Share

ข้าคือสนมตัวร้ายกุมหัวใจจักรพรรดิ
ข้าคือสนมตัวร้ายกุมหัวใจจักรพรรดิ
Author: หวางลี่อิง/มงกุฏดาว

บทนำ

last update Petsa ng paglalathala: 2026-05-02 23:01:05

สตรีผู้มากับไฟ...

เบื้องหน้าข้าคือกำแพงเมืองหลวงสูงตระหง่านเสียดฟ้า สีแดงชาดของประตูวังหลวงช่างดูสดใสราวกับเลือด... เลือดของคนโง่เขลาที่คิดว่าความดีจะชนะทุกสิ่ง

ข้า... ‘จ้าวลี่อิน’ นั่งอยู่บนเกี้ยวแปดคนหาม ในชุดสีชมพูอ่อนหวานราวกับกลีบบัวแรกแย้มเปี่ยมด้วยความบริสุทธิ์ ชาวบ้านสองข้างทางต่างพากันมองมาด้วยแววตาชื่นชมระคนเวทนา เสียงซุบซิบดังแว่วเข้าหูมาตลอดทาง

“น่าสงสารคุณหนูจ้าว... สกุลจ้าวมีอำนาจทหารมามากเกินไป ฮ่องเต้จึงจำใจรับนางเข้าวังเพื่อเป็นตัวประกันชัดๆ” 

“ได้ยินว่าฝ่าบาทโหดเหี้ยมเย็นชา สนมที่เข้าไปไม่เคยมีใครได้ถวายงาน บางคนตรอมใจตาย บางคนก็...ถูกปลด”

จ้าวลี่อินแสร้งยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับที่หางตา ทำท่าทีโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์บ้านเกิดเมืองนอน ให้สมกับบทบาท บุตรสาวแม่ทัพผู้เสียสละเพื่อตระกูล

‘เสียใจ? ตรอมใจ? เหอะ... ฝันไปเถอะ!’

ภายใต้ผ้าเช็ดหน้าผืนบาง ริมฝีปากที่แต้มชาดสีสดของนางกำลังแสยะยิ้มต่างหาก ชาติก่อนนางอาจจะเป็นคนซื่อตรงจนตัวตาย ยึดถือความภักดีจนตระกูลล่มสลาย แต่การที่สวรรค์ถีบหัวส่งให้ข้ากลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิม ช่วงเวลาก่อนที่หายนะจะเกิด... มันคือโอกาสทอง

คนดีมักอายุสั้น แต่คนชั่วสิมักจะอายุยืนหมื่นปี!

จ้าวลี่อินเงยหน้ามองยอดตำหนักทองคำที่โผล่พ้นกำแพงวัง สายตาของนางไม่ได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางไม่ได้มาเพื่อเป็นตัวประกัน และไม่ได้มาเพื่อเป็นเมียเก็บ ที่นอนรอความเมตตา

“รอข้าก่อนเถิดเพคะฝ่าบาท...” ข้ากระซิบเสียงเบากับสายลม “สนมตัวร้ายผู้นี้จะเข้าไปปั่นป่วนวังหลังของพระองค์ ให้ร้อนรุ่มจนพระองค์ต้องร้องขอชีวิต... หรือไม่ก็ร้องขอความรักจากข้าจนขาดใจ!”

นางลดผ้าเช็ดหน้าลง แววตาที่เคยดูโศกเศร้าเปลี่ยนเป็นประกายกร้าว วังหลวงจ๋า... แม่มาแล้ว!

.....

มังกรผู้ไร้หัวใจ...

“ปั่ก!”

เสียงโยนป้ายหยกสีขาวลงบนถาดทองคำดังสนั่นห้องทรงอักษร โอรสสวรรค์ถอนหายใจออกมาเป็นครั้งที่ร้อยของวัน มองดูชื่อ ‘จ้าวผิน’ ที่สลักอยู่บนป้ายอันเดียวโดดๆ อย่างนึกรำคาญใจ

“เลือกงั้นรึ? ...นี่มันเรียกว่ามัดมือชกชัดๆ” 

จักรพรรดิหนุ่มบ่นพึมพำ พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้มังกรอย่างเกียจคร้าน พลางนึกถึงชะตาชีวิตอันน่าเบื่อบนบัลลังก์มังกรที่แข็งเหมือนเขียงหมู

