Masukโสดอยู่ดีๆ พอรู้ตัวอีกทีว่าดันข้ามภพมาเท่านั้นเธอก็ว่าซวยหนักมากแล้วกลับยังมาถูกสามีทอดทิ้งไปแต่งานใหม่ดูเหมือนโชคชะตาจะยังเล่นตลกกับเธอไม่พอเพราะยังดั๊นเผือกมีลูกสาวติดมาอีกหนึ่ง อกอีเดือนจะแตกจร้า!
Lihat lebih banyakบรรยากาศหนาวเย็นทำให้เดือนจรัสเริ่มรู้สึกตัวตื่นมาจากความทุกข์ทรมานที่ต้องอดทนนอนเป็น ‘ซากเน่า’ นับจากหนึ่งเดือนก่อนที่ป้าสะใภ้กับลุงได้ใช้เงินมรดกของเธอกันอย่างสบายมือ แต่กลับทอดทิ้งไม่ดูแลเธอผู้เป็นเจ้าของเงินทอง บ้านและ ทุกสิ่งทุกอย่างเลยมานานนับเดือน
"ท่านแม่...ท่านแม่..."
เสียงหวานใสของเด็กหญิงวัยไม่น่าจะเกินสี่ขวบดังมาจากดินแดนไกลแสนไกล เดือนจรัส เด็กสาวผู้ป่วยติดเตียงจะลุกนั่งหรือเดินยังไม่ได้จึงค่อย ๆ ขยับเปลือกตาลืมขึ้นมาอย่างเนิบช้า
"ท่านแม่!...ท่านยายเจ้าคะ ท่านแม่ลืมตาขึ้นมาแล้วเจ้าค่ะ"
...เสียงดังจากที่ไหนกัน?...
นั่นคือสิ่งแรกที่เดือนจรัสพยายามนึก เพราะที่บ้านคุณลุงกับคุณป้าของเธอไม่มีเด็กเลยสักคน ทว่ายังไม่ทันหายสงสัย เด็กสาวที่ขนาดปลายนิ้วยังกระดิกเองแสนยากเย็น หากแต่ในเวลานี้เดือนจรัสกลับยกแขนยกมือขึ้นมาขยี้ตาได้อย่างสบาย
ดวงตาที่ยังตื่นไม่เต็มตาจึงลืมโพลงขึ้นมาทันควัน จากนั้นไม่ใช่เพียงแขนแต่ขาสองข้างก็ยังขยับยกขึ้นมากอดหัวเข่าได้หรือขนาดเธอลองลุกขึ้นมานั่งเดือนจรัสก็ทำได้!?
...นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?...
"ท่านแม่ตื่นแล้ว หิวหรือไม่ จะดื่มน้ำไหมเจ้าคะ"
ภาพของเด็กหญิงวัยราวสี่ขวบที่ปีนเตียงขึ้นมาแล้วเอื้อมเอามืออวบอั๋นนั้นจับไปตามแก้ม ตามลำคอ และเรียวแขนจนไปถึงมือเรียวสวยแต่หยาบกระด้างไม่น้อยบอกแก่เดือนจรัสได้ดีว่ามือคู่นี้คงผ่านการทำงานหนักมาไม่น้อย
"ท่านแม่หรือ?...ข้าคือแม่ ส่วนเจ้าคือลูกอย่างนั้นหรือ!?"
