Home / รักโบราณ / ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท / ตอนที่ 27 เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก

Share

ตอนที่ 27 เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก

last update Last Updated: 2026-01-19 15:50:30

ศาลาริมน้ำใต้จันทร์กระจ่าง

แสงจันทร์สาดนวลทั่วผืนหล้า

ดาวดาราระยิบระยับดังโปรยเกล็ดเพชรกลางฟากฟ้า สายลมเหมันต์พัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงครวญเบา ๆ สายน้ำใต้ศาลาเคลื่อนไหวแผ่วเบา สะท้อนเงาจันทร์เป็นระลอกคลื่นงดงาม

ใต้แสงเงินอันเยือกเย็นนั้น เงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีครามเข้มยืนทอดพระเนตรดวงจันทร์อยู่ริมระเบียงศาลา

เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นแลดูงดงามประหนึ่งภาพวาด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่จับใจ

เมื่อหลิวจิ้งเหยียนก้าวเข้าสู่ศาลา

ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ

องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ ทรงยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์เพียงลำพัง ราวกับถูกตัดขาดจากโลกทั้งปวง

“ทูลองค์รัชทายาท…” เสียงของหลิวจิ้งเหยียนขาดห้วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “หม่อมฉันรู้ที่ซ่อนตัวของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยนแล้วพะย่ะค่ะ”

ร่างสูงตระหง่านพลันหันกลับมา

แววตาที่สะท้อนแสงจันทร์นั้นเจิดจรัสวาบขึ้นในบัดดล

“นางอยู่ที่ใด” พระสุรเสียงของโม่จิ่งเหิงนิ่งเรียบ ทว่ามีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ภายในที่ยากจะปิดบัง

“นอกเมืองไปทางทิศเหนือพะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนตอบโดยมิอาจละสายตาจากแววพระเนตรนั้น

รัชทายาททอดพระเนตรไปยังเงาจันทร์บนผิวน้ำอีกครา พระโอษฐ์ขยับพึมพำเบา ๆ

“พรุ่งนี้… ข้าต้องเดินทางไปหัวเมืองทางใต้”

น้ำเสียงของพระองค์ราวลอยไปกับสายลม แม้พระพักตร์ยังคงสงบ แต่ประกายในดวงตากลับหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด

“พระองค์จะเสด็จไปหานางเดี๋ยวนี้เลยดีหรือไม่พะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

โม่จิ่งเหิงเหลียวมามองเขา ดวงตาคู่นั้นวาบขึ้นด้วยแสงบางอย่างที่อ่านไม่ออก ก่อนมุมพระโอษฐ์จะคลี่ยิ้มบางประหนึ่งล้อเลียน

“เจ้าดูจะคลั่งรักยิ่งกว่าข้าเสียอีกนะ”

หลิวจิ้งเหยียนรีบค้อมกายลงลึก สองมือประสานแน่น “หม่อมฉันเพียงไม่อยากเห็นพระองค์ต้องทุกข์พระทัยเพราะสตรีผู้หนึ่ง พะย่ะค่ะ”

รัชทายาทนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วแย้มพระโอษฐ์ขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นรอยยิ้มเย็นเยียบราวแสงจันทร์บนผิวน้ำ

“เช่นนั้น… เจ้าพาข้าไป”

หลิวจิ้งเหยียนเงยหน้าขึ้นมององค์รัชทายาทตรง ๆ เป็นครั้งแรกในราตรีนั้น แววตาที่มองพระองค์ในยามนี้ เต็มไปด้วยความเคารพปนความสะเทือนใจ

“เจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไม” โม่จิ่งเหิงตรัสถามเสียงเรียบ แววตาแฝงรอยขบขันอ่อน ๆ

“หม่อมฉันมิกล้า เพียงแต่… ไม่เคยเห็นพระองค์ทรงเป็นเช่นนี้มาก่อน” เสียงของหลิวจิ้งเหยียนหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า...”

เสียงพระสรวลของรัชทายาทดังสะท้อนในความเงียบของราตรี ราวกับเสียงนั้นสามารถปลุกคลื่นน้ำให้ไหวสะท้อนจันทร์ได้อีกครา

“ไม่เคยเห็นก็จงเห็นเสียเถิด”

ตรัสจบ พระองค์พลันก้าวออกจากศาลา อาภรณ์ปลิวสะบัดตามแรงลม ทรงมุ่งหน้าไปยังคอกม้าทันที

ดวงจันทร์บนฟ้ายังคงทอแสงงามเฉกเช่นเดิม

หากบัดนี้ เงาร่างใต้แสงนั้นกลับเต็มไปด้วยแรงปรารถนาอันยากจะหยั่งถึง...

