Masuk10
มีกับดัก
"กับดัก! มีกับดัก!"
นักเลงอีกคนตะโกนด้วยความตกใจ มันรีบถอยหลังหนีด้วยสัญชาตญาณ ทว่าพอก้าวถอยไปได้เพียงสองก้าวเท้าของมันก็พลาดท่าเหยียบเข้ากับหลุมพรางที่ขุดไว้ลึก ด้านล่างปูด้วยตะปูที่ทำจากไม้ไผ่เหลาจนแหลมคม
อึ๊ก! อ๊ากกก!
นักเลงคนที่สองล้มลงไปในหลุม เสียงไม้แหลมแทงทะลุเนื้อดังน่าสยดสยอง มันไม่ได้ร้องเสียงดังเหมือนคนแรก แต่มันนอนดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสเกินบรรยาย
"นังปีศาจแอบวางกับดักงั้นรึ!"
นักเลงคนที่สามที่ยังรอดอยู่โกรธจัด มันคว้าถังน้ำมันเตรียมจะขว้างใส่กระท่อมเพื่อเผาให้วอด ทว่าเว่ยเสี่ยวเหอที่ซุ่มอยู่บนคานหลังคาไม่ปล่อยให้มันทำสำเร็จ นางดึงเชือกกลไกที่ทำไว้เป็นสายระโยงระยางทันที
เคร้ง!
ถังไม้ขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนยอดไม้พลันคว่ำตกลงมา มันไม่ได้บรรจุน้ำหรือหิน แต่มันคือสิ่งปฏิกูลของหมูป่าที่นางรวบรวมมาจากคอกสัตว์ในมิติลับ ขี้หมูป่าที่หมักไว้มีกลิ่นฉุนรุนแรงหล่นลงมาเหมือนพายุสีน้ำตาลเข้ม
ผลัวะ!
"อ๊วกกกก! นี่มันอะไรกันเนี่ย!"
นักเลงคนที่สามถูกพายุขี้หมูถล่มใส่ทั้งตัว กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงทำให้อาเจียนจนหมดไส้หมดพุงล้มลงไปคลุกกับพื้น กลิ่นนั้นช่างตราตรึงจนมันแทบจะอยากควักปอดออกมาล้าง
นางจางและจางเม่ยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลต่างถูกละอองพายุขี้หมูสาดใส่จนหน้าตากลายเป็นลายพร้อย สิ่งปฏิกูลไหลเข้าปากเข้าจมูกจนพวกนางอาเจียนออกมา
"โอ๊ย! เหม็น เหม็นเหลือเกิน"
นางจางร้องโวยวายพยายามเช็ดหน้าแต่ยิ่งเช็ดก็ยิ่งเปื้อน เว่ยเสี่ยวเหอรีบกระโดดลงมาจากหลังคาอย่างสง่างามในมือถือไม้พลองยาว นางก้าวเดินผ่านกองเลือดและกองขี้หมูมุ่งตรงไปยังสองแม่ลูกตระกูลจางที่บัดนี้สภาพดูไม่ได้ยิ่งกว่ายาจกข้างถนน
"เป็นอย่างไรบ้างอดีตแม่สามี ของขวัญต้อนรับจากข้าถูกใจพวกท่านบ้างไหม"
"นัง! นังตัวแสบ! เจ้ากล้าทำกับพวกข้าขนาดนี้เชียวรึ" จางเม่ยเอ๋อร์พยายามจะด่าแต่ก็ต้องอุดจมูกไปด้วย
"ข้ายังทำได้มากกว่านี้อีก" เว่ยเสี่ยวเหอควงไม้พลองชี้ไปที่เหล่านักเลงที่นอนโอดครวญ "ถ้าพวกเจ้ายังไม่ไสหัวไปภายในสามอึดใจ ข้าจะปล่อยเจ้าของขี้พวกนี้ออกมาทักทายพวกเจ้าจริงๆ หมูป่าของข้ามันชอบกินเนื้อคนสดๆ เสียด้วยสิ"
