登入ชาติก่อนเป็นสตรีไร้เดียงสาอยู่ชายแดน ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมขุนนางในเมืองหลวง ตระกูลจ้าวยึดมั่นความภักดีจนโดนป้ายสียกตระกูล ชาตินี้นางจะรอความตายรึ! ฝันไปเถอะ
查看更多“เอ่อ...ไม่จำเป็นพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยมีฮูหยินคนเดียว มีลูกชายลูกสาวถึงห้าคน ก็ไม่ได้รับอนุเพิ่ม”แน่ล่ะ เขาตอบอะไรได้ แค่ตอนนี้ตระกูลเขายังเปลี่ยนแซ่เป็นชิงสุนัขเกิดไปแล้ว หากไม่เข้าข้างองค์ชายมีหวัง ไม่รู้ว่าชิงตัวอะไรมาเกิดบ้าง “ดีมากตระกูลชิงเป็นตระกูลน่ายกย่อง ต่อไปข้าจะบอกให้เสด็จพี่อวยยศมาก ๆ”แต่ดูเหมือนขุนนางผู้อื่นจะไม่เห็นด้วย “องค์ชาย...เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะพ่ะย่ะค่ะ” พวกขุนนางเฒ่าพยายามหลอกล่อ เห็นแก่ที่ผู้สำเร็จราชการออกว่าราชการ การตัดสินเท่ากับฮ่องเต้ พวกเขาคิดว่าสุ่ยเฉินเคี้ยวง่าย หลอกให้รับปากก็ไม่ยากอะไร“ปัง!” สุ่ยเฉินตบที่วางแขน เกือบพลาดตกเก้าอี้ แต่ทรงตัวทัน“เหลวไหล! พี่ข้าเป็นฮ่องเต้นะ ไม่ใช่พ่อพันธุ์ม้า! จะได้มักมากในกามขนาดนั้น!” เด็กน้อยลุกขึ้นยืนชี้หน้ากราด “พี่ข้าป่วย... ป่วยเพราะตรอมใจที่พวกเจ้าเอาแต่จ้องจะยัดเยียดลูกสาวหลานสาวเข้ามาในวัง! ถามจริงๆ เถอะ... พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าพี่ข้าดุแค่ไหน? ส่งลูกสาวมาก็เหมือนส่งมาดองเค็มในไหปลาหมัก! อยากให้ลูกหลานเป็นสตรีเน่าตายเหมือนหนูรึ!”แน่นอนว่าคำนี้พี่สะใภ้ฝากมา เมื่อวานไปสนทนากับพี่สะใภ้บอกว่าจะเล่นเป
“เจิ้นก็เบื่อ... อาอินแพ้ท้องหนัก เหม็นกลิ่นคนแก่ เจิ้นไม่อยากเอาตัวไปเปื้อนกลิ่นพวกมันกลับไปให้นางอาเจียน... ส่วนเจ้า เจ้าเป็นผู้สำเร็จราชการ เจ้าต้องไป”“ข้าไม่ว่าง!” ฟู่อ๋องรีบปฏิเสธ “ข้าสัญญากับเหม่ยเหยาว่าจะพานางไปไหว้พระ!”“งั้นจะให้ใครไป?” ฮ่องเต้เลิกคิ้ว “ไป๋หลางก็หนีเที่ยวแคว้นเหยียนยังไม่กลับ...”“ข้าเอง! ข้าไปเอง!” เสียงเล็กๆ แหลมๆ ดังขึ้น พร้อมกับร่างป้อมๆ ที่เดินอาดๆ ออกมาจากห้องแต่งตัว องค์ชายเจ็ด สุ่ยเฉินเดินออกมาด้วยท่าทางขึงขัง... แต่สิ่งที่ทำให้ฮ่องเต้และฟู่อ๋องต้องกลั้นขำจนหน้าแดงคือชุดของเขา!