Share

ตอนที่ 24 พิสูจน์ความสามารถ

last update Huling Na-update: 2026-01-19 15:50:16

เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น

แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว

ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษในพงหญ้า ทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง และรอเพียงจังหวะจะขยับหมาก

เหนือบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับสงบนิ่ง พระหัตถ์วางบนพนักบัลลังก์อย่างอ่อนแรง

แต่สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังฮองเฮาแทบทุกครั้งที่มีผู้กราบทูล เหมือนว่าการตัดสินใจของแผ่นดินนี้ มิได้อยู่ในพระองค์มานานแล้ว

เสียงอัครเสนาบดีดังขึ้นหนักแน่นแต่เรียบเย็น

“ทูลฝ่าบาท หัวเมืองทางใต้บัดนี้ประสบอุทกภัยรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”

เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แสงอรุณกระทบชุดขุนนางสีครามเข้มเป็นประกาย เงาร่างทอดยาวราวเสาในท้องพระโรง

จากนั้นเขากล่าวเรียกขุนนางท้องถิ่นให้ถวายรายงาน

ชายผู้นั้นยกมือคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมราวแบกความทุกข์ของแผ่นดินไว้ทั้งผืน

“ฝ่าบาท... น้ำหลากรุนแรงกว่าทุกปีพ่ะย่ะค่ะ บ้านเรือนหลายพันหลังถูกพัดจมหายไปพร้อมครอบครัว ผู้คนต้องอาศัยบนหลังคา รอความช่วยเหลือจากเมืองหลวงอย่างสิ้นหวัง”

เสียงของเขาแผ่วลงเมื่อเอ่ยถึงคำว่า “สิ้นหวัง”

อีกคนรีบรับต่อทันที

“เสบียงในท้องถิ่นร่อยหรอ ข้าวสารเปียกน้ำจนเน่าเสีย อาหารไม่พอแม้แต่ประทังชีวิต ราษฎร... รอความหวังจากเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ”

คำว่า “รอความหวัง” ดังก้องในท้องพระโรง ราวลูกศรที่พุ่งไปปักกลางใจผู้ที่ควรรับผิดชอบ

ขุนนางอีกคนกระแอมเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหนึ่งระมัดระวังแต่เจือความหวั่นไหว

“ทว่าเส้นทางไกล ฝนยังไม่หยุดตก หากผู้ใหญ่ในราชสำนักเสด็จไปเอง เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงสนับสนุนดังขึ้นตามมาเป็นระลอก

“ใช่พ่ะย่ะค่ะ... ราชกิจในเมืองหลวงก็รัดตัว...”

“ข้าราชการก็ชราภาพหลายท่าน เกรงว่าจะไม่เหมาะนักพ่ะย่ะค่ะ...”

ไม่มีใครพูดตรง ๆ ว่า “ไม่อยากไป” แต่ทุกถ้อยคำล้วนสื่อถึงความหมายเดียวกัน

อัครเสนาบดีก้าวออกมาข้างหน้าอีกเล็กน้อย เงาร่างสง่างามของเขาเหมือนหอกเหล็กปักกลางท้องพระโรง

“หม่อมฉันขอเสนอให้องค์รัชทายาทเสด็จไปด้วยพระองค์เอง เพื่อดับทุกข์ บำรุงสุขแก่ราษฎรพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงนั้นดังชัดราวฟ้าผ่ากลางเวหา ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องโถงทันที

เขากล่าวต่ออย่างสุขุม

“พระองค์ทรงพระเยาว์ แข็งแรง และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของราษฎร หากได้เห็นปัญหาด้วยพระเนตร ฟังความทุกข์ด้วยพระกรรณ ย่อมทรงแก้ไขได้ตรงจุด อีกทั้งนี่จะเป็นบทเรียนสำคัญก่อนขึ้นครองบัลลังก์”

ขุนนางหลายคนพยักหน้ารับ เสียง “สมควรแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

ทุกคำเต็มไปด้วยความเคารพ แต่ใต้รอยยิ้มกลับซ่อนคมมีด

ฮ่องเต้ขยับพระโอษฐ์ราวจะตรัส แต่สายพระเนตรกลับไปหยุดที่ฮองเฮาอีกครั้ง

นางยกพัดไหมขึ้นแตะริมโอษฐ์ พระสุรเสียงอ่อนโยน แต่หนักแน่นเกินใคร

“ข้าเห็นด้วยกับท่านอัครเสนาบดี บ้านเมืองยามนี้ทุกข์ยาก หากเจ้าไม่ไป... แล้วจะมีใครไปเล่า?”