พูดจบนางก็ผิวปากเบาๆ เสียงขู่คำรามที่ดุดันของหมูป่าตัวเขื่องแสนจะดุร้ายดังแว่วออกมาจากในมิติ ทำเอาเหล่านักเลงที่บาดเจ็บถึงกับฮึดสู้พยายามลากสังขารหนีตายกันสุดชีวิต
"หนี! หนีเร็ว! เจ้ามันแม่มดชัดๆ"
หัวโจกนักเลงที่ขาเลือดโชกพยายามคลานหนีไปบนทางที่เต็มไปด้วยขี้หมู นางจางและจางเม่ยเอ๋อร์เมื่อเห็นลูกน้องหนีไปหมดแล้วก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องแบกสังขารอันเน่าเหม็นและก้นที่ยังไม่หายระบมวิ่งหนีฝ่าความมืดออกไปพลางร้องไห้ประหนึ่งเห็นผีร้าย
เว่ยเสี่ยวเหอมองตามแผ่นหลังที่โซซัดโซเซของพวกนางด้วยสายตาเรียบเฉย นางไม่ได้ตามไปซ้ำเติม เพราะรู้ดีว่าเพียงเท่านี้ชื่อเสียงของนางก็กะฉ่อนไปทั่วหมู่บ้าน จนไม่มีใครกล้ามาย่างกรายที่นี่อีกนานแสนนาน
"พรุ่งนี้ต้องล้างพื้นยกใหญ่เลยนะเนี่ย ขอบใจนะเจ้าพวกหมูป่า ผลงานพวกเจ้าช่างยอดเยี่ยมจริงๆ" นางบ่นพึมพำพลางยิ้มขำ
เช้าวันรุ่งขึ้น ที่ลานหน้ากระท่อมที่บัดนี้สะอาดสะอ้านไร้ร่องรอยของพายุสิ่งปฏิกูลเมื่อคืนก่อน เว่ยเสี่ยวเหอยืนมองสำรวจพื้นที่รอบบ้านด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป นางตัดสินใจก้าวเข้าสู่มิติลับเพื่อสำรวจทรัพยากรณที่ขยายจำนวนอย่างรวดเร็ว
ภายในมิติ บรรดาแพะภูเขาขนปุยที่นางนำมาปล่อยไว้ไม่กี่วันก่อนบัดนี้แพร่พันธุ์และเติบโตจนล้นคอก พลังจากน้ำทิพย์จิตวิญญาณทำให้พวกมันมีร่างกายที่กำยำ เนื้อแน่น และที่สำคัญคือไม่มีกลิ่นสาบเหมือนสัตว์ทั่วไป เสียงร้องแบะๆ ดังระงมไปทั่วทุ่งหญ้าในมิติจนเว่ยเสี่ยวเหอรู้ดีว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้คอกคงจะแตกเป็นแน่
นางจึงเลือกแพะตัวผู้ที่สมบูรณ์ที่สุดตัวหนึ่ง ก่อนจะใช้วิชาชีพทหารจัดการให้มันสลบแล้วแบกออกจากมิติมาวางที่ลานหน้าบ้าน
"โอ้โห! ท่านแม่ขอรับแพะตัวนี้ใหญ่โตเหลือเกินขอรับ"
“ใช่แล้ว”
“ท่านแม่จะจัดการมันหรือขอรับ”
อาเป่าที่เพิ่งล้างหน้าตาเสร็จวิ่งออกมาดูด้วยตาที่เป็นประกาย เขาเอานิ้วจิ้มไปที่กล้ามเนื้อขาของแพะ ขนมันนุ่มและดูสะอาดสะอ้านมาก
"วันนี้แม่จะชำแหละเนื้อแพะทำอาหารดีๆ ให้เจ้ากินนะอาเป่า"
เว่ยเสี่ยวเหอเอ่ยพลางหยิบมีดชำแหละที่ลับจนคมกริบขึ้นมาสะท้อนแสงแดด นางเตรียมจะลงมือจัดการด้วยความชำนาญตามแบบฉบับทหารที่ต้องยังชีพในป่า
“วิ่งเข้าบ้านไปซะ เจ้ายังเด็กอยู่เดี๋ยวคืนนี้จะนอนไม่หลับ”
“ขอรับท่านแม่”
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม เนื้อแพะเกือบจะชำแหละเรียบร้อยแล้วอาเป่าจึงวิ่งออกมาใหม่
