LOGINหลังจากที่ชายหนุ่มเดินออกไปจากห้องแล้ว เซี่ยเป่าเจินก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาแรง ๆ หญิงสาวไม่คิดว่าเขาจะเกิดความสงสัยในตัวนางจนกระทั่งลักลอบเข้ามาสำรวจภายในห้องนอนของนางเช่นนี้
เตียงนอนที่ถูกเปลี่ยนใหม่หลังจากที่นางทำเสร็จแล้วนำไปซักและตากจนแห้งหลังใช้เวลาอยู่หลายวันพอสมควร หญิงสาวก็พึ่งทำการเปลี่ยนมันให้กับห้องของชายหนุ่มด้วยเช่นกัน หวังว่าเขาคงจะไม่สั่งให้บ่าวรับใช้รื้อมันออกหรอกกระมัง
ก่อนหญิงสาวจะละความสนใจแล้วลงมือชำระร่างกายหลังจากที่เสื้อผ้าของนางเปียกปอนเพราะลงมือดักช้อนปลาในแม่น้ำกับบุตรชาย เซี่ยเป่าเจินให้นึกไปถึงใบหน้าและรอยยิ้มของเด็กน้อย นางได้แต่เม้มริมฝีปากจนแน่นเมื่อคิดว่าสักวันหนึ่งหากนางและสามีหย่าขาดจากกัน บุตรชายของนางจะรู้สึกเช่นไร
อย่างน้อยจนกว่าจะถึงตอนนั้นนางจะต้องตั้งหลักให้ได้เสียก่อน เพื่อที่จะได้แย่งชิงเป่าเกอมาดูแลด้วยตัวเองได้อย่างถูกต้อง หากเป็นดังเช่นทุกวันนี้สามีของนางก็คงจะใช้ข้ออ้างที่นางเป็นคนไร้ความสามารถ ที่อาจจะเลี้ยงดูบุตรได้ไม่ดีเท่าที่ควร เซี่ยเป่าเจินตั้งใจเอาไว้ว่าในขณะที่นางกำลังพยายามรวบรวมเงินทองและความมั่นคงให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะถึงวันที่นางถูกสามีหย่าขาด อย่างน้อยในชีวิตของนางก็คงจะพอมีอะไรที่สามารถหยิบยกขึ้นมาเพื่อต่อรองในการนำตัวบุตรชายมาเลี้ยงดูเองได้บ้าง เซี่ยเป่าเจิน พยักหน้ากับตนเองเบา ๆ ด้วยแววตาจริงจัง ก่อนจะรีบสวมเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วออกไปเตรียมมื้อเย็นให้กับบุตรชาย
ในขณะที่หญิงสาวกำลังเดินตรงไปทางด้านเรือนครัว นางจำเป็นต้องเดินผ่านห้องตำราและห้องนอนของชายหนุ่ม สายตาของหญิงสาวสอดส่องเข้าไปก่อนจะพบว่าหน้าต่างของห้องตำรานั้นเปิดโล่งอยู่ โดยที่ตัวของชายหนุ่มนั้นกำลังนั่งทำงานอยู่ภายในห้อง เซี่ยเป่าเจินเผลอลืมตัวหยุดยืนมองสามีของนางตามสัญชาตญาณความเคยชินที่มีมาตั้งแต่ชาติภพก่อน พลางนึกไปว่าหากนางและสามีสามารถปรับความเข้าใจกันได้และมีความรู้สึกรักใคร่กันดังเช่นคู่สามีภรรยาคู่อื่นก็คงจะดีไม่น้อย
แต่ก็พบว่าความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ไม่รู้ว่ามีอยู่กี่ส่วนและหญิงสาวเองก็ไม่รู้ว่าชายหนุ่มนั้นพร้อมจะให้อภัยหรือให้โอกาสนางได้แก้ไขหรือไม่ เมื่อนึกได้เช่นนั้นเซี่ยเป่าเจินจึงได้ละสายตาจากเขาก่อนจะเดินตรงไปยังเรือนครัวเพื่อทำอาหาร ขณะเดียวกันเมื่อร่างบางละสายตาจากชายหนุ่มไปแล้วร่างสูงจึงได้เงยหน้าขึ้นจากงานก่อนจะวางพู่กันในมือลง สายตาของเขามองตามร่างบางที่เดินจากไปอย่างไม่อาจคาดเดาความคิดได้
"ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวทำความสะอาดปลาตามที่ท่านสั่งไว้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ส่วนผักบ่าวก็ล้างทำความสะอาดและหั่นไว้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ"
"ดีมาก เช่นนั้นเจ้าไปอาบน้ำเถิด เดี๋ยวข้าจะจัดการที่เหลือเอง"
"เดี๋ยวบ่าวช่วยท่านเสร็จแล้วค่อยไปอาบเจ้าค่ะ"
"ไม่ได้ พวกเราตัวเปียกชื้นกันมาหลายชั่วยามแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้ เจ้าไปอาบน้ำให้สบายตัวเถิด"
"เจ้าค่ะฮูหยิน เช่นนั้นบ่าวจะรีบกลับมาช่วยท่านเจ้าค่ะ"
"ได้..." เซี่ยเป่าเจินยกยิ้มจนถึงดวงตาส่งให้กับสาวใช้ ก่อนจะหันกลับมาให้ความสนใจกับปลาที่ถูกเตรียมไว้
เมนูวันนี้เป็นปลานึ่งถั่วเหลือง หรือในยุคของนางเรียกว่าปลานึ่งซุปเต้าเจี้ยว เป็นการนำปลาตัวใหญ่มานึ่งรองด้วยผักกาดใบโต โดยปรุงเนื้อปลาด้วยซีอิ๊วขาว เกลือ และยัดพุงปลาด้วยสมุนไพรเช่นขิง ที่ใช้แทนโสม เพราะหาง่ายและมีอยู่ในสวนหลังบ้าน ก่อนจะโปะด้วยถั่วเหลืองซีกที่ถูกแช่น้ำไว้จนนิ่มให้ทั่วแล้วปิดคลุมตัวปลาด้วยผักกาด จากนั้นจึงใส่ในซึ้งตั้งไฟทิ้งไว้ราวสองเค่อ
ถู่โต้วหรือมันฝรั่งถูกนำมาต้มจนสุกก่อนจะนำมาบดจนละเอียดคลุกเคล้ากับเกลือ มันฝรั่งบดนับว่าเป็นของโปรดบุตรชายของนาง เด็กน้อยติดใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลองทาน ก่อนจะออดอ้อนให้นางทำให้ทานแทบจะทุกวันอย่างไม่มีเบื่อ
ข้าวที่ปกติใช้หุงแบบธรรมดากลายเป็นข้าวอบธัญพืช ที่แสนอร่อยโดยมีส่วนประกอบ ถั่วแดง ถั่วเขียว ลูกเดือย เผือกหั่นเต๋า ฟักทองหั่น แปะก๊วย ข้าวโพด เห็ดหอมหั่น ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วเรือน เสียงเคาะกระทะดังลอดออกไปจากเรือนครัวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องตำราของซ่งรุ่ยหยาง ทำให้เขาได้กลิ่นหอมของอาหารและเสียงทำอาหารที่ดังลอดออกไปได้อย่างชัดเจน
มือหนาพลันวางพู่กันลงบนโต๊ะก่อนจะลุกขึ้นเดินตรงไปยังเรือนครัว แล้วพบกับร่างบางของผู้เป็นภรรยาที่กำลังหันรีหันขวางวุ่นวายอยู่กับการเตรียมอาหารเย็น ดวงตาคมเพ่งพินิจถึงการกระทำของผู้เป็นภรรยาในด้านที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนหรืออาจจะเป็นเพราะว่าตัวเขาให้ความใส่ใจกับครอบครัวน้อยเกินไปจนไม่ทันได้สังเกต ว่าแท้จริงแล้วเซี่ยเป่าเจินก็เป็นเพียงสตรีธรรมดาคนหนึ่งที่ย่อมมีรัก โลภ โกรธ หลง
ระหว่างที่กำลังทำอาหารเซี่ยเป่าเจินก็รู้สึกว่ามีสายตาของใครบางคนกำลังมองมา ก่อนจะหันมาพบเข้ากับร่างของผู้เป็นสามี หญิงสาวรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามความต้องการของเขา
"ท่านต้องการอะไรหรือไม่เจ้าคะ"
