Masuk“ข้าเองก็กำชับแล้วว่าให้ส่งอาหารดี ๆ ไปที่เรือนซือกง เรือนใหญ่กินอะไรเรือนอื่น ๆ ก็ต้องกินเช่นนั้น คาดว่าพวกบ่าวคงจะได้ยินไม่ถนัดกระมังเจ้าค่ะท่านพี่ เอาอย่างนี้นะหวนเอ๋อร์ เจ้ากลับไปที่เรือนก่อน แม่จะสั่งให้คนนำอาหารไปส่งให้เจ้าใหม่ หลังจากนี้จะกำชับให้ดีไม่ให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก” เซิ่นอวี่หยาแสร้งทำเป็นพูดจาดีต่อหน้าสามีของตน
“แม่เจ้าพูดขนาดนี้แล้วพวกเจ้ากลับไปเถิด อย่าทำให้บรรยากาศที่นี่เสียไปมากกว่านี้เลย”
“ในขณะที่ลูกของอนุนั่งกินข้าวในเรือนใหญ่ได้ แต่เหตุใดลูกจะนั่งกินที่นี่ไม่ได้”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนต่างก็ไม่พอใจ หันขวับมามองด้วยสายตาเกรี้ยวกราด เพราะทุกคนล้วนแต่เป็นลูกที่เกิดจากอนุภรรยาทั้งสิ้น ในจวนนี้มีเพียงกงเจิ้นหวนที่เกิดจากภรรยาเอกที่มาจากตระกูลชั้นสูงเท่านั้น แต่ทว่าหลังจากมารดาของกงเจิ้นหวนเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ ญาติทางฝั่งแม่ก็ตัดขาดจากตระกูลกง ในตอนนั้นกงเจิ้นกวนอายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกไปอยู่กับคนอื่นนอกจากบิดาของตน
“กงเจิ้นหวน! เจ้าบังอาจมาว่าแม่ข้าเป็นอนุหรือ!” ‘กงกว้านซี’ พี่ชายคนรองส่งเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ ลุกขึ้นจากเก้าอี้จะหาเรื่อง
“จริงหรือไม่แม่ของเจ้ารู้ดีที่สุด” คนพูดยังคงนั่งเฉยราวกับไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น
เซิ่นอวี่หยานั่งกำหมัดแน่นด้วยความแค้นเคือง แต่นางต้องเก็บกดอารมณ์เอาไว้ไม่อยากให้สามีเห็นว่าเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย
“ซีเอ๋อร์นั่งลงเสีย เรื่องเล็กแค่นี้อย่าทำให้เสียบรรยากาศ น้องเจ้าก็เพียงพูดไปตามอารมณ์เท่านั้น” เอ่ยแล้วหันมามองลูกเลี้ยง “เจ้าอย่าน้อยใจไปเลยนะหวนเอ่อร์ แม่เข้าใจว่าเจ้าอิจฉาพี่ของเจ้าที่เป็นลูกแท้ ๆ ของแม่ แต่แม่ก็รักเจ้าเหมือนลูกแท้ ๆ นะ แม่เลี้ยงดูเจ้ามาจนโตป่านนี้มีหรือจะไม่รัก”
“หากเป็นเช่นนั้นลูกขอให้ท่านแม่ส่งอาหารดี ๆ ให้กับลูกและสะใภ้บ้างได้หรือไม่ ลูกไม่อยากให้คนอื่นมาว่าท่านแม่ได้ว่าเป็นแม่สามีที่รังแกลูกสะใภ้ หากเป็นเช่นนั้นจะเสื่อมเสียถึงชื่อเสียงของท่านพ่อไปด้วย”
“ได้สิ หลังจากนี้แม่จะกำชับด้วยตัวเองไม่ให้บกพร่องเด็ดขาด”
“หากท่านแม่กล่าวเช่นนี้แล้วลูกก็วางใจ ลูกกับฮูหยินขอตัวกลับเรือนก่อน เชิญท่านพ่อกินมื้อเย็นต่ออย่างสบายใจเถิด”