ถ้อยคำอ่อนหวานราวสายน้ำ แต่แรงพอจะผลักให้ผู้ฟังตกเหว

องค์รัชทายาทยืนนิ่ง พระเนตรมองผ่านผู้คนที่โล่งใจล่วงหน้าไปแล้วหลายคน

พระองค์เห็นชัด — ใครกลัวฝน ใครกลัวโคลน และใครกลัว “งานหนัก” ยิ่งกว่ากลัวความตายของราษฎร

ริมพระโอษฐ์ยกยิ้มบาง — เยียบเย็น แต่สง่างาม

“ได้ ข้าจะไป”

เพียงคำสั้น ๆ นั้นกลับทำให้แรงกดดันทั้งท้องพระโรงคลายลงราวหมอกยามรุ่ง

ขุนนางหลายคนผ่อนลมหายใจโดยไม่รู้ตัว บางคนก้มหน้าต่ำ บางคนหลบสายตาเกรงว่าความโล่งอกจะถูกเห็น

อัครเสนาบดีค้อมศีรษะด้วยความพอใจ ฮองเฮายิ้มบางแฝงเมตตา

ฮ่องเต้นิ่งเฉย ราวทุกสิ่งถูกกำหนดไว้แล้ว

แต่ทันใดนั้น

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากแถวขุนนางชั้นผู้น้อย

“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉัน จงฉงจื่อ ขออาสาร่วมขบวนเสด็จพะย่ะค่ะ”

เสียงนั้นใส ชัด และมั่นคงจนทุกสายตาหันไปพร้อมกัน

ชายหนุ่มผู้พูดก้าวออกมาอย่างสง่างาม เสื้อขุนนางเรียบสะอาด ไร้รอยยับ ร่างสูงปราดเปรียว ใบหน้าคมเข้ม ผิวขาวราวหยกที่ผ่านการฝึกฝน ไม่ใช่บัณฑิตที่มีแต่ตำรา แต่คือผู้ที่รู้จักดิน โคลน และเหงื่อจริง ๆ

เขาคุกเข่าลงอย่างงดงาม

“เพราะลำบาก หม่อมฉันจึงอยากไปพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงนั้นเรียบ แต่หนักแน่น ราวค้อนเหล็กกระทบหิน

“ราษฎรไม่มีอาหาร ไม่มีที่พัก ไม่มีแม้แต่เวลาจะกลัว หากเรายังเลือกความเหมาะสมอยู่ หม่อมฉันเกรงว่า... ความช่วยเหลือจากเมืองหลวงจะมาถึงช้าเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”

ขุนนางบางคนขยับตัวอย่างอึดอัด

อัครเสนาบดีหรี่ตาเล็กน้อย

“เจ้ามียศเพียงเล็กน้อย จะช่วยการใหญ่ได้เพียงใดกัน?”

จงฉงจื่อเงยหน้าขึ้น แววตานั้นนิ่งสงบ

“เพราะยศยังน้อย หม่อมฉันจึงต้องทำมากกว่าผู้อื่นพ่ะย่ะค่ะ หากยศต่ำแล้วยังไม่เริ่มทำ วันหนึ่งแม้ได้ขึ้นสูง... ก็อาจไม่มีค่าให้คนจดจำ”

คำพูดนั้นทำให้ท้องพระโรงเงียบงันอีกครั้ง

บางคนหน้าตึง บางคนก้มต่ำราวถูกตบกลางใจ

องค์รัชทายาททอดพระเนตรมายังบัณฑิตหนุ่มเป็นครั้งแรก

พระเนตรนิ่ง ลึก และพินิจ

ริมพระโอษฐ์ที่เคยยกยิ้มบาง ขยับขึ้นเล็กน้อย — ยิ้มที่มีทั้งการวัดใจและชื่นชม

ในท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยขุนนางผู้สูงศักดิ์

กลับมีเพียงชายหนุ่มยศเล็กผู้หนึ่ง ที่โดดเด่นราวหยกขาวท่ามกลางทองคำหม่น

ไม่ใช่เพราะรูปงาม แต่เพราะใจของเขา ใสสะอาดไร้มลทิน

และในวินาทีนั้น องค์รัชทายาทก็ทรงรู้ว่า...