ใครๆ ก็บอกว่าข้า ‘สุ่ยเทียนจุน’ เป็นฮ่องเต้ผู้มีบุญญาธิการ ประสูติในฤกษ์ดาวมังกรทอง แต่จะมีใครรู้บ้างว่าไอ้ดวงบ้านี่มันทำให้ข้าต้องเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น

คนอื่นเห็นหญิงงาม... แต่ข้าเห็น ‘เงาดำ’ แห่งความตายพาดผ่านคอพวกนาง คนอื่นเห็นขุนนางภักดี... แต่ข้าเห็น ‘ประกายควันสีม่วงคล้ำ’ แห่งความโลภพวยพุ่งออกมาจากปาก

น่าสะอิดสะเอียนจนข้าไม่อยากจะหายใจร่วมโลก!

“ถอนหายใจบ่อยๆ ระวังอายุสั้นนะพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เสียงเนือยๆ ดังมาจากด้านบน สุ่ยเทียนจุนไม่ต้องเงยหน้าก็รู้ว่าใคร... 

‘ไป๋หลาง’เจ้ารองเสนาบดีกรมอาญาจอมอู้งาน ที่กำลังห้อยหัวลงมาจากคานเหมือนค้างคาวผี เจ้าคนผู้นี้ทำให้เขาต้องถอดชุดคลุมมังกรไปตามเจ้านี่มารับตำแหน่งในกรมอาญาถึงสามครั้ง!

กว่าจะยอมรับตำแหน่งขุนนาง เขาต้องขู่เผาคดีพิสดารที่ร้อยปียังไขไม่ได้ เพราะเจ้านี่กระหายการไขปริศนา

“หุบปากไป๋หลาง... เจิ้นกำลังใช้ความคิด” เขาตวัดสายตากลับไปมองป้ายชื่อนั้นอีกครั้ง แล้วก็ถอนหายใจอีกรอบ

เหตุผลเดียวที่เขายอมรับ ‘จ้าวลี่อิน’ เข้ามา ทั้งที่เป็นลูกสาวแม่ทัพใหญ่ที่ขุนนางฝ่ายบุ๋นหวาดระแวง ไม่ใช่เพราะคนอย่างเขากลัวอำนาจบิดาของนาง...

แต่เป็นเพราะในวันคัดเลือกตัวสนมเข้าวังที่ปีนี้เป็นปีที่สิบแล้ว และนางเป็นสตรีเพียงคนเดียวในรอบสิบปี ที่สุ่ยเทียนจุนมองไม่เห็นเงาความตาย ไม่เห็นไอความโลภ สิ่งที่เขาเห็นรอบตัวนาง มีเพียง ‘เปลวเพลิงสีแดงฉาน’

มันร้อนแรง วูบไหว และว่างเปล่า... ราวกับคนที่เคยตายไปแล้วครั้งหนึ่งแล้วสว่างวาบขึ้นราวกับตื่นจากความตายหรือความขลาดเขลาเบาปัญญา

“คืนนี้พระองค์จะพลิกป้ายนางไหมพ่ะย่ะค่ะ?” ไป๋หลางถามพลางโยนถั่วเข้าปาก “ได้ยินว่านางพกมีดสั้นมาด้วยนะ เป็นสนมที่ดุจริงๆ สมเป็นบุตรสาวแม่ทัพจ้าว”

พอได้ยินเช่นนั้นสุ่ยเทียนจุนยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาดอกท้อฉายแวววาวโรจน์ สตรีที่กล้าพกมีดเข้าถวายตัวกับฮ่องเต้... น่าสนุกดี

“พลิกสิ...” ข้าใช้นิ้วชี้เคาะที่ป้ายหยกเบาๆ 

“เจิ้นอยากจะรู้เหมือนกันว่า ระหว่างไฟร้อนในกายของนาง กับความเย็นชาของเจิ้น... คืนนี้ใครมันจะแตกคามือใครก่อนกัน!”