เดือนจรัสรับน้ำจากถ้วยที่มือเล็กกลมป้อมนั้นเทใส่มาจนเต็มถ้วยขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแล้วจึงค่อยพึมพำออกไปอย่างไม่ตั้งใจถามเด็กหญิงตรงหน้า เธอคล้ายจะทบทวนแล้วถามตนเองมากกว่า
"ใช่ นี่ข้าเผยหว่าหวา บุตรสาวของท่านแม่เผยหว่านอี หลานของท่านยายเฉียวอิ๋นเจ้าค่ะ"
เด็กหญิงกล่าววาจาชัดถ้อยชัดคำ แต่ที่สะดุดหูก็ตรงที่เด็กแก้มเป็นพวงผู้นี้นางมิได้เอ่ยนามของบิดาเลย
"เจ้าออกไปวิ่งเล่นด้านนอกก่อนไปหว่าหวา ขอแม่นอนพักอีกหน่อย"
"ได้เจ้าค่ะ หว่าหวาจะไปช่วยท่านยายเก็บผักก่อนนะเจ้าคะ ท่านแม่นอนพักอีกสักหน่อยเผื่ออาการป่วยไข้จะได้หายเร็วขึ้น"
เด็กหญิงวัยสี่ขวบว่าง่ายปีนลงจากเตียงไปแล้วก็ปิดบานประตูให้นางอีกด้วย ความจริงเดือนจรัสไม่ได้จะนอนต่อ หากแต่ว่าสาวน้อยกำลังจะคิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตนเองกันแน่
เธอ...นางสาวเดือนจรัส เทวารักษา อายุสิบหกปี เมื่อสามเดือนก่อนระหว่างติดตามบิดากับมารดาไปทำงานที่ต่างจังหวัดแล้วรถก็เกิดอุบัติเหตุ บิดากับมารดาของเธอเสียชีวิตพร้อมกันในที่เกิดเหตุ ส่วนเธอบาดเจ็บสาหัส สุดท้ายกลายเป็นคนป่วยอัมพาตตั้งแต่ลำคอนั้นลงไป แต่เพราะเงินชดเชยกับเงินประกันต่าง ๆ มากมาย คุณลุงผู้เป็นพี่ชายแท้ ๆ ของบิดาเลยเข้ามาขอเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเธอซึ่งมีอายุเพียงสิบหกปี ทว่าพอสามเดือนผ่านไปคนเป็นลุงนั้นยกหน้าที่ให้ป้าสะใภ้ดูแลเดือนจรัสแทนตนเอง
หากแต่คนเป็นคุณป้าสะใภ้ทนเช็ดฉี่ เช็ดอึ อาบน้ำ และเปลี่ยนแพมเพิร์สให้เธอไม่ไหว นานเข้าก็ปล่อยปละละเลยจนเธอเป็นแผลกดทับและสุดท้ายก็ติดเชื้อแต่กลับไร้คนเหลียวแล เธอจึงตายลงอย่างน่าอนาถในสภาพแผลมีหนอนชอนไชทั้งที่นางนั้นยังหายใจอยู่
นึกมาถึงตรงนี้เด็กสาวก็น้ำตาไหลรินคิดว่าที่ตายจากมานั้นถือว่าพ้นทุกข์หมดเวรหมดกรรมไปเสียที แล้วตอนนี้เล่า?
เธอหลับตาคิดทบทวนถึงอดีตของร่างกายนี้ ‘เผยหว่านอี’ บุตรีของเผยไท่เว่ยลำดับที่หก พออายุสิบห้าปีก็ถูกจับแต่งงานออกไปกับแม่ทัพ ‘เจียงซู่’ แต่ผ่านไปสามปีบิดาของนางตายจาก พี่ชายคนโตจึงเป็นผู้สืบทอดดูแลสกุลเผยต่อไป ส่วนนางแต่งงานแล้วจึงเหมือนตัดขาดกันไป อีกทั้งยังโชคร้ายแม้นสามีหน้าที่เจริญก้าวหน้าก็จริง แต่เขารูปงามจนไปถูกตาต้องใจ ‘องค์หญิงใหญ่โอวหยาง’ เข้า นางที่เป็นเพียงสตรีธรรมดาจึงถูกหย่าขาดแล้วขับไล่ออกจากเมืองหลวง ไม่สิเรียกว่าขับไล่นางกับลูกสาวของเขาและแม่ยายตาบอดมาไกลถึงชายแดนของหนานฉู่เลยด้วยซ้ำ
กระนั้นก็ยังโชคดีที่มารดาของสามียกที่ดินสิบหมู่กับบ้านหนึ่งหลังที่แคว้นกวางโจวพร้อมเงินอีกสามพันตำลึงเงินให้แก่นางมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เพราะตลอดชีวิตเคยสบาย ครั้นต้องมาตกระกำลำบากเดินทางรอนแรมจากเมืองหลวงร่วมสองเดือน ร่างกายนี้จึงเจ็บป่วยสุดท้ายก็ตายลง แล้วจะด้วยเหตุใดเดือนจรัสก็สุดจะทราบได้ว่าเหตุใดเธอจึงข้ามภพข้ามมิติมาอยู่ในร่างของหญิงหม้ายวัยสิบเก้าปีแสนอาภัพคนนี้ไปได้?...
ภพชาติเก่านางพิการตายทั้งเป็นก็ผ่านมาแล้ว ดังนั้นหากคิดให้ดีร่างกายนี้ยังมีมือมีเท้าครบ สมองก็มี ทั้งยังมีบ้านกับที่ดิน แล้วก็มีเงินติดตัวอยู่บ้าง ดังนั้นต่อไปนี้เผยหว่านอีก็คือนาง และนางก็คือเผยหว่านอี มีแค่ลูกสาวตัวน้อยกับมารดาผู้พิการตาบอดย่อมไม่เกินความสามารถ ส่วนผัวเก่าเฮงซวยได้ดีแล้วลืมภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากก็อย่าไปใส่ใจมันอีก นับจากนี้ไปนางจะขอสู้...
