Masuk“บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อยของเยี่ยนอวี้เฉินยังคงดังอยู่เหนือศีรษะ วงแขนแกร่งของเขายังคงประคองแผ่นหลังของข้าไว้หลวม ๆ ราวกับจะช่วยเป็นเกราะกำบังจากอันตรายทั้งปวง
ข้านอนนิ่งอยู่ในอ้อมอกของเขา ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองใบหน้าคมคายนั้นชั่วขณะหนึ่ง ข้ากลับรู้สึกจุกในอกจนไม่รู้จะเอ่ยคำใดตอบกลับไป
คำถามสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ... แต่สำหรับข้ามันกลับหนักอึ้งและสั่นสะเทือนไปทั้งหัวใจ เพราะตั้งแต่ข้าจำความได้ในชีวิตอันแสนยาวนานและโดดเดี่ยว ไม่มีใครเคยเอ่ยถามคำถามนี้กับข้าเลยสักครั้ง
ยามที่ข้าเอาตัวเข้าแลก ออกหน้าอาละวาดจนถูกคนทั้งเมืองหลวงรุมด่าทอสาปแช่ง... ไม่มีใครถามว่าข้าเจ็บปวดหรือไม่
ยามที่ข้านั่งร้องไห้เงียบ ๆ ท่ามกลางลมหนาวเพราะความเฉยชาของอ๋องฉิน... ก็ไม่มีใครถามว่าข้าเป็นอย่างไร
แม้กระทั่งตอนที่ข้าถูกโซ่ตรวนพันธนาการ ถูกทรมานเจียนตายในคุกหลวงอันมืดมิด... บุรุษที่ข้าเฝ้ารอคอยและรักสุดหัวใจ ก็ไม่เคยโผล่หน้ามาถามไถ่ข้าเลยแม้แต่คำเดียว
แต่บุรุษแปลกหน้าตรงผู้นี้... บุรุษที่ข้าไม่เคยให้ความสำคัญในชาติก่อน กลับเป็นคนแรกที่ถลันเข้ามาปกป้อง และเอ่ยถามด้วยความห่วงใยทันทีที่เห็นข้าล้มลง
“ข้า... ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” ข้าเค้นเสียงตอบกลับไปแผ่วเบา พยายามควบคุมจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวให้สงบลง
เยี่ยนอวี้เฉินไม่เพียงแต่ฟังคำตอบ เขากวาดสายตาคมกริบสำรวจรอยแผลตามร่างกายของข้าอย่างละเอียด ก่อนที่คิ้วเข้มดุจกระบี่จะขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย แววตาฉายแววดุตำหนิ ทว่ากลับแฝงไปด้วยความอาทร
“มือของเจ้าเลือดออก”
ข้าก้มลงมองตามสายตาของเขา จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าฝ่ามือบางของตนเองสั่นเทา และมีโลหิตสีแดงฉานค่อย ๆ ซึมไหลออกมาจากรอยบาดยาวหนี่งนิ้ว คงเป็นเพราะตอนที่พุ่งตัวเข้าไปคว้าท่านหญิงน้อย ร่างกายกระแทกและครูดไปกับเศษหินคมบนพื้นหญ้าโดยไม่ทันรู้ตัว
“เป็นเพียงแผลถลอกเล็กน้อยเพคะ ไม่ได้ร้ายแรงอันใด...” ข้ากล่าวพลาดยกมือขึ้น ตั้งท่าจะดึงมือกลับตามสัญชาตญาณของคนที่ไม่ยากเป็นภาระใคร
ทว่า เยี่ยนอวี้เฉินกลับไวกว่า เขาเอื้อมมือหนาอันหยาบกร้านจากการจับดาบศึกมาจับข้อมือของข้าไว้แผ่วเบา จากนั้นจึงล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมสีดำสนิทไร้ลวดลายออกมาจากอกเสื้อ เขาค่อย ๆ บรรจงพันผ้าผืนนั้นรอบฝ่ามือของข้าอย่างเงียบเชียบ
ทุกการเคลื่อนไหวของแม่ทัพผู้เกรียงไกรคนนี้ช่างแผ่วเบา สุภาพ และระมัดระวังเป็นที่สุด ราวกับเขากำลังหยิบจับเครื่องแก้วเนื้อบางที่เปราะบางและพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ... หาใช่สตรีร้ายกาจที่ผู้คนหวาดกลัว
