Startseite / รักโบราณ / ข้าคือนางร้ายคนนั้นที่ท่านสังหาร / ตอนที่ 5 : ผู้ที่ยืนอยู่ข้างข้า

Teilen

ตอนที่ 5 : ผู้ที่ยืนอยู่ข้างข้า

last update Veröffentlichungsdatum: 14.10.2026 18:18:01

 

           สามวันผันผ่านไปอย่างเชื่องช้านับตั้งแต่เหตุการณ์โกลาหลกลางสวนหลวงหลวง

            ภายนอกนั้น ชีวิตของข้า ซูหว่านหนิง ดูจะสงบราบเรียบกว่าช่วงเวลาใด ๆ ในอดีต ข่าวลือเรื่องความกล้าหาญในการช่วยชีวิตท่านหญิงน้อยทำให้ผู้คนลดทอนความเกลียดชังลงไปไม่น้อย ทว่า... มีเพียงตัวข้าเองเท่านั้นที่รู้ดีว่า ภายในอกนี้กลับไม่เคยพบเจอความสงบสุขเลยแม้เพียงราตรีเดียว

            ทุกครั้งที่ข้าเอนกายหลับตาลง ทัศนียภาพอันสยดสยองของลานประหารในชาติก่อนจะย้อนกลับมาทิ่มแทงซ้ำ ๆ ราวกับภาพหลอนที่ไม่มีวันสิ้นสุด เสียงโซ่ตรวนที่ลากครูดไปกับพื้นหิน เสียงกลองประหารที่รัวกระหน่ำจนแผ่นดินสะเทือน และคมดาบเล่มโตที่กำลังฟันฉับลงมาปลิดชีพ... รวมไปถึงเสียงตะโกนแหบพร่าอันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังของบุรุษผู้หนึ่ง

            “หยุดการประหารเดี๋ยวนี้!”

            “เฮือก!”

            ข้าสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกอีกครั้ง ร่างกายกระตุกเกร็ง ลมหายใจสะดุดกึกคล้ายคนกำลังจะขาดใจ ฝ่ามือทั้งสองข้างเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งและชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ

            ชุนเถาที่นอนเฝ้ายามอยู่บนตั่งด้านนอกรีบจุดตะเกียงโคมไฟแล้วถลันกายเข้ามาหาข้าด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “คุณหนู! ท่านฝันร้ายอีกแล้วหรือเจ้าคะ”

            ข้าสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวกระหน่ำ ก่อนจะพยักหน้ารับแผ่วเบาแล้วหลุบสายตาลงต่ำ ข้าทำได้เพียงเก็บงำความสัตย์จริงนี้ไว้ในส่วนลึกของดวงจิต ไม่กล้าเอ่ยปากบอกผู้ใด... ว่าสิ่งที่ข้าเผชิญในทุกค่ำคืนนั้น หาใช่เพียงความฝันที่แต่งแต้มขึ้น ทว่ามันคือ ‘อดีต’ อันแสนโหดร้ายที่ข้าเคยประสบพบเจอมาด้วยตนเอง

            “ข้าไม่เป็นไร... ชุนเถา เจ้าไปนอนเถิด” ข้าเอ่ยกระซิบ เสียงแหบพร่า

            สาวใช้ตัวน้อยมองข้าด้วยแววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความห่วงใยและอาทร นางสังเกตเห็นมาโดยตลอดว่านับตั้งแต่ข้าฟื้นตื่นจากอาการไข้เมื่อหลายวันก่อน คุณหนูผู้เย่อหยิ่งและเจ้าอารมณ์ของนางก็แปรเปลี่ยนไปเป็นคนละคน นางดูเงียบขรึมขึ้น สุขุมลุ่มลึกขึ้น และในส่วนลึกของดวงตากลับมีร่องรอยของความโศกเศร้าอันลึกล้ำที่สตรีวัยสิบแปดปีไม่ควรจะมี

            เช้าวันรุ่งขึ้น ข้าถูกทหารรับใช้มาตามตัวให้ไปพบท่านพ่อ ซูเจิ้งอัน ณ ห้องหนังสือใหญ่

            ทันทีที่ข้าก้าวเท้าผ่านธรณีประตูเข้าไป เงาร่างสูงใหญ่กำยำอันน่าเกรงขามของแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรแห่งต้าโจวก็ปรากฏแก่สายตา ท่านพ่อละสายตาจากตำราพิชัยสงคราม ค่อย ๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้พะยูงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงพลัง

            “ได้ยินจากพ่อบ้านว่า... ช่วงนี้เจ้ากำลังพยายามเดินเรื่องถอนหมั้นกับอ๋องฉินอย่างนั้นหรือ?”

