LOGINบ่ายวันเสาร์เป็นบ่ายแบบที่แสงอาทิตย์สีเหลืองนวลไล้ขอบผ้าม่านจนดูเหมือนใครเอาพู่กันมาปัดแสงไว้บาง ๆ ฉันกำลังล้างแก้วที่ซิงก์ อยู่ดี ๆ โทรศัพท์ก็ดัง “ตึ๊ง” ข้อความจากบริษัทขนส่งขึ้นมาอย่างกับเสียงกลองชัยในสนามรบ
“พัสดุของคุณมะปรางจัดส่งถึงแล้ว กรุณารับของที่ล็อบบี้ค่ะ”
“มาแล้ว!” ฉันเผลออุทานกับอากาศ โมจิที่กำลังนอนแผ่บนพรมสะดุ้งเงยหน้ามองด้วยสีหน้าประมาณ “มีอะไรให้กินหรือยัง” ฉันก้มลูบหัวมัน “ไม่ใช่ขนมนะคุณนาย เป็นโต๊ะใหม่ของเรา โต๊ะจริง ๆ ที่ไม่ใช่โต๊ะพับพลาสติก หูยยย ในที่สุดห้องเราจะดูเหมือน ‘ห้อง’ ไม่ใช่โกดังแล้ว”
โมจิหาวหวอดเป็นคำตอบ ฉันหัวเราะ หยิบหน้ากาก กระเป๋า และกุญแจ รีบลงลิฟต์ไปชั้นล่าง ระหว่างยืนรอฉันพิมพ์ไลน์หามิ้นท์ “โต๊ะมาละ! ฉันจะมีพื้นที่วางจานแบบผู้ดีแล้ว!” ปลายทางตอบเร็วเกินมนุษย์ “สู้ ๆ ยกขึ้นเองได้ปะ หรือเรียก ‘เทวดาชั้น 18’ ดีคะ” ตามด้วยอีโมจิยักคิ้ว
“ไม่ต้อง!” ฉันตอบทันที แม้หัวใจข้างในจะเสียงแตกฝั่งหนึ่งว่า เรียกสิ ๆ แต่ศักดิ์ศรีบอกว่าเรายกเองได้ สตรีอิสระชนิดมีไขควง (ถึงจะใช้ไม่ค่อยเป็นก็เถอะ)
ที่ล็อบบี้ พนักงานยกกล่องสีน้ำตาลขนาดประมาณโต๊ะเครื่องแป้งวางลงบนรถเข็นหน้าเคาน์เตอร์ กล่องมีสติ๊กเกอร์พิมพ์คำว่า “Coffee Table – Oak Finish – Some Assembly Required” และมีรูปน็อตกับไขควงยิ้มหวานใส่ฉันราวกับทักว่า “เดี๋ยวเจอกันนะ”
“ของชิ้นนี้หนักหน่อยนะครับ คุณผู้หญิงไหวไหมครับ” รปภ.ถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“ไหวค่ะ ๆ สบายมาก” ฉันตอบอย่างมั่นใจระดับโฆษกทีวี ทั้งที่ในใจคิดว่า นี่มันหนักระดับซิทอัพหนึ่งพันครั้งเลยหรือเปล่า แต่เมื่อชีวิตต้องการภาพลักษณ์ เราก็ต้องรักษาภาพลักษณ์
ฉันเซ็นรับของ ลองดันรถเข็น โอเค ล้อดี ไม่มีล็อก แล้วลากไปเข้าลิฟต์ โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ด้วย ฉันยืนพิงกล่องหอบเบา ๆ แล้วคุยกับตัวเองเงียบ ๆ “มะปราง เธอทำได้ นี่มันแค่กล่องกับแรงโน้มถ่วงโลก อย่าให้มันชนะ” พอลิฟต์ถึงชั้น 18 เสียง “ติ๊ง” ดังราวกับพิธีประกาศเกียรติคุณของฉันเอง
หน้าห้อง 18A คือฉากทดสอบชีวิต ขั้นตอนคือ ฉันต้องโอบกล่องไว้ด้วยสองแขน โน้มตัวถอยหลังเล็กน้อยเพื่อรับน้ำหนัก จากนั้น ในภาวะที่มือไม่มีเหลือ ใช้ข้อศอกพุ่งไปบิดลูกบิด แล้วใช้สะโพกดันประตูเปิดอ้า ระหว่างนั้นต้องกะให้กล่องไม่ล้มทับหน้า ไม่ครูดพื้น และฉันไม่ร้องอุทานคำที่ไม่ควรออกสื่อ
“หนึ่ง…สอง…สาม!” ฉันสูดหายใจ โอบกล่องแน่น กล้ามแขนที่ไม่ค่อยมี สั่นเล็กน้อย พลังกายระดับผู้รอดชีวิตจากการยกถังน้ำ 7 ลิตรในวัยมหาลัยถูกงัดมาใช้เต็มที่ ฉันบิดลูกบิดได้ครึ่งทาง ประตูกระดก และ…ค้าง
“โธ่เอ๊ยย” ฉันกัดฟัน ลองงัดกล่องขึ้นอีกนิดเพื่อให้ประตูเปิดได้มากขึ้น แต่พอยกสูง ศูนย์ถ่วงเปลี่ยน ร่างกายฉันโย้ไปข้างหน้า โลกหมุนวูบเล็ก ๆ ดวงตาประกายจุดดำ ๆ คล้ายกากเพชรที่หมุนเร็วเกินไป