“ฝ่าบาทพลิกป้ายจ้าวผิน...เตรียมขบวนเกี้ยววววว!”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ข้าคือสนมตัวร้ายกุมหัวใจจักรพรรดิ   บทที่ 30 บทส่งท้าย 3/3

    “เอ่อ...ไม่จำเป็นพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยมีฮูหยินคนเดียว มีลูกชายลูกสาวถึงห้าคน ก็ไม่ได้รับอนุเพิ่ม”แน่ล่ะ เขาตอบอะไรได้ แค่ตอนนี้ตระกูลเขายังเปลี่ยนแซ่เป็นชิงสุนัขเกิดไปแล้ว หากไม่เข้าข้างองค์ชายมีหวัง ไม่รู้ว่าชิงตัวอะไรมาเกิดบ้าง “ดีมากตระกูลชิงเป็นตระกูลน่ายกย่อง ต่อไปข้าจะบอกให้เสด็จพี่อวยยศมาก ๆ”แต่ดูเหมือนขุนนางผู้อื่นจะไม่เห็นด้วย “องค์ชาย...เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะพ่ะย่ะค่ะ” พวกขุนนางเฒ่าพยายามหลอกล่อ เห็นแก่ที่ผู้สำเร็จราชการออกว่าราชการ การตัดสินเท่ากับฮ่องเต้ พวกเขาคิดว่าสุ่ยเฉินเคี้ยวง่าย หลอกให้รับปากก็ไม่ยากอะไร“ปัง!” สุ่ยเฉินตบที่วางแขน เกือบพลาดตกเก้าอี้ แต่ทรงตัวทัน“เหลวไหล! พี่ข้าเป็นฮ่องเต้นะ ไม่ใช่พ่อพันธุ์ม้า! จะได้มักมากในกามขนาดนั้น!” เด็กน้อยลุกขึ้นยืนชี้หน้ากราด “พี่ข้าป่วย... ป่วยเพราะตรอมใจที่พวกเจ้าเอาแต่จ้องจะยัดเยียดลูกสาวหลานสาวเข้ามาในวัง! ถามจริงๆ เถอะ... พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าพี่ข้าดุแค่ไหน? ส่งลูกสาวมาก็เหมือนส่งมาดองเค็มในไหปลาหมัก! อยากให้ลูกหลานเป็นสตรีเน่าตายเหมือนหนูรึ!”แน่นอนว่าคำนี้พี่สะใภ้ฝากมา เมื่อวานไปสนทนากับพี่สะใภ้บอกว่าจะเล่นเป

  • ข้าคือสนมตัวร้ายกุมหัวใจจักรพรรดิ   บทที่ 30 บทส่งท้าย 2/3

    “เจิ้นก็เบื่อ... อาอินแพ้ท้องหนัก เหม็นกลิ่นคนแก่ เจิ้นไม่อยากเอาตัวไปเปื้อนกลิ่นพวกมันกลับไปให้นางอาเจียน... ส่วนเจ้า เจ้าเป็นผู้สำเร็จราชการ เจ้าต้องไป”“ข้าไม่ว่าง!” ฟู่อ๋องรีบปฏิเสธ “ข้าสัญญากับเหม่ยเหยาว่าจะพานางไปไหว้พระ!”“งั้นจะให้ใครไป?” ฮ่องเต้เลิกคิ้ว “ไป๋หลางก็หนีเที่ยวแคว้นเหยียนยังไม่กลับ...”“ข้าเอง! ข้าไปเอง!” เสียงเล็กๆ แหลมๆ ดังขึ้น พร้อมกับร่างป้อมๆ ที่เดินอาดๆ ออกมาจากห้องแต่งตัว องค์ชายเจ็ด สุ่ยเฉินเดินออกมาด้วยท่าทางขึงขัง... แต่สิ่งที่ทำให้ฮ่องเต้และฟู่อ๋องต้องกลั้นขำจนหน้าแดงคือชุดของเขา!สุ่ยเฉินไปข่มขู่กองภูษาให้ตัดชุดมังกรจำลอง ขนาดจิ๋วพอดีตัว ลวดลายปักดิ้นทองระยิบระยับเหมือนของฮ่องเต้เปี๊ยบ แต่เป็นมังกรสี่เล็บตามศักดิ์องค์ชาย บนศีรษะสวมกวานทองคำจำลอง ที่ทำเลียนแบบของฮ่องเต้ทุกกระเบียดนิ้ว แต่ย่อส่วนลงมา แถมในมือยังถือพัดจิ๋วที่ทำท่าโบกสะบัดเลียนแบบท่าทางของพี่ชายเวลาหงุดหงิดได้อย่างเหมือนสุด ๆ!“เจ้า...” สุ่ยเทียนจุนสำลักน้ำชา “ไปเอาชุดนี้มาจากไหน?”“ข้าสั่งตัดด่วนเมื่อวาน!” สุ่ยเฉินเชิดหน้าขึ้น เขาเล่นเป็นขอทาน เป็นชาวนา เป็นคนขายซาลาเปา คราวก่อนจะเป็นหลวง