            ข้าชะงักไปเล็กน้อย สองมือประสานกันข้างหน้า ก่อนจะเงยหน้าสบตาบิดาตรง ๆ พยักหน้ารับคำอย่างไม่บิดพริ้ว

            “เจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกต้องการถอนหมั้น”

            ซูเจิ้งอันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ดวงตาที่ผ่านศึกสงครามมาค่อนชีวิตจ้องมองบุตรสาวเพียงคนเดียวนิ่ง ราวกับกำลังประเมินว่าข้ากำลังเล่นสนุกสิ่งใดอยู่ หากเป็นในชาติก่อน เพียงแค่มีใครเอ่ยถึงเรื่องการสิ้นสุดความสัมพันธ์กับอ๋องฉิน ข้าคงจะร้องไห้โวยวาย ทุบตีสิ่งของ หรือไม่ก็ตัดพู่ดุด่าผู้พูดไปแล้ว ทว่าในวันนี้ ข้ากลับยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่งและเด็ดเดี่ยวจนน่าประหลาดใจ

            “บอกเหตุผลแก่พ่อได้หรือไม่” บิดาถามเรียบ ๆ

            ข้าเงียบไป ความขมขื่นแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ... เหตุผลอย่างนั้นหรือ?

            เพราะในชาติก่อน บุรุษผู้นั้นหลอกใช้ความรักของข้า ย่ำยีศักดิ์ศรีของตระกูลซู ปล่อยให้พี่ชายของข้าต้องไปตายในสนามรบ และสุดท้ายก็ส่งข้าขึ้นสู่แท่นประหารอย่างเลือดเย็นเพื่อเถลิงอำนาจของตนเอง ทว่า... คำสัตย์จริงเหล่านั้นข้ากลับมิอาจเอื้อนเอ่ยให้ผู้ใดรับฟังได้ในเวลานี้

            “ลูกเพียงแค่ตระหนักรู้แล้วเจ้าค่ะ...” ข้าขยับยิ้มบางเบา ทว่าแววตากลับเยียบเย็น “ว่าบุรุษที่ไม่เคยเห็นคุณค่าในตัวของลูก และมองความทุ่มเทของลูกเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า... ไม่ควรค่าให้ลูกต้องเสียเวลาชีวิตให้อีกต่อไปเจ้าค่ะ”

            ซูเจิ้งอันนิ่งงันไปเนิ่นนาน ราวกับไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง ก่อนที่ใบหน้าดุดันนั้นจะค่อย ๆ คลายออก แล้วระเบิดเสียงหัวเราะอย่างพึงพอใจออกมาดังลั่น เป็นเสียงหัวเราะอันอบอุ่นที่ข้าไม่ได้ยินมาเนิ่นนานเหลือเกินตั้งแต่วันที่ข้าเลือกจะหันหลังให้ครอบครัวเพื่อวิ่งตามอ๋องฉิน

            “ฮ่า ๆ ๆ! ในที่สุดเจ้ายอมตื่นจากฝันเสียที บุตรสาวของข้า!” ท่านพ่อส่ายหน้าพรางยิ้มอย่างโล่งอก

            “ท่านพ่อ... ท่านไม่ได้โกรธเคืองลูกหรือเจ้าคะ” ข้าถามด้วยความฉงน

            “เจ้าคิดว่าพ่อเฒ่าคนนี้พึงพอใจในตัวอ๋องฉินนักหรือ?” แม่ทัพใหญ่ลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้ ยื่นมืออันหยาบกร้านทว่าอบอุ่นมาลูบศีรษะข้าแผ่วเบา “ตั้งแต่แรกเริ่ม พ่อก็ไม่เคยชอบพอในตัวบุรุษผู้นั้นเลย สายตาของอ๋องฉินมีแต่ความทะเยอทะยาน ละโมบ และมองเห็นแต่ผลประโยชน์... ทว่าตอนนั้นเจ้าหลงรักเขาจนหน้ามืดตามัว ไม่ยอมรับฟังคำตักเตือนของผู้ใด พ่อจึงทำได้เพียงคอยดูอยู่ห่าง ๆ”

            หยาดน้ำตาร้อนผ่าวพลันเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาของข้าจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน... ใช่แล้ว ในชาติก่อน ทั้งท่านพ่อและท่านพี่ต่างเคยพร่ำเตือนข้าด้วยความหวังดีนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าข้าในยามนั้นกลับหูหนวกตาบอด คิดไปเองว่าความรักอันยิ่งใหญ่ของข้าจะสามารถหลอมละลายและเปลี่ยนแปลงจิตใจของสุนัขป่าโลภมากเช่นเขาได้

