تسجيل الدخولเหวินเสี่ยวเหยาหันขวับไปมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร อีกฝ่ายทำหน้าเยาะเย้ยใส่อย่างไม่ไยดี เหวินเสี่ยวเหยาต้องควบคุมสติให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ผ่านพ้นยามนี้ไปให้ได้ นางจะจำหน้าคนเหล่านี้เอาไว้ให้ขึ้นใจ หากมีโอกาสจะตอบแทนให้อย่างสาสมแน่นอน
“เอาล่ะ หากนานไปกว่านี้เกรงว่ามือของนางจะไม่สามารถใช้งานได้ ใครรู้เข้าจะหาว่าข้าเป็นแม่สามีใจร้าย” พูดแล้วก็หัวเราะเยาะ
“ขอบคุณเจ้าคะท่านแม่สามี” เหวินเสี่ยวเหยาคำนับแล้วลุกขึ้นยืนจะเดินกลับมาแต่โดนส่งเสียงห้ามเอาไว้เสียก่อน
“ข้าสั่งให้เจ้าไปแล้วหรือ?”
เหวินเสี่ยวเหยาหันขวับมามอง “ยังเจ้าค่ะ”
“ยังก็นั่งคุกเข่าลงต่อ ข้ายังไม่ได้สั่งให้ไปก็ห้ามไป”
“หากข้าไม่นั่งเล่า” เหวินเสี่ยวเหยาส่งสายตามองอย่างท้าทาย
“นี่เจ้า! กล้ามองข้าเช่นนี้หรือ!” จากตอนแรกที่อารมณ์ดีเพราะได้แกล้งภรรยาของลูกเลี้ยงที่นางไม่ชอบขี้หน้า แต่ตอนนี้กลับเริ่มโมโหขึ้นมาเสียแล้ว
“ที่ข้ายอมในตอนแรกเพราะเห็นว่าข้าเป็นฝ่ายผิด ที่นอนตื่นสายจนมาไม่ทันคารวะท่านแม่สามี แต่สิ่งที่ท่านทำกับข้าก็ใช่ว่าจะถูกต้อง คนเป็นแม่สามีจะต้องมีเมตตากับสะใภ้มิใช่หรือ ในสิ่งที่ผิดข้าได้ชดใช้ให้แล้ว แต่ในเมื่อคิดจะรังแกกันไม่เลิกข้าก็ไม่ยอมเช่นกัน”
“เจ้าช่างบังอาจนัก! กล้าดีอย่างไรมาขึ้นเสียงกับข้า!” เซิ่นอวี่หยาตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนอย่างเดือดดาล บรรดาลูกสาวและลูกสะใภ้ต่างก็หวาดกลัวไปตาม ๆ กัน
“ท่านแม่อย่ายอมมันะเจ้าคะ นางผู้นี้เพิ่งจะเข้าจวนมายังกล้าถึงเพียงนี้ หากไม่กำราบมันคงจะเหยียบหัวพวกเราทุกคนที่นี่แน่นอน” อ้ายเฟยเทียนรีบเข้ามาใส่ไฟให้อารมณ์ร้อนแรงขึ้น
“ป้าหลิวจับตัวนางเอาไว้ โบยสามสิบครั้ง แล้วนำไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน”
ได้ยินอย่างนั้นหว่านซิงก็เบิกตาด้วยความตกใจกลัว รีบวิ่งเข้ามาขวางหน้าเจ้านายของตนเอาไว้ไม่ให้ใครมารังแกกันได้ ในขณะกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นั้น หว่านซิงก็ถูกผลักศีรษะกระแทกขอบประตูจนล้มหมดสติไป
“หว่านซิง!”
