Mag-log in11
เร่เข้ามาๆ
แผงค้าเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ค่อนข้างดีในตลาดทิศตะวันออกของเมืองหลวง ถูกเนรมิตให้กลายเป็นร้านน้ำแกงที่มีป้ายผ้าหนาสีขาวสะอาดตาเขียนตัวอักษรสีดำเข้มว่าน้ำแกงแพะเลิศรสตระกูลเว่ย
เว่ยเสี่ยวเหอในชุดทะมัดทะแมงรวบผมสูงเปิดเผยใบหน้าที่บัดนี้ดูผุดผ่องมีสง่าราศีจากการดื่มน้ำทิพย์จิตวิญญาณเป็นประจำ นางยืนอยู่หน้าหม้อดินใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเตาถ่านไฟลุกโชน ควันสีขาวลอยกรุ่นพัดพาเอากลิ่นของน้ำแกงที่เคี่ยวจากกระดูกแพะและสมุนไพรกระจายไปทั่วท้องถนน
"ท่านแม่ขอรับ ลูกค้าเริ่มมากันแล้วขอรับ"
“วันแรกของพวกเราดีจริงๆ”
“ข้าช่วยอะไรท่านแม่ได้บ้าง”
“เจ้าต้องพูดตามนี้ เร่เข้ามาๆ น้ำแกงแพะร้อนๆ กินแล้วสดชื่นฟื้นฟูกำลัง”
“ขอรับ เร่เข้ามาๆ น้ำแกงแพะร้อนๆ กินแล้วสดชื่นฟื้นฟูกำลัง”
อาเป่าในชุดใหม่เอี่ยมพาดผ้าเช็ดโต๊ะผืนเล็กไว้ที่ไหล่ พูดกับมารดาด้วยน้ำเสียงแจ่มใส เด็กน้อยยิ้มจนแก้มปริเมื่อเห็นผู้คนที่เดินผ่านไปมาเริ่มชะลอฝีเท้าและสูดจมูกฟุดฟิด เสียงเล็กๆ นั่นเอ่ยเรียกลูกค้าดังเจื้อยแจ้วได้ยินไปไกลทั่วตรอก
กลิ่นหอมของน้ำแกงแพะตระกูลเว่ยนั้นประหลาดนัก มันไม่ใช่กลิ่นเนื้อที่หนักจนเลี่ยน แต่มันมีความหอมสดชื่นของขิงแก่ โสม และพริกไทยป่า ผสานกับความหวานล้ำที่ไม่มีใครเคยสัมผัส เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามโต๊ะไม้สี่ห้าตัวที่เว่ยเสี่ยวเหอเตรียมไว้ก็เต็มแน่นไปด้วยผู้คน
"เถ้าแก่เนี้ยเอาน้ำแกงแพะให้ข้าชามหนึ่ง เพิ่มเนื้อด้วยนะ" ชายผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นพ่อค้าเร่ตะโกนสั่ง
"ได้เลยเจ้าค่ะ รอสักครู่นะเจ้าคะ" เว่ยเสี่ยวเหอใช้กระบวยไม้ตักน้ำแกงร้อนๆ ลงในชามดินเผา เนื้อแพะผ่านการเคี่ยวจนเปื่อยนุ่มทว่าไม่ยุ่ยจนเสียทรง นางโรยหน้าด้วยต้นหอมซอยและผักชีป่าที่เก็บมาจากมิติลับ
ทันทีที่ลูกค้าคนแรกซดน้ำแกงเข้าไปคำหนึ่งดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ร่างกายที่เคยอ่อนล้าจากการเดินทางพลันรู้สึกเหมือนมีกระแสความร้อนไหลเวียน
"โอ้โฮ! นี่มันอร่อยมากจริงๆ ได้ซดเข้าไปแล้วความเหนื่อยของข้าหายวับไปกับตาเลย"
เสียงชื่นชมปากต่อปากดังขึ้นเรื่อยๆ จนร้านน้ำแกงเล็กๆ กลายเป็นจุดสนใจที่สุดในตลาด ผู้คนเริ่มมายืนต่อแถวกันยาวเหยียด เว่ยเสี่ยวเหอหยิบจับสิ่งของอย่างคล่องแคล่ว นางจัดลำดับการบริการและเก็บเงินได้อย่างไม่มีที่ติ โดยมีอาเป่าคอยเป็นหน่วยสนับสนุนที่ขันแข็ง
ทว่าในขณะที่กิจการกำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด บรรยากาศที่แสนครึกครื้นกลับเย็นเยียบลง เมื่อมีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งประมาณสี่ห้าคนเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาด้วยท่าทางโอหัง พวกมันกล้ามโต ในมือถือไม้พลองและกระบองไม้ไผ่
"ถอยไป! ถอยไปให้หมด! ใครไม่เกี่ยวถอยออกไป!"