กล่าวแล้วก็ลุกขึ้นพร้อมกับภรรยา ทั้งคู่คำนับตามมารยาทแล้วเดินออกไปจากจวนพร้อมกัน เมื่อเดินผ่านพ้นประตูมาแล้วเหวินเสี่ยวเหยาก็หันมามองหน้าเขาทันที ตอนแรกนางคิดว่าเขาจะโวยวายและใช้กำลังสร้างความวุ่นวาย แต่ทว่ากับใช้วิธีที่นุ่มนวลแต่บาดลึกเสียอย่างนั้น
“ข้านึกว่าเจ้าจะใช้กำลังเสียอีก”
“ข้ามิได้สิ้นคิดถึงเพียงนั้น หากใช้กำลังกับบิดามารดาก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นลูกอกตัญญูน่ะสิ”
“นับว่าเจ้ายังคิดได้”
“ข้าคิดได้มาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ยังไม่ลงมือทำก็เท่านั้น” เอ่ยแล้วก็เดินต่อไป
เหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ยิ่งทำให้เหวินเสี่ยวเหยามั่นใจว่าเขามิใช่คนไม่เอาถ่านอย่างที่คนร่ำลือกัน อย่างน้อยเขาก็มิใช่คนชั่วช้าและคิดจะเอาเปรียบนาง ชีวิตในจวนกงหลังจากนี้คงมีเรื่องสนุกให้ทำมากขึ้นเสียแล้วสิ
ภายในจวนกงมีสวนบุพชาติที่รวบรวมพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดเอาไว้ เป็นพื้นที่หย่อนใจสำหรับบรรดาสตรีในจวน ทุกเช้าบ่าวรับใช้หญิงมักจะเดินตามผู้เป็นนายหญิงมาเก็บดอกไม้เพื่อนำไปจัดแจกันประดับห้อง วันนี้เหวินเสี่ยวเหยาอยากออกมาสูดอากาศนอกเรือนซือกงบ้างจึงมุ่งหน้ามาที่นี่พร้อมกับหว่านซิง ตั้งใจว่าจะเก็บดอกไม้ไปประดับที่เรือนและห้องตำราของกงเจิ้นหวนด้วย
แต่หารู้ไม่ว่าการที่นางมาเยือนที่แห่งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าถิ่นมาก ตอนนี้อ้ายเฟยเทียนผู้เป็นฮูหยินของคุณชายใหญ่กำลังมีความสุขกับการเลือกชมดอกไม้ในสวน แต่เมื่อเห็นว่าเหวินเสี่ยวเหยาและบ่าวรับใช้กำลังเดินตรงมาก็ชักสีหน้าใส่ทันที
“บังอาจมาใช้สวนบุพชาติเดียวกับข้า!”
เอ่ยแล้วนางก็เดินตรงไปหาเรื่องทันที เหวินเสี่ยวเหยากำลังชมดอกไม้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ดี ๆ ก็ต้องตกใจเมื่อนางโดนผลักที่ไหล่อย่างไม่ทันตั้งตัวจนแทบจะเสียหลักล้ม แต่ทว่าหว่านซิงช่วยพยุงตัวเอาไว้ได้ทันเสียก่อน
“เจ้าทำอันใด!” เหวินเสี่ยวเหยาส่งเสียงอันแข็งกร้าวออกไปเพื่อตอบโต้
“ผู้ใดอนุญาตให้เจ้ามาที่สวนบุพชาตินี้!”
“มีป้ายห้ามข้าเข้ามาด้วยหรือ ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของจวนกง ข้าเป็นสะใภ้ย่อมมีสิทธิ์อยู่แล้ว”
“เจ้าไม่มีสิทธิ์มาใช้สถานที่เดียวกับพวกข้า!”
“เหตุใดจะไม่ได้เล่า” เหวินเสี่ยวเหยาส่งใบหน้าเข้าไปยียวนกวนประสาท ทำให้อ้ายเฟยเทียนถึงกับง้างมือจะตบหน้าแต่ทว่าเหวินเสี่ยวเหยาเอี้ยวตัวหลบได้ทัน ทำให้นางเสียหลักล้มเสียเอง
“กรี๊ดดดดด!!! เจ้าแกล้งข้า!”