  • ข้าคือสนมตัวร้ายกุมหัวใจจักรพรรดิ   บทที่ 30 บทส่งท้าย 1/3

    เข้าใจหรือ...ต่อให้ไม่เข้าใจนางแย้งอันใดได้ ในเมื่อเลือกบุรุษผู้นี้เป็นสวามีแล้วนางก็ต้องกัดฟันทน แม้จะรู้ว่าตนเองอยู่ใกล้เขาแล้วก็ไม่ต่างจากน้ำมันกับไฟนักหรอกจ้าวลี่อินเม้มริมฝีปากแน่น ต่อให้แย้งไปก็ไร้ผล ในเมื่อนางเดินเข้ามาในกรงมังกรเอง สุ่ยเทียนจุนขยับไปนั่งบนตั่งนุ่มอิงกับหมอนเพื่อให้ฮองเฮาขยับเข้ามานั่งทับได้ เรื่องแบบนี้เขาถนัดนักแหละ จ้าวลี่อินเห็นมังกรยักษ์สีชมพูดอกเหมยแล้วใบหน้าพลันร้อนวูบวาบ ยิ่งเห็นขยายออกมาแล้วพลันเกิดความรู้สึกปรารถนาลุกโชนขึ้นจนเผลอกัดริมฝีปากของตนเอง เมื่อด้านนอกไม่มีเสียงเข้ามาบวกกับช่วงบ่ายที่แสงเริ่มลดน้อยลงในช่วงใกล้ฤดูหนาว แสงเทียนภายในห้องจึงส่องให้เห็นเงาสะท้อนถึงความร้อนของไฟราคะระหว่างสองบุรุษสตรีผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินแสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของสองร่างที่กำลังนัวเนียกันอยู่บนตั่งนุ่มหลังโต๊ะทรงงาน กองฎีกาที่เคยถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ บัดนี้ถูกปัดตกเกลื่อนพื้น เพื่อหลีกทางให้กับกิจกรรมที่เร่าร้อนยิ่งกว่าราชกิจใดๆจ้าวลี่อินหอบหายใจสะท้าน ใบหน้างามแดงก่ำ เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผม นางมองบุรุษตรงหน้า... สุ่ยเทียนจุน ท

  • ข้าคือสนมตัวร้ายกุมหัวใจจักรพรรดิ   บทที่ 29 เข้าหอที่รอคอย 2/2

    “ฝ่าบาท...” จ้าวลี่อินเรียกเขาเสียงสั่น เมื่อมือของเขาสัมผัสที่จุดอ่อนไหว “หม่อมฉันรักพระองค์...” ร่างกายตอนนี้ของนางเต็มไปด้วยแรงปรารถนา และนางรักเขาจริง ๆ จึงบอกรักโดยไม่อายปาก“เจิ้นก็รักเจ้า... รักยิ่งกว่าชีวิต” สิ้นคำบอกรัก บทรักอันเร่าร้อนและยาวนานก็เริ่มต้นขึ้น เสียงครวญครางแห่งความสุขสมดังก้องไปทั่วห้องหอ ผสานกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อ และเสียงกระซิบคำรักที่ไม่มีวันสิ้นสุด แสงเทียนมงคลวูบไหวตามจังหวะรักที่โหมกระหน่ำ ราวกับจะร่วมเป็นพยานในค่ำคืนที่แสนวิเศษนี้กลางดึกพายุแห่งความปรารถนาสงบลงแล้ว เหลือเพียงความอบอุ่นที่โอบล้อมทั้งสองร่าง สุ่ยเทียนจุนดึงจ้าวลี่อินเข้ามากอดแนบอก ผ้าห่มผืนหนาคลุมกายทั้งคู่ไว้ นางซุกหน้าลงกับแผงอกกว้าง ฟังเสียงหัวใจของเขาที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ“เหนื่อยไหม?” เขาถามพลางจูบที่กระหม่อมนาง“เพคะ...” จ้าวลี่อินตอบเสียงอู้อี้ “ฝ่าบาทรังแกหม่อมฉันหนักเกินไปแล้ว...”“ก็เจิ้นบอกแล้วว่าจะทบต้นทบดอก” สุ่ยเทียนจุนหัวเราะเบาๆ “แต่เจิ้นสัญญานะ... ว่าจะพยายามเบามือลง... ในรอบหน้า”“ยังมีรอบหน้าอีกหรือเพคะ!” จ้าวลี่อินเงยหน้าขึ้นมองค้อน “หม่อมฉันจะนอนแล้ว!”“นอนเถิ

