Masukยามราตรีอันเยียบเย็น ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปลิวบางเบา แสงจันทร์สีเงินสาดต้องระเบียงชั้นสองของห้องนอน
เงาไม้ไหวสะท้อนบนพื้นดั่งระลอกน้ำแห่งความลับ เซี่ยหลัวเยี่ยน ในอาภรณ์ผ้าแพรสีอ่อนกับผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวนวล สะบัดพลิ้วในสายลม ใบหน้าละไมต้องแสงจันทร์ราวรูปแกะสลักจากหยกขาว ดวงตาคู่งามซึ้งนั้นกลับแฝงความแข็งกร้าว ตรงหน้านาง คือบุรุษผู้สูงศักดิ์ โม่จิ่งเหิง รัชทายาทแห่งแผ่นดิน ผู้มีสายตาเยือกเย็นและรอยยิ้มที่คล้ายเย้ยหยันโลกทั้งปวง จุมพิตเร่าร้อนเอาแต่ใจของโม่จิ่งเหิง กับความตึงเครียดของเซี่ยหลัวเยี่ยนพลุ่งพล่านใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง เซี่ยหลัวเยี่ยนพยายามผลักอกแกร่ง จนดิ้นพ้นอ้อมแขนที่พันธนาการไว้ “พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหม่อมฉันเช่นนี้นะเพคะ” เสียงของหลัวเยี่ยนสั่นน้อย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง นางพยายามปกปิดความกลัวและสับสนที่ตีวนอยู่ในอก โม่จิ่งเหิงแค่นยิ้มเย็น เสียงหัวเราะในลำคอเบาแต่กรีดใจคนฟัง “เจ้าเป็นคนของข้า เหตุใดข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้” คำพูดเรียบง่ายนั้น กลับหนักหนาดั่งหินพันชั่งที่ถาโถมลงบนหัวใจนาง หลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าว “พระองค์ได้โปรดให้เกียรติหม่อมฉันด้วย” หญิงสาวหรี่ตา ยกยิ้มเอ่ย ท้าทายด้วยคำประชด “หรือเป็นเพราะพระองค์เกิดหลงรักหม่อมฉันเขาแล้ว” แววตาของเขากระตุกวาบ แต่เพียงชั่วอึดใจรอยยิ้มหยันกลับมาปรากฎเด่นชัด “อย่าสำคัญตัวเองผิด ที่ข้าตามหาเจ้า...ก็เพราะงานของเจ้านั้นยังไม่สำเร็จต่างหาก” ถ้อยคำนั้นเย็นชาจนความอบอุ่นในใจนางพลันดับสิ้น ตอกย้ำแผลในใจที่ไม่มีวันหาย หลัวเยี่ยนเม้มริมฝีปากแน่น ความเจ็บปวดที่เก็บซ่อนไว้คล้ายระเบิดขึ้นมาเงียบ ๆ ในอก เขา...พูดราวกับนางเป็นเพียงเบี้ยในกระดานของเขา นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกลืนความปวดร้าวลงไป ฝืนสีหน้าให้นิ่งและเย็นชา “หม่อมฉันมิได้เห็นว่าตนเองจะยังมีประโยชน์ใดต่อพระองค์อีก ในเมื่อพระองค์ทรงยึดทรัพย์ และยังเนรเทศบิดาไปไกลถึงเป่ยเซี่ยน รวมถึงหม่อมฉันเองก็ไม่เหลืออะไรแม้แต่ศักดิ์ศรี เช่นนี้แล้วหม่อมฉันว่าทางใครทางมันจะดีกว่าเพคะ” เสียงของนางเรียบเย็น แต่ดวงตาแดงเรื่อ เผยความคับแค้นที่ปกปิดไว้ไม่มิด โม่จิ่งเหิงจ้องมองนางนิ่ง แววตาลึกล้ำเหมือนทะเลที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ก่อนเอ่ยเบา ๆ “เจ้าไม่อยากแก้แค้นผู้ที่ทำร้ายบิดาเจ้าหรือ?” ถ้อยคำนั้นเสมือนคมมีดที่แทงตรงเข้าหัวใจ หลัวเยี่ยนชะงัก ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ ปรากฎรอยยิ้มเหยียดหยัน “ถ้าจะแก้แค้น