Masuk“ถวายบังคมอ๋องฉิน”
เยี่ยนอวี้เฉินค้อมศีรษะลงเพียงเล็กน้อยตามมารยาทของนายทหารผู้ถือครองอาญาสิทธิ์ น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง ทราบราบเรียบดุจผืนน้ำในฤดูหนาวจนมิอาจจับกระแสอารมณ์ใด ๆ ได้ ทว่าใบหน้าของอ๋องฉินกลับฉายแววมืดครึ้มลงไปกะทันหัน แม้จะพยายามรักษาจริตแย้มยิ้มตามแบบฉบับราชวงศ์เพียงใดก็ตาม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้ารู้ดีว่าบุรุษที่อ๋องฉินหวาดระแวงและริษยาที่สุดในราชสำนัก ก็คือแม่ทัพหนุ่มผู้ยืนอยู่ตรงหน้านี้
เยี่ยนอวี้เฉินมีอายุเพียงยี่สิบสี่ปี ทว่ากลับกุมกำลังพลนับแสนแห่งกองทัพเหนือ ผลงานการศึกโดดเด่นเกรียงไกรจนซื่อเสียงสะเทือนไปถึงแคว้นข้างเคียง ซ้ำยังได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากองค์ฮ่องเต้ถึงขั้นพระราชทานฉายา “แม่ทัพหยก” ให้ด้วยพระองค์เอง หากวันใดวันหนึ่งศึกแย่งชิงบัลลังก์มังกรปะทุขึ้นมา บุรุษชุดเกราะดำผู้นี้... ย่อมเป็นขวากหนามชิ้นใหญ่ที่สุดที่อ๋องฉินมิอาจมองข้าม
“แม่ทัพเยี่ยน” อ๋องฉินขยับยิ้มบาง แววตาแฝงกระแสกดดัน “ไม่ได้พบกันเสียเนิ่นนาน ลำบากท่านแล้วที่ต้องเดินทางไกลจากชายแดนกลับมาร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้”
เยี่ยนอวี้เฉินเพียงพยักหน้ารับคราหนึ่งอย่างสำรวม ก่อนที่นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวคู่แฝงความนิ่งสงบจะเลื่อนมาสบประสาทกับดวงตาของข้า... มันเป็นเพียงการปรายสายตามองสั้น ๆ ราวกับมองผ่านสิ่งของไร้ค่าชิ้นหนึ่ง ก่อนจะผละออกไปอย่างรวดเร็ว
ทว่า... เพียงเศษเสี้ยววินาทีนั้น หัวใจของข้ากลับบีบรัดจนเจ็บแปลบ
ภาพความทรงจำสุดท้ายก่อนที่คมดาบจะตัดสะบั้นคอในชาติก่อนพลันผุดซ้อนขึ้นมา ใบหน้าของบุรุษผู้นี้ที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง คราบน้ำตาผสมสายโลหิต และเสียงตะโกนแหบพร่าสั่งให้หยุดการประหาร... ทั้งที่ในชาติก่อน ข้ากับเขาแทบจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน เหตุใดเขาจึงต้องยอมแลกชีวิตควบม้าฝ่ากองทัพมาเพื่อช่วยสตรีร้ายกาจเช่นข้ากันแน่?