...สู้ในฐานะหญิงหม้ายลูกติดมันนี่แหละ!...
บอกแก่ตนเองเช่นนั้นเสร็จนางก็จึงลุกขึ้นจากเตียงนอนเก็บพับผ้าห่มและเครื่องนอนจนเรียบร้อย ถึงจะยังมีอาการมึนหัวเล็กน้อยอาจเป็นเพราะร่างนี้เป็นไข้จนตาย ซึ่งก็ตรงกันกับกายเดิมที่ตายลงเพราะพิษจากแผลกดทับหรือเปล่านะเธอจึงมาอยู่ในร่างนี้ก็เป็นไปได้
ก้าวแรกที่พ้นออกมาจากห้องนอนเก่าโทรม อากาศหนาวที่พัดมาปะทะกายจนเดือนจรัสหรือบัดนี้ก็คือ ‘เผยหว่านอี’ หญิงหม้ายสามีหย่าให้รู้สึกหนาวสะท้านจนนางต้องยกแขนขึ้นมากอดอกของตนเองจนแน่น ภาพด้านนอกมีเพียงแต่บ้านสภาพเก่าโทรม ที่หากถึงหน้าฝนเกรงว่าจะหาช่องหลบสายฝนมิได้เสียเป็นแน่ ถูกหย่าขาดแล้วขับไล่ออกจากเมืองก็ว่าย่ำแย่แล้ว ทว่านี่เขากลับขับไล่นางและบุตรสาวของเขาโดยแท้มาไกลถึงชายแดนทางเหนือเช่นนี้ ต้องเป็นบุรุษประเภทใดกันนะ
“หว่านอีเจ้าตื่นเสียที”
เสียงของสตรีวัยห้าสิบกว่าปีดังขึ้นมาพร้อมกับที่เด็กหญิงวัยสี่ขวบจับที่จูงมือของหญิงชราหรือก็คือ ‘ท่านยาย’ ที่มีดวงตาบอดสนิทเดินเข้ามาจากภายนอกบ้าน หรืออันที่จริงมันคือ ‘กระท่อม’ กลางทุ่งหญ้ากว้างที่คงยากจะตัดเอามากินได้ เพราะนางกับลูกและมารดาตาบอดนั้นมิใช่วัวหรือควายจึงจะได้กินต้นหญ้าแทนข้าวปลาอาหารไปได้
“เจ้าค่ะท่านแม่”
นางตอบมารดาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นเดิม ถึงจะแหบแห้งไปมากเพราะนางนอนเจ็บป่วย และตายจากไปเป็นครู่ใหญ่ย่อมไม่แปลกที่จะเสียงเปลี่ยนไป ทว่าสิ่งที่นางตกใจยิ่งกว่าก็คือที่แท้นางข้ามภพมาอยู่สถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร แต่ข้ามมาแล้วนางจะต้องอยู่ต่อไปให้ได้
เดือนจรัสหรือเผยหว่านอีมองตรงไปที่เด็กหญิงสี่ขวบหนึ่งคนกับคนแก่ตาบอดอีกหนึ่งคนด้วยสายตาลำบากใจอย่างยิ่ง สามชีวิตกับ ‘บ้านใกล้จะพัง’ พร้อมที่ดินรกร้างสิบหมู่ นางจะพาทุกคนอยู่รอดไปอย่างไรดีเล่า?
