LOGIN“เรื่องนี้จะต้องถึงท่านพี่ ข้าจะให้ท่านพี่ลงโทษพวกมันให้หนัก ๆ เลยคอยดู!”
ได้ยินอย่างนั้นบรรดาสตรีในเรือนน้ำชาต่างก็ยิ้มอย่างพอใจ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าทุกคนต่างก็รู้ว่ากงเจิ้นหวนเป็นเพียงคนเดียวที่กำเนิดจากฮูหยินใหญ่คนก่อน ผู้เป็นภรรยาพระราชทานจากฮ่องเต้ เป็นบุตรสายตรงเพียงคนเดียวที่มีสิทธิ์สืบทอดบรรดาศักดิ์ ‘กง’ อย่างถูกต้อง หากไม่มีกงเจิ้นหวนตำแหน่งนั้นก็จะตกมาอยู่กับลูกชายคนโตของนาง
เหวินเสี่ยวเหยาถูกคน(แกล้ง)เมาจูงมือออกมาจากเรือนน้ำชา เพียงไม่นานนางก็สลัดมืออีกฝ่ายออก มองหน้าเขาคนนั้นแล้วเอ่ยว่า
“เจ้าเลิกแสร้งทำเป็นเมาได้แล้ว เล่นไม่เนียนเอาเสียเลย”
“ถึงเรือนแล้วค่อยว่ากัน”
เหวินเสี่ยวเหยาเบะปากใส่แต่ก็ยอมเดินตามไปแต่โดยดี นางเดินเข้าไปดูอาการของหว่านซิงด้วยความเป็นห่วง รู้สึกไม่พอใจ ไม่อยากให้บ่าวชายผู้นั้นแตะเนื้อต้องตัวสาวใช้ของนางให้เสื่อมเสีย แต่ก็ต้องยอมไปก่อน มาถึงเรือนแล้วก็รีบนำโอสถสมุนไพรมาประคบแผลให้ หว่านซิงรู้สึกตัวแล้วนางก็วางใจ
“โชคดีที่เจ้าไม่เป็นอะไรมาก ข้ากลัวมากรู้ไหมตอนที่เห็นเจ้าหมดสติไป”
“บ่าวไม่เป็นอะไรง่าย ๆ หรอกเจ้าค่ะ บ่าวต้องอยู่รับใช้ฮูหยินน้อยสามไปอีกนาน”
“หากไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าออกไปข้างนอกก่อน ข้ามีเรื่องจะพูดกับนายหญิงของเจ้า”
เหวินเสี่ยวเหยาพยักหน้าบอกให้สาวใช้ออกไปจากห้อง นางหันมามองหน้าสามีผู้ที่ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อนหน้านี้ กงเจิ้นหวนผู้นี้มิได้ขี้ริ้วขี้เหร่เสียหน่อย ในยามไม่ทำตัวแย่ ๆ ก็สง่าผ่าเผย เป็นบุรุษรูปงามผู้หนึ่งในสายตาของนาง แต่เหตุใดจึงมีชื่อเสียงด้านลบมากมายถึงเพียงนี้
“เจ้าช่วยข้าต้องการสิ่งใด?”
“ข้ามิได้ต้องการสิ่งใด ไม่ขอบคุณยังจะมาถามข้าเช่นนี้อีก”
“เป็นเพราะเจ้าที่ทำให้ข้าอับอายขายขี้หน้า ไม่ยอมไปรับข้าที่จวน ไม่ยอมเข้าพิธีไหว้ฟ้าดิน เข้าหอคืนแรกเจ้าก็ไม่เคยมาเหยียบห้องหอ ข้ายังจะหวังสิ่งใดได้จากเจ้าอีก”
“นั่นเพราะข้าไม่อยากแต่ง”
“แล้วเจ้าคิดว่าข้าอยากแต่งหรือ! หากไม่อยากแต่งเจ้าควรจะปฏิเสธไปก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ให้ข้าถูกบังคับแต่งเข้ามาแล้วถูกแม่ของเจ้ารังแกเช่นนี้!” เหวินเสี่ยวเหยาโวยวายเสียงดังไม่สนใจว่าใครจะมาได้ยิน นางเหลืออดกับบุรุษเช่นนี้เหลือเกิน
“ทนไม่ได้ก็กลับบ้านเจ้าไปเสีย”
“เจ้ากล้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร! ได้! นับจากนี้ข้าจะออกไปจากจวนตระกูลกง ข้าเองก็ไม่อยากอยู่กับคนพวกนี้หรอก!” เหวินเสี่ยวเหยาเอ่ยอย่างใส่อารมณ์ ลุกขึ้นแล้วจะเดินออกไปจากห้องนี้ แต่ทว่ากลับถูกรั้งข้อมือเอาไว้เสียก่อน
“ปล่อยข้านะ!”