            มาในชาตินี้ข้าจึงได้ประจักษ์แจ้ง... ว่าคนที่รักและหวังดีกับข้าอย่างแท้จริงโดยไม่มีเงื่อนไข คือครอบครัวที่ข้าเคยทอดทิ้งต่างหาก ไม่ใช่อ๋องฉินชั่วช้าผู้นั้นเลย

            ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน จวนตระกูลซูได้รับเทียบเชิญเข้าร่วมงานแข่งขันยิงธนูหลวงประจำฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจัดขึ้น ณ ลานหลวงท้ายวัง งานนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อทดสอบและคัดเลือกเหล่านายทหารหนุ่มและเชื้อพระวงศ์ผู้มีฝีมือ

            ยามที่รถม้าของข้าเคลื่อนตัวมาถึงบริเวณสนามแข่งขัน เสียงโห่ร้องเชียร์อย่างกึกก้องก็ดังสนั่นหวั่นไหว เหล่าขุนนางชั้นสูงและสตรีสูงศักดิ์ต่างนั่งเรียงรายกันอยู่บนอัฒจันทร์ประธาน และแน่นอนว่า ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น... ข้าย่อมมองเห็นอ๋องฉินที่นั่งปั้นหน้าสง่างามอยู่ และถัดไปไม่ไกลนัก

            คือเงาร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเบาสีดำทมิฬอันคุ้นตา เยี่ยนอวี้เฉิน

            หัวใจของข้ากระตุกและสั่นไหวเล็กน้อยอย่างห้ามไม่ได้ ข้ารีบเบือนสายตาหนีไปทางอื่นทว่ากลับไม่ทันการณ์ เพราะในวินาทีนั้น ข้าสังเกตเห็นว่านัยน์ตาคมกริบคู่ลุ่มลึกของเขาได้จับจ้องมองมาที่ข้าอยู่ก่อนแล้ว สายตาของพวกเราประสานกันกลางอากาศเพียงชั่วกระพริบตา ก่อนที่แม่ทัพหนุ่มผู้เย็นชาจะยอมเป็นฝ่ายขยับค้อมศีรษะให้ข้าอย่างสุภาพและให้เกียรติ

            ข้ารีบหันหน้ากลับมาทันที พยายามหลบซ่อนใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อ... ไม่รู้เพราะเหตุใด เพียงแค่ถูกสายตาเรียบนิ่งคู่นั้นจับจ้อง หัวใจของข้ากลับเต้นระรัวแรงอย่างบ้าคลั่งคล้ายจะหลุดออกมานอกอก

            การแข่งขันเริ่มขึ้นอย่างดุเดือด เหล่านายทหารและองค์ชายต่างทยอยลงสนามแสดงฝีมือเรียกเสียงปรบมือเป็นระยะ ทว่าทันทีที่ร่างสูงสง่าของเยี่ยนอวี้เฉินก้าวเดินลงสู่ใจกลางสนาม บรรยากาศรอบด้านที่เคยเซ็งแซ่กลับพลันเงียบกริบลงทันตา

            ชายหนุ่มสวมชุดนักรบสีดำสนิทขลิบเงินเรียบง่าย ไร้ซึ่งเครื่องประดับหรูหราดั่งเช่นองค์ชายคนอื่น ๆ ทว่ากลิ่นอายอันแข็งแกร่งและสง่างามดั่งพญาอินทรีกลับสะกดสายตาของทุกคนให้จับจ้องที่เขาเพียงผู้เดียว

            เยี่ยนอวี้เฉินขยับกายอย่างมั่นคง เขายกคันธนูเหล็กกล้าขึ้น เล็งสายตาตรงไปข้างหน้า นิ้วแกร่งดึงสายธนูจนตึงเปรี๊ยะ... ก่อนจะปล่อยมืออย่างเฉียบขาด!

            ฟุ่บ... ฉึก!

            ลูกธนูพุ่งทะยานแหวกอากาศไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปักเข้ากลางเป้า... ตรงจุดแดงศูนย์กลางอย่างแม่นยำดั่งจับวาง!

            เสียงฮือฮาดังระงมไปทั่วทั้งสนามแข่ง ทว่าชายหนุ่มหาได้หวั่นไหวไม่ เขายังคงหยิบลูกธนูดอกที่สอง สาม และสี่ ขึ้นมาน้าวสายยิงออกไปอย่างต่อเนื่องรวดเร็วราวกับสายน้ำไหล และลูกธนูทุกดอก... ล้วนปักซ้อนลงบนรอยเดิมของดอกแรกอย่างมหัศจรรย์!