หัวโจกของกลุ่มเป็นชายร่างเตี้ยล่ำหน้าตาบูดเบี้ยว มีแผลเป็นลากยาวที่แก้ม มันเดินตรงมาที่หน้าเตาของเว่ยเสี่ยวเหอแล้วใช้เท้าเตะโต๊ะไม้ตัวหนึ่งจนเกือบพลิกคว่ำ ลูกค้าที่กำลังนั่งกินอยู่ต่างพากันลุกหนีด้วยความหวาดกลัว
"เถ้าแก่เนี้ยหน้าใหม่งั้นรึ รู้หรือไม่ว่าที่นี่คือเขตของลูกพี่หู่ จะมาตั้งร้านขายดีเกินหน้าเกินตาคนอื่นแบบนี้มันไม่ผิดกฎไปหน่อยรึ?"
ชายหน้าแผลเป็นเอ่ยเสียงต่ำพลางกวาดสายตามองเงินตำลึงที่กองอยู่ในกล่องไม้ เว่ยเสี่ยวเหอวางกระบวยลงช้าๆ นางไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แต่กลับหันไปมองกลุ่มชายเหล่านั้นด้วยสายตาที่สงบนิ่ง
"กฎงั้นรึ ข้าจ่ายค่าเช่าให้แก่ทางการอย่างถูกต้องแล้ว ไม่ทราบว่ายังมีกฎที่ไหนอีกที่ข้าต้องรับรู้"
"นังนี่ปากดีนัก! ลูกพี่หู่ถามเจ้าดีๆ ก็จงตอบมา วันแรกขายดีขนาดนี้จ่ายค่าคุ้มครองมาห้าตำลึงเสียดีๆ มิเช่นนั้นร้านของเจ้าได้กลายเป็นกองฟืนแน่"
"ท่านแม่ขอรับ พวกเขาจะมาเอาเงินเราหรือขอรับ"
อาเป่าเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งมาเกาะขาแม่ไว้ เว่ยเสี่ยวเหอลูบหัวลูกชายเบาๆ เป็นสัญญาณว่าไม่ต้องกลัว นางเงยหน้าขึ้นมองหัวโจกที่ชื่อหู่
"ห้าตำลึง เงินจำนวนนั้นซื้อเนื้อแพะของข้าได้ทั้งตัว แต่ถ้าจะให้คนพาลอย่างพวกเจ้า แม้แต่หยดน้ำแกงที่เหลือทิ้งข้าก็ไม่ให้"
"หน็อย! นังคนนี้อยากลองดี"
คนแซ่หู่คำรามด้วยความโกรธ มันเงื้อมือหมายจะคว้าคอเสื้อของเว่ยเสี่ยวเหอเพื่อสั่งสอน ทว่าในเสี้ยวขณะนั้นเองเว่ยเสี่ยวเหอขยับกายเพียงนิดเดียว นางคว้าข้อมือของมันไว้แล้วบิดเพียงเล็กน้อย ทักษะการต่อสู้ระยะประชิดที่เน้นการใช้แรงน้อยสยบแรงมากทำให้นักเลงร่างล่ำถึงกับเสียหลักถลาลงไปข้างหน้า
โครม!