สายลมหนาวพัดแรงขึ้นทุกขณะ ใบไม้ปลิวว่อนดุจหิมะโปรยบาง ละอองแสงจันทร์ทอผ่านยอดไม้ลงมาส่องทางแคบสายหนึ่งซึ่งทอดเข้าสู่หุบเขาเงียบงัน

ม้าศึกสีดำแกร่ง แรงก้าวเร่งเร็ว

ฝีเท้าม้าเหยียบย่ำบนพื้นหิมะส่งเสียงดัง กรุบกรับ องค์รัชทายาทโม่จิ่งเหิงประทับอยู่บนหลังม้า ทรงอาภรณ์คลุมสีครามเข้ม ผ้าคลุมสะบัดพลิ้วตามแรงลม ใบหน้านิ่งเยียบ

หากแววตาใต้คิ้วเข้มกลับลุกโชนราวเปลวเพลิงแห่งรัตติกาล

เบื้องหลังคือหลิวจิ้งเหยียน ควบม้าตามห่าง ๆ ด้วยใจร้อนรน พอเห็นเรือนไม้สลัวในเงาป่าก็เร่งเท้าม้าเข้ามาใกล้

“พระองค์... ถึงแล้วพะย่ะค่ะ”

โม่จิ่งเหิงดึงบังเหียนม้าหยุด สายพระเนตรทอดมองเรือนไม้ที่แสงตะเกียงเลือนรางลอดผ่านหน้าต่างบานเล็กออกมา เสียงลมหวีดหวิวลอดชายคา ท่ามกลางความเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจของตนเอง

“นางอยู่ในนั้นหรือ” พระสุรเสียงของพระองค์แผ่วต่ำ หากแฝงด้วยอำนาจที่ไม่ต้องเปล่งออก

“พะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนตอบเสียงเบา รู้สึกถึงแรงอารมณ์ที่ปะทุอยู่ใต้พระวรกายเย็นสงบ

รัชทายาทมิกล่าวสิ่งใดอีก เพียงลงจากหลังม้าอย่างช้า ๆ ฝีเท้าเหยียบย่ำบนหิมะเบา ทรงก้าวไปยังเรือนนั้นโดยปราศจากความลังเล

รั้วไม้สูงไม่ถึงศีรษะ

โม่จิงเหิงไม่คิดเคาะเรียก

ย่อตัวลงแล้วกระโดดลอยตัวพุ่งไป

หลิวจิ้งเหยียนจูงม้าสองตัวไว้ไม่ขยับตาม

เซี่ยหลัวเยี่ยนยังยืนเหม่อมองท้องฟ้า

ใจคิดเลื่อนลอยถึงบิดาที่อยู่ห่างไกล

สองไหล่ห่อเข้าสองแขนกอดตัวเอง

สูดลมหนาวเพื่อผ่อนคลายห้วงความคิดที่หนักอึ้ง

กลิ่นกายจาง ๆ ที่เคยหลอกหลอนในห้วงความคิดยามค่ำคืน

เขาเคยคิดว่ามันเป็นเพียงความคุ้นเคย

เป็นเพียงสิ่งที่ไม่ควรหวนหา

แต่ในยามที่ยืนใกล้เพียงนี้ เขากลับรู้ดีว่าเขาโกหกตัวเองมาตลอด

เซี่ยหลัวเยี่ยนรู้สึกได้ถึงความผิดปกติก่อนสติจะตามทัน

ไออุ่น…ไม่ควรมีอยู่บนระเบียงที่ลมหนาวพัดแรงเช่นนี้

นางหันกายฉับไว

และโลกทั้งใบก็ชะงักงันลงในชั่วพริบตา ดวงตาสวยซึ้งเปิดกว้างขึ้น

ด้วยความตกใจ

อกแกร่ง

อ้อมแขนแน่น

แรงกอดที่มิได้ตั้งใจ แต่กลับไม่ยอมคลาย

เป็นเขา…

หัวใจของนางเต้นแรงจนน่ารำคาญ

ทั้งที่ควรเกลียด

ทั้งที่ควรผลักไส

ทั้งที่ชายผู้นี้คือคนที่ทำให้บิดานางต้องถูกเนรเทศจากแผ่นดิน ทั้งยังพรากศักดิ์ศรีและพรหมจรรย์ไปจากนาง