คำถามเหล่านั้นวนเวียนอยู่ภายในใจอาจเกินสิบรอบนับจากตื่นขึ้นมาในร่างของ ‘เผยหว่านอี’ ผู้นี้แล้ว ก็จะให้นางทำอย่างไรได้ข้ามมาแล้ว ได้ชีวิตใหม่แล้ว นางก็คงต้องเดินหน้าเพียงเท่านั้น ทว่ายามนี้ท้องเริ่มหิวก็ต้องหาของมากินให้อิ่มท้องเสียก่อนเป็นอย่างแรก
“หว่าหวาเจ้าพาท่านยายไปนั่งรอก่อนเถิด แม่จะไปดูในห้องครัวเสียหน่อยว่ามีสิ่งใดพอจะให้พวกเราทำกินเป็นมื้อเที่ยงกันได้บ้าง”
คนเราท้องจะต้องอิ่มจึงจะมีพลังทั้งร่างกายและสมอง เด็กสาวในร่างของหญิงหม้ายลูกติดหนึ่งคนทำให้นางได้คิดว่าก่อนอื่นต้องหุงหาอาหารกินให้อิ่มท้องเสียก่อนจึงจะมีแรงกายแรงสมองไว้สู้ชีวิตต่อไป
ใจความที่คนสองข้างถนนที่รถม้าของจวงฉีเยว่เคลื่อนผ่านล้วนเป็นเช่นนี้คำอวยพรเซ็งแซ่ จนสองฝาแฝด หานฉางเซิน และหานเฉินเซียวต่างก็ไม่ยอมนั่งลุกขึ้นไปเกาะหน้าต่างรถม้ามองดูต้นเสียงดังเอ็ดอึงเพราะเห็นเป็นเรื่องสนุกนั่นเอง จวงฉีเยว่ไม่คิดว่าตนเองจะมาถึงขั้นนี้เวลาสองปีไม่นานนักแต่ถามว่านางเหน็ดเหนื่อยหรือไม่มันก็ไม่ขนาดนั้นเพราะทุกสิ่งนางเต็มใจทำและด้วยนิสัยไม่ชอบหยุดนิ่งเพราะในใจยังคิดถึงวันที่เคยทุกยากอยู่ในร่างกายที่พิการขยับเคลื่อนไหวไม่ได้มันทรมานมากเพียงใดรสชาติความขมขื่นนั้นนางจดจำไม่เคยลืมเลือนและจนตายนางก็มั่นใจยิ่งนักว่าตนเองจะลืมไม่ได้ในชาตินี้เสียงอวยพรนี้ยังดังกึกก้องส่งนางและลูกๆ ทั้งสามออกไปจนไกลจากกำแพงเมืองถึงหกลี้ก็ยังได้ยินแต่อาจเพราะนางเคยทุกสาหัสมาก่อนหรือไม่ก็เกินจะทราบแทนที่จะยินดีกับความสำเร็จนี้ของตนเองจวงฉีเยว่กลับดีใจและสุขใจได้ไม่ถึงที่สุดคล้ายกับว่าในซอกหลืบลึกลับภายในหัวใจของนางมันคอยเตือนว่าทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้มีทุกข์เสื่อมทุกข์มีสุขวันใดก็เสื่อมสุขได้ในวันหนึ่งชีวิตมนุษย์เราเป็นเช่นนี้มาช้านานแล้วไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด ดังนั้นพอวันนี้มีเรื่องน่ายินดีเช่นนี้นางจึง
ตอนที่41 (อวสาน)หลังจากพิชิตหนานฉู่ได้แล้วอีกหนึ่งเดือนต่อมาขบวนรถม้ายิ่งใหญ่ก็ถูกส่งมารับชินหวางเฟยแห่งต้าซ่งจนถึงแคว้นเว่ยเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วแต่ตลอดร่วมสองปีที่จวงฉีเยว่มาอยู่แคว้นเว่ยในฐานะ ‘นายหญิง’ ของค่ายซ่างหานนางก็ทำเพื่อประชาชน สร้างคุณประโยชน์มากมายจนคนในแคว้นเว่ยถึงไม่เคยเห็นรูปโฉมของ ‘นายหญิง’ กลับเยินยอเสียโฉมงามหยดย้อยเกินเทพเซียนไปมากเพราะนางเป็นดังเทพธิดาแห่งธัญพืชเพาะปลูกพืชผัก ข้าวและผลไม้บำรุงกองทัพไม่พอยังเผื่อแผ่ไปถึงชาวบ้านชาวเมืองจนสองปีผ่านพ้นบนท้องถนนแคว้นเว่ยไร้ขอทานและผู้ยากไร้ไปจนสิ้น ก็ล้วนเป็นนางคอยให้คำปรึกษากับท่านเจ้าเมืองของแคว้นเว่ยมิได้ขาดชาวบ้านจึงมีอาชีพไม่อดอยากยากไร้อีกต่อให้ไร้ที่ดินทำกินก็จะมีที่ดินของค่ายซ่างหานให้ได้ทำกินดังนั้นพอทุกคนทราบว่า ‘นายหญิง’ กำลังจะจากไปบางคนนั้นยินดีที่คนดีคนเก่งกำลังจะไปได้ดิบได้ดี หากแต่บางคนกลับไม่อยากสูญเสีย ‘เทพธิดา’ ของพวกเขาไป แต่พระราชโองการของฮ่องเต้ผู้ใดจะกล้าไปขัดขวางจึงทำได้เพียงออกมายืนส่งขบวนเสด็จของ ‘ชินหวางเฟยเฉียว’ ซึ่งเป็นจวงฉีเยว่ที่เลือกจะยืนหยัดใช้แซ่นี้ของฝ่ายมารดาเพื่อจะลำลึกถึงนางเฉี
