Se connecterจากเมนูก๋วยเตี๋ยวผัดไทที่เป็นเมนูประจำกายเดือนจรัส ด้วยเพราะชอบกินมากจึงชอบทำเลยได้สูตรพิเศษมา อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมาก็มีข้าวผัดห่อใบบัวเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง สองแม่ลูกยังคงมาค้าขายด้วยกันทุกวันไม่มีหยุด พออีกหนึ่งเดือนฝนเดือนหกเริ่มตกหนักจนสองแม่ลูกต้องวิ่งหลบฝนกันวุ่นวายอยู่แทบจะทุกวัน แต่โชคดีที่ยังขายของได้ดีและขายหมดทุกวัน วันไหนไม่หมดจริงสองแม่ลูกก็แจกจ่ายกับแม่ค้าที่ขายของร่วมกันอยู่ในตลาด พอหว่าหวาเอาขนมไปให้สุดท้ายแต่ละคนต่างก็แบ่งสิ่งของที่ตนเองได้ขายให้คืนกลับมาบ้าง ครั้นพอกลับมาถึงบ้านทั้งกับข้าวตลอดจนของกินต่าง ๆ ก็มากมายล้นมือไปหมด เผยหว่านอีก็นำไปแบ่งแจกจ่ายเพื่อนบ้านอย่างคนมีน้ำใจ พอเข้าช่วงหน้าฝนผักในสวนก็มากมายกินไม่ทัน เผยหว่านอีนั้นจึงไปขออนุญาตเถ้าแก่เนี้ยร้านสมุนไพรเสวียนว่าจะขอให้เผยหว่าหวานั้นตั้งโต๊ะขายผักสดอีกตัวซึ่ง จากความเป็นคนอัธยาศัยดีของคนแม่แล้วความน่ารักน่าเอ็นดูของคนลูก สองสามีภรรยาจึงอนุญาตแล้วแถมโต๊ะมาวางผักขายอีกด้วย
“ผักสด ๆ จากสวนหว่าหวาเองนะจ๊ะ เชิญมาเลือกซื้อกันหน่อยเร็ว”
คนแม่นั้นก็กำลังวุ่นวายกับการหยิบของขาย ฝ่ายคนลูกที่ไปจำมาจากในตลาดในยามเขาขายของกันว่าจะต้องร้องเรียกลูกค้าเช่นไร แม่ค้า ‘ตัวน้อย’ จึงส่งเสียงแจ๋วสดใสร้องเรียกลูกค้าและผู้คนให้มาช่วยซื้อผักสวนของตนเองบ้าง
“เชิญจ้า…เชิญมาอุดหนุนมาเลือกมารื้อดูกันก่อน ไม่ซื้อไม่ว่าขอเพียงมาจับดูสักนิดก็ยังดี หัวไชเท้าอวบอ้วน ผักกาดขาวหัวอวบอั๋น ผักขึ้นฉ่ายก็ต้นอ๊วบอวบ แตงกวาก็หวานกรอบ เชิญมาเลือก มาหยิบ มาจับ มาเลือกรื้อ มาชิมกันก่อนจ้า พี่สาวพี่ชายท่านน้าท่านอาทั้งหลายเชิญเจ้าค่ะ”
ขนาดเผยหว่านอียังหันไปมองเจ้าตัวกลมแก้มเป็นพวงที่ไม่รู้ว่าไปจดจำวิธีการร้องเรียกลูกค้าเหล่านี้มาจากที่ใด แล้วผู้ใหญ่คนอื่นที่เดินผ่านไปผ่านมาจะไม่แวะมา ‘ชื่นชม’ ผักของแม่ค้าหว่าหวาได้อย่างไร เด็กหญิงชี้ชวนร้องขายผักของตนเองไม่มีเขินอาย มีแต่ความสนุกเท่านั้น ขนาดรถม้าคันโตที่มีบุรุษหนึ่งนั่งอยู่ด้านในยังอดใจจะเปิดผ้าม่านของรถม้าคันหรูออกมาดูเสียมิได้