“หว่านหนิง” เสียงทุ้มแฝงแววหงุดหงิดของอ๋องฉินดึงสติอันกระเจิดกระเจิงของข้าให้กลับคืนมา ชายหนุ่มขยับก้าวเข้ามาใกล้ พลางก้มมองข้าด้วยสายตาคาดคั้น “เจ้ายังโกรธเคืองข้าเรื่องงานเลี้ยงคราวก่อนอยู่หรือ? ที่ข้าเข้าไปดูแลบุตรีเสนาบดีหลี่ ก็เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนาง เจ้าอย่าได้คิดเล็กคิดน้อยทำตัวไร้เหตุผลไปหน่อยเลย”
ข้าหันกลับไปสบสายตาเขานิ่ง โทนเสียงที่ตอบกลับไปเรียบเฉยเสียจนน่าใจหาย “หม่อมฉันเป็นเพียงบุตรีแม่ทัพ หาใช่เจ้าชีวิตของท่านอ๋อง... จะมีสิทธิ์โกรธเคืองท่านด้วยเรื่องอันใดกันเพคะ”
รอยยิ้มปั้นแต่งบนใบหน้าของอ๋องฉินแข็งค้างไปในทันที นัยน์ตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความพินิจแกมประหลาดใจ เพราะเขาคงไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดประชดประชันที่แสนห่างเหินเช่นนี้จากปากของข้า
ในอดีต ข้าเคยตามใจเขาไปเสียทุกสิ่ง ต่อให้ถูกเขาเมินเฉยปล่อยให้นั่งรอท่ามกลางลมหนาว ข้าก็ยังคงส่งรอยยิ้มโง่ ๆ ให้เขาได้เสมอ ต่อให้ต้องหลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจเพียงใด ข้าก็ไม่เคยเอ่ยปากตำหนิเขาเลยแม้แต่คำเดียว ทว่าในตอนนี้... แววตาของข้าที่มองเขามันว่างเปล่า ราวกับเขากลายเป็นเพียงธาตุอากาศ
“เจ้าพูดจาแปลกไปมาก หว่านหนิง” อ๋องฉินขมวดคิ้วมุ่น แววตาเริ่มฉายแววระแวง “เมื่อคืนเกิดเหตุอันใดขึ้นกับเจ้ากันแน่?”
ข้าลอบแค่นยิ้มเยาะในใจ... เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ? ข้าก็เพียงแค่ข้ามผ่านความตายอันทรมานมาแล้วหนหนึ่ง ได้เห็นธาตุแท้ความโฉดชั่วของท่านมาแล้วครั้งหนึ่ง... เท่านั้นเอง
“ไม่มีสิ่งใดเพคะ” ข้าถอยหลังลดระยะห่างลงหนึ่งก้าว พลางย่อกายลงเล็กน้อยตามมารยาท “แดดเริ่มแรงแล้ว หม่อมฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย... ขอตัวทูลลาเพคะ”
ข้าหมุนตัวเดินจากมาทันที โดยไม่แม้แต่จะอยู่รอฟังคำอนุญาตหรือมองสีหน้าปั้นยากของอ๋องฉินอีกต่อไป
ตลอดเวลาที่งานเลี้ยงดำเนินไป ข้ารู้สึกได้ถึงสายตาอันคมกริบของอ๋องฉินที่คอยลอบมองตามหลังข้าอยู่เป็นระยะ ราวกับเขากำลังพยายามเค้นสมองหาคำตอบว่าเหตุใดหมากในมือที่เคยเชื่องตัวนี้ถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน แต่ข้าหาได้นำพาไม่
สิ่งสำคัญที่ข้าต้องทำในชาตินี้ คือการสืบหาต้นตอของคดีวางยาพิษองค์รัชทายาทเพื่อปกป้องตระกูลซู ข้าจะไม่ยอมตายอย่างโง่งมเป็นแพะรับบาปให้ผู้ใดอีก!
ขณะที่ข้ากำลังเดินแยกตัวออกมาตามทางเดินเงียบสงบเพื่อกลับไปยังตำหนักพักส่วนตัว เสียงเอะอาโวยวายอันตื่นตระหนกก็ดังระเบิดขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของสวนหลวง
“ช่วยด้วย! ม้าศึกพยศ! หลบไปเร็วเข้า!”
ฝูงชนขุนนางและสตรีสูงศักดิ์พากันวิ่งหนีแตกกระเจิงอย่างไม่คิดชีวิต ม้าศึกตัวมหึมาขนสีดำขลับตัวหนึ่งกำลังคลั่ง มันชูคอส่งเสียงร้องกึกก้อง สองเท้าหน้าตะกุยอากาศก่อนจะควบทะยานตรงมาตามเส้นทางอย่างบ้าคลั่ง
และที่น่าตระหนกที่สุดคือ... เบื้องหน้าของม้าพยศตัวนั้น มีร่างของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งยืนแข็งทื่อ ร่ำไห้ด้วยความหวาดกลัวจนก้าวขาไม่ออก รอบด้านไม่มีทหารหรือขุนนางคนใดกล้าเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเหลือนางเลยสักคน
ตึกตัก!