หน้าของคนแซ่หู่กระแทกเข้ากับพื้นอย่างแรงจนฝุ่นคลุ้ง ลูกน้องของมันที่เห็นลูกพี่เสียท่าต่างพากันพุ่งเข้าใส่เว่ยเสี่ยวเหอพร้อมกัน
เว่ยเสี่ยวเหอคว้าคานหาบไม้ที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมา นางใช้คานหาบฟาดเข้าที่ข้อพับเข่าของคนที่หนึ่งจนมันล้มคว่ำ ก่อนจะหมุนตัวฟาดเข้าที่ชายโครงของคนที่สองเสียงดังอั๊ก
ทุกการเคลื่อนไหวของนางเฉียบขาดแม่นยำไร้ซึ่งความลังเล เพียงไม่ถึงอึดใจนักเลงทั้งห้าคนก็นอนกองอยู่บนพื้นโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของชาวบ้านที่มุงดูอยู่"ฟังข้าให้ดี" เว่ยเสี่ยวเหอใช้ปลายคานหาบจิ้มไปที่หน้าอกของหัวโจกที่บัดนี้หน้าตาเขียวช้ำ "ถ้าอยากได้เงินให้ทำงานแลก แต่ถ้าอยากได้เรื่องคราวหน้าข้าจะไม่จบแค่การสั่งสอนเบาๆ เช่นนี้แน่"
"ฝากไว้ก่อนเถอะ!"
คนแซ่หู่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นพาลูกน้องวิ่งหนีหายเข้าไปในฝูงชนอย่างทุลักทุเล เมื่อความวุ่นวายสงบลงเว่ยเสี่ยวเหอก็กลับมาจัดโต๊ะไม้ให้เข้าที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ขออภัยทุกท่านที่ทำให้เสียบรรยากาศ เชิญนั่งทานต่อเถิดเจ้าค่ะ น้ำแกงหม้อใหม่กำลังร้อนได้ที่พอดี"
ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันปรบมือและโห่ร้องด้วยความสะใจ บางคนถึงกับตะโกนชมว่านางยอดเยี่ยม ร้านน้ำแกงแพะตระกูลเว่ยจึงยิ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากว่าเดิมหลายเท่า
ทว่าในมุมมืดของโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม บุรุษผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มขลิบทองจิบชาพลางเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาที่เป็นประกาย
"ท่วงท่าการต่อสู้ประหลาดนัก ไม่เหมือนสำนักใดในแคว้นต้าฉิน” เขาวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นยืน "น่าสนใจจริงๆ ดูท่าว่าข้าต้องลองชิมน้ำแกงแพะของนางดูสักหน่อยแล้ว"
เว่ยเสี่ยวเหอที่กำลังตักน้ำแกงอยู่รู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา นางเงยหน้าขึ้นและสบตากับบุรุษลึกลับผู้นั้นเพียงครู่หนึ่ง สัญชาตญาณเตือนนางว่าคนผู้นี้อาจอันตรายยิ่งกว่านักเลงเมื่อครู่นับร้อยเท่า
ตอนพิเศษ 3ฤดูกาลหมุนเวียนไปปีแล้วปีเล่า จากฤดูใบไม้ผลิที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง สู่ฤดูร้อนที่ร้อนแรงด้วยการสร้างตัว จนมาถึงฤดูใบไม้ร่วงที่สงบราบเรียบ ท้องฟ้ายังคงใสกระจ่างดุจวันวานภายในสวนบุปผาที่บัดนี้ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาหนาทึบ เว่ยเสี่ยวเหอในวัยที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคน นางนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ไผ่ ใบหน้าของนางแม้จะปรากฏรอยจาง ๆ ที่หางตาตามกาลเวลา ทว่าความสง่างามยังคงส่องประกายไม่เสื่อมคลาย นางมองดูภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจบุรุษหนุ่มรูปงามในชุดขุนนางสีเขียวเข้มขลิบเงินอันเป็นเครื่องแบบของแพทย์ขุนนางแห่งสำนักหมอหลวง ก้าวเดินเข้ามาในสวนด้วยท่วงท่าที่สุขุมและนอบน้อม