“ข้าขอโทษ...”
“ไม่ต้องมาขอโทษข้าเลย! เจ้ามันคงไม่ได้เรื่องเหมือนที่แม่ของเจ้าว่านั่นล่ะ”
“ข้าไม่สนว่าใครจะว่าข้าอย่างไร แต่เจ้าเป็นฮูหยินของข้าเจ้าไม่มีสิทธิ์กล่าวเช่นนี้!”
“ก็ข้าจะไม่เป็นแล้วนี่ไงเล่า ข้าจะออกไปจากจวนตอนนี้!” เหวินเสี่ยวเหยาพยายามบิดข้อมือของตนออกแต่ทว่าเรี่ยวแรงของสตรีมีหรือจะสู้บุรุษได้
“ข้าขอโทษ ข้าจะใส่ใจเจ้าให้มากกว่านี้ อยู่ที่นี่ต่อเถิด”
“เจ้าจะให้ข้าอยู่เพื่อสิ่งใด เจ้าเองก็มิได้ใส่ใจข้า ปกป้องข้าก็ไม่ได้ เก่งแต่กับขอทานข้างถนนแต่ปล่อยให้คนในจวนดูหมิ่นข่มเหง ข้ายังจะฝากชีวิตไว้กับคนเช่นนี้ได้หรือ?”
เหวินเสี่ยวเหยาไม่รู้ว่านิสัยใจคอของชายผู้นี้เป็นอย่างไร จะเหมือนอย่างที่คนอื่นลือกันหรือไม่ แต่หากเขาอยากให้นางอยู่ต่อจริง ๆ เขาต้องทำให้นางมั่นใจว่าจะสามารถปกป้องและดูแลนาง ในสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนร้ายกาจเช่นนี้ได้
“ข้าสัญญาว่าจะปกป้องเจ้า และไม่ทำให้เจ้าน้อยหน้าผู้ใด” กงเจิ้นหวนเอ่ยพลางส่งแววตาอันจริงจังมาให้นางได้รับรู้ว่าเขาพร้อมที่จะรักษาคำพูด
เหวินเสี่ยวเหยามองดูสิ่งที่เขาสื่อสารออกมาให้เห็น นางนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เขาพานางออกมาจากเรือนน้ำชา โดยไม่สนใจเสียงทัดทานจากผู้เป็นแม่เลี้ยง ก่อนหน้านั้นก็หาเรื่องขอทานข้างถนน ใช่ว่าจะเป็นคนยอมคนเสียทีเดียว หรือนางควรจะให้โอกาสเขาได้พิสูจน์ตัวเองสักครั้ง อีกทั้งหากออกจากจวนกงแล้วนางกับหว่านซิงจะไปอยู่ที่ไหน กลับจวนเดิมก็ไม่ได้
“ได้! ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง แต่ขอบอกว่าครั้งนี้ครั้งเดียว หากเจ้าทำให้ข้ารู้สึกผิดหวังข้าจะไปทันที”
“ตกลงตามนี้”
เขายกยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วเดินออกไปจากห้องทันที นั่นทำให้เหวินเสี่ยวเหยาทำหน้างุนงงว่าเขาต้องการสิ่งใดกันแน่ บทจะมาก็มา บทจะไปก็ไป ทำราวกับนางเป็นของตายที่จะมาหาตอนไหนก็ได้เสียอย่างนั้น
บรรยากาศในเรือนใหญ่ตอนนี้กำลังครึกครื้นและชื่นมื่นกับอาหารมื้อเย็นที่สุดแสนจะอู้ฟู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยจานกับข้าวชั้นเลิศ แตกต่างจากที่ส่งไปยังเรือนซือกง วันนี้ท่านกั๋วกงผู้เป็นเจ้าเรือนนั่งร่วมกินข้าวกับภรรยาและบรรดาลูกสาว ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานตัวเล็ก ๆ อีกหลายคน เป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขในสายตาของใครที่กำลังมองมา แต่ทว่าในสายตาของกงเจิ้นหวนนั้นเป็นครอบครัวที่น่าสมเพชยิ่งนักบิดาผู้เป็นกั๋วกงช่างโง่เขลา ไร้ความยุติธรรม รังแกภรรยาหลวง นำสินเดิมของมารดาของเขามาถลุงเล่นในจวนจนหมดสิ้น