  • ข้าคือสนมตัวร้ายกุมหัวใจจักรพรรดิ   บทที่ 29 เข้าหอที่รอคอย 1/2

    ยามไฮ่ (21.00 – 22.59 น.) ณ ตำหนักคุนหนิง (ห้องหอ)แสงเทียนมงคลสีแดงส่องสว่างวิบวับไปทั่วห้องหอที่ถูกตกแต่งใหม่อย่างวิจิตรบรรจง ผ้าไหมสีแดงปักลายมังกรหงส์ห้อยระย้าลงมาจากเพดาน กลิ่นหอมของกำยานร้อยบุปผารัญจวน ลอยฟุ้งจางๆ สร้างบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักและความปรารถนา“ปัง!”เสียงประตูห้องปิดลง พร้อมกับเสียงลงกลอนแน่นหนา สุ่ยเทียนจุน ในชุดลำลองสีแดงเข้ม เดินเข้ามาประชิดตัว จ้าวลี่อิน ที่นั่งรออยู่บนเตียงด้วยความประหม่าเล็กน้อย เขาปลดมงกุฎหงส์อันหนักอึ้งออกจากศีรษะของนางอย่างเบามือ แล้ววางลงบนโต๊ะข้างเตียง จากนั้นก็ค่อยๆ ดึงปิ่นปักผมออกทีละอัน ปล่อยให้เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับทิ้งตัวลงมาคลอเคลียแผ่นหลังบาง“เหนื่อยไหมคนดี?” เขาถามเสียงนุ่ม พลางใช้นิ้วเกลี่ยแก้มเนียนที่แดงระเรื่อของนาง ไม่รู้เพราะเมาเหล้าเหมาไถ หรือเมารักจากเจิ้นกันแน่...แต่เจิ้นชอบอย่างยิ่ง“นิดหน่อยเพคะ...” จ้าวลี่อินตอบเสียงเบา หลบสายตาอันร้อนแรงของเขา “ชุดฮองเฮาหนักกว่าชุดออกรบเสียอีก...” นางแสร้งถอนหายใจและทุบต้นขาเบา ๆ คล้ายบอกให้รู้ว่าเบาหน่อยก็แล้วกันนะคืนนี้“ถ้างั้น... เจิ้นช่วยถอดให้ดีไหม?” ไม่รอคำตอบ มือหนาก็เร

  • ข้าคือสนมตัวร้ายกุมหัวใจจักรพรรดิ   บทที่ 28 แต่งตั้งฮองเฮา 2/2

    สตรีที่กุมหัวใจจักรพรรดิมีเพียงคนเดียวเท่านั้น“เหนื่อยไหม?” เขาถามเสียงนุ่ม ยื่นมือออกไปหานาง“ไม่เพคะ...” จ้าวลี่อินวางมือลงบนฝ่ามือใหญ่ของเขา รอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า “เพื่อมายืนเคียงข้างฝ่าบาท... ต่อให้ต้องเดินข้ามภูเขามีด ทะเลเพลิง หม่อมฉันก็ไม่เหนื่อย”“ปากหวาน...” สุ่ยเทียนจุนกระชับมือนางแน่น “ไปกันเถอะ... ไปประกาศให้คนทั้งต้าเหนิงรู้ว่า เจ้าเป็นของเจิ้นผู้เดียว”ทั้งคู่จูงมือกันเดินขึ้นสู่จุดสูงสุดของบัลลังก์มังกร หันหน้าออกสู่ลานพิธี แสงแดดสาดส่องลงมากระทบมงกุฎและเครื่องทรง จนเกิดประกายเจิดจรัสราวกับเทพมังกรและเทพหงส์เคียงคู่ขันทีประกาศราชโองการเสียงดังก้อง “บัดนี้... พิธีอภิเษกสมรสเสร็จสิ้น! ถวายพระพรฮ่องเต้! ถวายพระพรฮองเฮา! ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!”“ทรงพระเจริญหมื่นปี! ทรงพระเจริญหมื่นๆ ปี!” เสียงสรรเสริญดังกระหึ่มจากเหล่าขุนนางและราษฎรนับแสน ทุกคนคุกเข่าลงหมอบกราบด้วยความจงรักภักดีจากใจจริงสุ่ยเทียนจุนหันมามองฮองเฮาของเขา “อาอิน... เจ้าเห็นไหม? นี่คือแผ่นดินของเรา...ต่อไปเจ้าและเจิ้นจะช่วยกันดูแลแผ่นดินนี้ดีหรือไม่”“เพคะ...” จ้าวลี่อินน้ำตาซึมด้ว