“ไปจอดเทียบยังร้านเครื่องหอมฟางรุ่ยได้เลย ข้าจะออกไปดูสักหน่อยว่าบิดามารดาประเภทใดกันจึงปล่อยให้ลูกเด็กเล็กแดงมาร้องขายผักในตลาดตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่สว่างเช่นนี้”
“ขอรับนายท่านหาน”
คนที่ยังอยู่ในรถม้าออกคำสั่ง คนบังคับรถม้าก็พารถม้าคันหรูไปจอดเทียบยังที่ว่างข้างร้านขายเครื่องหอม ‘ฟางรุ่ย’ จากนั้นบุรุษซึ่งกายสูงใหญ่ราวกับนักรบแล้วยังมีใบหน้าคมคร้าม ผิวคมเข้มราวกับตรากตรำแสงแดดมานานก็ก้าวเดินลงมาจากรถม้าคันใหญ่ แต่ยังไม่แวะเข้าไปยังจุดหมายที่ตนเองจะมา หากทว่าเขาหันหน้ามุ่งเดินไปทางด้านที่ตนหมายตาเอาไว้ตั้งแต่แรกพร้อมกับร่มคันใหญ่
“นายท่านหานจะไปที่ใดขอรับ”
บุรุษหนุ่มอีกคนที่ไม่ใช่คนบังคับรถม้า เขาเพียงนั่งด้านข้างเท่านั้นเอ่ยถามผู้เป็นนายหนุ่ม เจ้าของสำนักคุ้มภัย ‘ซ่างหาน’ ที่ก่อตั้งมานานกว่าสิบปี ทั้งยังมีสาขาอยู่แทบจะทุกแคว้นของอาณาจักรหนานฉู่เลยก็ว่าได้ ถึงปกติผู้เป็น ‘นายใหญ่’ แทบจะไม่ค่อยเปิดเผยโฉมหน้าดังเช่นวันนี้ที่เขาจะเดินลิ่วไปยังกลุ่มคนมากหน้าหลายตา ‘หานเฟยฉี’ นั้นเขาก็ยังสวมหน้ากากอสูรสีทองแดงชวนสยองขวัญไม่ต่างจากปีศาจร้าย
หากแต่หานเฟยฉีกลับไม่ตอบคำถามใดกับคนสนิทนาม ‘ฟ่านเฉิน’ ทำเพียงก้าวเท้าเดินตรงดิ่งไปยังกลุ่มคนที่ยืนรุมล้อมต้นเสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงผู้หนึ่งที่ยังตะโกนเรียกลูกค้าเสียงสดใส ผ่านมาหลายปีแล้วสินะที่น้องสาวของเขาตายจากไปเพราะไอ้คนชั่วใจคออำมหิตสังหารเด็กเพียงสี่ขวบกับสตรีครรภ์แก่ได้ลงคอ ขอเพียงมันได้ผลงานก็เพียงพอ
ซึ่งหากบัดนี้น้องสาว พี่ชาย รวมถึงพี่สะใภ้และหลานสาวอีกคนในครรภ์ยังอยู่ ป่านนี้ก็เจ้าตัวน้อยในครรภ์พี่สะใภ้ของเขาก็คงจะวัยเดียวกับแม่หนูตัวอวบพวงแก้มกลมที่กำลังร้องเรียกคนมาซื้อสินค้าของตนเองด้วยกิริยาน่ารักน่าเอ็นดูเป็นแน่
“ท่านลุงสนใจผักของหว่าหวาไหมเจ้าคะ” ถึงบุรุษกายสูงใหญ่ราวหมีควายตัวขนาดยักษ์ไม่พอ อีกฝ่ายยังสวมหน้ากากรูปปีศาจร้ายน่าหวั่นใจ แต่เด็กน้อยกลับไม่หวาดกลัวนางยังคงทำหน้าที่ ‘แม่ค้าตัวอวบ’ ร้องเรียกลูกค้าไม่สนใจอันใดทั้งสิ้น เพราะถึงเขาจะมีหน้ากากน่ากลัว แต่อาภรณ์อีกฝ่ายสะอาดสะอ้าน นิ้วแกร่งเรียวยาวอีกทั้งเล็บมือของท่านลุงตรงหน้ายังสะอาดสะอ้าน ดูแล้วคงเป็นคนร่ำรวยผู้หนึ่งอย่างแน่นอน
“เหมาหมดนี่เท่าใด?”