ทำไม…นางถึงยังจำอ้อมแขนนี้ได้ดีนัก

โม่จิ่งเหิงก้มมองนางที่ดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขน

กำปั้นเล็กทุบลงบนอกเขา ไม่หนักพอจะเจ็บ แต่หนักพอจะทำให้ใจเขาสั่น

ปล่อยนางสิ!

เสียงหนึ่งในใจเอ่ยเตือน

เจ้าไม่มีสิทธิ์

แต่แขนของเขากลับแน่นขึ้น

เพราะเขารู้…หากปล่อยในยามนี้

เขาอาจไม่มีข้ออ้างใดให้กลับมายืนใกล้นางอีก

“เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก”

เสียงของเขาต่ำและนิ่ง “หมากตัวน้อยของข้า”

คำพูดนั้นควรเป็นเพียงการยั่วยุ

ควรเป็นเพียงกลอุบายของผู้คุมเกม

แต่ลึกลงไป เขากลับหวังว่านางจะไม่ไปไหนจริง ๆ

คำพูดของเขาเหมือนมีดกรีดลงบนหัวใจเซี่ยหลัวเยี่ยน

นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาวาววับด้วยโทสะ…และสิ่งอื่นที่นางไม่อยากยอมรับ

“ข้าไม่คิดหนี” นางกล่าวเสียงแข็งกร้าว “และไม่เคยกลัวท่าน”

โกหก

นางรู้ดี หัวใจของตนกำลังสั่นเพราะอะไร

“ข้าเพียงมาตั้งหลัก”

คำว่า แก้แค้น ถูกกลืนกลับลงคอ

เพราะในเสี้ยววินาทีนั้น นางกลับไม่แน่ใจว่าหากพูดออกไป

เขาจะเจ็บ…หรือข้าจะเจ็บยิ่งกว่า

มือของโม่จิ่งเหิงยกขึ้นแตะใบหน้างาม

สัมผัสนั้นเบาเกินกว่าจะเรียกว่าครอบครอง

แต่หนักแน่นเกินกว่าจะปฏิเสธความรู้สึก

นี่ไม่ควรเกิด

เขาบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เขาเป็นผู้วางหมาก ไม่ใช่ผู้ตกเป็นหมาก