อาเป่าในวันนี้ไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว เขาเติบโตขึ้นเป็นบุรุษที่สง่างามและมีความรู้ท่วมท้น หลังจากจบการศึกษาจากสำนักศึกษาหอคุณธรรม อาเป่าได้เข้าศึกษาต่อที่สำนักศึกษาหลวงและได้รับความเมตตาจากอาจารย์ผู้ประสาทวิชาถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้จนหมดสิ้นอาเป่าไม่ได้เลือกเดินเส้นทางขุนนางฝ่ายปกครองที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งอำนาจ แม้จะมีบารมีของท่านอ๋องสิบเอ็ดหนุนหลัง ทว่าเขาเลือกที่จะเป็นผู้เยีย
ตอนพิเศษ 2ในเช้ามืดวันนี้ช่างแตกต่างจากทุกวัน เสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่วิ่งวุ่นกันไปมาสลับกับเสียงสั่งการที่แผ่วเบาแต่เร่งรีบ กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำต้มสมุนไพรและไอร้อนจากอ่างน้ำลอยอบอวลไปทั่วเรือนหลัก ในขณะที่ความเงียบสงัดของยามวิกาลกำลังจะเปลี่ยนสู่แสงรุ่งอรุณท่านอ๋องสิบเอ็ดในชุดลำลองสีเข้มดูยับย่นเล็กน้อย บ่งบอกว่าเขาแทบไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดทั้งคืน เขาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูห้องนอน ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและตื่นเต้น ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงร้องประหลาดๆ หรือเสียงพูดคุยแผ่วเบาจากหมอตำแยภายในห้อง เขาจะหยุดชะงักและทำท่าจะพังประตูเข้าไปเสียให้ได้“ท่านพ่อขอรับ นั่งพักก่อนเถิดขอรับ”เสียงเล็ก ๆ ของอาเป่าดังขึ้นจากม้านั่งยาวข้างเสา เด็กน้อยในชุดนอนสีขาวสะอาดตานั่งตาแป๋วอยู่ข้างๆ หวังอี้หลิว ทั้งคู่ถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่กลางดึกเพราะเว่ยเสี่ยวเหอเริ่มมีอาการปวดครรภ์ อาเป่าที่มีสถานะเป็นพี่ชายคนโตพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง แต่หัวใจกลับเต้นรัวด้วยความกังวลไม่แพ้กัน“แม่ของเจ้าเจ็บปวดเพียงนั้น พ่อจะนั่งลงได้อย่างไร” ท่านอ๋องหันมาตอบบุตรชายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย “ตอนพ
ตอนพิเศษ 1บ่ายวันนี้บรรยากาศดูจะอึมครึมกว่าปกติ ท้องฟ้าที่เคยใสสว่างถูกปกคลุมด้วยก้อนเมฆสีเทาครึ้ม ลมเย็นพัดกรรโชกพาเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามระเบียงทางเดิน ไม่นานนักหยาดฝนเม็ดโตก็เริ่มทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้า เสียงซ่าๆ ของสายฝนที่ตกกระทบหลังคากระเบื้องดังประสานกันทำให้รู้สึกน่านอนยิ่งนักอาเป่าในชุดผ้าไหมนั่งแหมะอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือนหลัก ดวงตากลมโตจ้องมองหยดน้ำที่ไหลรินลงมาจากชายคาอย่างใจจดใจจ่อ เด็กน้อยเท้าคางพลางถอนหายใจทิ้งเบาๆ วันนี้ท่านแม่ยุ่งกับการตรวจบัญชีเสบียงในจวน ท่านพ่อก็เข้าวังไปพบฮ่องเต้ตั้งแต่เช้า ส่วนหวังอี้หลิวไปที่สำนักศึกษาหลวง ทิ้งให้เด็กน้อยนั่งเหงาอยู่กับตำราคัดอักษรที่ท่องจนจำได้ทุกตัวอักษรแล้ว“เบื่อจังเลย”เด็กชายพึมพำพลางแกว่งเท้าไปมา ทันใดนั้นเองที่กอหญ้าสีเขียวสดเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน เขาสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่างที่สะดุดตา สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ สีเขียวมรกตกระโดดออกมาจากใต้ใบบัวที่สระน้ำข้างเรือน มันกระโดดไปบนพื้นหินขัดอย่างรวดเร็ว“เอ๊ะ! เจ้ากบน้อย!”