หัวใจของข้ากระตุกวูบ ภาพเหตุการณ์ในชาติก่อนแล่นเข้ามาในหัวสมองอย่างรวดเร็ว ดั่งอสนีบาตฟาด... ในชาติที่แล้ว เด็กหญิงคนนี้คือท่านหญิงน้อยผู้เป็นแก้วตาดวงใจของอ๋องจง นางต้องถูกม้าพยศตัวนี้เหยียบจนร่างแหลกเหลวสิ้นใจตายอย่างอนาถคาสวนหลวง และเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็กลายเป็นชนวนเหตุรอยร้าวครั้งใหญ่ในราชสำนัก
ด้วยสัญชาตญาณ ข้าไม่หยุดคิดทบทวนสิ่งใดอีก ร่างกายมันขยับไปก่อนสมองสั่งการ ข้าสลัดชายกระโปรงยาวทิ้งแล้ววิ่งทะยานออกไปทันที!
“คุณหนู! อย่าไปเจ้าค่ะ!” เสียงชุนเถาร้องห้ามระงมด้วยความขวัญเสีย
ข้าพุ่งตัวเข้าหาเด็กหญิง เอื้อมมือไปคว้าลากร่างเล็กเข้ามาโอบกอดไว้ในอ้อมแขน ทว่า... ความเร็วของข้ากลับยังช้ากว่าฝีเท้าของสัตว์ร้าย ม้าพยศตัวนั้นพุ่งเข้ามาประชิดตัวในระยะไม่ถึงสามก้าว ลมหายใจร้อนผ่าวของมันเป่ารดหัวไหล่ เงาดำทมิฬขยายใหญ่ครอบคลุมร่างของข้า เสียงกรีดร้องด้วยความสยดสยองดังระงมไปทั่วบริเวณ ข้าหลับตาลงแน่น เตรียมใจรับความเจ็บปวดที่กำลังจะเกิดขึ้น
หมับ!
ทว่าในวินาทีวิกฤตอันเฉียดฉิวระหว่างความเป็นและความตายนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งกลับพุ่งทะยานเข้ามาประดุจสายฟ้าแลบ วงแขนแกร่งดุจคีมเหล็กตระกองกอดรัดเข้าที่เอวบางของข้าไว้แน่น ก่อนจะใช้ออกด้วยวิชาตัวเบากระชากทั้งร่างของข้าและเด็กหญิงลอยคว้างหลบออกจากเส้นทางมรณะนั้นได้อย่างหวุดหวิด!
ตุบ!
ร่างของพวกเราล้มกลิ้งไถลไปบนพื้นหญ้านุ่ม เสียงฝีเท้าม้าพยศควบผ่านหน้าไปแผ่วเบาจนได้ยินเสียงลมพัดผ่าน หัวใจของข้าเต้นระรัวกระหน่ำราวกองรัว ลมหายใจติดขัดด้วยความตื่นตระหนก ยามเมื่อความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามา ข้าจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นขยับกายมอง
บัดนี้... ร่างของข้ากำลังนอนทับอยู่บนแผงอกกว้างอันหนาแน่นของบุรุษผู้หนึ่ง
ดวงตาสีดำสนิทลึกล้ำดุจห้วงน้ำหมึกสบประสานเข้ากับดวงตาของข้าในระยะประชิด... ประชิดเสียจนข้าได้กลิ่นอายสะอาดจาง ๆ ของต้นสน และได้ยินเสียงหัวใจของเขาที่กำลังเต้นหนักหน่วงอยู่ใต้แผ่นเกราะเหล็ก
เยี่ยนอวี้เฉิน...
ใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักของเขากำลังก้มลงมองข้า นัยน์ตาคู่ที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับสั่นไหวและเต็มไปด้วยกระแสความห่วงใยอันเข้มข้นอย่างปิดไม่มิด
“บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อยดังขึ้นชิดใบหู มันเป็นเพียงคำถามธรรมดาแสนสามัญ
ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ขอบตาของข้ากลับร้อนผ่าวและมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาทันที เพราะหากนับรวมชีวิตทั้งสองชาติภพของข้าเข้าด้วยกันแล้ว... นี่อาจเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่มีใครบางคนก้าวเข้ามาปกป้องข้าก่อนตนเอง และเอ่ยปากถามด้วยความห่วงใยว่า ข้าเป็นอย่างไรเจ็บปวดตรงไหนหรือไม่... แทนที่จะดุด่าว่ากล่าวข้าดั่งเช่นผู้อื่น
หลังจากเดินทางกลับมาจากงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนองค์หญิงใหญ่ ข้ากลับรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความเหนื่อยล้าทางกาย ทว่ามันคือความหนักอึ้งและวุ่นวายใจที่กัดกินจิตวิญญาณของข้าจนแทบไม่เป็นอันทำสิ่งใด ตลอดสองวันที่ผ่านมา... เงาร่างสูงใหญ่และนัยน์ตาสีน้ำหมึกคู่ลึกล้ำของเยี่ยนอวี้เฉิน กลับปรากฏซ้อนขึ้นมาในความคิดของข้าบ่อยครั้งจนเกินไป มากเสียจนตัวข้าเองยังรู้สึกหวาดกลัวและตกใจในความสั่นไหวของตนเอง ทั้งที่ในชาติก่อน... ข้าแทบไม่เคยปรายสายตามองบุรุษผู้นั้นเลยสักครา ไม่เคยให้ความสนใจ ไม่เคยแยแส และไม่เคยแม้แต่จะจดจำว่ามีเขาอยู่บนโลก ทว่าหลังจากที่ข้าย้อนเวลากลับมาจากขุมนรก ข้ากลับพบหลักฐานความจริงอันน่าตระหนก ว่าในเศษเสี้ยวความทรงจำหลายช่วงชีวิตที่ผ่านมา บุรุษเกราะดำผู้นั้นมักจะยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ คอยยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มข้าในยามวิกฤต... เพียงแต่วันเวลาเหล่านั้น ข้าเป็นคนโง่เขลาที่เลือกจะหันหลังให้เขาเอง ทว่า... ชาตินี้ข้าเพิ่งผ่านความตายมา หัวใจของข้าแหลกสลายจนเย็บซ่อมไม่ได้อีกแล้ว ข้าจะกล้าเปิดใจยอมรับความอบอุ่นจากผู้ใดได้อีก? ความรักมันก็
หลังจบการแข่งขันยิงธนูหลวงที่ลานวัง ชีวิตของข้า ซูหว่านหนิง ดูเหมือนจะหวนคืนสู่ความสงบราบเรียบอีกครา... อย่างน้อยก็ในสายตาของคนภายนอก ทว่า ภายในส่วนลึกของดวงจิต ข้ากลับต้องเผชิญกับพายุอารมณ์ที่สับสนและวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม ทุกครั้งที่เอนกายลงนอนและพยายามหลับตา ภาพเหตุการณ์ ณ ลานประหารในชาติก่อนจะยังคงฉายชัด ทะลุทะลวงเข้ามาในมโนสำนึกดั่งปีศาจร้ายที่คอยสูบกินจิตวิญญาณ เสียงคมดาบเล่มโตที่แหวกฝ่าสายลม เสียงรัวกลองประหารที่สั่นสะเทือนไปถึงกระดูก และเสียงผู้คนนับแสนที่รุมสาปแช่งตราหน้าว่าข้าคือสตรีแพศยาแพะรับบาป