หัวใจของข้าสั่นไหวอย่างประหลาด ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านจากข้อมือตรงเข้าสู่ขั้วหัวใจ ในชาติที่แล้ว ข้าเคยบาดเจ็บเจียนตายเพื่ออ๋องฉินมานับครั้งไม่ถ้วน ชายผู้นั้นยังทำเพียงปรายตามองด้วยความรำคาญใจ แต่บุรุษเกราะดำผู้นี้ กลับใส่ใจแม้กระทั่งรอยแผลเล็ก ๆ ที่ข้ายังมองข้าม
“ขอบคุณเพคะ... แม่ทัพเยี่ยน” ข้าเอ่ยกระซิบ แววตาสั่นไหว
เยี่ยนอวี้เฉินชะงักมือไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมสบเข้ากับตาข้าเนิ่นนาน ราวกับเขาไม่คาดคิดว่าจะได้ยินวาจาอ่อนหวานและคำขอบคุณอย่างจริงใจจากสตรีที่ขึ้นชื่อว่าปากคอเราะร้ายเช่นข้า ก่อนที่เขาจะพยักหน้ารับคราหนึ่ง ยอมปล่อยมือ และขยับกายถอยห่างออกไปอย่างสำรวมตามขอบเขตจารีตประเพณี
คืนนั้น ณ จวนตระกูลซู
หลังจากที่เดินทางกลับมาถึงเรือนนอนของตนเอง ข้ากลับทำได้เพียงนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงกว้างโดยไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ภาพเหตุการณ์อันตื่นตระหนกในสวนหลวงยังคงฉายวนเวียนอยู่ในหัวสมองอย่างไม่รู้จบ โดยเฉพาะดวงตาสีน้ำหมึกคู่นั้น... ดวงตาที่มองข้าราวกับว่าข้าคือสิ่งล้ำค่าที่เขาหวาดกลัวเหลือเกินว่าจะได้รับอันตราย
ก๊อก ก๊อก
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูเบา ๆ ก็ดังทำลายความเงียบสงัดของราตรี
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวเองเจ้าค่ะ” ชุนเถาเปิดประตูขยับกายเดินเข้ามา ในอ้อมแขนของนางโอบอุ้มกล่องไม้แกะสลักใบเล็กท่าทางหรูหราเอาไว้ “เมื่อครู่มีบุรุษลึกลับผู้หนึ่ง นำของสิ่งนี้มาส่งให้ที่หน้าประตูลับท้ายจวนเจ้าค่ะ”
ข้าขมวดคิ้วมุ่น พยุงกายลุกขึ้นนั่ง “จากผู้ใดกัน? มีป้ายประจำตระกูลหรือไม่”
“ไม่มีเลยเจ้าค่ะ บ่าวถามเท่าใดเขาก็ไม่ยอมบอก แจ้งเพียงว่าเป็นของสำคัญที่คุณหนูจำเป็นต้องใช้”
ข้ารับกล่องไม้ใบนั้นมา ค่อย ๆ เปิดฝาออก กลิ่นอายหอมสดชื่นของสมุนไพรราคาสูงลิ่วลอยอวลเตะจมูก ภายในมียาขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวนวลซึ่งเป็นยาทารักษาแผลสดชั้นเลิศที่หาได้เฉพาะในกองทัพหลวงเท่านั้น และข้าง ๆ กันนั้น มีเศษกระดาษแผ่นสั้นวางอยู่แผ่นหนึ่ง
ข้าหยิบมันขึ้นมาคลี่อ่าน ข้อความเขียนด้วยลายมือแข็งแรง ตวัดปลายพู่กันอย่างเฉียบคมและเรียบง่าย
‘แผลที่มือ... อย่าเพิ่งโดนน้ำ’
ไม่มีการลงท้ายนามผู้ส่ง ไม่มีตราประทับลัญจกรใด ๆ
ทว่าข้ากลับคลี่รอยยิ้มออกมาทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเดา... ลายมือที่หนักแน่น ทรงพลัง ทว่าแฝงไปด้วยความเอาใจใส่อย่างลึกซึ้งเช่นนี้ จะเป็นผู้ใดไปได้อีกหากไม่ใช่เจ้าของผ้าเช็ดหน้าสีดำที่พันอยู่บนมือของข้าในเวลานี้
เยี่ยนอวี้เฉิน...