"ท่านแม่ขอรับแพะตัวใหญ่ขนาดนี้ข้ากับท่านแม่สองคนกินทั้งเดือนก็ไม่หมด ข้าว่าถ้าเราเอาเนื้อพวกนี้ไปขายที่ตลาดเหมือนผักกาดหอม เราน่าจะได้เงินมาซื้อรองเท้าสวยๆ คู่ใหม่ให้ท่านแม่ได้หลายคู่เลยนะขอรับ"
“ใครอยากได้รองเท้าสวยๆ กัน แม่ของเจ้าน่ะไม่ชอบของแบบนั้นหรอก แม่ชอบรองเท้าที่ใส่แล้วสบายเท้ามากกว่า เพราะรองเท้าที่ใส่แล้วสบายมันจะพาเราไปได้ทุกที่”
คำพูดของลูกชายทำให้มือที่กำลังจะลงมีดชะงักไปครู่หนึ่ง เว่ยเสี่ยวเหอนิ่งคิดตาม
นั่นสินะ เงินที่เก็บหอมรอมริบจากการขายผักก็มีอยู่ไม่น้อย หากเอาแต่ขายวัตถุดิบคนอื่นก็ได้กำไรไปมากกว่า แต่ถ้าข้าแปรรูปมันล่ะ น้ำแกงแพะคืออาหารที่บำรุงกำลังได้ดีที่สุด โดยเฉพาะหากใช้น้ำทิพย์จิตวิญญาณผสมเป็นน้ำแกงและสมุนไพรจากมิติลับเป็นเครื่องยา
"อาเป่าความคิดดี เจ้าพูดถูกเราไม่ควรแค่ขายเนื้อ แต่เราจะเปิดร้านขายน้ำแกงแพะบำรุงกำลังในเมืองหลวงเพื่อกอบโกยเงินให้ได้เป็นกอบเป็นกำ"
"เปิดร้านหรือขอรับ เราจะมีร้านเป็นของตัวเองจริงๆ หรือขอรับท่านแม่" อาเป่ากระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ
"ใช่แล้วลูก ร้านที่มีป้ายชื่อชัดเจน ร้านที่ไม่มีใครกล้ามาไล่เราเหมือนหมาข้างถนน แม่จะปรุงน้ำแกงที่ใครได้ชิมเพียงคำเดียวก็ต้องลืมรสชาติอาหารทุกอย่างในชีวิตไปเลย"
แววตาของเว่ยเสี่ยวเหอฉายชัดถึงความมุ่งมั่น นางเริ่มวางแผนทันที นำเงินตำลึงที่ฝังไว้ใต้ดินออกมานับดูแล้วพอจะเช่าแผงค้าในตลาดย่านที่ผู้คนพลุกพล่านได้ นางเริ่มทำความสะอาดเนื้อแพะอย่างพิถีพิถัน เลาะกระดูกออกมาเคี่ยวเป็นน้ำซุปโดยใช้น้ำทิพย์ผสมลงไป ใส่เครื่องยาจีนที่นางคัดสรรจากมิติทั้งโสมคนและเห็ดหลินจือฝานบางๆ
กลิ่นหอมของน้ำแกงแพะเริ่มอบอวลออกจากกระท่อม มันไม่ใช่กลิ่นสาบหืนแบบที่คนทั่วไปขยาด แต่มันคือกลิ่นหอมที่สดชื่นเย้ายวนและชวนให้กระปรี้กระเปร่าอย่างประหลาด ชาวบ้านหมู่บ้านชิงสุ่ยที่เดินผ่านต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
"กลิ่นอะไรน่ะ หอมจนข้าแทบจะเดินต่อไม่ไหว"
ชาวนาคนหนึ่งรำพึงพลางมองไปทางกระท่อมเว่ยเสี่ยวเหอ ในขณะที่น้ำแกงกำลังเคี่ยวจนได้ที่เว่ยเสี่ยวเหอก็หาผ้าสะอาดมาห่อเนื้อแพะส่วนที่ปรุงสุกแล้วอย่างดี นางเตรียมตัวที่จะเข้าเมืองไปหาทำเลร้านในวันนี้ทันที โดยมีอาเป่าคอยช่วยเช็ดล้างถ้วยชามและจัดแจงข้าวของด้วยท่าทางกระตือรือร้น
"อาเป่าวันนี้เราจะไปแจ้งเกิดที่ในเมืองกัน!"