            ข้าเผลอจับจ้องภาพนั้นด้วยความตื่นตะลึงและเลื่อมใส ในชาติก่อนข้ามัวแต่เอาสายตาและหัวใจไปผูกไว้ที่อ๋องฉิน จนไม่เคยสังเกตเลยว่าขุนพลหนุ่มผู้นี้โดดเด่นและเก่งกาจเพียงใด เขาไม่ใช่เพียงแค่มีฐานะอำนาจ ทว่ามีความสามารถที่แท้จริง และเหนือสิ่งอื่นใด... กลิ่นอายอันมั่นคงดั่งขุนเขาของเขา มันทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้รู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด

            ทันใดนั้นเอง ในขณะที่ข้ากำลังตกอยู่ในภวังค์ เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยกลับดังขึ้นเบื้องหน้าอัฒจันทร์ที่ข้านั่งอยู่

            “คุณหนูซู... สนใจจะลงมาลองทดสอบยิงดูสักคราหรือไม่?”

            ข้าสะดุ้งสุดตัว สบสายตามองผู้พูดที่บัดนี้มายืนอยู่ตรงหน้า... เยี่ยนอวี้เฉินกำลังเงยหน้ามองข้า คันธนูในมือของเขายังคงมีไอสังหารจาง ๆ เหล่าขุนนางรอบด้านต่างหันมามองพวกเราเป็นตาเดียว

            “ข้า... ข้าหรือเจ้าคะ?” ข้าชี้ลนลานชี้เข้าหาตัวเองด้วยความตกใจ

            “ใช่... เจ้านั่นแหละ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าแฝงกระแสบังคับกลาย ๆ ราวกับมันเป็นเพียงเรื่องดินฟ้าอากาศธรรมดา

            อ๋องฉินซึ่งนั่งอยู่บนแท่นประธานไม่ไกลนักถึงกับขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความขัดใจ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกคนต่างรู้ดีว่าเยี่ยนอวี้เฉินเป็นบุรุษรักสันโดษและเย็นชาดั่งก้อนน้ำแข็ง เขาแทบไม่เคยเอ่ยปากชวนหรือเสวนากับสตรีใดก่อนเลยสักครั้งในชีวิต ทว่าวันนี้กลับออกปากชวนซูหว่านหนิงต่อหน้าธารกำนัล!

            ในที่สุด ข้าก็ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องก้าวลงมาสู่ลานกว้างด้านล่าง ข้ารับคันธนูไม้เนื้อดีมาถือไว้ด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เล็กน้อย แม้ในวัยเยาว์ข้าจะเคยฝึกปรือวรยุทธ์จากท่านพ่อมาบ้าง ทว่าหากเทียบกับเหล่าทหารกล้าแล้ว ฝีมือของข้ายังห่างไกลคำว่าเก่งกาจนัก ข้ายกธนูขึ้น เล็งสายตาไปยังเป้าหมายทว่าข้อมือกลับสั่นระริก

            “ผ่อนคลายลงหน่อย...”

            เสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ที่ขยับเข้ามาประชิด... ใกล้เสียจนแผ่นหลังของข้าแทบจะสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผงอกกว้างของเขา และกลิ่นอายไม้จันทน์หอมอ่อน ๆ ที่ผสมปนเปกับกลิ่นแดดจาง ๆ จากผิวกายของเขาก็ลอยอวลละมุนเข้ามาจนข้าหน้าร้อนผ่าว

            “ไหล่ของเจ้าตึงเกินไป ข้อมือก็เกร็งเกินไปเช่นกัน”

            เยี่ยนอวี้เฉินเอ่ยสอนพรางยื่นมือหนาอันหยาบกร้านทว่าอบอุ่นเข้ามาจับประคองข้อมือของข้า และจัดปรับท่าทางการยืนให้เข้าที่ เพียงแค่ปลายนิ้วของเขาแตะสัมผัสผ่านเนื้อผ้าไหมเนื้อบางเบา หัวใจของข้าก็พลันเต้นระรัวกระหน่ำจนแทบจะกระดอนออกมาควบคุมไม่ได้ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            “จดจ่อสายตาไปที่เป้าหมายเบื้องหน้า...” เสียงของเขาสงบนิ่งและทุ้มลึกปานจะสะกดจิตวิญญาณ “มองเพียงจุดหมายของเจ้า... อย่าได้ปรายสายตามองสิ่งรอบตัวที่ไร้ค่า”

            คำพูดธรรมดาสามัญเหล่านั้นของเขา กลับเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ผ่าเข้ามากลางใจ สั่นสะเทือนไปถึงความทรงจำในชาติก่อน...