อาเป่าอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น เจ้ากบตัวจิ๋วหยุดนิ่งอยู่กลางทางเดิน มันพองลมที่ใต้คอจนเป่ง แล้วส่งเส
100ตัวหนักเกินไปแล้วจางเม่ยเอ๋อร์นอนฟุบอยู่กับพื้นถนน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวและละอายใจอย่างถึงที่สุด นางพยายามใช้ชายเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งขึ้นมาปิดบังใบหน้าที่เสียโฉมของตนเองไว้ แต่เสียงหัวเราะเยาะของคนรอบข้างกลับบาดลึกเข้าไปในใจเว่ยเสี่ยวเหอมองดูอดีตน้องสามีผ่านม่านรถม้าด้วยสายตาที่เรียบเฉย นึกถึงวันที่จางเม่ยเอ๋อร์เคยเชิดหน้าชูตาดูถูกนางว่าเป็นหญิงม่ายไร้ค่า นึกถึงวันที่จางเม่ยเอ๋อร์เคยร่วมมือกับแม่สามีรุมรังแกอาเป่าอย่างเลือดเย็น บัดนี้เวรกรรมได้คืนสนองแล้ว ชะตากรรมของจางเม่ยเอ๋อร์ช่างน่าสมเพชยิ่งกว่าจางเหวินไฉเสียอีกพี่ชายกลายเป็นคนพิการที่ต้องคลานขอทาน แม่ตายอย่างอนาถ ส่วนน้องสาวที่ทะเยอทะยานกลับต้องมาลงเอยด้วยการเป็นนางโลมชั้นต่ำที่เสียโฉมและกลายเป็นหัวขโมยถูกขับไล่ไสส่งจางเม่ยเอ๋อร์ตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาใคร ความเห็นแก่ตัวที่ทำให้นางทิ้งพี่ชายมาเพื่อเอาตัวรอด สุดท้ายกลับพานางมาสู่จุดที่ตกต่ำยิ่งกว่าความตาย รอยแผลบนใบหน้านั้นประหนึ่งตราประทับที่นางไม่มีวันลบเลือนได้ตลอดชีวิตเว่ยเสี่ยวเหอค่อยๆ เลื่อนม่านปิดลง นางไม่มีความจำเ
99ตกต่ำเด็กน้อยนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหวังอี้หลิวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง “ซื่อจื่อคืนนี้ข้าขอไปนอนที่ห้องของท่านได้หรือไม่ ห้องที่ท่านอ๋องจัดไว้ให้มันสวยมากเลยแต่มันกว้างเกินไป ข้า...ข้ายังไม่ค่อยชินขอรับ ไม่อยากนอนคนเดียวในห้องนั้นเลย"คำขอที่แสนซื่อของเด็กตัวน้อยทำเอาหวังอี้หลิวรู้สึกเอ็นดู เขาเข้าใจความรู้สึกของอาเป่าดี เพราะเขาก็เคยเป็นเพียงขอทานที่เว่ยเสี่ยวเหอช่วยชีวิตไว้ และเคยใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในร้านน้ำแกงแพะอันแสนคับแคบทว่าอบอุ่นมาด้วยกัน การย้ายเข้ามาอยู่ในจวนใหญ่ที่ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเช่นนี้ ย่อมทำให้เด็กเล็ก ๆ รู้สึกโดดเดี่ยวเป็นธรรมดา“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” หวังอี้หลิวตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด เขาเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ “ห้องของข้าเองก็ไม่ได้เล็กนักหรอก แต่ถ้ามีเจ้าไปนอนด้วยก็น่าจะช่วยให้ข้าหายเหงาได้บ้าง รู้ไหมว่าตั้งแต่ข้าย้ายมาอยู่ที่นี่ ข้าเองก็คิดถึงตอนที่อยู่ห้องแคบๆ เหมือนกัน”อาเป่าตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “จริงหรือขอรับ นึกว่าเป็นแต่ข้าเสียอีก”“จริงสิ ไปเถอะ ประเดี๋ยวจะดึกเกินไปพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”“ขอรับ” เด็กน้อยรับค