แถมเมื่อหมดประโยชน์ก็หาทางกำจัดนางจนต้องจากไปก่อนวัยอันควร กงเจิ้นหวนต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก โตมากับความยากเย็นแสนเข็ญ โดนดูถูกรังแกจากพี่น้อง จนเขาต้องแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวในเรือนซือกงจนกระทั่งตอนนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ค่อยอยากจะสุงสิงกับคนในจวนสักเท่าไหร่ “เจ้ากินเยอะ ๆ นะฮูหยิน จะได้มีแรงดูแลจวนของเรา” “เจ้าค่ะท่านพี่” ท่านกั๋วกงและฮูหยินใหญ่ส่งยิ้มหวานให้กันท่ามกลางสายตาหลายคู่ของบรรดาลูกหลานที่นั่งในวงสำหรับข้าว ต่างก็กำลังใช้ตะเกียบคีบอาหารม
“รีบบอกมา ข้าอยากโดนจัดการจะแย่แล้ว หากไม่มีสิ่งใดแล้วเชิญออกไปจากเรือนข้า” เอ่ยพลางยิ้มเยาะเย้ยและผายมือเชิญให้ออกไปทางเดิม เซิ่นอวี่หยาถลึงตามองด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไปพร้อมกับบ่าวรับใช้ เมื่อตัวปัญหาออกไปจากเรือนแล้วเหวินเสี่ยวเหยาก็ถอนหายใจอย่างรู้สึกโล่ง เดินเข้ามาหากงเจิ้นหวนอีกครั้ง “เจ้าทำเช่นนี้ไม่กลัวว่านางจะหาเรื่องใหญ่กว่านี้มาให้หรือ” “เหตุใดจะต้องกลัวด้วย” “แต่เจ้าจะทำให้ข้าเดือดร้อนไปด้วยน่ะสิ” “แต่ที่ข้าทำก็เพื่อปกป้องเจ้านี่นา ไม่ขอบคุณยังจะมีหน้ามาว่าข้าอีก” 
“อยู่ด้วยกันพอดีเลย!” เซิ่นอวี่หยาส่งเสียงออกมาเมื่อเดินมาถึง ด้านหลังมีนางหลิวอี้ยืนอยู่ นางแสดงสีหน้าราวกับหมั่นไส้เจ้าของเรือนเสียเต็มประดา “มิทราบว่าท่านแม่มีเรื่องอันใดหรือ?” กงเจิ้นหวนแสร้งทำเป็นถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่านางมาด้วยเรื่องอันใด “เป็นเจ้าใช่ไหมที่ตบหน้าป้าหลิว!” “ใช่...ข้าทำเอง ทำไมหรือ?” “บังอาจนัก! ตบหน้าป้าหลิวก็เท่ากับตบหน้าข้า! เจ้าคิดจะกบฏงั้นหรือ!” “นางทำผิดย่อมโดนลงโทษ ข้าทำเพื่อท่านแม่นะขอรับ” “ถึงอย่างไรก็ควรบอกข้าก่อน ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายคนของข้า!” “ข้าจะทำแล้วใครจะทำไม? เจ้านายจะสั่งสอนบ่าวรับใช้ทำมิได้หรอกหรือ?” กงเจิ้นหวนยืนปะทะวาจากับแม่เลี้ยงอย่างไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวต่ออำนาจ ความผิดปกตินั่นทำให้เซิ่นอวี่หยารู้สึกสงสัย ปกติแล้วชายผู้นี้ไม่เคยมีท่าทีหยิ่งผยอง ว่านอนสอนง่าย สั่งอะไรก็ทำ จะกลั่นแกล้งอย่างไรก็ไม่เคยขึ้นเสียงหรือแสดงสีหน้าต่อต้านเลยสักนิด “เหตุใดเจ้าถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้ เป็นเพราะนางใช่หรือไม่ที่ทำให้เจ้ากล้าต่อต้านข้า!” “ข้าก็เป