หม่อมฉันคิดหาวิธีเองได้เพคะ ไม่อยากติดหนี้บุญคุณผู้ใด” โม่จิ่งเหิงหัวเราะในลำคอเบา ๆ แววตาเฉียบดุราวพยัคฆ์ “ลำพังเจ้าเพียงคนเดียวจะไปสู้กับอัครเสนาบดีได้อย่างไร หรือแม้แต่อาของเจ้าที่เป็นเสนาบดีกรมคลัง เจ้าจะรับมือเช่นไร?” เสียงของเขาเยือกเย็น แต่แฝงความห่วงใยบางอย่างที่แม้เจ้าตัวเองก็มิอาจเข้าใจ เขาไม่รู้ว่าทำไม ทุกครั้งที่เห็นหญิงสาวผู้นี้ดื้อรั้น ใจเขากลับกระตุกทุกครา หลัวเยี่ยนหันหน้าหนีจ้องไปยังแสงจันทร์ “หม่อมฉันย่อมมีหนทางของตนเอง พระองค์มิต้องทรงกังวลแทน” ทว่าภายในใจนางกลับปั่นป่วน ความใกล้ชิดของเขา ความอบอุ่นที่ส่งผ่านจากปลายนิ้วนั้น...ทำให้นางหวั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่ “อ้อ... หรือเจ้ากำลังคิดว่าจะไปหาตาของเจ้า?” เสียงของเขาเนิบช้าแต่แฝงเลศนัย “ข้าได้ข่าวว่าคุณหนูรองก็เป็นหลานตาคนเดียวกัน มิใช่หรือ? แม่ของนางก็เป็นน้องของมารดาเจ้าด้วยนี่?” หลัวเยี่ยนเบิกตากว้าง “พระองค์...ทรงรู้ได้อย่างไร?” โม่จิ่งเหิงยกยิ้มมุมปาก “เจ้าคิดว่ามีสิ่งใดที่ข้าตามสืบไม่ได้” เขาเอื้อมมือจับปลายคางนวล ริมฝีปากเฉียดใกล้จนลมหายใจแทบประสาน “เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก ทางที่ดี...ร่วมมือกับข้าเสียดีกว่าจะสู้เพียงลำพัง” หัวใจหลัวเยี่ยนเต้นแรง นางไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้คือความกลัว หรือหัวใจที่หวั่นไหว นางหลุบตาลงช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “ได้เพคะ... หม่อมฉันจะร่วมมือกับพระองค์ แต่จะทำในแบบของหม่อมฉันเอง” โม่จิ่งเหิงยิ้มเย้ย “ได้...แต่จำไว้ ข้าไม่ช่วย และหากเจ้าพลาด ข้าย่อมต้องกำจัดเจ้าเพื่อไม่ให้แผนพัง แต่ที่ข้าสัญญาไว้ ว่าจะดูแลบิดาเจ้า...ข้าจะรักษาคำพูด” หลัวเยี่ยนยกยิ้มบาง รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและชิงชัง ‘ใช้ข้า แล้วไม่คิดปกป้อง ข้าจะต้องจัดการกับท่านในสักวัน’ แม้ใจคิดหากสีหน้ากลับนิ่ง “เพียงดูแลบิดาของหม่อมฉันให้ดีก็พอเพคะ เรื่องอื่นไม่ต้องยุ่ง หม่อมฉันไม่เคยหวังสิ่งใดจากพระองค์อยู่แล้ว” นางจ้องสบตาเขาแน่วแน่ “และนับจากนี้... ขอพระองค์อย่าได้เข้าใกล้หม่อมฉันอีก มิฉะนั้นทุกอย่างก็จบสิ้น” โม่จิ่งเหิง มองดวงหน้านวล สบสายตาสวยซึ้งนั้น ด้วยความเย็นชาพอกับน้ำเสียงที่เปล่งออกไป “เจ้าไม่มีสิทธิ์กำหนด มีแต่ข้าเท่านั้น” เพี๊ยะ! เสียงฝ่ามือฟาดดังสนั่นกลางรัตติกาล “พระองค์ดูถูกหม่อมฉันมากเกินไป! ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็มีศักดิ์ศรี อย่าได้มาหยามกัน!” นางเอ่ยทั้งน้ำตา ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและเสียใจ เขาไม่ตอบ เพียงจ้องนางนิ่ง สายตาเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง แต่ลึกลงไปในห้วงนั้น...