เขาเป็นคนที่ควบคุมทุกสิ่ง

ยกเว้นหัวใจตนเอง

สายตาคมมองริมฝีปากเรื่อที่เผยอเล็กน้อย

ความคิดมากมายพลันสลายลง

ความปราถนาท่วมท้นขึ้นมาแทน

ริมฝีปากบดขยี้ลงอย่างโหยหา

เขารู้ได้ในทันทีว่า…เขาแพ้แล้ว

เซี่ยหลัวเยี่ยนเบิกตากว้าง

โทสะ แค้นเคือง และความคิดถึงที่ไม่สมควร

ปะทะกันในหัวใจอย่างรุนแรง

นางควรผลักเขา

ควรเกลียด

ควรจดจำว่าเขาคือศัตรู

แต่หัวใจกลับกระซิบชื่อเขา

อย่างน่าอับอาย

หิมะยังคงโปรย

ลมหนาวยังคงโหดร้าย

และคนสองคนที่ดื้อด้านที่สุดในแผ่นดิน

ยังคงยืนกั๊กความรู้สึก

คนหนึ่งคิดว่า ข้ายังควบคุมได้

อีกคนคิดว่า ข้าจะใช้ความแค้นกลบมันให้หมด

ซึ่งแน่นอน ไม่มีใครทำได้ทั้งนั้น

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 48 เผ่าทมิฬ ไร้ชื่อ ไร้นาม

    “เจ้าคิดว่านี่จะหยุดเขาได้หรือ? ในเมื่อทั่วแผ่นดินเขาฝังรากมาเนิ่นนาน” นางส่ายหน้าเบา ๆ “เพราะเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันจึงคิดว่า หากเดินหมากแล้วไม่สำเร็จ เขาย่อมต้องลงมือหนักขึ้น”นางเอ่ยท่าทีครุ่นคิด “เจ้ากลัวแล้วหรือ?”โม่จิ่งเหิงยกยิ้มถาม “หม่อมฉันมิได้กลัว แค่คิดว่าจะจัดการพวกมันยังไงให้สาสม อัครเสนาบดี กับเซี่ยอวี้เฉิง ใส่ร้ายบิดาของหม่อมฉัน มันต้องรับโทษทัน”แววตานางวาววับด้วยแรงแค้น โม่จิ่งเหิงหลุบดวงเนตรต่ำลง ใจพระองค์ย่อมรู้ดีว่า ใครคือผู้วางหมากนี้ หากนางรู้ว่าเป็นเขาที่บีบใช้แผนเสียเอง นางคงจะยากอภัย ขณะความเงียบชั่วอึดใจ พลันบังเกิด ลมพัดจากหน้าต่างเข้ามาสายหนึ่ง ฟึ่บ! เสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน เทียนเล่มหนึ่งดับลงในทันที เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานจากคานหลังคาราวกับวิญญาณร้าย ดาบบางเฉียบสะท้อนแสงเทียนวาบหนึ่งก่อนฟันลงตรงพระศอของรัชทายาทอย่างแม่นยำ หลิวจิ้งเหยียนที่เฝ้าอยู่นอกประตูพลันสัมผัสไอสังหารได้ก่อนครึ่งลมหายใจจึงถลันกายเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ระวัง!” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมเสียงโลหะกระทบกัน โม่จิ่งเหิงเอนกายหลบ ดาบเฉียดปลายผมไปหวุดหวิด ประกายไฟแลบวาบในความมืด มือสังหารส

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 47 ความแค้นของฮ่องเต้

    ทว่าผู้ที่อยู่ในกระดานหาใช่มีเพียงหนึ่งไม่ ความละโมบของอัครเสนาบดีหาได้หลุดพ้นจากสายพระเนตรขององค์ฮ่องเต้ไม่ค่ำคืนปกคลุมพระราชวังด้วยความเงียบหนักอึ้ง โคมไฟใต้ชายคาตำหนักไท่เหอแกว่งไกวตามแรงลมหนาว เงาทอดยาวบนพื้นหินเย็นเยียบ ราวกับลางร้ายที่กำลังคืบคลานภายในห้องทรงอักษร ฮ่องเต้ประทับนิ่งหลังโต๊ะมังกร พระพักตร์สงบนิ่ง ทว่าแววพระเนตรลึกดำมืดดุจพายุที่ก่อตัวรายงานลับถูกวางเรียงเบื้องหน้าตราประทับขององครักษ์เงาถ้อยคำสั้นกระชับ แต่หนักแน่นพอจะสะเทือนบัลลังก์อัครเสนาบดีเว่ยชางหลง สั่งการโยกย้ายขุนนางฝ่ายทหารทรัพย์สินไหลเวียนผิดปกติส่งเครือข่ายสายลับแทรกซึมถึงกรมพิธีการและที่ร้ายแรงที่สุด คือการส่งมือสังหารลอบปลงพระชนม์รัชทายาทระหว่างเสด็จช่วยผู้ประสบภัยหัวเมืองใต้ฮ่องเต้ทรงหลับพระเนตรครู่หนึ่งหากบัลลังก์จะตกสู่มือโม่จิ่งเหิง พระองค์ย่อมยินยอมแต่หากต้องตกอยู่ในเงื้อมมือชายชู้ของฮองเฮา มิเท่ากับนั่นคือการเหยียบย่ำสายเลือดมังกรโดยแท้หรอกหรือฮองเฮา…พระองค์ทรงทราบดีว่านางถูกชักใยด้วยความทะเยอทะยานและความหลงผิดทว่าผู้ที่หมายเอาชีวิตโอรสเพียงองค์เดียวของพระองค์นั้นมิอาจอภัย“พวกมัน

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 46 สายใยบางเบา หัวใจเจ้าเป็นของใคร?