            ใช่แล้ว ในชาติที่แล้ว ข้าเอาแต่มัวปรายสายตามองจับจ้องอยู่เพียงแค่อ๋องฉินผู้เดียว วิ่งไล่ตามเศษเสี้ยวความรักจอมปลอมจนลืมมองสิ่งสำคัญรอบกาย ลืมความรักของครอบครัว ลืมปกป้องตนเอง และลืมมองบุรุษผู้หนึ่ง... ที่คอยยืนอยู่เบื้องหลังข้ามาโดยตลอด

            “ปล่อย...” เยี่ยนอวี้เฉินกระซิบบอกชิดใบหู

            ข้าสูดหายใจลึก คลายข้อนิ้วออก ปล่อยสายธนูให้ดีดผางในทันที!

            ฟุ่บ... ฉึก!

            ลูกธนูพุ่งตรงออกไปข้างหน้า ก่อนจะปักเข้ากลางวงเป้าอย่างพอดิบพอดี แม้จะไม่ใช่จุดกึ่งกลางศูนย์กลางเป้าดั่งเช่นที่เยี่ยนอวี้เฉินทำ ทว่าสำหรับสตรีธรรมดาคนหนึ่งแล้ว นี่ถือเป็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเป็นอาหารตาอย่างยิ่ง

            เสียงปรบมือชมเชยจากเหล่านายทหารรอบสนามดังขึ้น ข้าหันหน้ากลับไปมองด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ และในวินาทีนั้นเอง ข้ากลับพบว่าบุรุษที่กำลังจุดรอยยิ้มบางเบาตรงมุมปากมองมาที่ข้าด้วยแววตาชื่นชม... หาใช่อ๋องฉินไม่ ทว่าคือเยี่ยนอวี้เฉิน

            และนั่นถือเป็นครั้งแรกในชีวิตของข้า... ที่มีใครบางคนร่วมแสดงความยินดีและชื่นชมในความสำเร็จเล็ก ๆ ของข้าอย่างจริงใจ โดยมิได้หวังผลประโยชน์หรือสิ่งใดตอบแทนเลยแม้แต่น้อย

            หลังจากจบสิ้นการแข่งขัน ยามที่ข้ากำลังเดินแยกตัวตามทางเดินเพื่อกลับไปยังรถม้าตระกูลซู เสียงทุ้มอันทรงอำนาจที่เต็มไปด้วยกระแสความไม่พอใจก็ดังขึ้นขัดจังหวะจากเบื้องหลัง

            “หว่านหนิง”

            ข้าหยุดฝีเท้าลง หันกลับไปมอง... อ๋องฉินยืนรอข้าอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาบัดนี้บูดบึ้งและฉายแววมืดครึ้มอย่างชัดเจน

            “ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ” ข้าค้อมกายลงทำความเคารพอย่างห่างเหินเป็นที่สุด น้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก

            อ๋องฉินจ้องมองท่าทีที่เปลี่ยนไปของข้านิ่ง นัยน์ตาของเขาไหววูบด้วยความขัดใจและริษยา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้มตรงประเด็น “เจ้าไปสนิทสนมกลมเกลียวกับเยี่ยนอวี้เฉินตั้งแต่เมื่อใดกัน? เหตุใดวันนี้เขาถึงได้ออกหน้าป้องเจ้าถึงเพียงนั้น!”

            ข้าลอบแค่นยิ้มเยาะพรางหัวเราะสมเพชในใจ... ชาติที่แล้ว ต่อให้ข้าจะไปทำสิ่งใด ไปเจ็บปวดที่ไหน หรือร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด ชายผู้นี้ไม่เคยแม้แต่จะปรายตามอง ไม่เคยถามไถ่ ไม่เคยแสดงอาการหึงหวงเลยสักครา ทว่ามาในวันนี้ เขากลับมาคอยตามคาดคั้นถามคำถามเหล่านี้... เพียงเพราะข้ากำลังจะก้าวเดินออกไปจากชีวิตของเขา และไม่ยอมเป็นหมากที่เชื่อฟังเขาอีกต่อไป

            “หม่อมฉันจะสนิทสนมหรือไปมาหาสู่กับผู้ใด... ย่อมเป็นเรื่องส่วนตัวของหม่อมฉัน คงมิได้มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับท่านอ๋องกระมังเพคะ”

            คำตอบตอกกลับอันเย็นชาของข้าทำให้อ๋องฉินถึงกับใบหน้าแข็งค้างไปทันที ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยวจนพูดไม่ออก เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งที่ถูกลบหลู่ศักดิ์ศรีเช่นนี้ ทว่าข้าหาได้ใส่ใจในความเดือดดาลจอมปลอมนั้นอีกต่อไป ข้าค้อมกายลงเล็กน้อยเป็นคราสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินผ่านร่างของเขาไปข้างหน้าอย่างเชิดหน้าทนงตน โดยไม่คิดจะหันหลังกลับไปมองสายตาคู่นั้นอีกเลยตลอดกาล

            และในมุมมืดที่ไม่ไกลจากตรงนั้น...