เหวินเสี่ยวเหยาจะเข้าไปหาสาวใช้ของตนแต่ทว่าโดนจับตัวเอวไว้เสียก่อน นางพยายามสลัดตัวบ่าวรับใช้เหล่านั้นออกแต่ไม่เป็นผล สายตาของนางมองไปยังหว่านซิงที่นอนหมดสติ มีโลหิตสีแดงฉานไหลออกมาจากแผลเล็ก ๆ ที่ศีรษะด้านขวา
“ปล่อยข้านะ! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!” ตอนนี้เหวินเสี่ยวเหยาไม่ได้เป็นห่วงตัวเองเลยแม้แต่น้อย นางเป็นห่วงว่าหว่านซิงจะเป็นอันตราย คนในจวนนี้ไม่มีใครดีเลยสักนิด ใครจะช่วยดูแลหว่านซิง ใครจะช่วยทำแผลให้หากนางโดนโบยจริง ๆ
ในขณะนั้นเองก็มีเสียงของบุรุษดังขึ้นมาแต่ไกล เสียงนี้เหวินเสี่ยวเหยาไม่คุ้นเคยแต่หากคนในจวนคุ้นเคยเป็นอย่างดี เสียงของคุณชายสามที่เพิ่งเป็นเจ้าบ่าวหมาด ๆ แต่กลับไม่เข้าร่วมพิธีและไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าเจ้าสาวของตน
“ใครมาส่งเสียงหนวกหูแถวนี้นะ” เสียงนั้นเหมือนเสียงของคนที่กำลังเมาสุรามา
เหวินเสี่ยวเหยามองไปยังต้นเสียงก็เจอกับบุรุษหนุ่มรูปงาม ข้างกายมีบ่าวรับใช้ชายผู้หนึ่งรูปร่างสันทัด ในขณะกำลังใช้ความคิดภาพในหลายวันก่อนก็ฉายย้อนเข้ามาอีกครั้ง ทำให้นางจำได้ว่านั่นคือชายหนุ่มที่เคยรังแกขอทานนั่นเอง
“เป็นเจ้านี่เอง” เหวินเสี่ยวเหยาพึมพำออกมาเบา ๆ แต่ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือสามีของตน
“ข้ามาตามตัวฮูหยินของข้ากลับเรือน”
“ข้ายังไม่อนุญาตให้กลับก็ไม่มีผู้ใดพาตัวกลับไปได้!” เซิ่นอวี่หยาส่งเสียงออกมาอย่างแข็งกร้าว วางอำนาจบาตรใหญ่เหมือนเช่นทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าลูกเลี้ยงผู้นี้ ปกติแล้วกงเจิ้นหวนมักจะไม่กล้าต่อปากต่อคำ สั่งอะไรก็ทำ และไม่ค่อยชอบยุ่งวุ่นวายเรื่องในจวน นางจึงคิดว่าครั้งนี้จะเหมือนทุกครั้ง
กงเจิ้นหวนเดินโซเซเข้ามาในเรือนน้ำชา ตรงมาหาฮูหยินของตน โดยไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเขาจะทำอะไร ในขณะที่เหวินเสี่ยวเหยาก็มองอีกฝ่ายด้วยความฉงน นางเริ่มคิดได้แล้วว่าชายผู้นี้น่าจะเป็นสามีของตน ดูจากสภาพแล้วคงพึ่งพาอะไรไม่ได้ ทั้งคู่จ้องหน้ากัน แววตาคู่สวยไม่ได้มีความคาดหวังอะไรในตัวชายหนุ่มเลยสักนิด
“กลับเรือนกับข้า” เอ่ยพลางส่งมือมาให้
เห็นอย่างนั้นเหวินเสี่ยวเหยาก็เริ่มลังเล นางไม่ชอบหน้าชายผู้นี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แต่โชคชะตากลับนำมาให้เขามาเป็นสามีของนาง ในเรือนนี้นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครที่พอจะพึ่งพาได้ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าหัวเดียวกระเทียมลีบ นางส่งมือไปจับมือเขาไว้จากนั้นก็ถูกดึงให้ลุกขึ้นยืน
“หยุดเดี๋ยวนี้! เจ้าเอาความกล้ามาจากไหนมาขัดคำสั่งข้า!”
“ข้าอยากเข้าเรือนหอกับฮูหยินข้าแล้ว” กงเจิ้นหวนแสร้งทำเป็นส่งเสียงอ้อแอ้ออกไปท้าทาย จูงมือพาฮูหยินของตนออกไปจากเรือนน้ำชา
“ขวางมันเอาไว้!”