และเหนือสิ่งอื่นใด... สิ่งที่กรีดลึกจนเป็นแผลเป็นในใจข้าที่สุด คือแววตาของอ๋องฉินในวันนั้น ดวงตาของเขาช่างเยียบเย็น ว่างเปล่า และไร้ซึ่งกระแสความรู้สึกใด ๆ ราวกับเขากำลังยืนมองคนแปลกหน้าผู้หนึ่งที่ไม่มีความสลักสำคัญในชีวิต หาใช่สตรีที่ยอมทอดทิ้งเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และครอบครัว เพื่อคอยอยู่เคียงข้างและเป็นหมากให้เขาหลอกใช้มานานนับปีไม่ “คุณหนูเจ้าคะ...” เสียงของชุนเถาแผ่วเบาลงคล้ายระคนใจหาย สาวใช้ตัวน้อยขยับก้าวเข้ามาในห้องนอ
สามวันผันผ่านไปอย่างเชื่องช้านับตั้งแต่เหตุการณ์โกลาหลกลางสวนหลวงหลวง ภายนอกนั้น ชีวิตของข้า ซูหว่านหนิง ดูจะสงบราบเรียบกว่าช่วงเวลาใด ๆ ในอดีต ข่าวลือเรื่องความกล้าหาญในการช่วยชีวิตท่านหญิงน้อยทำให้ผู้คนลดทอนความเกลียดชังลงไปไม่น้อย ทว่า... มีเพียงตัวข้าเองเท่านั้นที่รู้ดีว่า ภายในอกนี้กลับไม่เคยพบเจอความสงบสุขเลยแม้เพียงราตรีเดียว ทุกครั้งที่ข้าเอนกายหลับตาลง ทัศนียภาพอันสยดสยองของลานประหารในชาติก่อนจะย้อนกลับมาทิ่มแทงซ้ำ ๆ ราวกับภาพหลอนที่ไม่มีวันสิ้นสุด เสียงโซ่ตรวนที่ลากครูดไปกับพื้นหิน เสียงกลองประหารที่รัวกระหน่ำจนแผ่นดินสะเทือน และคมดาบเล่มโตที่กำลังฟันฉับลงมาปลิดชีพ... รวมไปถึงเสียงตะโกนแหบพร่าอันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังของบุรุษผู้หนึ่ง “หยุดการประหารเดี๋ยวนี้!” “เฮือก!” ข้าสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกอีกครั้ง ร่างกายกระตุกเกร็ง ลมหายใจสะดุดกึกคล้ายคนกำลังจะขาดใจ ฝ่ามือทั้งสองข้างเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งและชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ ชุนเถาที่นอนเฝ้ายามอยู่บนตั่งด้านนอกรีบจุดตะเกียงโคมไฟแล้วถลันกายเข้ามาหาข้าด้วย
“บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่” น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อยของเยี่ยนอวี้เฉินยังคงดังอยู่เหนือศีรษะ วงแขนแกร่งของเขายังคงประคองแผ่นหลังของข้าไว้หลวม ๆ ราวกับจะช่วยเป็นเกราะกำบังจากอันตรายทั้งปวง ข้านอนนิ่งอยู่ในอ้อมอกของเขา ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองใบหน้าคมคายนั้นชั่วขณะหนึ่ง ข้ากลับรู้สึกจุกในอกจนไม่รู้จะเอ่ยคำใดตอบกลับไป คำถามสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ... แต่สำหรับข้ามันกลับหนักอึ้งและสั่นสะเทือนไปทั้งหัวใจ เพราะตั้งแต่ข้าจำความได้ในชีวิตอันแสนยาวนานและโดดเดี่ยว ไม่มีใครเคยเอ่ยถามคำถามนี้กับข้าเลยสักครั้ง ยามที่ข้าเอาตัวเข้าแลก ออกหน้าอาละวาดจนถูกคนทั้งเมืองหลวงรุมด่าทอสาปแช่ง... ไม่มีใครถามว่าข้าเจ็บปวดหรือไม่ ยามที่ข้านั่งร้องไห้เงียบ ๆ ท่ามกลางลมหนาวเพราะความเฉยชาของอ๋องฉิน... ก็ไม่มีใครถามว่าข้าเป็นอย่างไร แม้กระทั่งตอนที่ข้าถูกโซ่ตรวนพันธนาการ ถูกทรมานเจียนตายในคุกหลวงอันมืดมิด... บุรุษที่ข้าเฝ้ารอคอยและรักสุดหัวใจ ก็ไม่เคยโผล่หน้ามาถามไถ่ข้าเลยแม้แต่คำเดียว แต่บุรุษแปลกหน้าตรงผู้นี้... บุรุษที่ข้