            เยี่ยนอวี้เฉินยืนหลบอยู่ในเงาไม้ สองมือหนากำแน่นเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาสีน้ำหมึกอันเข้มจัดจับจ้องมองตามแผ่นหลังบางของสตรีผู้เป็นเจ้าของหัวใจเขา สตรีที่เขาทำได้เพียงลอบเฝ้ามองดูนางอยู่ห่าง ๆ มาเนิ่นนานหลายปี... สตรีที่เขาเคยหลั่งน้ำตาโลหิตเพราะควบม้าไปช่วยชีวิตนางไว้ไม่ทันกาลในอดีตชาติ

            ในเมื่อชาตินี้สวรรค์ยอมพลิกผันชะตา มอบโอกาสให้ข้าได้กลับมายืนอยู่ตรงหน้านางอีกครา... ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับขวากหนามหรือกองทัพนับแสน ข้า... เยี่ยนอวี้เฉิน ขอเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้นางต้องก้าวเดินอย่างเดียวดายและโดดเดี่ยวอีกต่อไป!

Lies dieses Buch weiterhin kostenlos
Code scannen, um die App herunterzuladen

Aktuellstes Kapitel

  • ข้าคือนางร้ายคนนั้นที่ท่านสังหาร   ตอนที่ 7 : ดอกเหมยที่ถูกเหยียบย่ำ

    หลังจากเดินทางกลับมาจากงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนองค์หญิงใหญ่ ข้ากลับรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความเหนื่อยล้าทางกาย ทว่ามันคือความหนักอึ้งและวุ่นวายใจที่กัดกินจิตวิญญาณของข้าจนแทบไม่เป็นอันทำสิ่งใด ตลอดสองวันที่ผ่านมา... เงาร่างสูงใหญ่และนัยน์ตาสีน้ำหมึกคู่ลึกล้ำของเยี่ยนอวี้เฉิน กลับปรากฏซ้อนขึ้นมาในความคิดของข้าบ่อยครั้งจนเกินไป มากเสียจนตัวข้าเองยังรู้สึกหวาดกลัวและตกใจในความสั่นไหวของตนเอง ทั้งที่ในชาติก่อน... ข้าแทบไม่เคยปรายสายตามองบุรุษผู้นั้นเลยสักครา ไม่เคยให้ความสนใจ ไม่เคยแยแส และไม่เคยแม้แต่จะจดจำว่ามีเขาอยู่บนโลก ทว่าหลังจากที่ข้าย้อนเวลากลับมาจากขุมนรก ข้ากลับพบหลักฐานความจริงอันน่าตระหนก ว่าในเศษเสี้ยวความทรงจำหลายช่วงชีวิตที่ผ่านมา บุรุษเกราะดำผู้นั้นมักจะยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ คอยยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มข้าในยามวิกฤต... เพียงแต่วันเวลาเหล่านั้น ข้าเป็นคนโง่เขลาที่เลือกจะหันหลังให้เขาเอง ทว่า... ชาตินี้ข้าเพิ่งผ่านความตายมา หัวใจของข้าแหลกสลายจนเย็บซ่อมไม่ได้อีกแล้ว ข้าจะกล้าเปิดใจยอมรับความอบอุ่นจากผู้ใดได้อีก? ความรักมันก็

  • ข้าคือนางร้ายคนนั้นที่ท่านสังหาร   ตอนที่ 6 : คนที่ไม่เคยอยู่ในสายตา

    หลังจบการแข่งขันยิงธนูหลวงที่ลานวัง ชีวิตของข้า ซูหว่านหนิง ดูเหมือนจะหวนคืนสู่ความสงบราบเรียบอีกครา... อย่างน้อยก็ในสายตาของคนภายนอก ทว่า ภายในส่วนลึกของดวงจิต ข้ากลับต้องเผชิญกับพายุอารมณ์ที่สับสนและวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม ทุกครั้งที่เอนกายลงนอนและพยายามหลับตา ภาพเหตุการณ์ ณ ลานประหารในชาติก่อนจะยังคงฉายชัด ทะลุทะลวงเข้ามาในมโนสำนึกดั่งปีศาจร้ายที่คอยสูบกินจิตวิญญาณ เสียงคมดาบเล่มโตที่แหวกฝ่าสายลม เสียงรัวกลองประหารที่สั่นสะเทือนไปถึงกระดูก และเสียงผู้คนนับแสนที่รุมสาปแช่งตราหน้าว่าข้าคือสตรีแพศยาแพะรับบาป และเหนือสิ่งอื่นใด... สิ่งที่กรีดลึกจนเป็นแผลเป็นในใจข้าที่สุด คือแววตาของอ๋องฉินในวันนั้น ดวงตาของเขาช่างเยียบเย็น ว่างเปล่า และไร้ซึ่งกระแสความรู้สึกใด ๆ ราวกับเขากำลังยืนมองคนแปลกหน้าผู้หนึ่งที่ไม่มีความสลักสำคัญในชีวิต หาใช่สตรีที่ยอมทอดทิ้งเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และครอบครัว เพื่อคอยอยู่เคียงข้างและเป็นหมากให้เขาหลอกใช้มานานนับปีไม่ “คุณหนูเจ้าคะ...” เสียงของชุนเถาแผ่วเบาลงคล้ายระคนใจหาย สาวใช้ตัวน้อยขยับก้าวเข้ามาในห้องนอ