การเดินทางครั้งนี้ พระองค์จะไม่ได้ไปเพียงลำพังอีกต่อไป

อุทกภัยครั้งนี้ คล้ายเป็นการแก้ปัญหา

ดูคล้ายเพียงบททดสอบ หากแต่แท้จริงแฝงแผนการบางอย่างไว้

พระองค์จะไม่ตกเป็นเหยื่อ หากแต่จะเป็นนักล่าเสียเอง

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 48 เผ่าทมิฬ ไร้ชื่อ ไร้นาม

    “เจ้าคิดว่านี่จะหยุดเขาได้หรือ? ในเมื่อทั่วแผ่นดินเขาฝังรากมาเนิ่นนาน” นางส่ายหน้าเบา ๆ “เพราะเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันจึงคิดว่า หากเดินหมากแล้วไม่สำเร็จ เขาย่อมต้องลงมือหนักขึ้น”นางเอ่ยท่าทีครุ่นคิด “เจ้ากลัวแล้วหรือ?”โม่จิ่งเหิงยกยิ้มถาม “หม่อมฉันมิได้กลัว แค่คิดว่าจะจัดการพวกมันยังไงให้สาสม อัครเสนาบดี กับเซี่ยอวี้เฉิง ใส่ร้ายบิดาของหม่อมฉัน มันต้องรับโทษทัน”แววตานางวาววับด้วยแรงแค้น โม่จิ่งเหิงหลุบดวงเนตรต่ำลง ใจพระองค์ย่อมรู้ดีว่า ใครคือผู้วางหมากนี้ หากนางรู้ว่าเป็นเขาที่บีบใช้แผนเสียเอง นางคงจะยากอภัย ขณะความเงียบชั่วอึดใจ พลันบังเกิด ลมพัดจากหน้าต่างเข้ามาสายหนึ่ง ฟึ่บ! เสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน เทียนเล่มหนึ่งดับลงในทันที เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานจากคานหลังคาราวกับวิญญาณร้าย ดาบบางเฉียบสะท้อนแสงเทียนวาบหนึ่งก่อนฟันลงตรงพระศอของรัชทายาทอย่างแม่นยำ หลิวจิ้งเหยียนที่เฝ้าอยู่นอกประตูพลันสัมผัสไอสังหารได้ก่อนครึ่งลมหายใจจึงถลันกายเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ระวัง!” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมเสียงโลหะกระทบกัน โม่จิ่งเหิงเอนกายหลบ ดาบเฉียดปลายผมไปหวุดหวิด ประกายไฟแลบวาบในความมืด มือสังหารส

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 47 ความแค้นของฮ่องเต้

    ทว่าผู้ที่อยู่ในกระดานหาใช่มีเพียงหนึ่งไม่ ความละโมบของอัครเสนาบดีหาได้หลุดพ้นจากสายพระเนตรขององค์ฮ่องเต้ไม่ค่ำคืนปกคลุมพระราชวังด้วยความเงียบหนักอึ้ง โคมไฟใต้ชายคาตำหนักไท่เหอแกว่งไกวตามแรงลมหนาว เงาทอดยาวบนพื้นหินเย็นเยียบ ราวกับลางร้ายที่กำลังคืบคลานภายในห้องทรงอักษร ฮ่องเต้ประทับนิ่งหลังโต๊ะมังกร พระพักตร์สงบนิ่ง ทว่าแววพระเนตรลึกดำมืดดุจพายุที่ก่อตัวรายงานลับถูกวางเรียงเบื้องหน้าตราประทับขององครักษ์เงาถ้อยคำสั้นกระชับ แต่หนักแน่นพอจะสะเทือนบัลลังก์อัครเสนาบดีเว่ยชางหลง สั่งการโยกย้ายขุนนางฝ่ายทหารทรัพย์สินไหลเวียนผิดปกติส่งเครือข่ายสายลับแทรกซึมถึงกรมพิธีการและที่ร้ายแรงที่สุด คือการส่งมือสังหารลอบปลงพระชนม์รัชทายาทระหว่างเสด็จช่วยผู้ประสบภัยหัวเมืองใต้ฮ่องเต้ทรงหลับพระเนตรครู่หนึ่งหากบัลลังก์จะตกสู่มือโม่จิ่งเหิง พระองค์ย่อมยินยอมแต่หากต้องตกอยู่ในเงื้อมมือชายชู้ของฮองเฮา มิเท่ากับนั่นคือการเหยียบย่ำสายเลือดมังกรโดยแท้หรอกหรือฮองเฮา…พระองค์ทรงทราบดีว่านางถูกชักใยด้วยความทะเยอทะยานและความหลงผิดทว่าผู้ที่หมายเอาชีวิตโอรสเพียงองค์เดียวของพระองค์นั้นมิอาจอภัย“พวกมัน

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 46 สายใยบางเบา หัวใจเจ้าเป็นของใคร?