"เปล่า ข้าเพียงแค่เดินผ่านมาน่ะ"
"อ๋อ... อาหารใกล้เสร็จแล้ว ท่านจะให้ข้าสั่งสาวใช้ยกสำรับเข้าไปให้ท่านในห้องทำงานเลยหรือไม่เจ้าคะ" เซี่ยเป่าเจินเอ่ยถามสามี เพราะจดจำได้ว่าเขามักจะทานอาหารผู้เดียวในห้องพร้อมกับทำงานไปด้วย จึงทำให้สามคนพ่อแม่ลูกมีโอกาสได้ทานอาหารร่วมกันแทบจะนับครั้งได้
"ไม่ต้อง!" แต่เมื่อหญิงสาวได้ยินเสียงปฏิเสธของชายหนุ่มก็อดที่จะรู้สึกเสียใจไม่ได้ แม้ว่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าคำตอบจะต้องเป็นเช่นนี้ก็ตาม แววตาของเซี่ยเป่าเจินวูบไหวก่อนจะถูกกลบเกลื่อนไปพร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ ของนาง แต่แล้วประโยคต่อมาก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกแปลกใจจนต้องเงยหน้าขึ้นจากพื้น
"วันนี้ข้าจะทานอาหารกับเป่าเกอที่ห้องอาหาร รบกวนเจ้าช่วยเตรียมอาหารในส่วนของข้าให้ทีเถิด" สายตาที่บ่งบอกถึงความประหลาดใจของหญิงสาว ทำเอาชายหนุ่มที่กำลังมองอยู่ถึงกับสะอึก ก่อนจะคิดในใจว่า ที่ผ่านมาหรือเป็นเขาเองที่บกพร่องต่อหน้าที่ด้วยเช่นกัน! ชายหนุ่มกระแอมไอเบา ๆ แล้วหันหลังกลับไปยังห้องตำราของตนดังเดิมโดยไม่ได้หันกลับมามองหญิงสาวอีก
หลังจากนั้นอีกไม่เกินเค่อ อาหารก็ถูกจัดเตรียมจนเสร็จสรรพก่อนที่เซี่ยเป่าเจินจะสั่งให้สาวใช้ไปแจ้งแก่เขา สำหรับซ่งรุ่ยเป่าวันนี้เป็นวันที่เด็กน้อยมีความสุขมากที่สุด ที่ได้ทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งท่านพ่อและท่านแม่ เด็กน้อยตื่นเต้นมากจนรู้สึกว่าเจริญอาหารมากกว่าทุกวัน ข้าวถูกเติมถึงสามครั้งด้วยกัน ซึ่งก็ไม่ต่างจากผู้เป็นบิดาที่ทานอาหารมื้อนี้อย่างเอร็ดอร่อยจนแทบจะลืมเลือนทุกอย่าง ข้าวในชามของเขาถูกเติมถึงสองครั้งทีเดียว ทำเอาคนทำอาหารเช่นนางถึงกับยิ้มแก้มปริ
"ท่านแม่ของข้าดีที่สุดเลยขอรับ"
"งั้นหรือ! เช่นนั้น เจ้าก็ทานเยอะ ๆ เถิด จะได้โตไว ๆ" หญิงสาวเอ่ยกับบุตรชายพร้อมกับคีบเนื้อปลาใส่ในชามข้าวของเด็กน้อย
"ทานข้าวเสร็จ คืนนี้ข้าขอนอนกับท่านแม่ได้หรือไม่ขอรับ"
"เอ๊ะ! เจ้าอยากจะนอนกับแม่งั้นหรือ"
"ขอรับ! ไม่ได้หรือขอรับ หรือว่าวันนี้ท่านพ่อจะนอนกับท่านแม่ ทำให้ข้านอนกับท่านแม่ไม่ได้" เด็กน้อยเอ่ยขึ้นพร้อมกับทำหน้าเศร้า เขาอยากจะนอนกับท่านแม่เพราะอยากจะฟังนิทานที่ท่านแม่ชอบเล่าให้ฟังก่อนนอนอีก แต่อาจจะเป็นเพราะคืนนี้ท่านพ่อกลับมานอนที่จวนเขาจึงอดที่จะนอนกับท่านแม่ เพราะท่านพ่อกับท่านแม่ต้องนอนด้วยกัน แต่เด็กน้อยหารู้ไม่ว่าตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาบิดาและมารดานั้นมิเคยนอนร่วมห้องกันเลยแม้เพียงครั้ง ทำเอาคนทั้งสองถึงกับสำลักออกมาอย่างทำตัวไม่ถูก แต่หญิงสาวไม่ต้องการให้บุตรชายต้องมารับรู้เรื่องราวเช่นนี้ จึงได้เอ่ยแก้ตัวออกมา
