของเซี่ยหลัวเยี่ยนพลุ่งพล่านใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง เซี่ยหลัวเยี่ยนพยายามผลักอกแกร่ง จนดิ้นพ้นอ้อมแขนที่พันธนาการไว้ “พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหม่อมฉันเช่นนี้นะเพคะ” เสียงของหลัวเยี่ยนสั่นน้อย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง นางพยายามปกปิดความกลัวและสับสนที่ตีวนอยู่ในอก โม่จิ่งเหิงแค่นยิ้มเย็น เสียงหัวเราะในลำคอเบาแต่กรีดใจคนฟัง “เจ้าเป็นคนของข้า เหตุใดข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้” คำพูดเรียบง่ายนั้น กลับหนักหนาดั่งหินพันชั่งที่ถาโถมลงบนหัวใจนาง หลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าว “พระองค์ได้โปรดให้เกียรติหม

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 27 เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก

    ศาลาริมน้ำใต้จันทร์กระจ่าง แสงจันทร์สาดนวลทั่วผืนหล้า ดาวดาราระยิบระยับดังโปรยเกล็ดเพชรกลางฟากฟ้า สายลมเหมันต์พัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงครวญเบา ๆ สายน้ำใต้ศาลาเคลื่อนไหวแผ่วเบา สะท้อนเงาจันทร์เป็นระลอกคลื่นงดงาม ใต้แสงเงินอันเยือกเย็นนั้น เงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีครามเข้มยืนทอดพระเนตรดวงจันทร์อยู่ริมระเบียงศาลา เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นแลดูงดงามประหนึ่งภาพวาด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่จับใจ เมื่อหลิวจิ้งเหยียนก้าวเข้าสู่ศาลา ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ ทรงยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์เพียงลำพัง ราวกับถูกตัดขาดจากโลกทั้งปวง “ทูลองค์รัชทายาท…” เสียงของหลิวจิ้งเหยียนขาดห้วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “หม่อมฉันรู้ที่ซ่อนตัวของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยนแล้วพะย่ะค่ะ” ร่างสูงตระหง่านพลันหันกลับมา แววตาที่สะท้อนแสงจันทร์นั้นเจิดจรัสวาบขึ้นในบัดดล “นางอยู่ที่ใด” พระสุรเสียงของโม่จิ่งเหิงนิ่งเรียบ ทว่ามีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ภายในที่ยากจะปิดบัง “นอกเมืองไปทางทิศเหนือพะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนตอบโดยมิ

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 26 ฟ้าหลังฝน

    เรือนไม้กลางป่า ในห้วงเหมันต์ ลมหนาวยามราตรีพัดต้องยอดสนให้เอนเอียง เสียงไม้ไผ่กระทบกันดังแว่วอยู่ในความเงียบของผืนป่า แสงจันทร์ขาวนวลลอดผ่านม่านหมอกบางต้องพื้นไม้บนเรือนเรียบง่ายกลางป่า เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบัญชี เสียงดีดลูกคิด “แกรก ๆ” ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความตั้งใจของหญิงผู้เป็นนายเหนือบ่าวทั้งหลาย เซี่ยหลัวเยี่ยน บุตรีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนที่เคยรุ่งเรือง เพียงไม่ถึงเดือนจวนถูกยึด บิดาถูกเนรเทศไปเมืองทุรกันดารทรัพย์ถูกอายัดเข้าคลังหลวง ยังดีที่บิดาและนางไหวตัวทันนำทรัพย์สินของมีค่าเคลื่อนย้ายออกมาพอให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดชาติ หากลำพังตัวเองคงไม่ลำบาก ยังมีบ่าวที่ติดตามมาอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องดูแล บัดนี้นางจึงต้องลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยสองมือตนเอง เพื่อพลิกฟื้นฐานะตนเองอีกครั้ง “ท่านพ่อบ้าน หลงจู๊ที่ข้าให้ไปช่วยดูแลร้านอาหารในเมืองหลวง เป็นเช่นไรบ้าง?” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยอำนาจและความมั่นใจ มือเรียวไม่หยุดเคลื่อนไหวเหนือเม็ดลูกคิด พ่อบ้านชราผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบค้อมศีรษะต่ำ ตอบด้วยเสียงนอบน้อม

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 25 จงฉงจื่อ

    ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนวัยแต่เฉียบลึก เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูศาลา พระเนตรของรัชทายาทก็เหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อนรับด้วยเสียงเรียบเย็น “เจ้ามาแล้วหรือ — จงฉงจื่อ” ชายหนุ่มคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เรียกหม่อมฉันยามนี้ หม่อมฉันมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยกถ้วยชา พลิกฝาเบา ๆ กลิ่นชาเหมยลอยอวลในอากาศ พระเนตรทอดมองสายน้ำในถ้วย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่มีแรงกดดันยิ่งกว่าพายุ “ในท้องพระโรงวันนี้... เจ้ากล้าก้าวออกมาอาสาท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นศัตรูของหลายคน เจ้ามีเหตุผลใด?” จงฉงจื่อยังคุกเข่าอยู่ ทอดสายตาไปยังพื้นศาลาที่สะท้อนแสงจันทร์ “หม่อมฉันมิได้คิดถึงศัตรูหรือมิตรพ่ะย่ะค่ะ คิดเพียงว่า หากราษฎรต้องอดอยาก ท้อง

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 24 พิสูจน์ความสามารถ

    เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษในพงหญ้า ทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง และรอเพียงจังหวะจะขยับหมาก เหนือบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับสงบนิ่ง พระหัตถ์วางบนพนักบัลลังก์อย่างอ่อนแรง แต่สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังฮองเฮาแทบทุกครั้งที่มีผู้กราบทูล เหมือนว่าการตัดสินใจของแผ่นดินนี้ มิได้อยู่ในพระองค์มานานแล้ว เสียงอัครเสนาบดีดังขึ้นหนักแน่นแต่เรียบเย็น “ทูลฝ่าบาท หัวเมืองทางใต้บัดนี้ประสบอุทกภัยรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แสงอรุณกระทบชุดขุนนางสีครามเข้มเป็นประกาย เงาร่างทอดยาวราวเสาในท้องพระโรง จากนั้นเขากล่าวเรียกขุนนางท้องถิ่นให้ถวายรายงาน ชายผู้นั้นยกมือคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมราวแบกความทุกข์ของแผ่นดินไว้ทั้งผืน “ฝ่าบาท... น้ำหลากรุนแรงกว่าทุกปีพ่ะย่ะค่ะ บ้านเรือนหลายพันห

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status