    อรุณแรกค่อย ๆ ทอแสงหลังฝนสุดท้ายโปรย ช่วงเวลาพักฟื้นพระวรกายผ่านไปเจ็ดวันบาดแผลของรัชทายาทเริ่มสมาน เลือดที่เคยซึมหยุดไหล ไข้ที่เคยรุมเร้าก็เลือนหาย ชายหนุ่มในฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่ายทรงก้าวออกมารับลมเช้า พระพักตร์ยังซีดเซียวเล็กน้อย ทว่าแววตากลับสดใสกว่าหลายวันก่อนเซี่ยหลัวเยี่ยนยืนอยู่เคียงข้าง มิห่างกายแม้ก้าวเดียว นางสวมอาภรณ์แพรสีฟ้าอ่อน ปลายแขนเสื้อพริ้วไหวตามสายลม เรือนผมดำขลับเกล้ามวยอย่างประณีต ปักปิ่นหยกขาวเรียบง่าย งามสง่าดุจดอกบัวแรกแย้มกลางสระทั้งสองประทับนั่งตรงศาลา บนโต๊ะไม้เตี้ยมีชาร้อนควันบางลอยกรุ่นรัชทายาททอดพระเนตรหญิงสาวครู่หนึ่ง ก่อนตรัสเสียงนุ่มต่ำ“หลายวันมานี้ เจ้าคงเหน็ดเหนื่อยที่ดูแลข้า”น้ำเสียงนั้นมิใช่เพียงความเกรงใจ หากแฝงความอ่อนโยนที่มิได้มีต่อผู้ใดง่าย ๆเซี่ยหลัวเยี่ยนยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้ายังคงเรียบเฉยราวสายน้ำสงบ“หม่อมฉันทำเพื่อตำแหน่งฮองเฮา มิต้องทรงห่วงหรอกเพคะ”ถ้อยคำฟังดูเย็นชาแฝงแววประชดประชัน ทว่าแววตาที่หลุบต่ำกลับไหววูบเล็กน้อย ปลายนิ้วที่จับถ้วยชาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แก้มเนียนใต้แสงเช้าดูเรื่อบางอย่างมิอาจปิดบังรัชทายาทยกมุมพระโอษฐ์

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 45 ความอดกลั้นที่ขาดผึง

    จวนเจ้าเมืองสกุลหลิน เรือนฮูหยินใหญ่ยังสว่างด้วยเปลวเทียนนิ่งสงบ“นายท่านไปค้างที่เรือนบุปผาอีกแล้วใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แววตาร้าวลึก“ใช่เจ้าค่ะ เห็นว่าวันนี้ฮูหยินรองเกิดอาการแพ้กุ้งจากอาหารในงานเลี้ยงเจ้าค่ะ”“แพ้กุ้งงั้นหรือ…”รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้ากู้ซู่อิ๋ง หากดวงตากลับเย็นเยียบ งานเลี้ยงต้อนรับหลานสาวผู้เฒ่าหลินเมื่อเย็น ช่างสบโอกาสให้นางได้ลงมือ กำจัดเสี้ยนหนามหัวใจเสียที กุ้งแม่น้ำตัวโต ๆ ที่นางสั่งให้คนครัวคัดสรรมาอย่างดี ให้พ่อครัวทำเป็นซุปใสให้เฉพาะฮูหยินรอง ส่วนคนอื่นๆ ได้กุ้งทั้งตัว นั่นเพราะนางรู้ดีว่ามันทำให้คนกินแพ้อาจถึงตายได้ และไม่มีใครรู้ว่าผิงอันฮูหยินรองนั้นแพ้กุ้งนอกจากนางที่พบสมุดบันทึกส่วนตัวของผิงอันเข้าโดยบังเอิญ ดังนั้นผลงานนี้นางต้องไปดูให้เห็นกับตาณ เรือนบุปผาหลินจื่อเยว่เช็ดกายภรรยารองด้วยความกังวลใจ “ผิงอัน เจ้าต้องหาย อย่าเป็นอะไรไปนะ เพื่อข้าและจิ่วเอ๋อ…”แม้หมอจะจัดยาและลดพิษลงได้ แต่ร่างกายนางก็ยังอ่อนแออยู่มากภาพสามคน พ่อแม่ลูกแนบชิดราวโลกนี้มีเพียงกันและกันถึงกับทำให้กู้ซู่อิ๋งที่เพิ่งมาถึงประตู รู้สึกหัวใจถูก