กลับมีบางสิ่งสั่นไหวที่แม้ตนเองก็ไม่เข้าใจ ไม่ทันให้ตั้งตัว โม่จิ่งเหิงยกตัวนางลอยขึ้นบนบ่า ประตูถูกถีบเปิดออกด้วยความโกรธ ก่อนร่างบางจะถูกโยนลงไปบนเตียง “โม่จิ่งเหิง ปล่อยข้านะ ท่านหยุดนะ” หญิงสาวส่งเสียงเกรี้ยวกราดแม้แต่ศัพท์นามที่เรียก นางก็ไม่คิดจะให้เกียรติเขาแล้ว ใบหน้าคมดุดันสายตา เย็นชา มองนางที่ดิ้นอยู่ภายใต้ร่างเขา “เจ้านับวันยิ่งกล้าขึ้น ถึงกับเรียกชื่อข้าตรงๆ”เขาเอ่ยเสียงเรียบราวไร้ความโกรธ หากผิดกับสีหน้าและแววตา ราวพยัคย์ขย้ำเหยื่อ “ไม่เพียงแต่จะเรียกแค่ชื่อ ยังด่าท่านได้ด้วย ถ้าท่านยังข่มเหงข้า”นางกล่าววาจาไม่ลดละ พอกับการดิ้นรนให้หลุดพ้นจากตัวเขาภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของคนทั้งสองเมื่อเซี่ยหลัวเยี่ยนพ่ายแพ้ต่อแรงโม่จิ่งเหิงนางจึงนอนนิ่งภายใต้ร่างของเขาสองสายตาประสาน หนึ่งดวงเนตรสวยซึ้งปรากฏแววเคียดแค้นชิงชังหนึ่งดวงตาคมเข้มแฝงแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง“เจ้าไม่กลัวข้าจะฆ่าเจ้าหรือ ถึงได้ปากกล้านัก” เสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังหลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาคมกล้าท้าทาย“ไม่ ในเมื่อท่านทำลายชีวิตข้าจนไม่มีอะไรเหลือ มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”น้ำเสียงแน่วแน่ แฝงความแค้นลึกไม่ปิดบังรัชทายาทหนุ่มเหม่อมองริมฝีปากอวบอิ่มครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนขึ้นสบกับดวงเนตรงามที่สั่นไหวราวคลื่นในสายน้ำแววตาเขากระจ่างเย็นปนยั่วเย้า ปากบางยกยิ้มเย้ยหยัน“ข้าคงไม่ฆ่าเจ้าหรอก...แต่จะให้เจ้าตายทั้งเป็น อย่างที่เจ้าคิด”สิ้นถ้อยคำ เสียงลมหายใจก็ขาดห้วง ริมฝีปากหยาบกร้านแตะต้องลงอย่างฉับพลันความร้อนจากสัมผัสนั้นราวเปลวไฟที่เผาใจนางให้วูบไหวมือแกร่งข้างหนึ่งรวบข้อมือเรียวไว้เหนือศีรษะมั่นสายตาเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ลมหายใจของเขาหนักและถี่กระชั้นอีกมือหนึ่งปลดดึงอาภรณ์ออกจากร่างระหงส์เหลือเพียงเตี่ยวสีแดงเพลิง ที่ห่อ
ยามราตรีอันเยียบเย็น ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปลิวบางเบา แสงจันทร์สีเงินสาดต้องระเบียงชั้นสองของห้องนอน เงาไม้ไหวสะท้อนบนพื้นดั่งระลอกน้ำแห่งความลับ เซี่ยหลัวเยี่ยน ในอาภรณ์ผ้าแพรสีอ่อนกับผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวนวล สะบัดพลิ้วในสายลม ใบหน้าละไมต้องแสงจันทร์ราวรูปแกะสลักจากหยกขาว ดวงตาคู่งามซึ้งนั้นกลับแฝงความแข็งกร้าว ตรงหน้านาง คือบุรุษผู้สูงศักดิ์ โม่จิ่งเหิง รัชทายาทแห่งแผ่นดิน ผู้มีสายตาเยือกเย็นและรอยยิ้มที่คล้ายเย้ยหยันโลกทั้งปวง จุมพิตเร่าร้อนเอาแต่ใจของโม่จิ่งเหิง กับความตึงเครียดของเซี่ยหลัวเยี่ยนพลุ่งพล่านใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง เซี่ยหลัวเยี่ยนพยายามผลักอกแกร่ง จนดิ้นพ้นอ้อมแขนที่พันธนาการไว้ “พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหม่อมฉันเช่นนี้นะเพคะ” เสียงของหลัวเยี่ยนสั่นน้อย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง นางพยายามปกปิดความกลัวและสับสนที่ตีวนอยู่ในอก โม่จิ่งเหิงแค่นยิ้มเย็น เสียงหัวเราะในลำคอเบาแต่กรีดใจคนฟัง “เจ้าเป็นคนของข้า เหตุใดข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้” คำพูดเรียบง่ายนั้น กลับหนักหนาดั่งหินพันชั่งที่ถาโถมลงบนหัวใจนาง หลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าว “พระองค์ได้โปรดให้เกียรติหม
ศาลาริมน้ำใต้จันทร์กระจ่าง แสงจันทร์สาดนวลทั่วผืนหล้า ดาวดาราระยิบระยับดังโปรยเกล็ดเพชรกลางฟากฟ้า สายลมเหมันต์พัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงครวญเบา ๆ สายน้ำใต้ศาลาเคลื่อนไหวแผ่วเบา สะท้อนเงาจันทร์เป็นระลอกคลื่นงดงาม ใต้แสงเงินอันเยือกเย็นนั้น เงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีครามเข้มยืนทอดพระเนตรดวงจันทร์อยู่ริมระเบียงศาลา เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นแลดูงดงามประหนึ่งภาพวาด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่จับใจ เมื่อหลิวจิ้งเหยียนก้าวเข้าสู่ศาลา ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ ทรงยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์เพียงลำพัง ราวกับถูกตัดขาดจากโลกทั้งปวง “ทูลองค์รัชทายาท…” เสียงของหลิวจิ้งเหยียนขาดห้วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “หม่อมฉันรู้ที่ซ่อนตัวของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยนแล้วพะย่ะค่ะ” ร่างสูงตระหง่านพลันหันกลับมา แววตาที่สะท้อนแสงจันทร์นั้นเจิดจรัสวาบขึ้นในบัดดล “นางอยู่ที่ใด” พระสุรเสียงของโม่จิ่งเหิงนิ่งเรียบ ทว่ามีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ภายในที่ยากจะปิดบัง “นอกเมืองไปทางทิศเหนือพะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนตอบโดยมิ
เรือนไม้กลางป่า ในห้วงเหมันต์ ลมหนาวยามราตรีพัดต้องยอดสนให้เอนเอียง เสียงไม้ไผ่กระทบกันดังแว่วอยู่ในความเงียบของผืนป่า แสงจันทร์ขาวนวลลอดผ่านม่านหมอกบางต้องพื้นไม้บนเรือนเรียบง่ายกลางป่า เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบัญชี เสียงดีดลูกคิด “แกรก ๆ” ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความตั้งใจของหญิงผู้เป็นนายเหนือบ่าวทั้งหลาย เซี่ยหลัวเยี่ยน บุตรีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนที่เคยรุ่งเรือง เพียงไม่ถึงเดือนจวนถูกยึด บิดาถูกเนรเทศไปเมืองทุรกันดารทรัพย์ถูกอายัดเข้าคลังหลวง