วิธีหาตัวคนร้าย
ในเรือนรับรองบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าทหารองค์รีบปฏิบัติตาม ไม่ช้าอ่างน้ำใบใหญ่ก็ถูกยกมาตั้งกลางเรือนรับรอง น้ำใสสะอาดสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย ทุกคนต่างมอง องค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นด้วยความสงสัย “พิษนี้สามารถตรวจสอบได้” องค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นเอ่ยขึ้นพลางปรายตามองทุกคน ก่อนจะเอ่ยต่อ “หากผู้ใดเคยสัมผัสมัน เมื่อจุ่มมือลงไป น้ำในอ่างจะเปลี่ยนสี” เมื่อพูดจบเหล่าทหารองค์รักก็เทผงหยกขาวใส่ในน้ำสะอาด “ให้ทุกคนจุ่มมือลงไปทีละคน” องค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นออกคำสั่งเสียงเรียบ เหล่าคุณหนูและสาวใช้ต่างพากันมาต่อแถว ก่อนจะจุ่มมือลงไปทีละคน ทุกคนจ้องมองอ่างน้ำไม่กระพริบ เมื่อน้ำยังคงใสสะอาด ไม่มีการเปลี่ยนแปลง องค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นก็พยักหน้าให้คนถัดไป ทำต่อ ดวงตาของไป๋ซิ่นเยว่สั่นไหวจนเห็นได้ชัด ใบหน้าซีดเผือกด้วยความหวาดกลัว นางกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ทว่าก่อนที่นางจะต้องจุ่มมือลงไปในน้ำ สาวใช้คนหนึ่งในเรือนก็เดินแซงขึ้นมา สาวใช้ผู้นั้นรีบจุ่มมือลงในอ่างทันที ฉ่า น้ำในอ่างที่ใสสะอาดกลับเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นทันตา “จับนางเอาไว้!” เสียงขององค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นทรงอำนาจและเฉียบขาด ทันทีที่รับสั่ง ทหารองค์รักษ์สองนายก็กรูกันเข้ามา คว้าแขนของสาวใช้ผู้นั้นแล้วกดร่างนางให้คุกเข่าลงกับพื้น “เจ้าเป็นใคร?” สายตาขององค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นกดต่ำลงมองสาวใช้ผู้นั้นอย่างเย็นชา แม่น้ำเสียงจะไม่ดังแต่กลับแฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล สาวใช้คนนั้นเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากสั่นระริก แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทว่าเมื่อตระหนักได้ว่านางไม่มีทางหนีไปไหนได้อีกแล้ว นางกัดฟันแน่นก่อนจะสะบัดศรีษะลงอย่างรวดเร็ว สาวใช้กัดลิ้นตนเองเต็มแรงเลือดไหลทะลักออกจากริมฝีปาก ก่อนที่ร่างของนางจะทรุดตัวลงกับพื้น…สิ้นใจในทันที ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งเรือน ทุกคนต่างตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึง ไม่คิดว่าคดีจะจบลงด้วยวิธีเช่นนี้ …. เซี่ยเหมยลี่นั่งอยู่ในรถม้าพลางทอดถอนหายใจเงียบ ๆ วันนี้ทั้งวัวัเต็มไปด้วยความวุ่นวายจนทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้า ขณะที่รถม้ากำลังเคลื่อนตัวออกจากจวนขององค์หญิงหลิงซู เซี่ยเหมยลี่ก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า “ลี่จิ่น…พาข้าไปวัดหน่อย” ลี่จิ่นที่นั่งอยู่ด้านหน้ารถม้าหันกลับมามองเจ้านายของตนด้วยความประหลาดใจ เพราะเมื่อก่อนนั้นเซี่ยเหมยลี่ไม่ชอบไปวัด “วัดหรือเจ้าค่ะ?” “อืมข้าอยากไปทำบุญเสียหน่อย” เซี่ยเหมยลี่เอ่ยพลางหลับตาลง