Se connecterเถ้าแก่เนี้ยเสวียนบอกขอตัวเด็กหญิงเอาไว้กับนาง ปล่อยให้คนเป็นมารดาได้ไปจับจ่ายซื้อข้าวของที่จะทำขายในวันพรุ่งนี้ต่อไป เมื่อเห็นเช่นนั้นเผยหว่านอีที่เห็นบุตรสาวร้อนจนพวงแก้มแดงเรื่อจึงคิดฝากเผยหว่าหวาเอาไว้ที่ร้านขายสมุนไพรเสวียนไปก่อน จากนั้นนางค่อยเร่งไปจับจ่ายข้าวของให้เสร็จจะได้กลับมารับบุตรสาวกลับบ้าน แล้วพอใกล้ยามอู่เผยหว่านอีก็ซื้อข้าวของเสร็จตามที่คาดเอาไว้ก็กลับมายังร้านขายยาสมุนไพรอีกครั้ง
“ต้องลำบากเถ้าแก่กับเถ้าแก่เนี้ยเสวียนอย่างยิ่งนะเจ้าคะ”
นางโค้งกายขอบคุณสองสามีภรรยาอย่างจริงใจก่อนจะให้เผยหว่าหวามากอดคอของนางเพื่อขี่หลังกลับ ‘บ้าน’ โดยที่นางเองเข็นรถเข็นตรงกลับเหิงเตี่ยนทันที ด้วยคงเพราะเริ่มจะบ่ายคล้อยเดินมาได้ครึ่งทางเจ้าตัวเล็กก็หลับแต่ก็ยังกอดลำคอของมารดาเอาไว้แน่น
ถึงจะทั้งเหนื่อยจะทั้งร้อนจนเหงื่อกาฬไหลซึมออกมาท่วมกาย แต่ภายในใจของเผยหว่านอีกลับตื้นตันและมีความสุขอย่างยิ่ง ระหว่างทางเดินกลับ ‘บ้าน’ เสียงทักทายจากเหล่าคนในหมู่บ้านดังขึ้นเป็นระยะ ร่วมสองเดือนแล้วที่นางกับมารดาและเจ้าเทพธิดาตัวน้อยที่กำลังกอดลำคอและใช้สองขาหนีบเอวอรชรของมารดาแน่วแน่ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านเหิงเตี่ยนนี้จึงคุ้นเคยและเอื้อเอ็นดูสามชีวิตผู้มาอาศัยอยู่ภายในหมู่บ้านแห่งนี้กันทุกหลังคาเรือน
“ท่านแม่ หว่านอีเองเจ้าค่ะ”
พอถึงหน้าบ้านก็ส่งเสียงให้มารดาทราบก่อน จากนั้นก็เปิดประตูเข้าไปก่อนเพราะจะเอา ‘เจ้าตัวกลม’ บนแผ่นหลังไปวางในห้องนอน จากนั้นก็เปิดหน้าต่างจนกว้างกับเปิดประตูห้องเอาไว้ กันไม่ให้บุตรสาวตื่นขึ้นมาแล้วอาจตกใจที่ตนเองนอนอยู่เพียงลำพัง จากนั้นนางจึงย้อนกลับไปเข็นรถคันขนาดกลางเข้ามาแล้วนำของสดใหม่จัดไปวางเอาไว้ภายในห้องครัว ส่วนของที่ต้องจัดการล้างทำความสะอาดก็แยกไปยังลานซักล้างที่ด้านหลังเรือนซึ่งมีบ่อน้ำสะดวกในการตักขึ้นมาล้างข้าวของกับซักเสื้อผ้าอาภรณ์ของทุกคนในเรือน
“ยังไม่พักก่อนหรือหว่านอี” นางเฉียวซื่อให้สงสารบุตรสาวยิ่งนัก เพราะอดีตเคยเป็นคุณหนูแสนสบายพอแต่งงานห้าปีในจวนสกุลเจียงหญิงสาวก็มีสาวใช้รองมือรองเท้า หากแต่ทุกวันนี้เผยหว่านอีนั้นในหนึ่งวันแทบไม่เคยหยุดพัก