“ข้ามิได้แกล้งเจ้าเสียหน่อย เจ้าจะตบข้าแต่ข้าหลบได้ทันเจ้าเสียหลักเอง ผู้ใดก็เห็นจริงหรือไม่” พูดจบแล้วก็หัวเราะชอบใจ
“ข้าเองก็กำชับแล้วว่าให้ส่งอาหารดี ๆ ไปที่เรือนซือกง เรือนใหญ่กินอะไรเรือนอื่น ๆ ก็ต้องกินเช่นนั้น คาดว่าพวกบ่าวคงจะได้ยินไม่ถนัดกระมังเจ้าค่ะท่านพี่ เอาอย่างนี้นะหวนเอ๋อร์ เจ้ากลับไปที่เรือนก่อน แม่จะสั่งให้คนนำอาหารไปส่งให้เจ้าใหม่ หลังจากนี้จะกำชับให้ดีไม่ให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก” เซิ่นอวี่หยาแสร้งทำเป็นพูดจาดีต่อหน้าสามีของตน “แม่เจ้าพูดขนาดนี้แล้วพวกเจ้ากลับไปเถิด อย่าทำให้บรรยากาศที่นี่เสียไปมากกว่านี้เลย” “ในขณะที่ลูกของอนุนั่งกินข้าวในเรือนใหญ่ได้ แต่เหตุใดลูกจะนั่งกินที่นี่ไม่ได้” คำพูดนั้นทำให้ทุกคนต่างก็ไม่พอใจ หันขวับมามองด้วยสายตาเกรี้ยวกราด เพราะทุกคนล้วนแต่เป็นลูกที่เกิดจากอนุภรรยาทั้งสิ้น ในจวนนี้มีเพียงกงเจิ้นหวนที่เกิดจากภรรยาเอกที่มาจากตระกูลชั้นสูงเท่านั้น แต่ทว่าหลังจากมารดาของกงเจิ้นหวนเสียชีวิตอย่างมีเง
บรรยากาศในเรือนใหญ่ตอนนี้กำลังครึกครื้นและชื่นมื่นกับอาหารมื้อเย็นที่สุดแสนจะอู้ฟู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยจานกับข้าวชั้นเลิศ แตกต่างจากที่ส่งไปยังเรือนซือกง วันนี้ท่านกั๋วกงผู้เป็นเจ้าเรือนนั่งร่วมกินข้าวกับภรรยาและบรรดาลูกสาว ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานตัวเล็ก ๆ อีกหลายคน เป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขในสายตาของใครที่กำลังมองมา แต่ทว่าในสายตาของกงเจิ้นหวนนั้นเป็นครอบครัวที่น่าสมเพชยิ่งนักบิดาผู้เป็นกั๋วกงช่างโง่เขลา ไร้ความยุติธรรม รังแกภรรยาหลวง นำสินเดิมของมารดาของเขามาถลุงเล่นในจวนจนหมดสิ้น แถมเมื่อหมดประโยชน์ก็หาทางกำจัดนางจนต้องจากไปก่อนวัยอันควร กงเจิ้นหวนต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก โตมากับความยากเย็นแสนเข็ญ โดนดูถูกรังแกจากพี่น้อง จนเขาต้องแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวในเรือนซือกงจนกระทั่งตอนนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ค่อยอยากจะสุงสิงกับคนในจวนสักเท่าไหร่ “เจ้ากินเยอะ ๆ นะฮูหยิน จะได้มีแรงดูแลจวนของเรา” “เจ้าค่ะท่านพี่” ท่านกั๋วกงและฮูหยินใหญ่ส่งยิ้มหวานให้กันท่ามกลางสายตาหลายคู่ของบรรดาลูกหลานที่นั่งในวงสำหรับข้าว ต่างก็กำลังใช้ตะเกียบคีบอาหารม
“รีบบอกมา ข้าอยากโดนจัดการจะแย่แล้ว หากไม่มีสิ่งใดแล้วเชิญออกไปจากเรือนข้า” เอ่ยพลางยิ้มเยาะเย้ยและผายมือเชิญให้ออกไปทางเดิม เซิ่นอวี่หยาถลึงตามองด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไปพร้อมกับบ่าวรับใช้ เมื่อตัวปัญหาออกไปจากเรือนแล้วเหวินเสี่ยวเหยาก็ถอนหายใจอย่างรู้สึกโล่ง เดินเข้ามาหากงเจิ้นหวนอีกครั้ง “เจ้าทำเช่นนี้ไม่กลัวว่านางจะหาเรื่องใหญ่กว่านี้มาให้หรือ” “เหตุใดจะต้องกลัวด้วย” “แต่เจ้าจะทำให้ข้าเดือดร้อนไปด้วยน่ะสิ” “แต่ที่ข้าทำก็เพื่อปกป้องเจ้านี่นา ไม่ขอบคุณยังจะมีหน้ามาว่าข้าอีก” 