สุ่ยเฉินไปข่มขู่กองภูษาให้ตัดชุดมังกรจำลอง ขนาดจิ๋วพอดีตัว ลวดลายปักดิ้นทองระยิบระยับเหมือนของฮ่องเต้เปี๊ยบ แต่เป็นมังกรสี่เล็บตามศักดิ์องค์ชาย บนศีรษะสวมกวานทองคำจำลอง ที่ทำเลียนแบบของฮ่องเต้ทุกกระเบียดนิ้ว แต่ย่อส่วนลงมา แถมในมือยังถือพัดจิ๋วที่ทำท่าโบกสะบัดเลียนแบบท่าทางของพี่ชายเวลาหงุดหงิดได้อย่างเหมือนสุด ๆ!“เจ้า...” สุ่ยเทียนจุนสำลักน้ำชา “ไปเอาชุดนี้มาจากไหน?”“ข้าสั่งตัดด่วนเมื่อวาน!” สุ่ยเฉินเชิดหน้าขึ้น เขาเล่นเป็นขอทาน เป็นชาวนา เป็นคนขายซาลาเปา คราวก่อนจะเป็นหลวง
เข้าใจหรือ...ต่อให้ไม่เข้าใจนางแย้งอันใดได้ ในเมื่อเลือกบุรุษผู้นี้เป็นสวามีแล้วนางก็ต้องกัดฟันทน แม้จะรู้ว่าตนเองอยู่ใกล้เขาแล้วก็ไม่ต่างจากน้ำมันกับไฟนักหรอกจ้าวลี่อินเม้มริมฝีปากแน่น ต่อให้แย้งไปก็ไร้ผล ในเมื่อนางเดินเข้ามาในกรงมังกรเอง สุ่ยเทียนจุนขยับไปนั่งบนตั่งนุ่มอิงกับหมอนเพื่อให้ฮองเฮาขยับเข้ามานั่งทับได้ เรื่องแบบนี้เขาถนัดนักแหละ จ้าวลี่อินเห็นมังกรยักษ์สีชมพูดอกเหมยแล้วใบหน้าพลันร้อนวูบวาบ ยิ่งเห็นขยายออกมาแล้วพลันเกิดความรู้สึกปรารถนาลุกโชนขึ้นจนเผลอกัดริมฝีปากของตนเอง เมื่อด้านนอกไม่มีเสียงเข้ามาบวกกับช่วงบ่ายที่แสงเริ่มลดน้อยลงในช่วงใกล้ฤดูหนาว แสงเทียนภายในห้องจึงส่องให้เห็นเงาสะท้อนถึงความร้อนของไฟราคะระหว่างสองบุรุษสตรีผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินแสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของสองร่างที่กำลังนัวเนียกันอยู่บนตั่งนุ่มหลังโต๊ะทรงงาน กองฎีกาที่เคยถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ บัดนี้ถูกปัดตกเกลื่อนพื้น เพื่อหลีกทางให้กับกิจกรรมที่เร่าร้อนยิ่งกว่าราชกิจใดๆจ้าวลี่อินหอบหายใจสะท้าน ใบหน้างามแดงก่ำ เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผม นางมองบุรุษตรงหน้า... สุ่ยเทียนจุน ท
“ฝ่าบาท...” จ้าวลี่อินเรียกเขาเสียงสั่น เมื่อมือของเขาสัมผัสที่จุดอ่อนไหว “หม่อมฉันรักพระองค์...” ร่างกายตอนนี้ของนางเต็มไปด้วยแรงปรารถนา และนางรักเขาจริง ๆ จึงบอกรักโดยไม่อายปาก“เจิ้นก็รักเจ้า... รักยิ่งกว่าชีวิต” สิ้นคำบอกรัก บทรักอันเร่าร้อนและยาวนานก็เริ่มต้นขึ้น เสียงครวญครางแห่งความสุขสมดังก้องไปทั่วห้องหอ ผสานกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อ และเสียงกระซิบคำรักที่ไม่มีวันสิ้นสุด แสงเทียนมงคลวูบไหวตามจังหวะรักที่โหมกระหน่ำ ราวกับจะร่วมเป็นพยานในค่ำคืนที่แสนวิเศษนี้กลางดึกพายุแห่งความปรารถนาสงบลงแล้ว