ข้ากำกระดาษแผ่นน้อยนั้นไว้แนบอก แผ่วหัวเราะออกมาเบา ๆ ท่ามกลางความมืดมิด ทั้งที่ในใจยังคงเต็มไปด้วยความสับสนและไม่เข้าใจตนเองเลยสักนิด... เหตุใดเพียงแค่ยาแก้แผลขวดเดียว และถ้อยคำห่วงใยสั้น ๆ จากคนแปลกหน้า กลับสามารถจุดประกายความอบอุ่นในหัวใจที่เคยแหลกสลายและตายซากของข้า ให้กลับมามีชีวิตชีวาได้ถึงเพียงนี้
เช้าวันต่อมา
ข่าวลือเรื่อง “ซูหว่านหนิงเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยท่านหญิงน้อยจากม้าพยศกลางสวนหลวง” แพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอยของเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่ง ขุนนางหลายฝ่ายและชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่เคยรังเกียจข้า เริ่มปรับเปลี่ยนคำพูดและมองข้าในแง่มุมใหม่ที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
ทว่า... แน่นอนว่าท่ามกลางกระแสคำชมเหล่านั้น ย่อมมีใครบางคนที่ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
ภายในเรือนกระจกอันหรูหราของจวนเสนาบดีฝ่ายขวา บรรยากาศรอบด้านเย็นเยียบจนน่าขนลุก หลี่ซูเหยากำลังนั่งฟังรายงานจากสายสืบด้วยใบหน้าเนียนใสที่บัดนี้บิดเบี้ยวและเย็นชาจนดูน่ากลัว
“เจ้าบอกว่า...” น้ำเสียงของนางต่ำพร่า สองมือเรียวงามกำถ้วยชาเนื้อดีในมือแน่นจนข้อขาว “แม่ทัพเยี่ยน... อวี้เฉินของข้า เป็นคนพุ่งเข้าไปโอบกอดและช่วยชีวิตซูหว่านหนิงด้วยตนเองงั้นหรือ?”
“จะ... เจ้าค่ะคุณหนู ซ้ำยังมีคนเห็นว่าท่านแม่ทัพส่งคนนำยารักษาแผลชั้นยอดไปมอบให้นางที่จวนเมื่อคืนนี้ด้วยเจ้าค่ะ” สาวใช้รายงานเสียงสั่น
เพล้ง!
ถ้วยชาเครื่องเคลือบราคาแพงลิ่วถูกปัดตกโต๊ะ หล่นลงแตกกระจายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยบนพื้นห้อง น้ำชาอุ่นร้อนสาดกระเด็นเปรอะเปื้อนชายกระโปรง ทว่าหลี่ซูเหยาหาได้นำพาไม่ นางกัดฟันกรอดจนเส้นเลือดบนขมับปูดโปน ดวงตาคู่หวานหยาดเยิ้มบัดนี้ถูกแผดเผาด้วยไฟริษยาอันบ้าคลั่ง
นางเป็นคู่หมั้นคู่หมายของเยี่ยนอวี้เฉินมาตั้งแต่วัยเยาว์ตามคำสัญญารุ่นผู้ใหญ่ เฝ้ารอคอยวันที่จะได้แต่งงานเข้าจวนแม่ทัพเหนือมานานหลายปี ทว่าบุรุษสารเลวผู้นั้นกลับไม่เคยให้ความสนใจนางเลยสักครั้ง ไม่เคยมอบรอยยิ้มพิมพ์ใจ ไม่เคยส่งของขวัญล้ำค่า และไม่เคยแม้แต่จะปรายหางตามามองนางด้วยความเสน่หา!