เมื่อได้รับคำสั่งบ่าวชายในเรือนสามคนก็มาขวางทางเอาไว้ แต่ทว่ายังไม่ทันได้ถึงมือของกงเจิ้นหวน อาหลิวจัดการสามคนนั้นเสียก่อน แล้วช่วยอุ้มหว่านซิงตามออกมา
“พวกเจ้าช่างบังอาจนัก! ข้าไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าไว้แน่!” เมื่อไม่ได้ดั่งใจเซิ่นอวี่หยาก็แผดเสียงออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด คว้าถ้วยชาโยนลงบนพื้นจนแตกกระจาย บรรดาลูกสาวและสะใภ้ต่างก็ตกใจกลัวกันถ้วนหน้า
“ไอ้คนไร้ค่านั่นมันคิดจะขัดคำสั่งท่านแม่ อีกไม่นานมันคงจะพากันเยาะเย้ยที่ทำให้ท่านแม่เกิดโทสะเช่นนี้แน่นอนเจ้าค่ะ” อ้ายเฟยเทียนผู้เป็นสะใภ้ใหญ่รีบใส่ไฟทันที
บรรยากาศในเรือนใหญ่ตอนนี้กำลังครึกครื้นและชื่นมื่นกับอาหารมื้อเย็นที่สุดแสนจะอู้ฟู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยจานกับข้าวชั้นเลิศ แตกต่างจากที่ส่งไปยังเรือนซือกง วันนี้ท่านกั๋วกงผู้เป็นเจ้าเรือนนั่งร่วมกินข้าวกับภรรยาและบรรดาลูกสาว ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานตัวเล็ก ๆ อีกหลายคน เป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขในสายตาของใครที่กำลังมองมา แต่ทว่าในสายตาของกงเจิ้นหวนนั้นเป็นครอบครัวที่น่าสมเพชยิ่งนักบิดาผู้เป็นกั๋วกงช่างโง่เขลา ไร้ความยุติธรรม รังแกภรรยาหลวง นำสินเดิมของมารดาของเขามาถลุงเล่นในจวนจนหมดสิ้น แถมเมื่อหมดประโยชน์ก็หาทางกำจัดนางจนต้องจากไปก่อนวัยอันควร กงเจิ้นหวนต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก โตมากับความยากเย็นแสนเข็ญ โดนดูถูกรังแกจากพี่น้อง จนเขาต้องแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวในเรือนซือกงจนกระทั่งตอนนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ค่อยอยากจะสุงสิงกับคนในจวนสักเท่าไหร่ “เจ้ากินเยอะ ๆ นะฮูหยิน จะได้มีแรงดูแลจวนของเรา” “เจ้าค่ะท่านพี่” ท่านกั๋วกงและฮูหยินใหญ่ส่งยิ้มหวานให้กันท่ามกลางสายตาหลายคู่ของบรรดาลูกหลานที่นั่งในวงสำหรับข้าว ต่างก็กำลังใช้ตะเกียบคีบอาหารม
“รีบบอกมา ข้าอยากโดนจัดการจะแย่แล้ว หากไม่มีสิ่งใดแล้วเชิญออกไปจากเรือนข้า” เอ่ยพลางยิ้มเยาะเย้ยและผายมือเชิญให้ออกไปทางเดิม เซิ่นอวี่หยาถลึงตามองด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไปพร้อมกับบ่าวรับใช้ เมื่อตัวปัญหาออกไปจากเรือนแล้วเหวินเสี่ยวเหยาก็ถอนหายใจอย่างรู้สึกโล่ง เดินเข้ามาหากงเจิ้นหวนอีกครั้ง “เจ้าทำเช่นนี้ไม่กลัวว่านางจะหาเรื่องใหญ่กว่านี้มาให้หรือ” “เหตุใดจะต้องกลัวด้วย” “แต่เจ้าจะทำให้ข้าเดือดร้อนไปด้วยน่ะสิ” “แต่ที่ข้าทำก็เพื่อปกป้องเจ้านี่นา ไม่ขอบคุณยังจะมีหน้ามาว่าข้าอีก” 
“อยู่ด้วยกันพอดีเลย!” เซิ่นอวี่หยาส่งเสียงออกมาเมื่อเดินมาถึง ด้านหลังมีนางหลิวอี้ยืนอยู่ นางแสดงสีหน้าราวกับหมั่นไส้เจ้าของเรือนเสียเต็มประดา “มิทราบว่าท่านแม่มีเรื่องอันใดหรือ?” กงเจิ้นหวนแสร้งทำเป็นถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่านางมาด้วยเรื่องอันใด “เป็นเจ้าใช่ไหมที่ตบหน้าป้าหลิว!” “ใช่...ข้าทำเอง ทำไมหรือ?” “บังอาจนัก! ตบหน้าป้าหลิวก็เท่ากับตบหน้าข้า! เจ้าคิดจะกบฏงั้นหรือ!” “นางทำผิดย่อมโดนลงโทษ ข้าทำเพื่อท่านแม่นะขอรับ” “ถึงอย่างไรก็ควรบอกข้าก่อน ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายคนของข้า!” “ข้าจะทำแล้วใครจะทำไม? เจ้านายจะสั่งสอนบ่าวรับใช้ทำมิได้หรอกหรือ?” กงเจิ้นหวนยืนปะทะวาจากับแม่เลี้ยงอย่างไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวต่ออำนาจ ความผิดปกตินั่นทำให้เซิ่นอวี่หยารู้สึกสงสัย ปกติแล้วชายผู้นี้ไม่เคยมีท่าทีหยิ่งผยอง ว่านอนสอนง่าย สั่งอะไรก็ทำ จะกลั่นแกล้งอย่างไรก็ไม่เคยขึ้นเสียงหรือแสดงสีหน้าต่อต้านเลยสักนิด “เหตุใดเจ้าถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้ เป็นเพราะนางใช่หรือไม่ที่ทำให้เจ้ากล้าต่อต้านข้า!” “ข้าก็เป