"หากเจ้าอยากจะนอนกับแม่คืนนี้ก็ย่อมได้ เดี๋ยวแม่จะเล่านิทานเรื่องใหม่ให้เจ้าได้ฟังดีหรือไม่"
"ดีขอรับ" ซ่งรุ่ยหยางเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจที่ได้ยินภรรยากล่าวว่าจะเล่านิทานให้บุตรชายฟัง ก่อนสายตาของเขาจะเผลอมองใบหน้าของหญิงสาวที่เอาแต่ส่งยิ้มให้บุตรชายอย่างใจดีด้วยความเผลอไผล แต่เมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาเข้าพอดี ชายหนุ่มก็แกล้งเบือนหน้าหนีราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
ทางด้านโจวฮุ่ยหลานนั้นรู้สึกรำคาญและขยะแขยงชายหนุ่มตรงหน้ายิ่งนักอีกฝ่ายเป็นคุณชายเสเพลผู้หนึ่งที่ส่งแม่สื่อมาทาบทามนางได้ทุก ๆ เจ็ดวัน หากแต่บิดาและมารดาก็ปฏิเสธไปทุกครั้ง ล่าสุดก็เมื่อเช้านี้ทั้ง ๆ ที่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังไม่เลิกวุ่นวายกับนางอีก ช่างน่ารำคาญเหลือเกิน ในขณะที่นางกำลังจะเดินหนีก็ยังเดินตามทั้งยังพยายามจะลวนลามนางจังหวะที่มือของอีกฝ่ายกำลังจะเอื้อมมาเพื่อสัมผัสกับร่างกายของหญิงสาวก็ถูกใครคนหนึ่งตีมือของเขาด้วยพัดอย่างแรง ร่างบางของโจวฮุ่ยหลานถูกรั้งเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของซ่งรุ่ยเป่า ในขณะที่เจ้าของอ้อมกอดมองไปที่ชายหนุ่มอีกคนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะอย่างเห็นได้ชัด
ห้าปีผ่านไปซ่งรุ่ยเป่าที่สอบได้ตำแหน่งจอหงวนเมื่อสามปีก่อน เขาเข้าทำงานในราชสำนักอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะขอตัวย้ายถิ่นฐานเพื่อที่จะได้ใช้ความสามารถพัฒนาพื้นที่บ้านเกิด ฝ่าบาทหลงรักและเอ็นดูหลานชายผู้นี้ไม่น้อย นอกจากมีความสามารถแล้วยังขยันขันแข็งอย่างมาก เดิมทีอยากจะรั้งตัวเอาไว้ใช้งานหากแต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ยินยอมจึงได้มอบตำแหน่งผู้ตรวจการผู้แทนพระองค์พร้อมกับให้ไปประจำการ ณ มณฑลทางใต้ทั้งหมด ทำให้ซ่งรุ่ยเป่าได้กลับบ้านสมใจหวังเสียทีนอกจากนี้ไท่เฟยที่เริ่มแก่ชรามากแล้ว จึงได้ทูลขอพระราชทานอนุญาตเดินทางไปยังซัวเถาเพื่ออยู่กับหลานชายที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของนาง พร้อมกับอยู่กับเหลน ๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิต ก่อนที่ฮ่องเ
แม่ลูกพบหน้าพูดคุยกัน ทานอาหารเที่ยงร่วมกัน ก่อนที่เซี่ยเป่าเจินและสามีจะขอตัวกลับก่อน ในยามที่มารดามาส่งนางที่รถม้าหญิงสาวก็ยังไม่วายเลิกม่านขึ้นโบกมือลาก่อนจะทำสายตาละห้อยอย่างรู้สึกอาลัย ในยามที่มีบุตรแล้วถึงสองคนจึงได้เข้าใจหัวอกมารดาถึงเพียงนี้ทำให้นางยิ่งรู้สึกรักมารดาของนางมากขึ้นไปอีก"เหตุใดจึงได้ทำหน้าเศร้านักเล่า""ข้าคิดถึงท่านแม่เจ้าค่ะ""เอาไว้วันหลังเจ้าก็มาเยี่ยมท่านแม่ยายได้อีก เรายังคงรั้งอยู่ที่นี่อีกนาน"