นางคิดว่าบางทีหากทำบุญแล้ว อาจจะช่วยให้โชคชะตาที่เลวร้ายของนางดีขึ้นบ้าง อย่างน้อยก็ให้จิตใจสงบลง จากเรื่องร้าย ๆ ” เจ้าค่ะ งั้นบ่าวจะบอกให้คนขับรถม้าเปลี่ยนเส้นทางไปที่วัดฉืออวิ๋น” ลี่จิ่นเอ่ยขึ้นก่อนจะมองดูเจ้านายสาวของตนเองที่วันนี้ นางนั้นดูเปลี่ยนไปมากเลยทีเดียว เหมือนไม่ใช่คนเดิมเลย นอกจากหน้าตาที่ยังคงเดิมเท่านั้น …. ภายในวัดเงียบสงัด มีเพียงเสียงระฆังที่ดังก้องเป็นระยะ และกลิ่นกำยานหอมกรุ่นที่ลอยอ้อยอิ่งไปทั่วบริเวณ เซี่ยเหมยลี่ก้าวเข้าไปในโถงวิหารอย่างสง่างาม ลี่จิ่นเดินตามอยู่ด้านหลัง อย่างเงียบเชียบ แสงเทียนที่เรียงรายอยู่หน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ส่องแสงเรืองรอง เซี่ยเหมยลี่คุกเข่าลงบนเบาะรองอันเก่าพร้อมกับประณมมือขึ้นแนบอกก่อนจะหลับตาลง เอ่ยคำอธิษฐานในใจ… เมื่อลืมตาขึ้น ดวงตาของนางฉายแววสงบลงเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืน พลางจัดแขนเสื้อให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกจากโถงวิหาร มุ่งหน้าไปยังระเบียงไม้ทอดยาว ด้านข้าง เซี่ยเหมยลี่ทอดสายตามองดูทิวทัศน์เบื้องล่าง แสงอาทิตย์ยามอัสดงแต่งแต้มท้องฟ้าให้เป็นสีส้ม เงาของภูเขาสลับซับซ้อนดูราวกับภาพวาดพู่กันที่จิตกรเอกบรรจงลงบนผืนกระดาษ “ลี่จิ่น…ไปเอาน้ำมาให้ข้าสักหน่อย” เซี่ยเหมยลี่หันไปสั่งเสียงเรียบ “เจ้าค่ะ คุณหนู” ลี่จิ่นโค้งศรีษะรับคำสั่ง ก่อนจะรีบเดินออกไป เซี่ยเหมยลี่เหลือบมองตามแผ่นหลังของสาวใช้เพียงชั่วครู่ ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับต้นโพธิ์ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล ใต้ร่มเงาอันร่มรื่นของมัน มีสายผ้าสีแดงมากมายห้อยระย้าจากกิ่งก้าน ไหวเนไปตามแรงลม สะท้อนแสงอาทิตย์ยามอัสดงเป็นประกายระยิบระยับ “คำอธิษฐานหรือ” นางพึมพำกับตนเองแววตาเต็มไปด้วยความสนใจ นางลุกขึ้นยืน ก่อนจะก้าวเดินตรงไปยังต้นโพธิ์ใหญ่ พลางกวาดสายตามองสายผ้าสีแดง ที่ห้อยระโยงรยางค์ บ้างมีตัวอักษรจารึกไว้ บ้างก็ซีดจางราวกับผ่านกาลเวลามานานแสนนาน เซี่ยเหมยลี่ยื่นมือไปดึงสายหนึ่งลงมา แต่เพียงปลายนิ้วแตะสัมผัส สายลมกับพัดแรงขึ้นฉับพลัน ผ้าสีแดงปลิ้วสบัดไปทั่ว นางพยายามคว้าเอาไว้ แต่เสี้ยวนาทีนั้นไม่ทันระวัง ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทันใดนั้น…. “อ๊ะ…!” พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของนางกลับลาดชันกว่าที่คิด ร่างทั้งร่างเสียหลักไถลลงไปตามแนวเขาอย่างไม่อาจควบคุม กิ่งไม้และใบหญ้าตามไหล่ทางเสียดสีกับแขนเสื้อบางของนาง ทว่าความเร็วของแรงตกกลับมากเกินกว่าที่จะหยุดได้ “ช่วยด้วย!