เหลือเพียงความอบอุ่นที่โอบล้อมทั้งสองร่าง สุ่ยเทียนจุนดึงจ้าวลี่อินเข้ามากอดแนบอก ผ้าห่มผืนหนาคลุมกายทั้งคู่ไว้ นางซุกหน้าลงกับแผงอกกว้าง ฟังเสียงหัวใจของเขาที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ“เหนื่อยไหม?” เขาถามพลางจูบที่กระหม่อมนาง“เพคะ...” จ้าวลี่อินตอบเสียงอู้อี้ “ฝ่าบาทรังแกหม่อมฉันหนักเกินไปแล้ว...”“ก็เจิ้นบอกแล้วว่าจะทบต้นทบดอก” สุ่ยเทียนจุนหัวเราะเบาๆ “แต่เจิ้นสัญญานะ... ว่าจะพยายามเบามือลง... ในรอบหน้า”“ยังมีรอบหน้าอีกหรือเพคะ!” จ้าวลี่อินเงยหน้าขึ้นมองค้อน “หม่อมฉันจะนอนแล้ว!”“นอนเถิ
“บำรุงพละกำลัง?” จ้าวลี่อินทวนคำ พลางยื่นมือไปรับถาดน้ำแกงมาถือไว้ นางยกฝาถ้วยเปิดออก กลิ่นหอมฉุนของสมุนไพรลอยแตะจมูก จมูกของนางไวต่อกลิ่นนัก... กลิ่นสมุนไพรแรงขนาดนี้ คงตั้งใจกลบกลิ่นอะไรบางอย่างสินะ สิ่งนั้นน่าจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะนางแสยะยิ้ม ก่อนจะหันไปหาองค์ชายเจ็ดที่กำลังยืนน้ำลายสอ ท่าทางตะก
หน้าตำหนักจินหลวนแสงจันทร์สาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าตำหนัก เผยให้เห็นร่างบอบบางของสตรีผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าชูถาดน้ำแกงอยู่เหนือศีรษะ หลิวซือซือหรือหลิวตาอิ้ง สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ แต่งหน้าบางเบาให้ดูน่าทะนุถนอมราวกับดอกบัวขาวที่ต้องน้ำค้าง นางกัดริมฝีปากแน่น แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดจากการคุกเข่า หวังว่า
ไป๋หลางที่จะแค่มาดูว่าฝ่าบาทจะเพลี้ยงพล้ำไหม ก็สบายใจแล้ว ในเมื่อสหายดูจะเข้ากันได้ดีกับสนมองค์ใหม่เขาจึงเอ่ยตัดบท “เอาล่ะดึกแล้ว...ข้าพาสุ่ยเฉินกลับไปอาบน้ำนอนก่อน” ไป๋หลางเดินไปจับเจ้าเด็กน้อยที่เรียกเขาอาจารย์จ้อย ๆ ออกไปจากตำหนักจินหลวน แต่ทว่ายังไม่ทันพ้นตำหนักก็มีเรื่องสนุกต่อ...“ฝ่าบาท...
“สุดยอดไปเลยพี่สะใภ้! ท่านปราบพี่ใหญ่ได้อยู่หมัดเลย! ข้าบอกท่านแล้วพี่ไป๋หลาง ว่าพี่สะใภ้ข้าเจ๋งที่สุด!”สุ่ยเทียนจุนและจ้าวลี่อินเงยหน้าขึ้นไปมองที่มาของเสียงพร้อมกัน บนคานไม้แกะสลักลงรักปิดด้วยทองคำเปลว ปรากฏร่างของไป๋หลางรองเสนาบดีกรมอาญาที่กำลังนั่งห้อยขาข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างมีเด็กน้อยตัวมอมแมม