“แดดกำลังดีเจ้าค่ะ หว่านอีอยากเร่งซักผ้าตากแห้งจะได้หอมกลิ่นแดดเจ้าค่ะ”
สองเดือนในการเดินทางกับอีกสองวันในเหิงเตี่ยนช่างเปลี่ยนบุตรสาวของนางไปมากจริง ไม่นานเผยหว่านอีก็ซักเสื้อผ้าเสร็จนางจึงจัดการขัดถูภาชนะต่าง ๆ ในการทำของขายจนสะอาดเอี่ยมพลางคว่ำตากแดดจนขึ้นเงาขาววาววับ ผู้ใดมองข้ามรั้วมาล้วนชื่นชม ‘นางซื่อ’ กันทั้งสิ้น บางคนถึงขั้นหมายปองหญิงสาวมาเป็นสะใภ้เลยด้วยซ้ำ แต่ติดเพียงสิ่งเดียวก็คือเผยหว่านอีนั้นไร้กิริยาสนใจบุรุษใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะหนุ่มจะแก่นางก็วางตัวดิบดีไม่สนใจใครเช่นชู้สาวเลยสักคน
“ท่านแม่กินข้าวกลางวันแล้วหรือไม่ หากยังข้าจะไปอุ่นมากินเสียพร้อมกัน”
พอฟังว่าบุตรสาวนั้นคงยังไม่ทันได้กินมื้อกลางวันจึงเร่งเอ่ยให้อีกฝ่ายไปอุ่นอาหารมากินเสีย ส่วนนางนั้นอิ่มไปตั้งแต่ก่อนบุตรสาวกับหลานสาวตัวน้อยจะกลับมาได้ราวครึ่งชั่วยามเห็นจะได้ เผยหว่านอีที่กำลังหิวจัดเร่งไปอุ่นกับข้าว ครั้นกินจนอิ่มเจ้าแก้มกลมของนางก็ตื่นพอดี
“หิวไหมหว่าหวา”
เด็กหญิงส่ายหน้า นิ้วเรียวทว่าหยาบกระด้างมาหลายวันจึงชี้หมับเป็นเชิงเตือนว่า ‘ห้ามส่ายหน้า’ ให้ตอบเป็นคำเด็กหญิงพุ่งกายมาออดอ้อนมารดาและขอโทษเป็นการหอมแก้มทั้งซ้ายและขวาตามประสาของเด็กฉลาด
“เสี่ยวหว่ารู้ผิดแล้วท่านแม่จ๋า อย่าโกรธเสี่ยวหว่าเลยน้า…”
เจอลูกอ้อนพิฆาตจอมมารเข้าไปมีหรือดวงใจของเผยหว่านอีจะแข็งอยู่ได้ เป็นต้องโอบอุ้มเจ้า ‘ตัวกลม’ ยกขึ้นมาแล้วฟัดหอมพวงแก้มแดงระเรื่อ นี่แหละคือกำลังใจให้ตนเอง คำว่า ‘ท่านแม่จ๋า’ ช่างมีฤทธิ์ร้ายแรงยิ่งนัก ต่อให้ดวงใจแข็งแกร่งกว่าหินภูผานางก็คาดว่าคงอ่อนระทวยโดยไม่ยากเย็นเลย
“ประเดี๋ยวแม่จะออกไปดูคนงานลงเมล็ดข้าวสักหน่อย เจ้าอยู่บ้านดูแลท่านยายให้แม่หน่อยจะได้หรือไม่”
“ย่อมได้อยู่แล้วเจ้าค่ะ”
“ฟอด!...เด็กดี”
ชื่นชมเด็กน้อยไปเรียบร้อยเผยหว่านอีจึงหันไปคว้าหมวกสานนั้นมาสวมเพื่อเตรียมตัวออกไปเผชิญแดดร้อนในยามบ่ายแล้วไปตรวจดูแรงงานที่หยอดเมล็ดข้าวรอคอยสายฝนที่จะตกลงมาในเวลาอันใกล้นี้ทันที