ทว่า... มาวันนี้ บุรุษผู้แข็งกร้าวดุจหินผาคนนั้น กลับยอมเสี่ยงชีวิตกอดรัดสตรีอื่น และส่งยารักษาแผลไปให้มันถึงเรือนนอน! เพียงแค่ภาพเหล่านั้นผุดขึ้นมาในหัว สมองของหลี่ซูเหยาก็แทบระเบิดด้วยความคลั่ง
“ซูหว่านหนิง...” หลี่ซูเหยาพึมพำนามนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ราวกับเสียงเพรียกจากนรก แววตาของนางมืดมนและเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น “ชาติที่แล้ว... เจ้ายังตายไม่พออีกหรืออย่างไร?”
และนั่นคือวินาทีแรก... ที่เงาร่างของศัตรูคู่อาฆาตในอดีต เริ่มขยับเคลื่อนไหวในเงามืดอีกครั้ง เพื่อเตรียมลากข้าลงสู่ความตายเป็นหนที่สอง!
หลังจากเดินทางกลับมาจากงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนองค์หญิงใหญ่ ข้ากลับรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความเหนื่อยล้าทางกาย ทว่ามันคือความหนักอึ้งและวุ่นวายใจที่กัดกินจิตวิญญาณของข้าจนแทบไม่เป็นอันทำสิ่งใด ตลอดสองวันที่ผ่านมา... เงาร่างสูงใหญ่และนัยน์ตาสีน้ำหมึกคู่ลึกล้ำของเยี่ยนอวี้เฉิน กลับปรากฏซ้อนขึ้นมาในความคิดของข้าบ่อยครั้งจนเกินไป มากเสียจนตัวข้าเองยังรู้สึกหวาดกลัวและตกใจในความสั่นไหวของตนเอง ทั้งที่ในชาติก่อน... ข้าแทบไม่เคยปรายสายตามองบุรุษผู้นั้นเลยสักครา ไม่เคยให้ความสนใจ ไม่เคยแยแส และไม่เคยแม้แต่จะจดจำว่ามีเขาอยู่บนโลก ทว่าหลังจากที่ข้าย้อนเวลากลับมาจากขุมนรก ข้ากลับพบหลักฐานความจริงอันน่าตระหนก ว่าในเศษเสี้ยวความทรงจำหลายช่วงชีวิตที่ผ่านมา บุรุษเกราะดำผู้นั้นมักจะยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ คอยยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มข้าในยามวิกฤต... เพียงแต่วันเวลาเหล่านั้น ข้าเป็นคนโง่เขลาที่เลือกจะหันหลังให้เขาเอง ทว่า... ชาตินี้ข้าเพิ่งผ่านความตายมา หัวใจของข้าแหลกสลายจนเย็บซ่อมไม่ได้อีกแล้ว ข้าจะกล้าเปิดใจยอมรับความอบอุ่นจากผู้ใดได้อีก? ความรักมันก็
หลังจบการแข่งขันยิงธนูหลวงที่ลานวัง ชีวิตของข้า ซูหว่านหนิง ดูเหมือนจะหวนคืนสู่ความสงบราบเรียบอีกครา... อย่างน้อยก็ในสายตาของคนภายนอก ทว่า ภายในส่วนลึกของดวงจิต ข้ากลับต้องเผชิญกับพายุอารมณ์ที่สับสนและวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม ทุกครั้งที่เอนกายลงนอนและพยายามหลับตา ภาพเหตุการณ์ ณ ลานประหารในชาติก่อนจะยังคงฉายชัด ทะลุทะลวงเข้ามาในมโนสำนึกดั่งปีศาจร้ายที่คอยสูบกินจิตวิญญาณ เสียงคมดาบเล่มโตที่แหวกฝ่าสายลม เสียงรัวกลองประหารที่สั่นสะเทือนไปถึงกระดูก และเสียงผู้คนนับแสนที่รุมสาปแช่งตราหน้าว่าข้าคือสตรีแพศยาแพะรับบาป และเหนือสิ่งอื่นใด... สิ่งที่กรีดลึกจนเป็นแผลเป็นในใจข้าที่สุด คือแววตาของอ๋องฉินในวันนั้น