  • ข้าคือสนมตัวร้ายกุมหัวใจจักรพรรดิ   บทที่ 4 เสียงรัญจวนครวญคราง 2/3

    หน้าประตูห้องบรรทมเหล่าขันทีและนางกำนัลเวรดึก ต่างพากันยืนเข้าเวรด้วยความง่วงเหงาหาวนอนเหมือนอย่างเคย เพราะยามนี้ถึงเวลาเงียบเสียงเนื่องจากฝ่าบาทจะบรรทมพักผ่อน จนกระทั่ง...“โอ๊ยยยยยย!”เสียงร้องโหยหวนของบุรุษดังลอดออกมาจากห้องบรรทม ทำเอาทุกคนสะดุ้งสุดตัว หูตาสว่างโร่ขึ้นมาทันที“นั่น... นั่นเสียง

  • ข้าคือสนมตัวร้ายกุมหัวใจจักรพรรดิ   บทที่ 4 เสียงรัญจวนครวญคราง 1/3

    ณ ตำหนักจินหลวน (ห้องบรรทมจักรพรรดิ)หลังจากความวุ่นวายหน้าตำหนักจบลงด้วยการ วิ่งหนีไปของหลิวตาอิ้ง และไป๋หลางกับเสี่ยวเฉินที่ทิ้งจักรพรรดิหนุ่มเผชิญกับสนมตัวร้ายอย่างจ้าวผินความเงียบสงัดก็กลับมาปกคลุมห้องบรรทมโอรสสวรรค์อีกครั้ง... ทว่าบรรยากาศภายในกลับตึงเครียดยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าทันทีที่จ้าวลี

  • ข้าคือสนมตัวร้ายกุมหัวใจจักรพรรดิ   บทที่ 3 เชือดนิ่ม ๆ 3/3

    หลิวตาอิ้งน้ำตาไหลพราก ด้วยความกลัวตาย นางจึงจำใจยกถ้วยน้ำแกงขึ้นดื่ม... อึก... อึก... จนหมดถ้วย รสชาติขมปร่าไหลลงคอ แต่สิ่งที่ตามมาติดๆ คือความร้อนวูบวาบและ...ยุกยิก...หลิวตาอิ้งเริ่มบิดตัวไปมา มือไม้เริ่มเกาที่คอ เกาที่แขน “โอ๊ย... คัน... คันเหลือเกิน!”“ตาอิ้งอร่อยหรือไม่” สุ่ยเทียนจุนหรือจะมอง

  • ข้าคือสนมตัวร้ายกุมหัวใจจักรพรรดิ   บทที่ 3 เชือดนิ่ม ๆ 2/3

    “บำรุงพละกำลัง?” จ้าวลี่อินทวนคำ พลางยื่นมือไปรับถาดน้ำแกงมาถือไว้ นางยกฝาถ้วยเปิดออก กลิ่นหอมฉุนของสมุนไพรลอยแตะจมูก จมูกของนางไวต่อกลิ่นนัก... กลิ่นสมุนไพรแรงขนาดนี้ คงตั้งใจกลบกลิ่นอะไรบางอย่างสินะ สิ่งนั้นน่าจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะนางแสยะยิ้ม ก่อนจะหันไปหาองค์ชายเจ็ดที่กำลังยืนน้ำลายสอ ท่าทางตะก

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status