คนตัวโตไม่พูดมากและไม่เลือก เขามองสายฝนแล้วจึงตั้งใจ ‘เหมาทั้งหมด’ ไม่ว่าจะเป็นแผงขายผักหรือแผงขายอาหารของพี่สาวเด็กน้อย ด้วยเพราะไม่ต้องการให้พวกนางนั้นต้องมายืนขายของตากฝนจนป่วยไข้ไปด้วยกันทั้งคู่
“ท่านแม่จ๋า ท่านลุงต้องการจะเหมาผักของเสี่ยวหวาทั้งหมด ท่านแม่ช่วยเสี่ยวหว่าคิดราคาด้วยเจ้าค่ะ”
…ท่านแม่จ๋า? …
หานเฟยฉีถึงกับเหลือบสายตาไปมองกายอรชรที่คาดเดาอายุได้ว่าไม่น่าจะเกินสิบแปดปีที่แต่งกายเรียบง่ายแต่ผิวพรรณดีราวกับเป็นคนหนูสกุลใหญ่ ทว่านางกลับแต่งงานมีสามีแล้วไม่พอนางยังมีบุตรสาววัยคงไม่น่าจะเกินสี่ถึงห้าขวบเสียด้วยซ้ำ
“นายท่านต้องการจะเหมาไปทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ?”
เผยหว่านอีขยับหันกายมาสอบถามบุรุษในหน้ากากที่สวมปกปิดใบหน้าทว่าการแต่งกายดูแล้วคงเป็นคุณชายสกุลใหญ่หรือไม่ก็เป็นพ่อค้าวาณิชย์ที่มีฐานะไม่ธรรมดา หญิงสาวจึงร้องถามออกไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสจนบุรุษที่ผ่านสตรีมาไม่น้อยด้วยวัยถึงสามสิบเอ็ดปีแล้วถึงกับใจสั่นหวั่นไหวกับรอยยิ้มของแม่ค้าคนงาม
“ใช่ ทั้งผักและอาหารกับขนมนั่นด้วย”
หญิงสาวมองอีกฝ่ายพลางกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยตั้งแต่เปิดร้านค้ามานั้นเผยหว่านอีเองก็ยังไม่เคยเจอ ‘พ่อบุญทุ่ม’ คนใดใจใหญ่เช่น ‘นายท่าน’ ที่สวมกากปีศาจตรงหน้าเลยสักครั้ง
“นายท่านของเราเป็นเจ้าของสำนักคุ้มภัย ‘ซ่างหาน’ ที่ด้านนั้น คนในสำนักมีมาก นายท่านของเราจึงต้องการจะเหมาทั้งผักและอาหารไปเลี้ยงผู้คนของเราเท่านั้น เชิญเถ้าแก่เนี้ยคิดราคาข้าวของมาเถิด”
‘ฟ่านเสิ่น’ ผู้เป็นพี่ชายของฟ่านเฉินเป็นผู้มาเจรจาแทนผู้เป็น ‘นายท่าน’ และ ‘น้องชาย’ เสียเอง ได้ฟังเช่นนั้นเผยหว่านอีจึงจัดแจงคิดราคาสินค้าทั้งหมดด้วยความรวดเร็วเพราะฝนเริ่มลงเม็ดเทลงมาหนาขึ้นมากแล้ว คราวแรกรับเงินแล้วนางเตรียมห่อของเสร็จแล้วก็เตรียมจะยกไปส่งให้ถึงสำนักคุ้มภัยซ่างหาน ทว่าคนสวมหน้ากากนั้นเขากลับปฏิเสธแล้วให้คนของตนเองมาช่วยกันขนข้าวของทั้งหมดไปเสียเอง
ใจความที่คนสองข้างถนนที่รถม้าของจวงฉีเยว่เคลื่อนผ่านล้วนเป็นเช่นนี้คำอวยพรเซ็งแซ่ จนสองฝาแฝด หานฉางเซิน และหานเฉินเซียวต่างก็ไม่ยอมนั่งลุกขึ้นไปเกาะหน้าต่างรถม้ามองดูต้นเสียงดังเอ็ดอึงเพราะเห็นเป็นเรื่องสนุกนั่นเอง จวงฉีเยว่ไม่คิดว่าตนเองจะมาถึงขั้นนี้เวลาสองปีไม่นานนักแต่ถามว่านางเหน็ดเหนื่อยหรือไม่มันก็ไม่ขนาดนั้นเพราะทุกสิ่งนางเต็มใจทำและด้วยนิสัยไม่ชอบหยุดนิ่งเพราะในใจยังคิดถึงวันที่เคยทุกยากอยู่ในร่างกายที่พิการขยับเคลื่อนไหวไม่ได้มันทรมานมากเพียงใดรสชาติความขมขื่นนั้นนางจดจำไม่เคยลืมเลือนและจนตายนางก็มั่นใจยิ่งนักว่าตนเองจะลืมไม่ได้ในชาตินี้เสียงอวยพรนี้ยังดังกึกก้องส่งนางและลูกๆ ทั้งสามออกไปจนไกลจากกำแพงเมืองถึงหกลี้ก็ยังได้ยินแต่อาจเพราะนางเคยทุกสาหัสมาก่อนหรือไม่ก็เกินจะทราบแทนที่จะยินดีกับความสำเร็จนี้ของตนเองจวงฉีเยว่กลับดีใจและสุขใจได้ไม่ถึงที่สุดคล้ายกับว่าในซอกหลืบลึกลับภายในหัวใจของนางมันคอยเตือนว่าทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้มีทุกข์เสื่อมทุกข์มีสุขวันใดก็เสื่อมสุขได้ในวันหนึ่งชีวิตมนุษย์เราเป็นเช่นนี้มาช้านานแล้วไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด ดังนั้นพอวันนี้มีเรื่องน่ายินดีเช่นนี้นางจึง
ตอนที่41 (อวสาน)หลังจากพิชิตหนานฉู่ได้แล้วอีกหนึ่งเดือนต่อมาขบวนรถม้ายิ่งใหญ่ก็ถูกส่งมารับชินหวางเฟยแห่งต้าซ่งจนถึงแคว้นเว่ยเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วแต่ตลอดร่วมสองปีที่จวงฉีเยว่มาอยู่แคว้นเว่ยในฐานะ ‘นายหญิง’ ของค่ายซ่างหานนางก็ทำเพื่อประชาชน สร้างคุณประโยชน์มากมายจนคนในแคว้นเว่ยถึงไม่เคยเห็นรูปโฉมของ ‘นายหญิง’ กลับเยินยอเสียโฉมงามหยดย้อยเกินเทพเซียนไปมากเพราะนางเป็นดังเทพธิดาแห่งธัญพืชเพาะปลูกพืชผัก ข้าวและผลไม้บำรุงกองทัพไม่พอยังเผื่อแผ่ไปถึงชาวบ้านชาวเมืองจนสองปีผ่านพ้นบนท้องถนนแคว้นเว่ยไร้ขอทานและผู้ยากไร้ไปจนสิ้น ก็ล้วนเป็นนางคอยให้คำปรึกษากับท่านเจ้าเมืองของแคว้นเว่ยมิได้ขาดชาวบ้านจึงมีอาชีพไม่อดอยากยากไร้อีกต่อให้ไร้ที่ดินทำกินก็จะมีที่ดินของค่ายซ่างหานให้ได้ทำกินดังนั้นพอทุกคนทราบว่า ‘นายหญิง’ กำลังจะจากไปบางคนนั้นยินดีที่คนดีคนเก่งกำลังจะไปได้ดิบได้ดี หากแต่บางคนกลับไม่อยากสูญเสีย ‘เทพธิดา’ ของพวกเขาไป แต่พระราชโองการของฮ่องเต้ผู้ใดจะกล้าไปขัดขวางจึงทำได้เพียงออกมายืนส่งขบวนเสด็จของ ‘ชินหวางเฟยเฉียว’ ซึ่งเป็นจวงฉีเยว่ที่เลือกจะยืนหยัดใช้แซ่นี้ของฝ่ายมารดาเพื่อจะลำลึกถึงนางเฉี