“อยู่ด้วยกันพอดีเลย!” เซิ่นอวี่หยาส่งเสียงออกมาเมื่อเดินมาถึง ด้านหลังมีนางหลิวอี้ยืนอยู่ นางแสดงสีหน้าราวกับหมั่นไส้เจ้าของเรือนเสียเต็มประดา “มิทราบว่าท่านแม่มีเรื่องอันใดหรือ?” กงเจิ้นหวนแสร้งทำเป็นถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่านางมาด้วยเรื่องอันใด “เป็นเจ้าใช่ไหมที่ตบหน้าป้าหลิว!” “ใช่...ข้าทำเอง ทำไมหรือ?” “บังอาจนัก! ตบหน้าป้าหลิวก็เท่ากับตบหน้าข้า! เจ้าคิดจะกบฏงั้นหรือ!” “นางทำผิดย่อมโดนลงโทษ ข้าทำเพื่อท่านแม่นะขอรับ” “ถึงอย่างไรก็ควรบอกข้าก่อน ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายคนของข้า!” “ข้าจะทำแล้วใครจะทำไม? เจ้านายจะสั่งสอนบ่าวรับใช้ทำมิได้หรอกหรือ?” กงเจิ้นหวนยืนปะทะวาจากับแม่เลี้ยงอย่างไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวต่ออำนาจ ความผิดปกตินั่นทำให้เซิ่นอวี่หยารู้สึกสงสัย ปกติแล้วชายผู้นี้ไม่เคยมีท่าทีหยิ่งผยอง ว่านอนสอนง่าย สั่งอะไรก็ทำ จะกลั่นแกล้งอย่างไรก็ไม่เคยขึ้นเสียงหรือแสดงสีหน้าต่อต้านเลยสักนิด “เหตุใดเจ้าถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้ เป็นเพราะนางใช่หรือไม่ที่ทำให้เจ้ากล้าต่อต้านข้า!” “ข้าก็เป
กงเจิ้นหวนเดินเข้ามาหาช้า ๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอำมหิตผิดแปลกจากทุกครั้งที่เคยเห็น หลิวอี้รู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่พูดเมื่อสบตาคู่คมนั้น นางถอยหลังทีละก้าวอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ทว่าแผ่นหลังปะทะกับแผงอกของอาหลิวเข้าอย่างจัง “คะ...คุณชายคิดจะทำอันใดเจ้าคะ” “จับตัวมันไว้ให้ข้า!” หลิวอี้รับคำสั่งมาแล้วก็จับแขนทั้งสองข้างของบ่าวเก่าแก่เอาไว้ให้มั่น หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของกงเจิ้นหวนที่จะสั่งสอนบ่าวปากดีให้หลาบจำ มือใหญ่ที่เคยจับเพียงกระบี่บัดนี้มันถูกใช้ฟาดไปที่แก้มของหญิงสูงวัยอย่างไม่ออมแรง หลายครั้งติดต่อกันจนใบหน้าของนางหลิวอี้ขึ้นสีแดงฉานอย่างเห็นได้ชัด เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! “บ่าวผิด
ณ เรือนซือกง การเข้ามาอยู่ในจวนกงในฐานะสะใภ้ของเหวินเสี่ยวเหยายังคงไม่ง่ายเช่นเคย นางมักจะถูกผู้คนในจวนมองด้วยสายตารังเกียจ แต่นางก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะวัน ๆ ก็อยู่แต่ในเรือนไม่ได้ออกไปไหน เว้นเสียแต่ว่าคนเหล่านั้นจะมาหาเรื่องถึงถิ่น ในส่วนของกงเจิ้นหวนนั้นวัน ๆ ก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องตำรา ไม่ยอมออกมาพบปะผู้คนด้านนอก ตกดึกมักจะออกไปข้างนอกพร้อมกับอาหลิว เขาไม่เคยแวะเวียนมาหานางเลยสักครั้ง แต่นั่นก็ทำให้เหวินเสี่ยวเหยารู้สึกสบายใจเพราะไม่มีผู้ใดมารบกวน “ฮูหยินไม่รู้สึกน้อยใจเลยหรือเจ้าคะที่คุณชายสามไม่มาหาบ้างเลย” หว่านซิงถามในขณะที่ทั้งสองคนกำลังนั่งเล่นอยู่หน้าเรือน “ดีจะตาย ข้าเองก็ไม่อยากให้เขามายุ่งวุ่นวายกับข้าอยู่แล้ว ต่างคนต่างอยู่ ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ดูท่าแล้วชายผู้นั้นตั้งใจจะให้ข้าเข้าจวนมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ให้คนในจวนนี้มาเล่นงานข้าแทนเขาต่างหาก” “เป็นเช่นนี้จริงหรือเจ้าคะ คุณชายสามช่างร้ายกาจเสียจริง!” “ข้ารู้สึกได้ว่าคนผู้นี้มิได้เสเพลไม่เอาถ่านอย่างที่ใครร่ำลือกัน มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาแสร้งสร้า