ยังดีที่บิดาและนางไหวตัวทันนำทรัพย์สินของมีค่าเคลื่อนย้ายออกมาพอให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดชาติ หากลำพังตัวเองคงไม่ลำบาก ยังมีบ่าวที่ติดตามมาอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องดูแล บัดนี้นางจึงต้องลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยสองมือตนเอง เพื่อพลิกฟื้นฐานะตนเองอีกครั้ง “ท่านพ่อบ้าน หลงจู๊ที่ข้าให้ไปช่วยดูแลร้านอาหารในเมืองหลวง เป็นเช่นไรบ้าง?” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยอำนาจและความมั่นใจ มือเรียวไม่หยุดเคลื่อนไหวเหนือเม็ดลูกคิด พ่อบ้านชราผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบค้อมศีรษะต่ำ ตอบด้วยเสียงนอบน้อม
ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนวัยแต่เฉียบลึก เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูศาลา พระเนตรของรัชทายาทก็เหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อนรับด้วยเสียงเรียบเย็น “เจ้ามาแล้วหรือ — จงฉงจื่อ” ชายหนุ่มคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เรียกหม่อมฉันยามนี้ หม่อมฉันมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยกถ้วยชา พลิกฝาเบา ๆ กลิ่นชาเหมยลอยอวลในอากาศ พระเนตรทอดมองสายน้ำในถ้วย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่มีแรงกดดันยิ่งกว่าพายุ “ในท้องพระโรงวันนี้... เจ้ากล้าก้าวออกมาอาสาท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นศัตรูของหลายคน เจ้ามีเหตุผลใด?” จงฉงจื่อยังคุกเข่าอยู่ ทอดสายตาไปยังพื้นศาลาที่สะท้อนแสงจันทร์ “หม่อมฉันมิได้คิดถึงศัตรูหรือมิตรพ่ะย่ะค่ะ คิดเพียงว่า หากราษฎรต้องอดอยาก ท้อง
เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษในพงหญ้า ทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง และรอเพียงจังหวะจะขยับหมาก เหนือบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับสงบนิ่ง พระหัตถ์วางบนพนักบัลลังก์อย่างอ่อนแรง แต่สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังฮองเฮาแทบทุกครั้งที่มีผู้กราบทูล เหมือนว่าการตัดสินใจของแผ่นดินนี้ มิได้อยู่ในพระองค์มานานแล้ว เสียงอัครเสนาบดีดังขึ้นหนักแน่นแต่เรียบเย็น “ทูลฝ่าบาท หัวเมืองทางใต้บัดนี้ประสบอุทกภัยรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แสงอรุณกระทบชุดขุนนางสีครามเข้มเป็นประกาย เงาร่างทอดยาวราวเสาในท้องพระโรง จากนั้นเขากล่าวเรียกขุนนางท้องถิ่นให้ถวายรายงาน ชายผู้นั้นยกมือคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมราวแบกความทุกข์ของแผ่นดินไว้ทั้งผืน “ฝ่าบาท... น้ำหลากรุนแรงกว่าทุกปีพ่ะย่ะค่ะ บ้านเรือนหลายพันห




![พันธะสวาทจอมเวทย์ [18+, พีเรียดอีโรติก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