“ฉีเยว่เอ๋ย นับจากนี้ต่อไปภาระอันหนักอึ้งตกลงมาใส่บ่าบอบบางของเจ้าแล้ว แต่ท่านแม่ผู้นี้ก็เป็นเช่นกับฮ่องเต้ ท่านแม่วางใจและเชื่อใจเจ้าว่าฉีเยว่ของเราจะเป็นท่านแม่ที่ดี เป็นท่านอาสะใภ้ที่มั่นคง และยิ่งว่ามั่นใจว่าเจ้าจะเป็นมารดาของแผ่นดิน เป็นภรรยาที่ดียิ่งให้แก่สามีได้ ท่านแม่ผู้นี้เชื่อใจเจ้าจริงๆ ดังนั้นเจ้าก็ต้องเชื่อใจตนเองด้วยเช่นกัน” นางเฉียวซื่อวางมือเหี่ยวย่นอันแสนจะสั่นเท่าลงบนบ่าบอบบางของบุตรสาวที่ต่อให้นางไม่ได้เป็นผู้คลอดหญิงสาวตรงหน้าออกมาจากครรภ์ของตนเองแต่นางกลับทั้งรักและวางใจเพราะบุตรสาวที่นางใช้สองมือกับหนึ่งหัวใจดวงแกร่งเลี้ยงดูจวงฉีเยว่มาเป็นอย่างดีนางทั้งมั่นใจและวางใจสตรีตรงหน้าเป็นที่สุดแล้วในชีวิต“ต่อไปไม่ว่าจะมีท่านแม่หรือไม่มีข้าอยู่ข้างกายของเจ้าต่อไปอีกก็จงมั่นใจในตนเองเถิดว่าเจ้านั้นจะแน่วแน่และมั่นคงเป็นหลักที่ดีเป็นหลังบ้านที่ดีของอาฉีและต้องเป็นท่านแม่ที่กล้าแกร่งคอยเป็นเบาะอันหนาคอยรองรับไม่ให้ลูกและหลานเมื่อล้มลงต้องบาดเจ็บมากนัก เป็นบ้านที่อบอุ่นรอคอยให้เด็กๆ เหล่านั้นได้กลับมาพักพิงยามพวกเขาสับสน ฉีเยว่เกือบสามปีมานี้เจ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆ มากจนหา
ตอนที่40และแล้ววันเคลื่อนทัพหน้าของต้าซ่งก็มาถึงแล้วในวันนี้ หานเฟยฉีเป็นแม่ทัพใหญ่สวมเกราะสีดำดูดุดัน ยืนอยู่ข้างอาชาพ่วงพีสีดำสนิทเช่นกัน โดยในอ้อมแขนแกร่งทั้งสองข้างที่อุ้มร่างของเด็กชายฝาแฝดสองพี่น้อง ฉางเซินและเฉินเซียววัยเกือบสี่เดือนแต่ตัวอวบอ้วนน้ำหนักไม่น้อยเรียกว่าจวงฉีเยว่อุ้มไม่นานแขนยังปวดร้าวไปหมด“ได้ฤกษ์แล้วเจ้าค่ะท่านพี่อย่าได้กังวลอันใดหว่านหว่านจะดูแลลูกๆ และตนเองให้ดีจะไม่ทำให้ท่านพี่ว้าวุ่นในเมื่อต้องออกไปอยู่แนวหน้าแน่นอนเจ้าค่ะวางใจได้” เสียงลั่นกลองบอกถึงฤกษ์ยามที่ดีที่สุดในการเคลื่อนทัพแล้ว จวงฉีเยว่จึงก้าวเข้าไปรับเอาหานฉางเซินมาส่งให้กับจิ่วฉีช่วยอุ้มจากนั้นจึงรับเอาหานเฉินเซียวมาอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขนของตนเองแทนส่งสามีขึ้นหลังม้าโดยมีเด็กๆ ทั้งสามกับหานเฟยหลงและนางเฉียวซื่อมายืนอวยพรส่งทหารกว่าสองแสนเคลื่อนขบวนตรงไปพิชิตศึกแรกที่สุ่ยโจว“ท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ใหญ่ พี่สะใภ้และหลานๆ จะคุ้มครองเจ้า นะอาฉี ข้าขออวยพรให้ศึกแรกนี้เจ้าเอาชนะได้โดยง่ายและว่องไว” หานเฟยหลงตรงเข้าไปตบหัวไหล่แกร่งของน้องชายสามครั้ง ทั้งน้ำเสียงและดวงตานั้นมั่นคงยิ่งนัก ลำดับถัดไปก็เป็น