ดวงตาของเขาช่างเยียบเย็น ว่างเปล่า และไร้ซึ่งกระแสความรู้สึกใด ๆ ราวกับเขากำลังยืนมองคนแปลกหน้าผู้หนึ่งที่ไม่มีความสลักสำคัญในชีวิต หาใช่สตรีที่ยอมทอดทิ้งเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และครอบครัว เพื่อคอยอยู่เคียงข้างและเป็นหมากให้เขาหลอกใช้มานานนับปีไม่ “คุณหนูเจ้าคะ...” เสียงของชุนเถาแผ่วเบาลงคล้ายระคนใจหาย สาวใช้ตัวน้อยขยับก้าวเข้ามาในห้องนอ
สามวันผันผ่านไปอย่างเชื่องช้านับตั้งแต่เหตุการณ์โกลาหลกลางสวนหลวงหลวง ภายนอกนั้น ชีวิตของข้า ซูหว่านหนิง ดูจะสงบราบเรียบกว่าช่วงเวลาใด ๆ ในอดีต ข่าวลือเรื่องความกล้าหาญในการช่วยชีวิตท่านหญิงน้อยทำให้ผู้คนลดทอนความเกลียดชังลงไปไม่น้อย ทว่า... มีเพียงตัวข้าเองเท่านั้นที่รู้ดีว่า ภายในอกนี้กลับไม่เคยพบเจอความสงบสุขเลยแม้เพียงราตรีเดียว ทุกครั้งที่ข้าเอนกายหลับตาลง ทัศนียภาพอันสยดสยองของลานประหารในชาติก่อนจะย้อนกลับมาทิ่มแทงซ้ำ ๆ ราวกับภาพหลอนที่ไม่มีวันสิ้นสุด เสียงโซ่ตรวนที่ลากครูดไปกับพื้นหิน เสียงกลองประหารที่รัวกระหน่ำจนแผ่นดินสะเทือน และคมดาบเล่มโตที่กำลังฟันฉับลงมาปลิดชีพ... รวมไปถึงเสียงตะโกนแหบพร่าอันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังของบุรุษผู้หนึ่ง “หยุดการประหารเดี๋ยวนี้!” “เฮือก!” ข้าสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกอีกครั้ง ร่างกายกระตุกเกร็ง ลมหายใจสะดุดกึกคล้ายคนกำลังจะขาดใจ ฝ่ามือทั้งสองข้างเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งและชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ ชุนเถาที่นอนเฝ้ายามอยู่บนตั่งด้านนอกรีบจุดตะเกียงโคมไฟแล้วถลันกายเข้ามาหาข้าด้วย
“บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่” น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อยของเยี่ยนอวี้เฉินยังคงดังอยู่เหนือศีรษะ วงแขนแกร่งของเขายังคงประคองแผ่นหลังของข้าไว้หลวม ๆ ราวกับจะช่วยเป็นเกราะกำบังจากอันตรายทั้งปวง ข้านอนนิ่งอยู่ในอ้อมอกของเขา ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองใบหน้าคมคายนั้นชั่วขณะหนึ่ง ข้ากลับรู้สึกจุกในอกจนไม่รู้จะเอ่ยคำใดตอบกลับไป คำถามสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ... แต่สำหรับข้ามันกลับหนักอึ้งและสั่นสะเทือนไปทั้งหัวใจ เพราะตั้งแต่ข้าจำความได้ในชีวิตอันแสนยาวนานและโดดเดี่ยว ไม่มีใครเคยเอ่ยถามคำถามนี้กับข้าเลยสักครั้ง ยามที่ข้าเอาตัวเข้าแลก ออกหน้าอาละวาดจนถูกคนทั้งเมืองหลวงรุมด่าทอสาปแช่ง... ไม่มีใครถามว่าข้าเจ็บปวดหรือไม่ ยามที่ข้านั่งร้องไห้เงียบ ๆ ท่ามกลางลมหนาวเพราะความเฉยชาของอ๋องฉิน... ก็ไม่มีใครถามว่าข้าเป็นอย่างไร แม้กระทั่งตอนที่ข้าถูกโซ่ตรวนพันธนาการ ถูกทรมานเจียนตายในคุกหลวงอันมืดมิด... บุรุษที่ข้าเฝ้ารอคอยและรักสุดหัวใจ ก็ไม่เคยโผล่หน้ามาถามไถ่ข้าเลยแม้แต่คำเดียว แต่บุรุษแปลกหน้าตรงผู้นี้... บุรุษที่ข้