กงเจิ้นหวนเดินเข้ามาหาช้า ๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอำมหิตผิดแปลกจากทุกครั้งที่เคยเห็น หลิวอี้รู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่พูดเมื่อสบตาคู่คมนั้น นางถอยหลังทีละก้าวอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ทว่าแผ่นหลังปะทะกับแผงอกของอาหลิวเข้าอย่างจัง “คะ...คุณชายคิดจะทำอันใดเจ้าคะ” “จับตัวมันไว้ให้ข้า!” หลิวอี้รับคำสั่งมาแล้วก็จับแขนทั้งสองข้างของบ่าวเก่าแก่เอาไว้ให้มั่น หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของกงเจิ้นหวนที่จะสั่งสอนบ่าวปากดีให้หลาบจำ มือใหญ่ที่เคยจับเพียงกระบี่บัดนี้มันถูกใช้ฟาดไปที่แก้มของหญิงสูงวัยอย่างไม่ออมแรง หลายครั้งติดต่อกันจนใบหน้าของนางหลิวอี้ขึ้นสีแดงฉานอย่างเห็นได้ชัด เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! “บ่าวผิด
ณ เรือนซือกง การเข้ามาอยู่ในจวนกงในฐานะสะใภ้ของเหวินเสี่ยวเหยายังคงไม่ง่ายเช่นเคย นางมักจะถูกผู้คนในจวนมองด้วยสายตารังเกียจ แต่นางก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะวัน ๆ ก็อยู่แต่ในเรือนไม่ได้ออกไปไหน เว้นเสียแต่ว่าคนเหล่านั้นจะมาหาเรื่องถึงถิ่น ในส่วนของกงเจิ้นหวนนั้นวัน ๆ ก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องตำรา ไม่ยอมออกมาพบปะผู้คนด้านนอก ตกดึกมักจะออกไปข้างนอกพร้อมกับอาหลิว เขาไม่เคยแวะเวียนมาหานางเลยสักครั้ง แต่นั่นก็ทำให้เหวินเสี่ยวเหยารู้สึกสบายใจเพราะไม่มีผู้ใดมารบกวน “ฮูหยินไม่รู้สึกน้อยใจเลยหรือเจ้าคะที่คุณชายสามไม่มาหาบ้างเลย” หว่านซิงถามในขณะที่ทั้งสองคนกำลังนั่งเล่นอยู่หน้าเรือน “ดีจะตาย ข้าเองก็ไม่อยากให้เขามายุ่งวุ่นวายกับข้าอยู่แล้ว ต่างคนต่างอยู่ ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ดูท่าแล้วชายผู้นั้นตั้งใจจะให้ข้าเข้าจวนมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ให้คนในจวนนี้มาเล่นงานข้าแทนเขาต่างหาก” “เป็นเช่นนี้จริงหรือเจ้าคะ คุณชายสามช่างร้ายกาจเสียจริง!” “ข้ารู้สึกได้ว่าคนผู้นี้มิได้เสเพลไม่เอาถ่านอย่างที่ใครร่ำลือกัน มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาแสร้งสร้า
“เรื่องนี้จะต้องถึงท่านพี่ ข้าจะให้ท่านพี่ลงโทษพวกมันให้หนัก ๆ เลยคอยดู!” ได้ยินอย่างนั้นบรรดาสตรีในเรือนน้ำชาต่างก็ยิ้มอย่างพอใจ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าทุกคนต่างก็รู้ว่ากงเจิ้นหวนเป็นเพียงคนเดียวที่กำเนิดจากฮูหยินใหญ่คนก่อน ผู้เป็นภรรยาพระราชทานจากฮ่องเต้ เป็นบุตรสายตรงเพียงคนเดียวที่มีสิทธิ์สืบทอดบรรดาศักดิ์ ‘กง’ อย่างถูกต้อง หากไม่มีกงเจิ้นหวนตำแหน่งนั้นก็จะตกมาอยู่กับลูกชายคนโตของนาง เหวินเสี่ยวเหยาถูกคน(แกล้ง)เมาจูงมือออกมาจากเรือนน้ำชา เพียงไม่นานนางก็สลัดมืออีกฝ่ายออก มองหน้าเขาคนนั้นแล้วเอ่ยว่า “เจ้าเลิกแสร้งทำเป็นเมาได้แล้ว เล่นไม่เนียนเอาเสียเลย” “ถึงเรือนแล้วค่