“เอาละๆ เจ้าไปตามสองคนทางนั้นแล้วพาพวกเขากลับไปนอนเถอะปล่อยเสด็จพ่อของเจ้าเอาไว้กับเสด็จอานี่แหละ” หานเฟยฉีจำเป็นต้องห้ามทัพระหว่างพ่อลูกคู่เหมือนนี้เสียก่อนที่พี่ชายจะเอ่ยวาจาไม่ชวนฟังไม่ถนอมน้ำใจคนฟังออกมาให้หลานชายคนโตนั้นต้องคิดมากเพิ่มขึ้นไปอีกจากแต่เดิมหานเว่ยเหยานั้นก็สงบปากสงบคำแต่กลับเก็บทุกคำพูดของบิดาไปคิดมากอยู่เสมอ“เจ้าเด็กคนนี้นี่จริงๆ เลยเชียวมันคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขนาดไหนกันถึงมาทำทีท่าทางแบบนั้นใส่คนเป็นพ่อแบบข้าเช่นนี้หึ!” หานเฟยหลงเอ่ยวาจาใส่อารมณ์เต็มที่ยังดีที่เสียงร้องรำทำเพลงภายในงานเลี้ยงนั้นดังมากทหารทั้งหลายจึงไม่ทันได้ยินคำพูดและน้ำเสียงไร้สาระเช่นนี้ออกจากปากของนายเหนือหัวของพวกเขาหาไม่ทุกคนคงแปลกใจกันแย่เท่านั้นว่าที่แท้ฮ่องเต้ของพวกตนก็ยังมีมุมเช่นนี้กับเขาเหมือนกัน“พี่รองปกติการเป็นองค์ชายก็ไม่ง่ายอยู่แล้วเพียงแต่พวกเราทั้งสามคนนั้นโชคดีเกิดมามีเสด็จแม่คนเดียวกันและยิ่งโชคดีอีกชั้นเพราะเสด็จพ่อรักเสด็จแม่แต่ขนาดนั้นชีวิตของพวกเราก็ใช่ว่าจะง่ายดายแล้วท่านคิดว่า อาเหยาที่เกิดมามารดาของเขาก็ตายจากไปทันทีนั้นเติบโตมาได้ง่ายดายเช่นนั้นหรือ” “……” เป็น
ตอนที่39งานเลี้ยงฉลองปีใหม่มาถึงแล้วเจ้าสองแฝดนั้นเลิกงอแงเอะอะลืมตาขึ้นมาก็แผดเสียงกรีดร้องจ้าดังก้องไปทั่วจวนอีกแล้วฉางเซินและเฉินเซียวไม่ติดมารดาและติดเต้านมของจวงฉีเยว่มากมายเหมือนช่วงแรกคลอดอีกแล้วดังนั้นแล้วงานเลี้ยงเฉลิมฉลองปีใหม่นี้นายหญิงของซ่างหานจึงลงไปควบคุมดูแลเรื่องอาหารการกินได้อย่างเต็มที่ทำให้ปีนี้เป็นงานเลี้ยงที่อบอุ่นและอิ่มหนำไม่ว่าจะเป็นทหารหรือครอบครัวของพวกเขา“ลำบากเจ้ามากจริงๆ นะฉีเยว่” หานเฟยหลงมองดูบรรยากาศโดยรอบก็อดจะกล่าววาจาชื่นชมและขอบอกขอบใจจวงฉีเยว่ไม่ขาดปากเสียมิได้เพราะผู้ใดจะทราบดีไปกว่าเขาและหานเฟยฉีบ้างว่าขวัญและกำลังใจของทหารก่อนออกรบนั้นสำคัญมากเพียงใดดังนั้นพอในวันนี้จวงฉีเยว่เข้าใจและทำทุกสิ่งโดยอ้างอิงคิดถึงครอบครัวทหารไม่ว่าจะยศต่ำเพียงใดหญิงสาวล้วนใส่ใจเท่าเทียมกันจึงทำให้ฮ่องเต้หนุ่มตื้นตันใจกับทุกสิ่งที่น้องสะใภ้ตั้งใจทำมาทั้งหมดทั้งสิ้นนี้จริงๆ“ฝ่าบาทกล่าวเกรงใจไปแล้วเพคะ ที่หม่อมฉันทำไปก็เพียงคิดว่านี่คือการฉลองปีใหม่ภายในครอบครัวเพียงแต่ครอบครัวของพวกเราออกจะใหญ่ไปสักหน่อยเท่านั้นเองเพคะ” ‘ครอบครัว’ คำนี้หากฟังจากผู้อื่นคงไม่รู้สึก