…” นางตะโกนออกไปอย่างตกใจ แต่เสียงกลับถูกสายลมกลืนหายไปในความเวิ้งว้าง ร่างของเซี่ยเหมยลี่กลิ้งลงมาตามแนวลาดของภูเขา ก่อนที่ร่างของนางจะกระแทกเข้ากับกิ่งไม้ใหญ่จนหยุดลง โคนต้นไม้ใหญ่รองรับร่างนางเอาไว้ แต่แรงกระแทกกลับทำให้ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง นางนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ ยกมือขึ้นจับต้นแขนที่มีรอยถลอก ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาแผ่วเบา “เป็นนางร้ายนี่ต้องเจอแต่เรื่องร้าย ๆ อย่างงั้นหรือ” นางบ่นพึมพำกับตนเอง ทันใดนั้นนางกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่กำลังจ้องมองนางอยู่ นางเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า แล้วต้องชะงักค้างร่างทั้งร่างแข็งทื่อดั่งถูกแช่แข็ง ‘ความโชคร้ายขั้นสุดมาเยือนแล้วสิ จะทำอย่างไรดี’ …….. sdsจวนตระกูลไป๋ จวนตระกูลไป๋ ภายในห้องหนังสือ แสงโคมส่องกระทบชายสูงวัยที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทร์หอม มือจับพู่กันลากลายอักษรบนกระดาษ เงาร่างบางของไป๋ซินอวี้ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู นางก้าวเข้ามาเงียบ ๆ ในมือถือตะกร้าบรรจุถ้วยน้ำแกงไก่ “ท่านพ่อ ลูกต้มน้ำแกงมาให้ ท่านดื่มเถิดเจ้าค่ะ” แม่ทัพไป๋เหวินหลงละสายตาจากงานในมือ หันไปมองบุตรสาว แววตาฉายความอ่อนโยน ก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง ๆ “ขอบใจเจ้ามากนะ” ไป๋ซินอวี้ก้มศีรษะรับ ก่อนจะวางถ้วยน้ำแกงไก่ลงบนโต๊ะ นางค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งข้างบิดา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “ท่านพ่อ หากลูกอยากเข้าร่วมกองทัพด้วย ท่านจะยินยอมหรือไม่” แม่ทัพไป๋เหวินหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนหัวเราะในลำคอ “เจ้าคือสตรี แม้จะใจกล้าหาญ แต่มิอาจอยู่ท่ามกลางชายฉกรรจ์ได้หรอก” ไป๋ซินอวี้จ้องมองผู้เป็นบิดา แววตาแน่วแน่ “แต่ลูกอยากองอาจสง่างามกลางสนามรบเช่นเดียวท่าน!” แม่ทัพไป๋เหวินหลงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มจาง ๆ ดึงตราแม่ทัพออกมาวางบนโต๊ะ “หากเจ้าปรารถนาจะควบคุมกองทัพ ก็มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่ทำให้เจ้าอยู่เหนือทหารทั้งปวง” ไป๋ซินอวี้มองตราแม่ทัพที่สะท้อนแสงตะเกียง น
เกิดอะไรขึ้นจวนตระกูลเซี่ยภายในห้องที่เงียบสงบ มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่ที่ไหวไปตามสายลม เซี่ยเหมยลี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางรู้สึกถึงกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ในอากาศ นางกระพริบตาเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้หอมอันคุ้นเคย“คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ!”เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างยินดี ลี่จิ่นถือถ้วยยาเดินเข้ามา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจเซี่ยเหมยลี่หันไปมองลี่จิ่น ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว“ลี่จิ่น…ข้ากลับมาได้อย่างไร?”