    อรุณแรกค่อย ๆ ทอแสงหลังฝนสุดท้ายโปรย ช่วงเวลาพักฟื้นพระวรกายผ่านไปเจ็ดวันบาดแผลของรัชทายาทเริ่มสมาน เลือดที่เคยซึมหยุดไหล ไข้ที่เคยรุมเร้าก็เลือนหาย ชายหนุ่มในฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่ายทรงก้าวออกมารับลมเช้า พระพักตร์ยังซีดเซียวเล็กน้อย ทว่าแววตากลับสดใสกว่าหลายวันก่อนเซี่ยหลัวเยี่ยนยืนอยู่เคียงข้าง มิห่างกายแม้ก้าวเดียว นางสวมอาภรณ์แพรสีฟ้าอ่อน ปลายแขนเสื้อพริ้วไหวตามสายลม เรือนผมดำขลับเกล้ามวยอย่างประณีต ปักปิ่นหยกขาวเรียบง่าย งามสง่าดุจดอกบัวแรกแย้มกลางสระทั้งสองประทับนั่งตรงศาลา บนโต๊ะไม้เตี้ยมีชาร้อนควันบางลอยกรุ่นรัชทายาททอดพระเนตรหญิงสาวครู่หนึ่ง ก่อนตรัสเสียงนุ่มต่ำ“หลายวันมานี้ เจ้าคงเหน็ดเหนื่อยที่ดูแลข้า”น้ำเสียงนั้นมิใช่เพียงความเกรงใจ หากแฝงความอ่อนโยนที่มิได้มีต่อผู้ใดง่าย ๆเซี่ยหลัวเยี่ยนยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้ายังคงเรียบเฉยราวสายน้ำสงบ“หม่อมฉันทำเพื่อตำแหน่งฮองเฮา มิต้องทรงห่วงหรอกเพคะ”ถ้อยคำฟังดูเย็นชาแฝงแววประชดประชัน ทว่าแววตาที่หลุบต่ำกลับไหววูบเล็กน้อย ปลายนิ้วที่จับถ้วยชาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แก้มเนียนใต้แสงเช้าดูเรื่อบางอย่างมิอาจปิดบังรัชทายาทยกมุมพระโอษฐ์

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 45 ความอดกลั้นที่ขาดผึง

    จวนเจ้าเมืองสกุลหลิน เรือนฮูหยินใหญ่ยังสว่างด้วยเปลวเทียนนิ่งสงบ“นายท่านไปค้างที่เรือนบุปผาอีกแล้วใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แววตาร้าวลึก“ใช่เจ้าค่ะ เห็นว่าวันนี้ฮูหยินรองเกิดอาการแพ้กุ้งจากอาหารในงานเลี้ยงเจ้าค่ะ”“แพ้กุ้งงั้นหรือ…”รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้ากู้ซู่อิ๋ง หากดวงตากลับเย็นเยียบ งานเลี้ยงต้อนรับหลานสาวผู้เฒ่าหลินเมื่อเย็น ช่างสบโอกาสให้นางได้ลงมือ กำจัดเสี้ยนหนามหัวใจเสียที กุ้งแม่น้ำตัวโต ๆ ที่นางสั่งให้คนครัวคัดสรรมาอย่างดี ให้พ่อครัวทำเป็นซุปใสให้เฉพาะฮูหยินรอง ส่วนคนอื่นๆ ได้กุ้งทั้งตัว นั่นเพราะนางรู้ดีว่ามันทำให้คนกินแพ้อาจถึงตายได้ และไม่มีใครรู้ว่าผิงอันฮูหยินรองนั้นแพ้กุ้งนอกจากนางที่พบสมุดบันทึกส่วนตัวของผิงอันเข้าโดยบังเอิญ ดังนั้นผลงานนี้นางต้องไปดูให้เห็นกับตาณ เรือนบุปผาหลินจื่อเยว่เช็ดกายภรรยารองด้วยความกังวลใจ “ผิงอัน เจ้าต้องหาย อย่าเป็นอะไรไปนะ เพื่อข้าและจิ่วเอ๋อ…”แม้หมอจะจัดยาและลดพิษลงได้ แต่ร่างกายนางก็ยังอ่อนแออยู่มากภาพสามคน พ่อแม่ลูกแนบชิดราวโลกนี้มีเพียงกันและกันถึงกับทำให้กู้ซู่อิ๋งที่เพิ่งมาถึงประตู รู้สึกหัวใจถูก