“ถวายบังคมอ๋องฉิน” เยี่ยนอวี้เฉินค้อมศีรษะลงเพียงเล็กน้อยตามมารยาทของนายทหารผู้ถือครองอาญาสิทธิ์ น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง ทราบราบเรียบดุจผืนน้ำในฤดูหนาวจนมิอาจจับกระแสอารมณ์ใด ๆ ได้ ทว่าใบหน้าของอ๋องฉินกลับฉายแววมืดครึ้มลงไปกะทันหัน แม้จะพยายามรักษาจริตแย้มยิ้มตามแบบฉบับราชวงศ์เพียงใดก็ตาม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้ารู้ดีว่าบุรุษที่อ๋องฉินหวาดระแวงและริษยาที่สุดในราชสำนัก ก็คือแม่ทัพหนุ่มผู้ยืนอยู่ตรงหน้านี้ เยี่ยนอวี้เฉินมีอายุเพียงยี่สิบสี่ปี ทว่ากลับกุมกำลังพลนับแสนแห่งกองทัพเหนือ ผลงานการศึกโดดเด่นเกรียงไกรจนซื่อเสียงสะเทือนไปถึงแคว้นข้างเคียง ซ้ำยังได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากองค์ฮ่องเต้ถึงขั้นพระราชทานฉายา “แม่ทัพหยก” ให้ด้วยพระองค์เอง หากวันใดวันหนึ่งศึกแย่งชิงบัลลังก์มังกรปะทุขึ้นมา บุรุษชุดเกราะดำผู้นี้... ย่อมเป็นขวากหนามชิ้นใหญ่ที่สุดที่อ๋องฉินมิอาจมองข้าม “แม่ทัพเยี่ยน” อ๋องฉินขยับยิ้มบาง แววตาแฝงกระแสกดดัน “ไม่ได้พบกันเสียเนิ่นนาน ลำบากท่านแล้วที่ต้องเดินทางไกลจากชายแดนกลับมาร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้” เยี่ยนอว
“คุณหนู… เมื่อครู่ท่านว่าอะไรนะเจ้าคะ” ชุนเถามองข้าราวกับว่านางเพิ่งได้ยินเรื่องราวคอขาดบาดตายหรือเรื่องเหลือเชื่อที่สุดในชีวิต มือเล็ก ๆ ที่กำลังจัดแต่งพู่ประดับเตียงถึงกับค้างเติ่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก “ข้าบอกว่า ข้าจะถอนหมั้นกับอ๋องฉิน” ข้าย้ำประโยคเดิมอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าละอองเสียงกลับหนักแน่นดุจหินผา ไม่มีแววล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย คำยืนยันนั้นทำเอาสาวใช้ตัวน้อยถึงกับอ้าปากค้างจนลืมกิริยา เพราะทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งนี้ มีผู้ใดบ้างที่ไม่รู้ว่าซูหว่านหนิงคนนี้รักและเทิดทูนอ๋องฉินเหนือกษัตริย์และฟ้าดินเพียงใด ครั้งหนึ่งยามที่อ๋องฉินประชวรด้วยไข้ป่า ข้าถึงกับดื้อรั้นก้าวข้ามผ่านจารีตประเพณี ไปนั่งเฝ้าเช็ดตัวดูแลเขาอยู่ข้างเตียงไม่ยอมห่างถึงสามวันสามคืนจนร่างกายตนเองแทบทรุด ครั้งหนึ่งยามที่อ๋องฉินถูกกลุ่มขุนนางฝ่ายตรงข้ามรุมโจมตีกลางท้องพระโรง ข้าผู้เป็นสตรีกลับกล้าอาละวาด ทะเลาะเบาะแว้งกับคนทั้งงานเลี้ยงอย่างไม่กลัวตาย เพียงเพื่อปกป้องเกียรติยศของเขา รัก... จนบ่าวไพร่ในเ