ลี่จิ่นนั่งลงข้างเตียง ยื่นถ้วยยาให้ก่อนจะตอบ“คุณชายใหญ่เป็นผู้พาท่านกลับมาเจ้าค่ะ”เซี่ยเหมยลี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงใบหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน“แล้วองค์รัชทายาทเล่า? เขาอยู่ที่ใด”ลี่จิ่นอ้ำอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“องค์รัชทายาทเสด็จเข้าวังหลวงไปปราบกบฏแล้วเจ้าค่ะ”ดวงตาของเซี่ยเหมยลี่เบิกกว้าง นางตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบผลักประตูห้อง วิ่งพรวดออกไป“คุณหนู! คุณหนูเจ้าค่ะ!”ลี่จิ่นร้องเรียกไล่หลัง แต่ไม่อาจหยุดยั้งร่างของนางได้ จึงทำได้เพียงเร่งฝีเท้าวิ่งตามไป…ณ วังหลวงกลิ่นคาวเลือดอวลคลุ้งไปทั่ว ท่ามกลางกอ
ตอนที่32 หลินกุ้ยเฟยก่อกบฏ2ณ วังหลวงตำหนักพระสนมหลินกุ้ยเฟยภายในห้องบรรทมที่ตกแต่งอย่างวิจิตร หลินกุ้ยเฟยยืนอยู่กลางห้องในอาภรณ์แพรไหมล้ำค่า เส้นผมดำขลับถูกรวบเกล้าอย่างประณีต แววตาของนางเปล่งประกายเจิดจ้าเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้น แม่นมคนสนิทรีบก้าวเข้ามาพร้อมกระดาษแผ่นเล็กในมือ หลินกุ้ยเฟยรับมาเปิดอ่าน สายตาของนาง พลันริมฝีปากเผยรอยยิ้มแห่งความหวังออกมานางหันไปเหลือบสายตามองไปยังร่างขององค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นบุตรชายของตนที่ยังคงนอนหมดสติอยู่บนเตียง ก่อนจะพยักหน้าให้แม่นมคนสนิทเป็นสัญญาณโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยวาจาใดหลินกุ้ยเฟยก้าวเดินออกจากห้องอย่างสง่างาม ผ้าคลุมสะบัดไหวไปตามสายลม….ณ ตำหนักของฮ่องเต้หลินกุ้ยเฟยก้าวเดินเข้ามาอย่างสง่างามพร้อมกับเหล่าทหารที่ตนเองฝึกมาเป็นอย่างดีเพื่อใช้ในการนี้ประกายคมดาบสะท้อนแสงวูบวาบ สังหารผู้คนที่ขว้างทางนางโดยไร้ความปรานี เสียงร่ำให้กรีดร้องดังระงมทั่วบริเวณ ร่างขององค์รักที่ยืนเฝ้าหน้าตำหนักล้มลงราวใบไม้ล่วงเพราะไม่ทันได้ตั้งตัวจากการก่อกบฏในครั้งนี้ท่ามกลางกลิ่นคาวโลหิต หลินกุ้ยเฟยก้าวเดินเข้ามาอย่างองอาจ นางยกมือขึ้นเบา ๆ เหล่าทหารที่ต
ตอนที่ 28 สนมหลินกุ้ยเฟยก่อกบฏ1 ณ วังหลวง ตำหนักพระสนมหลินกุ้ยเฟย แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดเงาจาง ๆ ลงบนผืนพรมลายวิจิตรงดงาม ภายในตำหนักอบอวลด้วยกลิ่นกำยานอ่อนจาง พระสนมหลินกุ้ยเฟยนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ มือเรียวจับเข็มปักลวดลายลงบนผ้าเช็ดหน้าเนื้อดี เส้นไหมสีทองร้อยเรียงกันเป็นลวดลายหงส์ทอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากเบื้องหลัง ไม่นานนัก แม่นมคนสนิทก็ก้าวเข้ามา ค้อมกายลงพลางเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงเคารพ “องค์ชายรองยังคงคุกเข่าอยู่หน้าตำหนัก บัดนี้ล่วงเลยไปสองชั่วยามแล้วเพคะ” มือที่กำลังปักเข็มชะงักไปครู่หนึ่ง พระสนมหลินกุ้ยเฟยปรายตามองด้ายทองที่พันปลายนิ้ว ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ให้เขารอต่อไป” นางวางผ้าปักลงบนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้า ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “จัดการเรียบร้อยหรือยัง” แม่นมพยักหน้ารับ ก่อนจะก้าวไปเบื้องหน้ายื่นกระดาษแผ่นเล็กออกมา หลินกุ้ยเฟยรับมา คลี่ออกอ่านเนื้อความบนกระดาษก่อนจะเผยรอยยิ้มแห่งความหวังออกมา …. จวนตระกูลไป๋ภายในของไป๋ซินอวี้สายลมเย็นพัดโชยกระทบผ้าม่านสีอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลม ภายในห้องเงียบสงบ จนได้ยินเสียงลมพัดแผ่วเบา ไป๋ซินอวี้นั่งตัวตรงอยู่ข้างโต๊ะไม้