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 44 เจ้าห้ามตายเด็ดขาด

    สายฟ้าผ่าฉีกฟากฟ้า แสงวาบสว่างชั่วขณะเผยภาพคมดาบที่ฟาดลงอย่างไร้ปรานี จากทางเบื้องหลัง องค์รัชทายาทชายหนุ่มหันมารับดาบไว้ทันด้วยมือข้างเดียว เสียงโลหะกระทบกันดังแกร่งกร้าว โม่จิ่งเหิงถอยหลังครึ่งก้าว เลือดสดกระเซ็นย้อมอาภรณ์สีเข้มให้ยิ่งดำทะมึนชั่วพริบตาก่อนที่คมดาบจะปลิดชีพนั้น ลูกธนูสายหนึ่งพุ่งฝ่าม่านฝนดัง “ฟึ่บ! ฉึก!” ปลายศรปักทะลุคอหอยนักฆ่าอย่างแม่นยำ ร่างในชุดดำทรุดฮวบลงกับพื้นโคลน เลือดไหลปนสายฝน จงฉงจื่อยังคงลดคันธนูลงช้า ๆ แววตาคมดุใต้ม่านฝนเยียบเย็น “คิดลอบปลงพระชนม์รัชทายาท… ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูง” หลิวจิ้งเหยียนไม่รอช้า รีบนำทหารองค์รักษ์ คุ้มกันโม่จิ่งเหิงกลับจวน ท่ามกลางพายุที่ยังคำรามไม่หยุดภายในห้องบรรทม กลิ่นโลหิตผสมกลิ่นยาสมุนไพรลอยคลุ้ง หมอหลวงกำลังจับชีพจร สีหน้าขรึมเคร่ง“พระอาการมิถึงกับสาหัส แต่เสียโลหิตมาก บาดแผลลึกและยาว อีกทั้งต้องระวังพิษไข้แทรกซ้อน อย่างน้อยครึ่งเดือนจึงจะฟื้น สองสามวันนี้ต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดขอรับ” หลิวจิ้งเหยียนพยักหน้า แม้สีหน้าเรียบเฉยดั่งหินผา ทว่าแววตากลับเคร่งเครียดเกินกว่าจะปิดบังไป๋อวี่หลงยืนข้างเตียง คอยส่งผ้า ช่วยเปลี่ยน

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 43 น้ำนิ่งซ่อนคลื่นลม

    จวนสกุลเซี่ยเคยโอ่อ่าเป็นที่ยำเกรงของผู้คน ทว่าบัดนี้กลับต้องเปิดประตูรับ “บ้านรอง” เข้ามาอยู่อาศัยแทนที่โดยไม่มีใครกล้าเอ่ยค้าน เมื่อผู้หนึ่งตกต่ำ อีกผู้หนึ่งผงาดขึ้นสูง ความภักดีของคนย่อมเอนเอียงไปตามอำนาจ สกุลเซี่ยเองก็ไม่อาจหนีพ้นชะตานั้นเซี่ยอวี้เฉิง เสนาบดีกรมคลังผู้กุมเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของแคว้น แม้ชื่อเสียงจะรุ่งเรืองจนผู้คนต้องเกรงใจ แต่ต่อหน้าอัครเสนาบดี เขาก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ไร้สิทธิ์ขัดขืน บัดนี้แม้แต่บุตรสาวเพียงคนเดียวที่เขาทะนุถนอม ยังต้องบอบช้ำแทบสิ้นสติด้วยน้ำมือผู้มีอำนาจเหนือกว่าเสียงร่ำไห้สะอื้นดังสะท้อนโถงเรือน อวี่เฟิงกอดหลิวอวี้เหวินแน่น ร่างบางในอ้อมแขนสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดราวกลีบดอกไม้ต้องลมหนาว“เป็นเพราะท่าน... ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน อวี้เหวินจะเป็นเช่นนี้หรือ ฮือ ๆ…” น้ำเสียงของมารดาแตกพร่า เจ็บปวดจนแทบขาดใจใบหน้าเซี่ยอวี้เฉิงเคร่งขรึม เส้นเลือดที่ขมับเต้นระริก ความโกรธและความอับจนถาโถมอยู่ในอก “เจ้าก็เอาแต่โทษข้า อวี้เหวินเตือนแล้วไม่ฟังเอง”คำพูดแข็งกระด้าง ทว่าดวงตากลับฉายแววปวดร้าวยากจะปกปิดหลิวอวี้เหวินซบหน้ากับอกมารดา น้ำตาไหลอาบแก้มจนแสบผ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status