ในวันนี้จวนซ่งช่างคึกคักเสียจริง นอกจากจะฉลองเนื่องในวันครบรอบวันเกิดสิบห้าปีให้แก่คุณชายใหญ่ซ่งรุ่ยเป่าแล้ว ยังเป็นการฉลองความสำเร็จที่อีกฝ่ายสอบได้ลำดับที่หนึ่งของมณฑลอีกด้วย ก่อนที่อีกไม่กี่วันข้างหน้าสองสามีภรรยาจะต้องเดินทางไปส่งบุตรชายยังเมืองหลวงเพื่อเตรียมสอบในฤดูกาลหน้าในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานอยู่ โจวฮุ่ยหลานเองที่ต้องการมอบของขวัญให้กับเด็กหนุ่มกลับไม่กล้าเดินเข้าไป ในตอนนี้นางพึ่งจะสิบเอ็ดปีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ชื่นชอบเขามานานหลายปีหากแต่อีกฝ่ายก็มักเย็นชากับนาง ทำให้โจวฮุ่ยหลานรู้สึกหวาดกลัวเขาอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่าบรรดาสาว ๆ ในเมืองซัวเถาและเหล่าศิษย์พี่ในสำนักต่างก็มาร่วมในงานนี้ ผู้คนมากมายต่างมอบของขวัญให้กับเขา นางก็ได้แต่ก้มลงมองของขวัญในมือของนางก่อนจะค่อย ๆ เก็บมันไว้ในแขนเสื้อตามเดิม
งานแต่งงานของโจวหนิงจินมาถึง ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อยไร้อุปสรรค เจ้าบ่าวเจ้าสาวถูกส่งตัวเข้าห้องหอเป็นที่เรียบร้อย จนกระทั่งผ่านไปเจ็ดวัน สุ่ยจินเยว่จึงได้ถูกปล่อยตัวออกจากห้องหอ หญิงสาวไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว อายก็อาย คนใช้จวนตระกูลโจวต่างร่ำลือว่านายท่านโจวคลั่งรักฮูหยินมากเพียงใดในแต่ละวันก็แทบจะตัวติดกันตลอดเวลากระทั่งสุ่ยจินเยว่ออกไปตรวจร้านค้าของนาง อีกฝ่ายก็ยังจะดั้นด้นตามไปแม้ในวันที่ไม่ค่อยสบายก็ตาม สุ่ยจินเยว่ได้แต่คิดในใจว่านางไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มจะเป็นหนักถึงเพียงนี้ ยามเกลียดก็เกลียดยามรักก็คลั่งรักถึงเพียงนี้ เขามีสิ่งใดพอดีบ้างหรือไม่!
หากมีผู้มาพบเห็นเรื่องนี้คงจะกลายเป็นเรื่องราวน่าขบขันไม่น้อย เมื่อชายหนุ่มสามคนมานั่งล้อมวงกันอยู่ภายในศาลากลางสวนดอกไม้ในจวนตระกูลซ่ง โดยมีซ่งรุ่ยหยางที่กำลังอุ้มบุตรสาวอยู่ หูทั้งสองข้างก็คอยรับฟังปัญหาเรื่องราวความรักของสหายและญาติผู้พี่เช่นโจวหนิงจินและหลงเซียวจิ้งอ๋องเดือนหน้าจะเป็นงานแต่งงานของโจวหนิงจินแล้วส่วนเดือนถัดไปก็เป็นงานสมรสของจิ้งอ๋องเละเซ่าเลี่ยงซู เมื่อหลายวันก่อนก็พึ่งผ่านงานเลี้ยงเดือนของเจ้าก้อนแป้งน้อยซ่งฮวาหลันซ่งรุ่ยหยางได้แต่ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย พักนี้ชายหนุ่มทั้งสองมาปรึกษาปัญหาความรักกับเขาไม่เว้นแต่ละ