“อุ๊บบ” ฉันอุทาน หน้ามืดคล้ายเวลาลุกเร็วเกินหลังนั่งพับเพียบดูซีรีส์ไปสามตอนติด
“ให้ช่วยไหมครับ” เสียงทุ้มเรียบดังขึ้นด้านหลังพร้อมเงาดำสูงทาบผ่านบานประตู
ฉันหันขวับ ภาพที่เห็นคือภีมในเสื้อเชิ้ตแขนพับกับกางเกงสีเข้ม มือซ้ายถือกุญแจรถ มือขวาจับสายจูงโตโตะที่กำลังยืนหางกระดิกเหมือนพัดลมเบอร์สาม กลิ่นโคโลญจน์อ่อน ๆ ปนกับกลิ่นกาแฟติดเสื้อของเขาทำให้เสี้ยววินาทีนั้นฉันลืมไปเลยว่ากำลังจะล้มหน้าเงะ
“ไห ไหวค่ะ” ความดื้อรั้นที่ไม่สมเหตุผลโผล่มาเป็นคำตอบอัตโนมัติ “ฉันทำได้”
ไม่ทันขาดคำน้ำหนักกล่องก็เอนฉันลง เขาก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งประคองข้อศอกฉันให้ตั้งหลัก อีกมือรับกล่องไปจากอกได้เนียนจนเหมือนซ้อมมาก่อน “เดี๋ยวครับ ระวังเวียนหัว”
แค่คำว่า “เดี๋ยวครับ” ด้วยเสียงทุ้มใกล้ ๆ ก็ทำให้ฉันเหมือนถูกกดปุ่มให้พัก ฉันปล่อยมือจากกล่องอย่างจำนน หัวใจเต้นแรงจนได้ยินชัดในหู ตึกตัก ตึกตัก “ขะ…ขอบคุณค่ะ” โชคดีที่เสียงยังออกมาเป็นประโยคคน ไม่ใช่เสียงนกหวีด
ภีมยกกล่องชิดอก เดินถอยหลังหนึ่งก้าว หมุนตัว แล้ว…อุ้มเข้าห้องได้ในทีเดียวแบบที่ฉันยืนมองอ้าปากค้าง เขาวางกล่องลงกลางห้องอย่างเบาเหมือนวางหมอน ส่วนฉันยืนจับกรอบประตูเรียกสติ โตโตะซึ่งเป็นฝ่ายเชียร์ เต้นดึ๋ง ๆ อยู่หน้าห้องก่อนจะนั่งลงอย่างมีมารยาทเมื่อเจ้าของหันไปมอง
“หายเวียนหัวไหมครับ” เขาถาม น้ำเสียงนิ่งแต่ตาอ่านสถานการณ์
“ดีขึ้นค่ะ แค่เลือดไหลย้อนกลับไปบอกสมองว่า ‘อย่าทำแบบนี้อีก’” ฉันพยายามเล่นมุกกลบเขิน
มุมปากเขายกน้อย ๆ “โต๊ะใหม่เหรอครับ”
“ค่ะ โต๊ะกาแฟสีโอ๊ค มีคำเตือนว่า ‘ต้องประกอบเองอย่างสนุกสนาน’” ฉันชูคู่มือขึ้น โชว์รูปอีโมจิประจำคู่มือเฟอร์นิเจอร์ที่ยิ้มกว้างเกินจริง
“จะให้ช่วยไหมครับ” ประโยคถามสั้น ๆ แต่มีพลังเท่ากับรถเครน
“เอ่อ…ฉัน” ฉันชั่งใจหนึ่งวินาทีแล้วตัดสินใจเลือกความจริง “อยากให้ช่วยค่ะ แต่เกรงใจ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมว่างพอดี” เขาพูดง่าย ๆ เสมือนคำว่า “ว่าง” ของเขามีไว้ช่วยโลกเล็ก ๆ รอบตัว
เขาก้มใช้คัตเตอร์กรีดเทปกาวอย่างมั่นคง โฟมกันกระแทกถูกพับออกเป็นชั้น ๆ เหมือนเปิดกลีบดอกไม้ เผยไม้แผ่นสวยตรงกลาง โมจิเดินเข้ามาด้อม ๆ มอง ๆ แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งบนคู่มือทันที โอ้ ดีมาก ผู้ช่วยช่างที่น่ารักที่สุดในโลก
“ท่านผู้กำกับ” ฉันยกโมจิลงจากคู่มือ “ขอใช้พื้นที่ทำงานก่อนนะคะ”
โตโตะเดินวน ๆ สนใจเดือยไม้กลม ๆ ชิ้นเล็กเหมือนขนม เขาเกือบคาบไป ภีมเลยพูดเบา ๆ “รอข้าง ๆ นะครับผู้ช่วย” สุนัขดีเด่นจึงนั่งลงอย่างว่าง่าย หางส่ายเบา ๆ เหมือนเครื่อง metronome ตั้งจังหวะให้ช่าง
“งั้นผมไปเอากล่องเครื่องมือที่ห้องก่อนนะครับ ไขควงที่มากับกล่องจะไม่ค่อยถนัดมือ” ภีมวางแผนอย่างเร็ว