“ฉีเยว่เอ๋ย นับจากนี้ต่อไปภาระอันหนักอึ้งตกลงมาใส่บ่าบอบบางของเจ้าแล้ว แต่ท่านแม่ผู้นี้ก็เป็นเช่นกับฮ่องเต้ ท่านแม่วางใจและเชื่อใจเจ้าว่าฉีเยว่ของเราจะเป็นท่านแม่ที่ดี เป็นท่านอาสะใภ้ที่มั่นคง และยิ่งว่ามั่นใจว่าเจ้าจะเป็นมารดาของแผ่นดิน เป็นภรรยาที่ดียิ่งให้แก่สามีได้ ท่านแม่ผู้นี้เชื่อใจเจ้าจริงๆ ดังนั้นเจ้าก็ต้องเชื่อใจตนเองด้วยเช่นกัน” นางเฉียวซื่อวางมือเหี่ยวย่นอันแสนจะสั่นเท่าลงบนบ่าบอบบางของบุตรสาวที่ต่อให้นางไม่ได้เป็นผู้คลอดหญิงสาวตรงหน้าออกมาจากครรภ์ของตนเองแต่นางกลับทั้งรักและวางใจเพราะบุตรสาวที่นางใช้สองมือกับหนึ่งหัวใจดวงแกร่งเลี้ยงดูจวงฉีเยว่มาเป็นอย่างดีนางทั้งมั่นใจและวางใจสตรีตรงหน้าเป็นที่สุดแล้วในชีวิต“ต่อไปไม่ว่าจะมีท่านแม่หรือไม่มีข้าอยู่ข้างกายของเจ้าต่อไปอีกก็จงมั่นใจในตนเองเถิดว่าเจ้านั้นจะแน่วแน่และมั่นคงเป็นหลักที่ดีเป็นหลังบ้านที่ดีของอาฉีและต้องเป็นท่านแม่ที่กล้าแกร่งคอยเป็นเบาะอันหนาคอยรองรับไม่ให้ลูกและหลานเมื่อล้มลงต้องบาดเจ็บมากนัก เป็นบ้านที่อบอุ่นรอคอยให้เด็กๆ เหล่านั้นได้กลับมาพักพิงยามพวกเขาสับสน ฉีเยว่เกือบสามปีมานี้เจ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆ มากจนหา
ตอนที่40และแล้ววันเคลื่อนทัพหน้าของต้าซ่งก็มาถึงแล้วในวันนี้ หานเฟยฉีเป็นแม่ทัพใหญ่สวมเกราะสีดำดูดุดัน ยืนอยู่ข้างอาชาพ่วงพีสีดำสนิทเช่นกัน โดยในอ้อมแขนแกร่งทั้งสองข้างที่อุ้มร่างของเด็กชายฝาแฝดสองพี่น้อง ฉางเซินและเฉินเซียววัยเกือบสี่เดือนแต่ตัวอวบอ้วนน้ำหนักไม่น้อยเรียกว่าจวงฉีเยว่อุ้มไม่นานแขนยังปวดร้าวไปหมด“ได้ฤกษ์แล้วเจ้าค่ะท่านพี่อย่าได้กังวลอันใดหว่านหว่านจะดูแลลูกๆ และตนเองให้ดีจะไม่ทำให้ท่านพี่ว้าวุ่นในเมื่อต้องออกไปอยู่แนวหน้าแน่นอนเจ้าค่ะวางใจได้” เสียงลั่นกลองบอกถึงฤกษ์ยามที่ดีที่สุดในการเคลื่อนทัพแล้ว จวงฉีเยว่จึงก้าวเข้าไปรับเอาหานฉางเซินมาส่งให้กับจิ่วฉีช่วยอุ้มจากนั้นจึงรับเอาหานเฉินเซียวมาอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขนของตนเองแทนส่งสามีขึ้นหลังม้าโดยมีเด็กๆ ทั้งสามกับหานเฟยหลงและนางเฉียวซื่อมายืนอวยพรส่งทหารกว่าสองแสนเคลื่อนขบวนตรงไปพิชิตศึกแรกที่สุ่ยโจว“ท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ใหญ่ พี่สะใภ้และหลานๆ จะคุ้มครองเจ้า นะอาฉี ข้าขออวยพรให้ศึกแรกนี้เจ้าเอาชนะได้โดยง่ายและว่องไว” หานเฟยหลงตรงเข้าไปตบหัวไหล่แกร่งของน้องชายสามครั้ง ทั้งน้ำเสียงและดวงตานั้นมั่นคงยิ่งนัก ลำดับถัดไปก็เป็น