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 44 เจ้าห้ามตายเด็ดขาด

    สายฟ้าผ่าฉีกฟากฟ้า แสงวาบสว่างชั่วขณะเผยภาพคมดาบที่ฟาดลงอย่างไร้ปรานี จากทางเบื้องหลัง องค์รัชทายาทชายหนุ่มหันมารับดาบไว้ทันด้วยมือข้างเดียว เสียงโลหะกระทบกันดังแกร่งกร้าว โม่จิ่งเหิงถอยหลังครึ่งก้าว เลือดสดกระเซ็นย้อมอาภรณ์สีเข้มให้ยิ่งดำทะมึนชั่วพริบตาก่อนที่คมดาบจะปลิดชีพนั้น ลูกธนูสายหนึ่งพุ่งฝ่าม่านฝนดัง “ฟึ่บ! ฉึก!” ปลายศรปักทะลุคอหอยนักฆ่าอย่างแม่นยำ ร่างในชุดดำทรุดฮวบลงกับพื้นโคลน เลือดไหลปนสายฝน จงฉงจื่อยังคงลดคันธนูลงช้า ๆ แววตาคมดุใต้ม่านฝนเยียบเย็น “คิดลอบปลงพระชนม์รัชทายาท… ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูง” หลิวจิ้งเหยียนไม่รอช้า รีบนำทหารองค์รักษ์ คุ้มกันโม่จิ่งเหิงกลับจวน ท่ามกลางพายุที่ยังคำรามไม่หยุดภายในห้องบรรทม กลิ่นโลหิตผสมกลิ่นยาสมุนไพรลอยคลุ้ง หมอหลวงกำลังจับชีพจร สีหน้าขรึมเคร่ง“พระอาการมิถึงกับสาหัส แต่เสียโลหิตมาก บาดแผลลึกและยาว อีกทั้งต้องระวังพิษไข้แทรกซ้อน อย่างน้อยครึ่งเดือนจึงจะฟื้น สองสามวันนี้ต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดขอรับ” หลิวจิ้งเหยียนพยักหน้า แม้สีหน้าเรียบเฉยดั่งหินผา ทว่าแววตากลับเคร่งเครียดเกินกว่าจะปิดบังไป๋อวี่หลงยืนข้างเตียง คอยส่งผ้า ช่วยเปลี่ยน

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 43 น้ำนิ่งซ่อนคลื่นลม

    จวนสกุลเซี่ยเคยโอ่อ่าเป็นที่ยำเกรงของผู้คน ทว่าบัดนี้กลับต้องเปิดประตูรับ “บ้านรอง” เข้ามาอยู่อาศัยแทนที่โดยไม่มีใครกล้าเอ่ยค้าน เมื่อผู้หนึ่งตกต่ำ อีกผู้หนึ่งผงาดขึ้นสูง ความภักดีของคนย่อมเอนเอียงไปตามอำนาจ สกุลเซี่ยเองก็ไม่อาจหนีพ้นชะตานั้นเซี่ยอวี้เฉิง เสนาบดีกรมคลังผู้กุมเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของแคว้น แม้ชื่อเสียงจะรุ่งเรืองจนผู้คนต้องเกรงใจ แต่ต่อหน้าอัครเสนาบดี เขาก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ไร้สิทธิ์ขัดขืน บัดนี้แม้แต่บุตรสาวเพียงคนเดียวที่เขาทะนุถนอม ยังต้องบอบช้ำแทบสิ้นสติด้วยน้ำมือผู้มีอำนาจเหนือกว่าเสียงร่ำไห้สะอื้นดังสะท้อนโถงเรือน อวี่เฟิงกอดหลิวอวี้เหวินแน่น ร่างบางในอ้อมแขนสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดราวกลีบดอกไม้ต้องลมหนาว“เป็นเพราะท่าน... ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน อวี้เหวินจะเป็นเช่นนี้หรือ ฮือ ๆ…” น้ำเสียงของมารดาแตกพร่า เจ็บปวดจนแทบขาดใจใบหน้าเซี่ยอวี้เฉิงเคร่งขรึม เส้นเลือดที่ขมับเต้นระริก ความโกรธและความอับจนถาโถมอยู่ในอก “เจ้าก็เอาแต่โทษข้า อวี้เหวินเตือนแล้วไม่ฟังเอง”คำพูดแข็งกระด้าง ทว่าดวงตากลับฉายแววปวดร้าวยากจะปกปิดหลิวอวี้เหวินซบหน้ากับอกมารดา น้ำตาไหลอาบแก้มจนแสบผ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status