“ได้ค่ะ ฉันจะจัดชิ้นส่วนรอ” ฉันพลิกถุงสกรูทีละถุง อ่านตัวอักษรเล็กจิ๋ว A, B, C… ตัวเลข 1–6 แยกเป็นกองบนพรม แอบภูมิใจที่ ‘ดูเหมือน’ มีระบบ
ไม่นานเขากลับมาพร้อมกล่องเครื่องมือสีดำ มีทั้งไขควงด้ามยาง ดอกหัวแฉกหลายขนาด ระดับน้ำเล็ก ๆ และแผ่นรองเฟอร์นิเจอร์กันรอย “เผื่อไว้ครับ” เขาพูดเรียบ ๆ แต่ในหัวฉันมีพลุไฟ คนที่พกแผ่นรองกันรอยมาด้วยคือคนคิดเผื่อจริง ๆ
เราจัดวางชิ้นส่วนตามคู่มือ ภีมอ่านแค่ผ่านตาก็เข้าใจโครงสร้าง เขาวางแผ่นท็อปโต๊ะคว่ำ เอาขาโต๊ะสี่ขาเรียงตามตำแหน่ง ฉันคอยส่งสกรู “เบอร์ 3, ตัวเล็ก” บ้าง “แหวนรอง” บ้าง และบางครั้งก็…ส่งผิด
“ตัวนี้ยาวไปครับ” เขาบอก
“โอ๊ย ขอโทษค่ะ ฉันกับตัวเลขยังไม่คืนดีกัน” ฉันหัวเราะกลบเกลื่อน
เขาไม่เคยทำให้ฉันรู้สึก “ผิดพลาด” เลย มีแต่บอกอย่างใจเย็น “ไม่เป็นไรครับ ค่อย ๆ” เสียง “แกร๊ก แกร๊ก” ของไขควงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เหมือนอยู่ในคลาส ASMR ส่วนตัว ฉันนั่งพับเพียบมองมือเขาขันน็อต เส้นเอ็นที่ข้อมือเคลื่อนไหวช้า ๆ นิ้วล็อกหัวสกรูอย่างมั่นใจ กล้ามแขนเด้งเบา ๆ ใต้แขนเสื้อเชิ้ตที่พับขึ้น เห็นแล้วอยากบันทึกลงสมุดหัวข้อ ทำไมผู้ชายที่ใช้ไขควงเป็นมันดูเท่ได้ขนาดนี้
“ลองช่วยถือขาโต๊ะไว้ให้ตรงหน่อยครับ” เขาขอ ฉันรีบจับ ปลายนิ้วเราเฉี่ยวกันหนึ่งวินาที ไฟฟ้าสถิตเล็ก ๆ ช็อตใจ แป๊ะ! ฉันหัวเราะเขิน “ฟ้ารักพ่อหรือเปล่าเนี่ย” เขาขำในลำคอ “น่าจะรักโฟมกันกระแทกมากกว่า”
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง โครงโต๊ะเป็นรูปเป็นร่าง เหลือขั้นตอนติดคานกลาง ฉันอาสาจะขันน็อตตัวเล็กเองเพื่อพิสูจน์ว่ามะปรางก็เก่งได้นะคะท่านผู้ชม แต่พอหมุนแรงไปนิด ไขควงหลุด—ปลายเล็ก ๆ เฉียดนิ้วฉันเป็นรอยแดงยาว
“โอ๊ย!” ฉันสะดุ้ง ถอยมือออกราวกับโดนแมวข่วน
ภีมหยุดทันที “เจ็บไหมครับ ขอดูหน่อย” เขาขยับเข้ามาใกล้ จับปลายนิ้วฉันเบา ๆ เห็นรอยแดงไม่ลึก เลือดซึมนิดเดียว แต่ความรู้สึกคือ…โลกเงียบแป๊บเดียว
“ไม่เป็นไร ๆ ค่ะ แค่สะดุ้ง” ฉันรีบตอบทั้งที่หัวใจทำงานเกินลิมิต
“ผมมีพลาสเตอร์ เดี๋ยวเอามาให้” เขาหยิบจากกล่องเครื่องมือ เป็นพลาสเตอร์ลายลิ้นชักเครื่องมือ ฉันไม่เคยเห็นลายนี้มาก่อน เขาติดให้ ใช้หัวแม่มือกดเบา ๆ เพื่อให้แน่นพอดี ความอุ่นผ่านผิวหนังชั่ววินาทีแล้วถอยออกอย่างพอดิบพอดีไม่มีล้ำเส้น
“ขอบคุณค่ะ” ฉันกลืนน้ำลายเงียบ ๆ
“งานช่างต้องใจเย็น ไม่ต้องแข่งกับใคร” เขาว่า “เดี๋ยวขันตัวนี้ต่อเองนะครับ”
ระหว่างพักหายใจ ฉันลุกไปหยิบน้ำเย็นสองแก้วกับกล้วยหอมหนึ่งผลมาวางให้ “น้ำค่ะ ฮี เอ่อ…ภีม” เกือบเรียกฮีโร่ออกไปให้เขาได้ยิน ฉันเลยไอเบา ๆ กลบ
เขารับแก้ว “ขอบคุณครับ” แล้วดื่มครึ่งแก้วรวด ก่อนหันมาถาม “คุณชอบท็อปโต๊ะเงาหรือด้าน”
“ชอบด้านค่ะ เหมือนมันถ่ายรูปแล้วไม่สะท้อนหน้าเหนือย ๆ” ฉันตอบ