ที่ดินห้าหมู่แบ่งไปปลูกข้าวเอาไว้กิน ส่วนอีกห้าหมู่นั้นแบ่งเป็นส่วนปลูกผัก ขุดบ่อปลา และโรงเรือนเลี้ยงเป็ดและไก่ กับอีกวูบแห่งความคิดก็คือเผยหว่านอีนั้นนึกไปถึงสมัยยังเป็นเดือนจรัสว่าตนเองเคยช่วยคุณตาเพาะเห็ดฟางและเห็ดนางฟ้าไปขาย ตั้งแต่สมัยยังเพิ่มจำความได้จวบจนขึ้นมัธยมชั้นปีที่หนึ่งจึงหยุดไปเพราะคุณตานั้นเริ่มแก่ชรามากแล้ว ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยจนสุดท้ายอีกหนึ่งปีท่านก็จากไปตลอดกาล
“เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ ลงเมล็ดข้าวปลูกคราวนี้ยังต้องใช้เวลาอีกกี่วันจึงจะเสร็จสิ้น”
นางไปพบสามพ่อแม่ลูกสกุลซวนที่มารับจ้างนางปลูกข้าว หรืออันที่จริงแล้วสกุลซวนนี้เขาก็รับจ้างทำงานทั่วไปอยู่แล้วเพราะเขานั้นมีที่ดินไม่มาก ไถพรวนที่ดินที่ถูกถางหญ้าจนโล่งเตียนแล้วปลูกในส่วนนาของตนเองเสร็จย่อมมีเวลาว่างมากมาย ดังนั้นหากมีเพื่อนบ้านจ้างงานพวกเขาก็จะเร่งรับเอาไว้ทันที เพราะมันยังดีกว่าจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์หรือเก็บของป่ามาขายมากทีเดียว
“คงอีกสักราวสองวันก็เสร็จแล้วละหว่านอี เจ้ายังมีสิ่งใดจะจ้างพวกเราต่ออีกหรือไม่”
เพราะบ้านของนางเผยซื่อนั้นเป็นหญิงหม้ายแถมมีลูกที่ยังเด็กอยู่มาก อีกทั้งเรือนกายของเผยหว่านอีก็อรชรอ้อนแอ้นถึงเพียงนั้น นางเลือกทำอาชีพค้าขายแล้วจ้างครอบครัวพวกเขาบุกป่าถางหญ้านั้นย่อมถูกต้องแล้ว
“ข้าอยากได้บ่อเลี้ยงปลา แล้วก็สร้างโรงเรือนเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ กับทำคอกสำหรับสุกรทางด้านนั้นเจ้าค่ะ”
เผยหว่านอีชี้มือไปยังท้ายไร่ที่เหมาะสำหรับบ่อเลี้ยงปลาเพราะหากขุดเอาไว้ใกล้บ้านจนเกินไปนั้นอันตรายก็ย่อมมีมาก ด้วยเพราะมารดาของนางที่ตาไม่ดี ทั้งยังมีเผยหว่าหวาที่ยังเล็กนักอยู่ด้วย ส่วนคอกเลี้ยงสัตว์อยู่ใกล้บ้านและชิดใกล้เรือนของผู้อื่นย่อมส่งกลิ่นเหม็นจากมีมิตรอาจกลายเป็นศัตรูเอาได้ที่ดินว่างเปล่าท้ายไร่ต่อออกไปจากนาข้าวที่ปลูกบนที่ดอนจึงเหมาะสมอย่างยิ่ง
“ได้สิ เช่นไรเจ้าต้องการบ่อขนาดไหนก็นำไม้ไปปักจุดเอาไว้ให้พวกข้าก่อนก็แล้วกัน”