98หนึ่งคำนับฟ้าดิน“หนึ่งคำนับฟ้าดิน”ท่านอ๋องสิบเอ็ดและเว่ยเสี่ยวเหอหันหน้าออกไปทางประตูจวน ทั้งคู่ประสานมือเข้าหากันแล้วค่อยๆ ย่อกายลงคุกเข่าคำนับต่อผืนฟ้าและแผ่นดินที่ดลบันดาลให้โชคชะตาของคนสองมาเจอกันแม้จะอยู่คนละโลก ขอบคุณภพชาติที่ทำให้เว่ยเสี่ยวเหอได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ และขอบคุณที่ส่งบุรุษผู้นี้มาเป็นร่มเงาให้กับนางและลูก“สองคำนับบิดามารดา”เนื่องจากบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ที่นี่ ทั้งคู่จึงคำนับต่อป้ายวิญญาณบรรพบุรุษที่ตั้งอยู่บนโต๊ะพิธีแทน เว่ยเสี่ยวเหอนึกถึงแม่ของนางในโลกก่อน และนึกถึงดวงวิญญาณของเจ้าของร่างเดิมที่นางมาอาศัยอยู่ นางตั้งจิตอธิษฐานขอให้พวกเขารับรู้ว่าบัดนี้นางและอาเป่ามีความสุขและปลอดภัยดีแล้ว“สามบ่าวสาวคำนับกันและกัน”ในจังหวะนี้ทั้งคู่หันหน้าเข้าหากัน ท่านอ๋องสิบเอ็ดก้มมองเว่ยเสี่ยวเหอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสุข ส่วนเว่ยเสี่ยวเหอก็โน้มตัวลงคำนับสามีด้วยความเคารพและเชื่อมั่น การคำนับครั้งนี้ไม่ใช่การยอมเป็นทาสรับใช้ตามจารีตประเพณีแบบเก่าที่เคยเจอมาในตระกูลจาง แต่มันคือการคำนับสหายร่วมชีวิตที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างเท่าเทียมหลังจ
93แต่งงานนางบิดชายผ้ากันเปื้อนไปมาพลางก้มหน้าพึมพำ “ก็ตามนั้นแหละเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าท่านอ๋องก็ดูเป็นคนดี และอาเป่าก็ดูจะชอบท่าน ข้าเลยคิดว่าเราอาจจะลองคบหาดูใจกันไปก่อน เรียนรู้กันไปเรื่อยๆ สักปีสองปีถ้าเข้ากันได้ก็ค่อยว่ากัน”“ปีสองปีรึ” ท่านอ๋องขมวดคิ้วแน่น “นานไป ข้าไม่อยากคบหาดูใจอะไรแบบนั้นห
90บังเอิญล่ะมั้งเวลาผ่านไป เว่ยเสี่ยวเหอที่เพิ่งส่งหมั่นโถวลูกสุดท้ายในซึ้งให้แก่เด็กน้อยคนหนึ่งชะงักมือลงพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก นางเบี่ยงสายตาไปมองบุรุษผู้สูงศักดิ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับตัวเองตั้งแต่วันก่อนที่เจอบนรถม้ากลางสายฝน จนมาถึงวันนี้ที่หน้าร้าน เป็นความบังเอิญจริงๆ
86พัดปัดฝนนางมองผลงานของตัวเองด้วยความโล่งอก แล้วเก็บพัดเข้าสู่มิติส่วนตัวอย่างระมัดระวัง จากนั้นนางก็ก้าวออกมาจากมิติกลับไปที่เตียงนอน ทิ้งตัวลงนอนด้วยความสบายใจในเวลาเดียวกัน ณ จวนอ๋องสิบเอ็ดที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง ท่านอ๋องที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกกระหน่ำพลันขมวด
66ข้ามันคนเลวในจังหวะที่นิ้วมือหยาบกร้านสัมผัสเข้ากับเปลือกไข่ไก่ที่เย็นลื่นเพียงฟองเดียว และกำลังจะรวบมันเข้าสู่แขนเสื้อหมับ!ข้อมือของลุงเฉินถูกคว้าหมับด้วยมือเรียวบางทว่าแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก แรงบีบที่แน่นและรวดเร็วทำเอาลุงเฉินสะดุ้งสุดตัวจนไข่เกือบหลุดมือ เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตระหนก แ