เว่ยเสี่ยวเหอเอ่ยขณะแบกหาบน้ำแกงร้อนๆ ที่เก็บความร้อนได้ดีด้วยบุผ้าหนาๆ
"ใครที่เคยดูถูกเรา วันนี้พวกเขาจะได้รู้ว่าน้ำแกงของม่ายสาวที่เขารังเกียจคือยาทิพย์ที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องใฝ่หา"
"ขอรับท่านแม่ ข้าพร้อมแล้วขอรับ"
สองแม่ลูกมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้นางไม่ได้ไปเพื่อขายผักเป็นชิ้นๆ แต่ไปเพื่อวางรากฐานกิจการที่จะสั่นสะเทือนไปถึงหูของเหล่าขุนนางและเศรษฐี และอาจจะรวมไปถึงจวนตระกูลตู้ที่กำลังวุ่นวายอยู่กับแผลเป็นที่ก้นของจางเหวินไฉด้วย
ตอนพิเศษ 3ฤดูกาลหมุนเวียนไปปีแล้วปีเล่า จากฤดูใบไม้ผลิที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง สู่ฤดูร้อนที่ร้อนแรงด้วยการสร้างตัว จนมาถึงฤดูใบไม้ร่วงที่สงบราบเรียบ ท้องฟ้ายังคงใสกระจ่างดุจวันวานภายในสวนบุปผาที่บัดนี้ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาหนาทึบ เว่ยเสี่ยวเหอในวัยที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคน นางนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ไผ่ ใบหน้าของนางแม้จะปรากฏรอยจาง ๆ ที่หางตาตามกาลเวลา ทว่าความสง่างามยังคงส่องประกายไม่เสื่อมคลาย นางมองดูภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจบุรุษหนุ่มรูปงามในชุดขุนนางสีเขียวเข้มขลิบเงินอันเป็นเครื่องแบบของแพทย์ขุนนางแห่งสำนักหมอหลวง ก้าวเดินเข้ามาในสวนด้วยท่วงท่าที่สุขุมและนอบน้อม อาเป่าในวันนี้ไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว เขาเติบโตขึ้นเป็นบุรุษที่สง่างามและมีความรู้ท่วมท้น หลังจากจบการศึกษาจากสำนักศึกษาหอคุณธรรม อาเป่าได้เข้าศึกษาต่อที่สำนักศึกษาหลวงและได้รับความเมตตาจากอาจารย์ผู้ประสาทวิชาถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้จนหมดสิ้นอาเป่าไม่ได้เลือกเดินเส้นทางขุนนางฝ่ายปกครองที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งอำนาจ แม้จะมีบารมีของท่านอ๋องสิบเอ็ดหนุนหลัง ทว่าเขาเลือกที่จะเป็นผู้เยีย
ตอนพิเศษ 2ในเช้ามืดวันนี้ช่างแตกต่างจากทุกวัน เสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่วิ่งวุ่นกันไปมาสลับกับเสียงสั่งการที่แผ่วเบาแต่เร่งรีบ กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำต้มสมุนไพรและไอร้อนจากอ่างน้ำลอยอบอวลไปทั่วเรือนหลัก ในขณะที่ความเงียบสงัดของยามวิกาลกำลังจะเปลี่ยนสู่แสงรุ่งอรุณท่านอ๋องสิบเอ็ดในชุดลำลองสีเข้มดูยับย่นเล็กน้อย บ่งบอกว่าเขาแทบไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดทั้งคืน เขาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูห้องนอน ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและตื่นเต้น ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงร้องประหลาดๆ หรือเสียงพูดคุยแผ่วเบาจากหมอตำแยภายในห้อง