เพราะหญิงสาวอธิบายว่าโรงเรือนเลี้ยงไก่กับสุกรจะสร้างให้มันยื่นลงไปในบ่อปลาด้วย นางเคยไปดูงานตามหน่วยงานราชการเมื่อสมัยยังเรียนอยู่ในช่วงมัธยมศึกษาปีที่หนึ่งและสองจึงได้ความรู้ทางด้าน ‘เศรษฐกิจแบบพอเพียง’ มาใช่น้อย ที่ดินไม่ต้องมากแต่เราต้องใช้ให้บังเกิดประโยชน์ทุกตารางนิ้ว
หญิงสาวคิดสร้างสรรค์อนาคตให้แก่ครอบครัวอย่างมั่นคงและยั่งยืน ไม่ต้องร่ำรวยมากมายแต่สามารถเลี้ยงตนเองและคนในครอบครัวให้อยู่รอดตลอดไปย่อมดีกว่า นางพูดคุยกับสามพ่อแม่ลูกสกุลซวนอีกครู่หนึ่งก็เอ่ยปากขอตัวเพราะตนเองยังต้องไปเตรียมทำของเอาไว้ขายในเช้าวันพรุ่งนี้ ซึ่งเผยหว่านอีนั้นนางอาศัยว่าร้านของนางขายหลายอย่างคนสามารถเลือกกินได้ ไม่ใช่ขายเพียงอาหารชนิดเดียว เพราะนางนำเทคนิคทางด้านการค้ามายุค 2022 มาปรับใช้ ใคร่จะทำการค้าในสมองมันต้องมีแนวคิดใหม่ ๆ ออกมาเสมอ
“วันนี้หักต้นทุนทั้งหมดแล้วเหลือหนึ่งร้อยตำลึงเงินกับอีกสามอีแปะ เอาละ สามอีแปะนี้แม่มอบให้เป็นค่าแรงของเสี่ยวหว่า เอาไปเก็บเอาไว้อีกสองปีเจ้าก็พร้อมเข้าสำนักศึกษาแล้วต้องเร่งเก็บออมเงินเสียตั้งแต่บัดนี้”
เผยหว่านอีในอดีตชาติปางก่อนนั้นมีวัยเพียงสิบหกปีก็จริง แต่บิดามารดากับคุณตาและคุณยายนั้นก็ฝึกฝนให้นางรู้จักเก็บรู้จักออม พอต้องข้ามภพมาปุ๊บแล้วลืมตาปั๊บกับพบว่าตนเองมีลูกสาววัยตั้งสี่ขวบถึงไม่พร้อมนางก็ต้องพร้อมที่จะเป็น ‘ท่านแม่’ แล้วละ
“ท่านแม่จ๋าให้ค่าแรงหว่าหวาด้วย!” เด็กหญิงถึงกับกระโดดดึ๋ง ๆ ไปอวดท่านยายของตนเอง และแน่นอนบ้านสกุลจางและบ้านสกุลซวนจะเป็นรายต่อไปให้เด็กน้อยได้โอ้อวดความภาคภูมิใจนี้ของนางอย่างไม่ต้องสงสัย
“เจ้ากลายเป็นคนใจเย็นลงไปมากเลยนะหว่านอีนับจากเจ้ายอม ‘ปล่อยมือ’ จากสามีเช่นเจียงซู่มาได้”
นางเฉียวซื่อกล่าวออกมาจากใจจริง เพราะนับจากหายรอดพ้นความตายมาในคราวนั้นแล้วเผยหว่านอีก็ไม่เคยดุด่าทุบตีบบุตรตัวน้อย หรือแม้แต่นางเองหญิงสาวก็ไม่เคยแสดงกิริยารำคาญใส่ตัวของนางอีกเลย
“เรามีกันเพียงเท่านี้แล้วนะเจ้าคะท่านแม่ หากพวกเราไม่รัก ไม่สามัคคี ไม่ห่วงใยกันจะมีผู้ใดอีกเล่าที่จะมารักและห่วงใยพวกเรา”
เผยหว่านอีอ้อมไปกอดเอวของผู้เป็นมารดาดังในอดีตที่เดือนจรัสชอบทำ เพราะต่อให้เราเหนื่อย เราทดท้อ หรือไปเจอเรื่องแสนย่ำแย่มา เพียงได้กอดแสนสั้นหนึ่งครั้งสำหรับนางก็ช่วยเยียวยาได้ทุกสิ่งแล้ว