  • ข้าคือนางร้ายคนนั้นที่ท่านสังหาร   ตอนที่ 5 : ผู้ที่ยืนอยู่ข้างข้า

    สามวันผันผ่านไปอย่างเชื่องช้านับตั้งแต่เหตุการณ์โกลาหลกลางสวนหลวงหลวง ภายนอกนั้น ชีวิตของข้า ซูหว่านหนิง ดูจะสงบราบเรียบกว่าช่วงเวลาใด ๆ ในอดีต ข่าวลือเรื่องความกล้าหาญในการช่วยชีวิตท่านหญิงน้อยทำให้ผู้คนลดทอนความเกลียดชังลงไปไม่น้อย ทว่า... มีเพียงตัวข้าเองเท่านั้นที่รู้ดีว่า ภายในอกนี้กลับไม่เคยพบเจอความสงบสุขเลยแม้เพียงราตรีเดียว ทุกครั้งที่ข้าเอนกายหลับตาลง ทัศนียภาพอันสยดสยองของลานประหารในชาติก่อนจะย้อนกลับมาทิ่มแทงซ้ำ ๆ ราวกับภาพหลอนที่ไม่มีวันสิ้นสุด เสียงโซ่ตรวนที่ลากครูดไปกับพื้นหิน เสียงกลองประหารที่รัวกระหน่ำจนแผ่นดินสะเทือน และคมดาบเล่มโตที่กำลังฟันฉับลงมาปลิดชีพ... รวมไปถึงเสียงตะโกนแหบพร่าอันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังของบุรุษผู้หนึ่ง “หยุดการประหารเดี๋ยวนี้!” “เฮือก!” ข้าสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกอีกครั้ง ร่างกายกระตุกเกร็ง ลมหายใจสะดุดกึกคล้ายคนกำลังจะขาดใจ ฝ่ามือทั้งสองข้างเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งและชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ ชุนเถาที่นอนเฝ้ายามอยู่บนตั่งด้านนอกรีบจุดตะเกียงโคมไฟแล้วถลันกายเข้ามาหาข้าด้วย

  • ข้าคือนางร้ายคนนั้นที่ท่านสังหาร   ตอนที่ 4 : ยาขวดนั้น

    “บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่” น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อยของเยี่ยนอวี้เฉินยังคงดังอยู่เหนือศีรษะ วงแขนแกร่งของเขายังคงประคองแผ่นหลังของข้าไว้หลวม ๆ ราวกับจะช่วยเป็นเกราะกำบังจากอันตรายทั้งปวง ข้านอนนิ่งอยู่ในอ้อมอกของเขา ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองใบหน้าคมคายนั้นชั่วขณะหนึ่ง ข้ากลับรู้สึกจุกในอกจนไม่รู้จะเอ่ยคำใดตอบกลับไป คำถามสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ... แต่สำหรับข้ามันกลับหนักอึ้งและสั่นสะเทือนไปทั้งหัวใจ เพราะตั้งแต่ข้าจำความได้ในชีวิตอันแสนยาวนานและโดดเดี่ยว ไม่มีใครเคยเอ่ยถามคำถามนี้กับข้าเลยสักครั้ง ยามที่ข้าเอาตัวเข้าแลก ออกหน้าอาละวาดจนถูกคนทั้งเมืองหลวงรุมด่าทอสาปแช่ง... ไม่มีใครถามว่าข้าเจ็บปวดหรือไม่ ยามที่ข้านั่งร้องไห้เงียบ ๆ ท่ามกลางลมหนาวเพราะความเฉยชาของอ๋องฉิน... ก็ไม่มีใครถามว่าข้าเป็นอย่างไร แม้กระทั่งตอนที่ข้าถูกโซ่ตรวนพันธนาการ ถูกทรมานเจียนตายในคุกหลวงอันมืดมิด... บุรุษที่ข้าเฝ้ารอคอยและรักสุดหัวใจ ก็ไม่เคยโผล่หน้ามาถามไถ่ข้าเลยแม้แต่คำเดียว แต่บุรุษแปลกหน้าตรงผู้นี้... บุรุษที่ข้