ฮ่องเต้ถูกวางยาณ วังหลวงภายในตำหนักบรรทมบรรยากาศเยียบเย็นราวลมวสันต์ที่ไร้ไออุ่น ฮ่องเต้ทรงบรรทมอยู่บนเตียง ร่างกายนิ่งสนิทราวไร้ลมหายใจ มีเพียงลมหายใจแผ่วเบาที่บ่งบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ม่านบางไหวกระเพื่อมเมื่อร่างหนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ หลินกุ้ยเฟยประดับอาภรณ์งามสง่า ดวงตาคู่งามนั้นแฝงไปด้วยประกายเย้ยหยันนางเดินมาหยุดที่ข้างเตียง จ้องมองใบหน้าบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยรักสุดหัวใจ แต่บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงร่างไร้สติใต้ฤทธิ์ยาที่นางมอบให้หลินกุ้ยเฟยแค่นหัวเราะเบา ๆ ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มเยียบเย็น ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเต็มไปแฝงไปด้วยความโกรธแค้นในครั้งอดีตอันแสนขมขื่น“ฝ่าบาท…ทรงหลับใหลเช่นนี้ต่อไปเถิดเพคะ อีกเพียงไม่นานพระองค์ก็ทรงจะได้ลงไปพบกับนางในนรกแล้วเพคะ”หลินกุ้ยเฟยหลับตาลง หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นบนหลังฝ่ามือขาวผ่อง ก่อนที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เจือไปด้วยความขมขื่น พลันคิดย้อนไปในครั้งอดีต เมื่อยังคงเป็นเพียงหญิงสาวที่ใสซื่อไร้เดียงสานางกับเขาเคยเป็นดั่งเงาแห่งกันและกัน ครั้งหนึ่งเคยร่วมผ่านความเป็นความตาย นางช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ทั้งสองรักมั่นในกันและกัน
ใต้น้ำตกก่อนจะแทรกมือใหญ่เข้าไปยังจุดอ่อนไหวกลางกาย นิ้วยาวแตะสัมผัสกับกลีบเกสรที่เริ่มเยิ้มด้วยหยาดน้ำรัก ปลายนิ้วลูบไล้ขึ้นลงอย่างแผ่วเบา นางสะท้านเฮือกเมื่อปลายนิ้วเรียวบดคลึงติ่งเกสรที่เต้นระริกจากอารมณ์อันเร่าร้อนเสียงครางหวานแว่วกังวาน มือเล็กเกาะเกี่ยวแผ่นหลังของเขาแน่น หลี่หานเซียนบดขยี่ติ่งเกสรจนหยาดน้ำรักเอ่อล้นออกมาจากร่างบาง เซี่ยเหมยลี่แอ่นสะโพกขึ้นลงรับสัมผัสนั้นอย่างหลงใหล สะโพกมนกระตุกเบา ๆ ขณะที่เสียงครวญครางยังดังไม่ขาดสายหลี่หานเซียนเลื่อนมือใหญ่ไปจับเรียวขางาม ก่อนจะยกขึ้น แล้วค่อย ๆ ใช้แก่นกายแข็งแกร่งที่ขยายใหญ่เต็มที่แล้วถูกไถไปมากับร่องกลีบเกสรที่ฉ่ำเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำรัก สร้างความเสียวซ่านให้นางจนเผลอครางออกมา“อา…องค์รัชทายาท”เสียงครางหวานเรียกกระเส่า ร่างบางบิดเร้าอย่างต้องการ การเติมเต็มจนแทบไม่อาจรั้งรอได้อีกต่อไป หลี่หานเซียนขบกรามแน่น ก่อนจะค่อยกดสะโพกสอดแทรกแก่นกายเข้าไปอย่างช้า ๆ จนสุดลำร่างของทั้งสองแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว เสียงครางหวานของนางดังประสานกับเสียงครางต่ำของเขาร่างบางกอดรัดเขาแน่นขึ้น ขณะที่หลี่หานเซียนเริ่มขยับสะโพกเข้าออกอย่างเชื่องช้า