“ถวายบังคมอ๋องฉิน” เยี่ยนอวี้เฉินค้อมศีรษะลงเพียงเล็กน้อยตามมารยาทของนายทหารผู้ถือครองอาญาสิทธิ์ น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง ทราบราบเรียบดุจผืนน้ำในฤดูหนาวจนมิอาจจับกระแสอารมณ์ใด ๆ ได้ ทว่าใบหน้าของอ๋องฉินกลับฉายแววมืดครึ้มลงไปกะทันหัน แม้จะพยายามรักษาจริตแย้มยิ้มตามแบบฉบับราชวงศ์เพียงใดก็ตาม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้ารู้ดีว่าบุรุษที่อ๋องฉินหวาดระแวงและริษยาที่สุดในราชสำนัก ก็คือแม่ทัพหนุ่มผู้ยืนอยู่ตรงหน้านี้ เยี่ยนอวี้เฉินมีอายุเพียงยี่สิบสี่ปี ทว่ากลับกุมกำลังพลนับแสนแห่งกองทัพเหนือ ผลงานการศึกโดดเด่นเกรียงไกรจนซื่อเสียงสะเทือนไปถึงแคว้นข้างเคียง ซ้ำยังได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากองค์ฮ่องเต้ถึงขั้นพระราชทานฉายา “แม่ทัพหยก” ให้ด้วยพระองค์เอง หากวันใดวันหนึ่งศึกแย่งชิงบัลลังก์มังกรปะทุขึ้นมา บุรุษชุดเกราะดำผู้นี้... ย่อมเป็นขวากหนามชิ้นใหญ่ที่สุดที่อ๋องฉินมิอาจมองข้าม “แม่ทัพเยี่ยน” อ๋องฉินขยับยิ้มบาง แววตาแฝงกระแสกดดัน “ไม่ได้พบกันเสียเนิ่นนาน ลำบากท่านแล้วที่ต้องเดินทางไกลจากชายแดนกลับมาร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้” เยี่ยนอว
“คุณหนู… เมื่อครู่ท่านว่าอะไรนะเจ้าคะ” ชุนเถามองข้าราวกับว่านางเพิ่งได้ยินเรื่องราวคอขาดบาดตายหรือเรื่องเหลือเชื่อที่สุดในชีวิต มือเล็ก ๆ ที่กำลังจัดแต่งพู่ประดับเตียงถึงกับค้างเติ่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก “ข้าบอกว่า ข้าจะถอนหมั้นกับอ๋องฉิน” ข้าย้ำประโยคเดิมอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าละอองเสียงกลับหนักแน่นดุจหินผา ไม่มีแววล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย คำยืนยันนั้นทำเอาสาวใช้ตัวน้อยถึงกับอ้าปากค้างจนลืมกิริยา เพราะทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งนี้ มีผู้ใดบ้างที่ไม่รู้ว่าซูหว่านหนิงคนนี้รักและเทิดทูนอ๋องฉินเหนือกษัตริย์และฟ้าดินเพียงใด ครั้งหนึ่งยามที่อ๋องฉินประชวรด้วยไข้ป่า ข้าถึงกับดื้อรั้นก้าวข้ามผ่านจารีตประเพณี ไปนั่งเฝ้าเช็ดตัวดูแลเขาอยู่ข้างเตียงไม่ยอมห่างถึงสามวันสามคืนจนร่างกายตนเองแทบทรุด ครั้งหนึ่งยามที่อ๋องฉินถูกกลุ่มขุนนางฝ่ายตรงข้ามรุมโจมตีกลางท้องพระโรง ข้าผู้เป็นสตรีกลับกล้าอาละวาด ทะเลาะเบาะแว้งกับคนทั้งงานเลี้ยงอย่างไม่กลัวตาย เพียงเพื่อปกป้องเกียรติยศของเขา รัก... จนบ่าวไพร่ในเ