“ท่านแม่กับท่านยายกอดกัน เช่นนั้นให้หว่าหวากอดด้วยคนนะเจ้าคะ”
เด็กน้อยที่วิ่งไปอวดค่าแรงของ ‘แม่ค้า’ ตัวจิ๋วเรียบร้อย พอเปิดประตูเข้าบ้านมาแลเห็นท่านแม่จ๋ากับท่านยายจ๋ากอดกันนางที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวจึงอยากมีส่วนร่วมทันที
“มาเร็วเจ้าตัวแสบ” เป็นเผยหว่านอีที่อ้าแขนอีกข้างกางออกให้บุตรสาวได้เข้ามาร่วมวงด้วยอีกคน นางพึงใจยิ่งนักแล้ว ถึงมิได้ข้ามภพมาร่ำรวยแต่แค่เพียงมีครอบครัวเล็ก ๆ ให้ได้กอดกันในยามทุกข์ยากและเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้ นางก็นับว่าชาติใหม่นี้สวรรค์ยังเมตตาของอยู่มากเหลือเกิน
คนที่พิการติดเตียงจนแผลติดเชื้อตายได้กลับมามีร่างกายอันสมบูรณ์แข็งแรง มีมารดาที่ดี มีลูกสาวที่น่ารัก กับบ้านหลังน้อยในเนื้อที่กำลังดี เพียงเท่านี้นางก็พึงใจมากมายแล้วจริง ๆ เผยหว่านอีคิดด้วยดวงใจอันเปี่ยมไปด้วยความสุข จะยากดีมีหรือจนขอเพียงคนในครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวต่อกัน เท่านี้ก็นับว่าสวรรค์ปรานีนางอย่างถึงที่สุดแล้วละ…เผยหว่านอี…
ใจความที่คนสองข้างถนนที่รถม้าของจวงฉีเยว่เคลื่อนผ่านล้วนเป็นเช่นนี้คำอวยพรเซ็งแซ่ จนสองฝาแฝด หานฉางเซิน และหานเฉินเซียวต่างก็ไม่ยอมนั่งลุกขึ้นไปเกาะหน้าต่างรถม้ามองดูต้นเสียงดังเอ็ดอึงเพราะเห็นเป็นเรื่องสนุกนั่นเอง จวงฉีเยว่ไม่คิดว่าตนเองจะมาถึงขั้นนี้เวลาสองปีไม่นานนักแต่ถามว่านางเหน็ดเหนื่อยหรือไม่มันก็ไม่ขนาดนั้นเพราะทุกสิ่งนางเต็มใจทำและด้วยนิสัยไม่ชอบหยุดนิ่งเพราะในใจยังคิดถึงวันที่เคยทุกยากอยู่ในร่างกายที่พิการขยับเคลื่อนไหวไม่ได้มันทรมานมากเพียงใดรสชาติความขมขื่นนั้นนางจดจำไม่เคยลืมเลือนและจนตายนางก็มั่นใจยิ่งนักว่าตนเองจะลืมไม่ได้ในชาตินี้เสียงอวยพรนี้ยังดังกึกก้องส่งนางและลูกๆ ทั้งสามออกไปจนไกลจากกำแพงเมืองถึงหกลี้ก็ยังได้ยินแต่อาจเพราะนางเคยทุกสาหัสมาก่อนหรือไม่ก็เกินจะทราบแทนที่จะยินดีกับความสำเร็จนี้ของตนเองจวงฉีเยว่กลับดีใจและสุขใจได้ไม่ถึงที่สุดคล้ายกับว่าในซอกหลืบลึกลับภายในหัวใจของนางมันคอยเตือนว่าทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้มีทุกข์เสื่อมทุกข์มีสุขวันใดก็เสื่อมสุขได้ในวันหนึ่งชีวิตมนุษย์เราเป็นเช่นนี้มาช้านานแล้วไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด ดังนั้นพอวันนี้มีเรื่องน่ายินดีเช่นนี้นางจึง