กงเจิ้นหวนเดินเข้ามาหาช้า ๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอำมหิตผิดแปลกจากทุกครั้งที่เคยเห็น หลิวอี้รู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่พูดเมื่อสบตาคู่คมนั้น นางถอยหลังทีละก้าวอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ทว่าแผ่นหลังปะทะกับแผงอกของอาหลิวเข้าอย่างจัง “คะ...คุณชายคิดจะทำอันใดเจ้าคะ” “จับตัวมันไว้ให้ข้า!” หลิวอี้รับคำสั่งมาแล้วก็จับแขนทั้งสองข้างของบ่าวเก่าแก่เอาไว้ให้มั่น หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของกงเจิ้นหวนที่จะสั่งสอนบ่าวปากดีให้หลาบจำ มือใหญ่ที่เคยจับเพียงกระบี่บัดนี้มันถูกใช้ฟาดไปที่แก้มของหญิงสูงวัยอย่างไม่ออมแรง หลายครั้งติดต่อกันจนใบหน้าของนางหลิวอี้ขึ้นสีแดงฉานอย่างเห็นได้ชัด เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! “บ่าวผิด
ณ เรือนซือกง การเข้ามาอยู่ในจวนกงในฐานะสะใภ้ของเหวินเสี่ยวเหยายังคงไม่ง่ายเช่นเคย นางมักจะถูกผู้คนในจวนมองด้วยสายตารังเกียจ แต่นางก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะวัน ๆ ก็อยู่แต่ในเรือนไม่ได้ออกไปไหน เว้นเสียแต่ว่าคนเหล่านั้นจะมาหาเรื่องถึงถิ่น ในส่วนของกงเจิ้นหวนนั้นวัน ๆ ก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องตำรา ไม่ยอมออกมาพบปะผู้คนด้านนอก ตกดึกมักจะออกไปข้างนอกพร้อมกับอาหลิว เขาไม่เคยแวะเวียนมาหานางเลยสักครั้ง แต่นั่นก็ทำให้เหวินเสี่ยวเหยารู้สึกสบายใจเพราะไม่มีผู้ใดมารบกวน “ฮูหยินไม่รู้สึกน้อยใจเลยหรือเจ้าคะที่คุณชายสามไม่มาหาบ้างเลย” หว่านซิงถามในขณะที่ทั้งสองคนกำลังนั่งเล่นอยู่หน้าเรือน “ดีจะตาย ข้าเองก็ไม่อยากให้เขามายุ่งวุ่นวายกับข้าอยู่แล้ว ต่างคนต่างอยู่ ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ดูท่าแล้วชายผู้นั้นตั้งใจจะให้ข้าเข้าจวนมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ให้คนในจวนนี้มาเล่นงานข้าแทนเขาต่างหาก” “เป็นเช่นนี้จริงหรือเจ้าคะ คุณชายสามช่างร้ายกาจเสียจริง!” “ข้ารู้สึกได้ว่าคนผู้นี้มิได้เสเพลไม่เอาถ่านอย่างที่ใครร่ำลือกัน มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาแสร้งสร้า
“เรื่องนี้จะต้องถึงท่านพี่ ข้าจะให้ท่านพี่ลงโทษพวกมันให้หนัก ๆ เลยคอยดู!” ได้ยินอย่างนั้นบรรดาสตรีในเรือนน้ำชาต่างก็ยิ้มอย่างพอใจ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าทุกคนต่างก็รู้ว่ากงเจิ้นหวนเป็นเพียงคนเดียวที่กำเนิดจากฮูหยินใหญ่คนก่อน ผู้เป็นภรรยาพระราชทานจากฮ่องเต้ เป็นบุตรสายตรงเพียงคนเดียวที่มีสิทธิ์สืบทอดบรรดาศักดิ์ ‘กง’ อย่างถูกต้อง หากไม่มีกงเจิ้นหวนตำแหน่งนั้นก็จะตกมาอยู่กับลูกชายคนโตของนาง เหวินเสี่ยวเหยาถูกคน(แกล้ง)เมาจูงมือออกมาจากเรือนน้ำชา เพียงไม่นานนางก็สลัดมืออีกฝ่ายออก มองหน้าเขาคนนั้นแล้วเอ่ยว่า “เจ้าเลิกแสร้งทำเป็นเมาได้แล้ว เล่นไม่เนียนเอาเสียเลย” “ถึงเรือนแล้วค่