“ดีเลย ตัวนี้เคลือบด้าน ทำความสะอาดง่าย แต่ถ้าวางแก้วร้อนควรมีที่รอง” เขาอธิบายง่าย ๆ และจับมุมโต๊ะ เช็ดฝุ่นไม้ออกด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์จากกล่อง พอเห็นผ้าด้วยฉันยิ้ม คนพกผ้า คือคนสายละเอียดมาก
โตโตะนั่งอยู่บนพรมหนานุ่มในมุมห้องที่อบอุ่นของภีม มันชอบที่นี่ที่ไม่เคยมีอะไรยุ่งยาก หรือวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบและความสุขที่ไม่อาจอธิบายได้ มันรู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะยืน หรือนั่งอยู่ตรงไหน มันก็คือบ้านที่อบอุ่นที่สุด วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ภีมกลับบ้านตอนเย็น เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ชื่อร้านผมฟังแล้วมันก็แปลก ภีมตั้งชื่อร้านว่า ร้านที่เดิม เหมือนจะรู้ว่ามะปรางรอเขาอยู่ ภีมมักจะทำกาแฟให้มะปรางทุกครั้งที่กลับมาจากทำงาน แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง แต่โตโตะเห็นในท่าทางของเขา ภีมอยากให้มะปรางรู้สึกดี รู้สึกผ่อนคลาย และอบอุ่น โตโตะกระดิกหางไปมา มองไปที่ภีมที่ทำกาแฟให้มะปรางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ หญิงสาวที่ดูนุ่มนวลและใจดี เขามักจะเห็นภีมมองมะปรางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แม้จะเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา แต่โตโตะรู้ดีว่าแววตาของภีมเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยในทุกการกระทำ ผมมักจะชอบอยู่ข้าง ๆ มะปรางในทุกวัน ตอนที่เธอนั่งอยู่ตรงโซฟา ก้มหน้าก้มตาทำอะไรไปบ้าง โตโตะแอบยิ้มให้ตัวเองท
ฉันคือโมจิ แมวที่หน้าตาดุร้ายที่สุดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และเชื่อเถอะว่าเมื่อก่อนฉันไม่คิดเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้น...ตอนที่ยังไม่รู้จักมะปรางเลย ตอนนั้นแหละที่ฉันรู้สึกถึงความโหดร้ายที่สุดในชีวิต แม้ว่าฉันจะเป็นแมวที่มีขนฟูเหมือนกับแมวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าฉันกลับมีหน้าตาแปลก ๆ ที่ทำให้ทุกคนในร้านไม่อยากจะรับฉันไปเลี้ยงสักคน บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมวที่ไม่มีใครรัก ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเจ้าของร้านถึงไม่พยายามหาคนรับฉันไปเลี้ยงสักคน ฉันไม่ได้ดุขนาดนั้นนะ ฉันแค่มีหน้าตาโหดเกินไปนิดหน่อย ลองคิดดูสิ! แมวหน้าตาน่ากลัวกับคนทั่วไปมันจะน่ารักตรงไหน? ตอนนั้น ฉันจำได้ว่าเคยคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่?” ทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาในร้าน ฉันจะมองเขาอย่างหวังว่าเขาจะเห็นฉันและรับฉันไป แต่ไม่เคยมีใครหันมาสนใจฉันเลย ทุกวันฉันก็แค่ยืนอยู่ในกรง รอเวลาที่จะมีใครสักคนมองเห็นฉันที่ไม่ใช่แค่ในฐานะแมวที่หน้าตาดุ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถมอบความรักให้กับใครสักคนได้ วันหนึ่ง มิ้นท์พามะปรางมาที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง
เช้าวันทำงานที่มะปรางคิดว่าจะเป็นวันธรรมดา กลับกลายเป็นวันที่วุ่นวายมากที่สุดในสัปดาห์ เพราะหลังจากที่มะปรางตัดสินใจบอกมิ้นท์เกี่ยวกับข่าวดีที่เธอและภีมได้ตัดสินใจคบกันเป็นแฟนแล้ว ก็เป็นวันที่ทุกคนแซวจนเธอแทบจะไม่รู้จะตอบยังไง เมื่อมิ้นท์เดินเข้ามาหามะปรางที่โต๊ะทำงานในช่วงพักเที่ยง มะปรางก็ไม่รอช้าที่จะบอกข่าวดี “มิ้นท์... ฉันมีเรื่องจะบอก” มะปรางพูดเสียงเบา ๆ แต่ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มิ้นท์มองมาที่เธออย่างสงสัย “อะไรเหรอ? ทำไมหน้าตาดูตื่นเต้นขนาดนั้น?” มะปรางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะตอบออกไป “ภีม... เราเป็นแฟนกันแล้วค่ะ” มิ้นท์ตาโตและอ้าปากค้าง “จริงเหรอ?! โอ้ยยย ในที่สุดก็ได้คบกันแล้วนะ! ฉันรู้แล้วล่ะว่าภีมต้องเป็นคนพิเศษของเธอแน่ ๆ!” มิ้นท์พูดเสียงดังจนคนในออฟฟิศหันมามอง มะปรางรีบก้มหน้าหลบสายตา ไม่รู้จะทำยังไงดี “มิ้นท์... ดังไปนะ ทุกคนได้ยินหมดแล้ว” เธอพูดเสียงต่ำ แต่ไม่สามารถปิดรอยยิ้มได้เลย มิ้นท์หัวเราะขำ ๆ “โอ๊ยยย ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ แต่นี่มันข่าวดีนี่นา!” แล้วก็ยิ้มแหย ๆ “บอกมาเร็ว ๆ สิ ยั
เช้าวันใหม่ในช่วงต้นฤดูหนาว ภายในคอนโดของมะปราง ทุกอย่างเงียบสงบและอบอุ่น ราวกับว่าโลกภายนอกนั้นไม่มีความวุ่นวายที่สามารถเข้ามากวนใจได้ วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ความรู้สึกของเธอไม่เคยเบาหรือสับสนเหมือนเมื่อก่อน ทุกอย่างในชีวิตตอนนี้มันชัดเจนขึ้น และในความเงียบของเช้านี้ เธอได้เห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นใหม่ มะปรางลุกจากเตียงและเดินไปที่ระเบียงห้อง ก้มมองไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีส้มอบอุ่นจากแสงแรกของวัน เธอได้ยินเสียงในใจที่บอกว่า ทุกอย่างมันจะดีขึ้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป วันนี้ไม่เหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ มันเป็นวันที่มะปรางและภีมจะเริ่มต้นชีวิตร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความรู้สึกหรือการที่ทั้งสองอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น แต่เป็นการที่พวกเขาจะเริ่มทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เหมือนคู่รักที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ “ภีมคะ” มะปรางพูดเบา ๆ ขณะเปิดประตูระเบียงให้ลมเย็นจากนอกบ้านพัดเข้ามา ภีมที่กำลังยืนรอดื่มกาแฟอยู่ตรงมุมห้องหันมามองเธอแล้วยิ้มให้ “อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีแผนอะไรหรือเปล่า?”
หลังจากวันทำขนมกับคุณแม่ภีม วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ แม้จะเป็นแค่การทำขนมธรรมดา ๆ แต่การได้ใช้เวลากับคุณแม่ของภีมทำให้เธอรู้สึกถึงการยอมรับและความใกล้ชิดที่มากขึ้น วันนี้ภีมมาที่ห้องมะปรางพร้อมกาแฟและขนมที่ทำเอง ทั้งสองเริ่มทำกิจกรรมร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภีมที่เคยทำตัวห่างเหินเริ่มเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้นผ่านการกระทำ และมะปรางก็เริ่มรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากขึ้น “ภีมวันนี้ทำขนมมาให้หรอ?” มะปรางถามยิ้ม ๆ ขณะภีมยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับถุงขนมที่เขาทำเอง ภีมยิ้มอย่างเขิน ๆ แล้วตอบว่า “ก็แค่ขนมง่าย ๆ น่ะครับ อยากให้ลองชิมดู” เขายื่นถุงขนมให้มะปรางอย่างระมัดระวัง มะปรางรับขนมจากเขาและเปิดถุงขึ้น ดูเหมือนจะเป็นขนมที่เขาทำด้วยใจจริง ๆ แม้จะเป็นแค่ขนมง่าย ๆ แต่การที่ภีมทำมันให้เธอแบบนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกพิเศษมาก “ดูแล้วก็น่ากินนะคะ ขอบคุณค่ะภีม” มะปรางยิ้มให้ภีม ขนมนี้อาจจะเรียบง่าย แต่มันทำให้เธอรู้สึกถึงความใส่ใจที่ภีมมอบให้ โมจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มสนใจขนมทันที มันเดินไป
เช้าวันหนึ่ง บรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นและคุ้นเคยกลับทำให้มะปรางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนี้เธอได้บ่นกับภีมว่า ถ้าเขามีโอกาสก็อยากจะลองทำอาหารมื้อเช้าให้เธอบ้าง มะปรางนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในคอนโดนี้ในตอนแรกๆ ภีมมักจะทำอาหารเช้าหรือขนมปังมาให้เธอทานบ่อยๆ ทุกเช้า โดยเฉพาะในวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ตอนนี้ภีมต้องรีบไปเปิดร้านทำให้หยุดส่งอาหารเช้าหรือขนมปังให้เธอมาหลายวันแล้ว มะปรางรู้สึกดีใจที่วันนี้จะได้กลับไปเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นแบบนั้นอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ภีมทำอาหารให้เธอ เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจทุกครั้ง มะปรางนั่งที่เตียงแล้วหันไปมองหน้าต่างที่ยังคงมีแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องเข้ามา สายลมเย็นพัดผ่านจากระเบียงห้อง ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิด "วันนี้ภีมจะทำอาหารให้แน่ ๆ!" มะปรางคิดในใจขณะเดินไปที่ระเบียงเพื่อรอเขาเหมือนทุกเช้า มันเป็นเช้าวันหยุดที่ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามปกติ แต่ในวันนี้มีบางอย่างที่ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงระเบียง ภีมยืนอยู่ที่เดิมและยิ้มให




![คลั่งรักสาวขัด[ดอ]ดอก](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