ตอนที่41 (อวสาน)หลังจากพิชิตหนานฉู่ได้แล้วอีกหนึ่งเดือนต่อมาขบวนรถม้ายิ่งใหญ่ก็ถูกส่งมารับชินหวางเฟยแห่งต้าซ่งจนถึงแคว้นเว่ยเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วแต่ตลอดร่วมสองปีที่จวงฉีเยว่มาอยู่แคว้นเว่ยในฐานะ ‘นายหญิง’ ของค่ายซ่างหานนางก็ทำเพื่อประชาชน สร้างคุณประโยชน์มากมายจนคนในแคว้นเว่ยถึงไม่เคยเห็นรูปโฉมของ ‘นายหญิง’ กลับเยินยอเสียโฉมงามหยดย้อยเกินเทพเซียนไปมากเพราะนางเป็นดังเทพธิดาแห่งธัญพืชเพาะปลูกพืชผัก ข้าวและผลไม้บำรุงกองทัพไม่พอยังเผื่อแผ่ไปถึงชาวบ้านชาวเมืองจนสองปีผ่านพ้นบนท้องถนนแคว้นเว่ยไร้ขอทานและผู้ยากไร้ไปจนสิ้น ก็ล้วนเป็นนางคอยให้คำปรึกษากับท่านเจ้าเมืองของแคว้นเว่ยมิได้ขาดชาวบ้านจึงมีอาชีพไม่อดอยากยากไร้อีกต่อให้ไร้ที่ดินทำกินก็จะมีที่ดินของค่ายซ่างหานให้ได้ทำกินดังนั้นพอทุกคนทราบว่า ‘นายหญิง’ กำลังจะจากไปบางคนนั้นยินดีที่คนดีคนเก่งกำลังจะไปได้ดิบได้ดี หากแต่บางคนกลับไม่อยากสูญเสีย ‘เทพธิดา’ ของพวกเขาไป แต่พระราชโองการของฮ่องเต้ผู้ใดจะกล้าไปขัดขวางจึงทำได้เพียงออกมายืนส่งขบวนเสด็จของ ‘ชินหวางเฟยเฉียว’ ซึ่งเป็นจวงฉีเยว่ที่เลือกจะยืนหยัดใช้แซ่นี้ของฝ่ายมารดาเพื่อจะลำลึกถึงนางเฉี
“ฉีเยว่เอ๋ย นับจากนี้ต่อไปภาระอันหนักอึ้งตกลงมาใส่บ่าบอบบางของเจ้าแล้ว แต่ท่านแม่ผู้นี้ก็เป็นเช่นกับฮ่องเต้ ท่านแม่วางใจและเชื่อใจเจ้าว่าฉีเยว่ของเราจะเป็นท่านแม่ที่ดี เป็นท่านอาสะใภ้ที่มั่นคง และยิ่งว่ามั่นใจว่าเจ้าจะเป็นมารดาของแผ่นดิน เป็นภรรยาที่ดียิ่งให้แก่สามีได้ ท่านแม่ผู้นี้เชื่อใจเจ้าจริงๆ ดังนั้นเจ้าก็ต้องเชื่อใจตนเองด้วยเช่นกัน” นางเฉียวซื่อวางมือเหี่ยวย่นอันแสนจะสั่นเท่าลงบนบ่าบอบบางของบุตรสาวที่ต่อให้นางไม่ได้เป็นผู้คลอดหญิงสาวตรงหน้าออกมาจากครรภ์ของตนเองแต่นางกลับทั้งรักและวางใจเพราะบุตรสาวที่นางใช้สองมือกับหนึ่งหัวใจดวงแกร่งเลี้ยงดูจวงฉีเยว่มาเป็นอย่างดีนางทั้งมั่นใจและวางใจสตรีตรงหน้าเป็นที่สุดแล้วในชีวิต“ต่อไปไม่ว่าจะมีท่านแม่หรือไม่มีข้าอยู่ข้างกายของเจ้าต่อไปอีกก็จงมั่นใจในตนเองเถิดว่าเจ้านั้นจะแน่วแน่และมั่นคงเป็นหลักที่ดีเป็นหลังบ้านที่ดีของอาฉีและต้องเป็นท่านแม่ที่กล้าแกร่งคอยเป็นเบาะอันหนาคอยรองรับไม่ให้ลูกและหลานเมื่อล้มลงต้องบาดเจ็บมากนัก เป็นบ้านที่อบอุ่นรอคอยให้เด็กๆ เหล่านั้นได้กลับมาพักพิงยามพวกเขาสับสน ฉีเยว่เกือบสามปีมานี้เจ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆ มากจนหา
ตอนที่40และแล้ววันเคลื่อนทัพหน้าของต้าซ่งก็มาถึงแล้วในวันนี้ หานเฟยฉีเป็นแม่ทัพใหญ่สวมเกราะสีดำดูดุดัน ยืนอยู่ข้างอาชาพ่วงพีสีดำสนิทเช่นกัน โดยในอ้อมแขนแกร่งทั้งสองข้างที่อุ้มร่างของเด็กชายฝาแฝดสองพี่น้อง ฉางเซินและเฉินเซียววัยเกือบสี่เดือนแต่ตัวอวบอ้วนน้ำหนักไม่น้อยเรียกว่าจวงฉีเยว่อุ้มไม่นานแขนยังปวดร้าวไปหมด“ได้ฤกษ์แล้วเจ้าค่ะท่านพี่อย่าได้กังวลอันใดหว่านหว่านจะดูแลลูกๆ และตนเองให้ดีจะไม่ทำให้ท่านพี่ว้าวุ่นในเมื่อต้องออกไปอยู่แนวหน้าแน่นอนเจ้าค่ะวางใจได้” เสียงลั่นกลองบอกถึงฤกษ์ยามที่ดีที่สุดในการเคลื่อนทัพแล้ว จวงฉีเยว่จึงก้าวเข้าไปรับเอาหานฉางเซินมาส่งให้กับจิ่วฉีช่วยอุ้มจากนั้นจึงรับเอาหานเฉินเซียวมาอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขนของตนเองแทนส่งสามีขึ้นหลังม้าโดยมีเด็กๆ ทั้งสามกับหานเฟยหลงและนางเฉียวซื่อมายืนอวยพรส่งทหารกว่าสองแสนเคลื่อนขบวนตรงไปพิชิตศึกแรกที่สุ่ยโจว“ท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ใหญ่ พี่สะใภ้และหลานๆ จะคุ้มครองเจ้า นะอาฉี ข้าขออวยพรให้ศึกแรกนี้เจ้าเอาชนะได้โดยง่ายและว่องไว” หานเฟยหลงตรงเข้าไปตบหัวไหล่แกร่งของน้องชายสามครั้ง ทั้งน้ำเสียงและดวงตานั้นมั่นคงยิ่งนัก ลำดับถัดไปก็เป็น