  • ข้าคือนางร้ายคนนั้นที่ท่านสังหาร   ตอนที่ 3 : บุรุษในความทรงจำ

    “ถวายบังคมอ๋องฉิน” เยี่ยนอวี้เฉินค้อมศีรษะลงเพียงเล็กน้อยตามมารยาทของนายทหารผู้ถือครองอาญาสิทธิ์ น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง ทราบราบเรียบดุจผืนน้ำในฤดูหนาวจนมิอาจจับกระแสอารมณ์ใด ๆ ได้ ทว่าใบหน้าของอ๋องฉินกลับฉายแววมืดครึ้มลงไปกะทันหัน แม้จะพยายามรักษาจริตแย้มยิ้มตามแบบฉบับราชวงศ์เพียงใดก็ตาม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้ารู้ดีว่าบุรุษที่อ๋องฉินหวาดระแวงและริษยาที่สุดในราชสำนัก ก็คือแม่ทัพหนุ่มผู้ยืนอยู่ตรงหน้านี้ เยี่ยนอวี้เฉินมีอายุเพียงยี่สิบสี่ปี ทว่ากลับกุมกำลังพลนับแสนแห่งกองทัพเหนือ ผลงานการศึกโดดเด่นเกรียงไกรจนซื่อเสียงสะเทือนไปถึงแคว้นข้างเคียง ซ้ำยังได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากองค์ฮ่องเต้ถึงขั้นพระราชทานฉายา “แม่ทัพหยก” ให้ด้วยพระองค์เอง หากวันใดวันหนึ่งศึกแย่งชิงบัลลังก์มังกรปะทุขึ้นมา บุรุษชุดเกราะดำผู้นี้... ย่อมเป็นขวากหนามชิ้นใหญ่ที่สุดที่อ๋องฉินมิอาจมองข้าม “แม่ทัพเยี่ยน” อ๋องฉินขยับยิ้มบาง แววตาแฝงกระแสกดดัน “ไม่ได้พบกันเสียเนิ่นนาน ลำบากท่านแล้วที่ต้องเดินทางไกลจากชายแดนกลับมาร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้” เยี่ยนอว

  • ข้าคือนางร้ายคนนั้นที่ท่านสังหาร   ตอนที่ 2 : ข้าจะไม่เป็นชายาอ๋อง

    “คุณหนู… เมื่อครู่ท่านว่าอะไรนะเจ้าคะ” ชุนเถามองข้าราวกับว่านางเพิ่งได้ยินเรื่องราวคอขาดบาดตายหรือเรื่องเหลือเชื่อที่สุดในชีวิต มือเล็ก ๆ ที่กำลังจัดแต่งพู่ประดับเตียงถึงกับค้างเติ่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก “ข้าบอกว่า ข้าจะถอนหมั้นกับอ๋องฉิน” ข้าย้ำประโยคเดิมอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าละอองเสียงกลับหนักแน่นดุจหินผา ไม่มีแววล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย คำยืนยันนั้นทำเอาสาวใช้ตัวน้อยถึงกับอ้าปากค้างจนลืมกิริยา เพราะทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งนี้ มีผู้ใดบ้างที่ไม่รู้ว่าซูหว่านหนิงคนนี้รักและเทิดทูนอ๋องฉินเหนือกษัตริย์และฟ้าดินเพียงใด ครั้งหนึ่งยามที่อ๋องฉินประชวรด้วยไข้ป่า ข้าถึงกับดื้อรั้นก้าวข้ามผ่านจารีตประเพณี ไปนั่งเฝ้าเช็ดตัวดูแลเขาอยู่ข้างเตียงไม่ยอมห่างถึงสามวันสามคืนจนร่างกายตนเองแทบทรุด ครั้งหนึ่งยามที่อ๋องฉินถูกกลุ่มขุนนางฝ่ายตรงข้ามรุมโจมตีกลางท้องพระโรง ข้าผู้เป็นสตรีกลับกล้าอาละวาด ทะเลาะเบาะแว้งกับคนทั้งงานเลี้ยงอย่างไม่กลัวตาย เพียงเพื่อปกป้องเกียรติยศของเขา รัก... จนบ่าวไพร่ในเ

Weitere Kapitel
Entdecke und lies gute Romane kostenlos
Kostenloser Zugriff auf zahlreiche Romane in der GoodNovel-App. Lade deine Lieblingsbücher herunter und lies jederzeit und überall.
Bücher in der App kostenlos lesen
CODE SCANNEN, UM IN DER APP ZU LESEN
DMCA.com Protection Status