“เอาละๆ เจ้าไปตามสองคนทางนั้นแล้วพาพวกเขากลับไปนอนเถอะปล่อยเสด็จพ่อของเจ้าเอาไว้กับเสด็จอานี่แหละ” หานเฟยฉีจำเป็นต้องห้ามทัพระหว่างพ่อลูกคู่เหมือนนี้เสียก่อนที่พี่ชายจะเอ่ยวาจาไม่ชวนฟังไม่ถนอมน้ำใจคนฟังออกมาให้หลานชายคนโตนั้นต้องคิดมากเพิ่มขึ้นไปอีกจากแต่เดิมหานเว่ยเหยานั้นก็สงบปากสงบคำแต่กลับเก็บทุกคำพูดของบิดาไปคิดมากอยู่เสมอ“เจ้าเด็กคนนี้นี่จริงๆ เลยเชียวมันคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขนาดไหนกันถึงมาทำทีท่าทางแบบนั้นใส่คนเป็นพ่อแบบข้าเช่นนี้หึ!” หานเฟยหลงเอ่ยวาจาใส่อารมณ์เต็มที่ยังดีที่เสียงร้องรำทำเพลงภายในงานเลี้ยงนั้นดังมากทหารทั้งหลายจึงไม่ทันได้ยินคำพูดและน้ำเสียงไร้สาระเช่นนี้ออกจากปากของนายเหนือหัวของพวกเขาหาไม่ทุกคนคงแปลกใจกันแย่เท่านั้นว่าที่แท้ฮ่องเต้ของพวกตนก็ยังมีมุมเช่นนี้กับเขาเหมือนกัน“พี่รองปกติการเป็นองค์ชายก็ไม่ง่ายอยู่แล้วเพียงแต่พวกเราทั้งสามคนนั้นโชคดีเกิดมามีเสด็จแม่คนเดียวกันและยิ่งโชคดีอีกชั้นเพราะเสด็จพ่อรักเสด็จแม่แต่ขนาดนั้นชีวิตของพวกเราก็ใช่ว่าจะง่ายดายแล้วท่านคิดว่า อาเหยาที่เกิดมามารดาของเขาก็ตายจากไปทันทีนั้นเติบโตมาได้ง่ายดายเช่นนั้นหรือ” “……” เป็น
ตอนที่39งานเลี้ยงฉลองปีใหม่มาถึงแล้วเจ้าสองแฝดนั้นเลิกงอแงเอะอะลืมตาขึ้นมาก็แผดเสียงกรีดร้องจ้าดังก้องไปทั่วจวนอีกแล้วฉางเซินและเฉินเซียวไม่ติดมารดาและติดเต้านมของจวงฉีเยว่มากมายเหมือนช่วงแรกคลอดอีกแล้วดังนั้นแล้วงานเลี้ยงเฉลิมฉลองปีใหม่นี้นายหญิงของซ่างหานจึงลงไปควบคุมดูแลเรื่องอาหารการกินได้อย่างเต็มที่ทำให้ปีนี้เป็นงานเลี้ยงที่อบอุ่นและอิ่มหนำไม่ว่าจะเป็นทหารหรือครอบครัวของพวกเขา“ลำบากเจ้ามากจริงๆ นะฉีเยว่” หานเฟยหลงมองดูบรรยากาศโดยรอบก็อดจะกล่าววาจาชื่นชมและขอบอกขอบใจจวงฉีเยว่ไม่ขาดปากเสียมิได้เพราะผู้ใดจะทราบดีไปกว่าเขาและหานเฟยฉีบ้างว่าขวัญและกำลังใจของทหารก่อนออกรบนั้นสำคัญมากเพียงใดดังนั้นพอในวันนี้จวงฉีเยว่เข้าใจและทำทุกสิ่งโดยอ้างอิงคิดถึงครอบครัวทหารไม่ว่าจะยศต่ำเพียงใดหญิงสาวล้วนใส่ใจเท่าเทียมกันจึงทำให้ฮ่องเต้หนุ่มตื้นตันใจกับทุกสิ่งที่น้องสะใภ้ตั้งใจทำมาทั้งหมดทั้งสิ้นนี้จริงๆ“ฝ่าบาทกล่าวเกรงใจไปแล้วเพคะ ที่หม่อมฉันทำไปก็เพียงคิดว่านี่คือการฉลองปีใหม่ภายในครอบครัวเพียงแต่ครอบครัวของพวกเราออกจะใหญ่ไปสักหน่อยเท่านั้นเองเพคะ” ‘ครอบครัว’ คำนี้หากฟังจากผู้อื่นคงไม่รู้สึก