เขาจะหยุดชะงักและทำท่าจะพังประตูเข้าไปเสียให้ได้“ท่านพ่อขอรับ นั่งพักก่อนเถิดขอรับ”เสียงเล็ก ๆ ของอาเป่าดังขึ้นจากม้านั่งยาวข้างเสา เด็กน้อยในชุดนอนสีขาวสะอาดตานั่งตาแป๋วอยู่ข้างๆ หวังอี้หลิว ทั้งคู่ถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่กลางดึกเพราะเว่ยเสี่ยวเหอเริ่มมีอาการปวดครรภ์ อาเป่าที่มีสถานะเป็นพี่ชายคนโตพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง แต่หัวใจกลับเต้นรัวด้วยความกังวลไม่แพ้กัน“แม่ของเจ้าเจ็บปวดเพียงนั้น พ่อจะนั่งลงได้อย่างไร” ท่านอ๋องหันมาตอบบุตรชายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย “ตอนพ
ตอนพิเศษ 1บ่ายวันนี้บรรยากาศดูจะอึมครึมกว่าปกติ ท้องฟ้าที่เคยใสสว่างถูกปกคลุมด้วยก้อนเมฆสีเทาครึ้ม ลมเย็นพัดกรรโชกพาเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามระเบียงทางเดิน ไม่นานนักหยาดฝนเม็ดโตก็เริ่มทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้า เสียงซ่าๆ ของสายฝนที่ตกกระทบหลังคากระเบื้องดังประสานกันทำให้รู้สึกน่านอนยิ่งนักอาเป่าในชุดผ้าไหมนั่งแหมะอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือนหลัก ดวงตากลมโตจ้องมองหยดน้ำที่ไหลรินลงมาจากชายคาอย่างใจจดใจจ่อ เด็กน้อยเท้าคางพลางถอนหายใจทิ้งเบาๆ วันนี้ท่านแม่ยุ่งกับการตรวจบัญชีเสบียงในจวน ท่านพ่อก็เข้าวังไปพบฮ่องเต้ตั้งแต่เช้า ส่วนหวังอี้หลิวไปที่สำนักศึกษาหลวง ทิ้งให้เด็กน้อยนั่งเหงาอยู่กับตำราคัดอักษรที่ท่องจนจำได้ทุกตัวอักษรแล้ว“เบื่อจังเลย”เด็กชายพึมพำพลางแกว่งเท้าไปมา ทันใดนั้นเองที่กอหญ้าสีเขียวสดเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน เขาสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่างที่สะดุดตา สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ สีเขียวมรกตกระโดดออกมาจากใต้ใบบัวที่สระน้ำข้างเรือน มันกระโดดไปบนพื้นหินขัดอย่างรวดเร็ว“เอ๊ะ! เจ้ากบน้อย!”อาเป่าอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น เจ้ากบตัวจิ๋วหยุดนิ่งอยู่กลางทางเดิน มันพองลมที่ใต้คอจนเป่ง แล้วส่งเส
100ตัวหนักเกินไปแล้วจางเม่ยเอ๋อร์นอนฟุบอยู่กับพื้นถนน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวและละอายใจอย่างถึงที่สุด นางพยายามใช้ชายเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งขึ้นมาปิดบังใบหน้าที่เสียโฉมของตนเองไว้ แต่เสียงหัวเราะเยาะของคนรอบข้างกลับบาดลึกเข้าไปในใจเว่ยเสี่ยวเหอมองดูอดีตน้องสามีผ่านม่านรถม้าด้วยสายตาที่เรียบเฉย นึกถึงวันที่จางเม่ยเอ๋อร์เคยเชิดหน้าชูตาดูถูกนางว่าเป็นหญิงม่ายไร้ค่า นึกถึงวันที่จางเม่ยเอ๋อร์เคยร่วมมือกับแม่สามีรุมรังแกอาเป่าอย่างเลือดเย็น บัดนี้เวรกรรมได้คืนสนองแล้ว ชะตากรรมของจางเม่ยเอ๋อร์ช่างน่าสมเพชยิ่งกว่าจางเหวินไฉเสียอีกพี่ชายกลายเป็นคนพิการที่ต้องคลานขอทาน แม่ตายอย่างอนาถ ส่วนน้องสาวที่ทะเยอทะยานกลับต้องมาลงเอยด้วยการเป็นนางโลมชั้นต่ำที่เสียโฉมและกลายเป็นหัวขโมยถูกขับไล่ไสส่งจางเม่ยเอ๋อร์ตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาใคร ความเห็นแก่ตัวที่ทำให้นางทิ้งพี่ชายมาเพื่อเอาตัวรอด สุดท้ายกลับพานางมาสู่จุดที่ตกต่ำยิ่งกว่าความตาย รอยแผลบนใบหน้านั้นประหนึ่งตราประทับที่นางไม่มีวันลบเลือนได้ตลอดชีวิตเว่ยเสี่ยวเหอค่อยๆ เลื่อนม่านปิดลง นางไม่มีความจำเ
99ตกต่ำเด็กน้อยนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหวังอี้หลิวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง “ซื่อจื่อคืนนี้ข้าขอไปนอนที่ห้องของท่านได้หรือไม่ ห้องที่ท่านอ๋องจัดไว้ให้มันสวยมากเลยแต่มันกว้างเกินไป ข้า...ข้ายังไม่ค่อยชินขอรับ ไม่อยากนอนคนเดียวในห้องนั้นเลย"คำขอที่แสนซื่อของเด็กตัวน้อยทำเอาหวังอี้หลิวรู้สึกเอ็นดู เขาเข้าใจความรู้สึกของอาเป่าดี เพราะเขาก็เคยเป็นเพียงขอทานที่เว่ยเสี่ยวเหอช่วยชีวิตไว้ และเคยใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในร้านน้ำแกงแพะอันแสนคับแคบทว่าอบอุ่นมาด้วยกัน การย้ายเข้ามาอยู่ในจวนใหญ่ที่ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเช่นนี้ ย่อมทำให้เด็กเล็ก ๆ รู้สึกโดดเดี่ยวเป็นธรรมดา“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” หวังอี้หลิวตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด เขาเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ “ห้องของข้าเองก็ไม่ได้เล็กนักหรอก แต่ถ้ามีเจ้าไปนอนด้วยก็น่าจะช่วยให้ข้าหายเหงาได้บ้าง รู้ไหมว่าตั้งแต่ข้าย้ายมาอยู่ที่นี่ ข้าเองก็คิดถึงตอนที่อยู่ห้องแคบๆ เหมือนกัน”อาเป่าตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “จริงหรือขอรับ นึกว่าเป็นแต่ข้าเสียอีก”“จริงสิ ไปเถอะ ประเดี๋ยวจะดึกเกินไปพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”“ขอรับ” เด็กน้อยรับค
98หนึ่งคำนับฟ้าดิน“หนึ่งคำนับฟ้าดิน”ท่านอ๋องสิบเอ็ดและเว่ยเสี่ยวเหอหันหน้าออกไปทางประตูจวน ทั้งคู่ประสานมือเข้าหากันแล้วค่อยๆ ย่อกายลงคุกเข่าคำนับต่อผืนฟ้าและแผ่นดินที่ดลบันดาลให้โชคชะตาของคนสองมาเจอกันแม้จะอยู่คนละโลก ขอบคุณภพชาติที่ทำให้เว่ยเสี่ยวเหอได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ และขอบคุณที่ส่งบุรุษผู้นี้มาเป็นร่มเงาให้กับนางและลูก“สองคำนับบิดามารดา”เนื่องจากบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ที่นี่ ทั้งคู่จึงคำนับต่อป้ายวิญญาณบรรพบุรุษที่ตั้งอยู่บนโต๊ะพิธีแทน เว่ยเสี่ยวเหอนึกถึงแม่ของนางในโลกก่อน และนึกถึงดวงวิญญาณของเจ้าของร่างเดิมที่นางมาอาศัยอยู่ นางตั้งจิตอธิษฐานขอให้พวกเขารับรู้ว่าบัดนี้นางและอาเป่ามีความสุขและปลอดภัยดีแล้ว“สามบ่าวสาวคำนับกันและกัน”ในจังหวะนี้ทั้งคู่หันหน้าเข้าหากัน ท่านอ๋องสิบเอ็ดก้มมองเว่ยเสี่ยวเหอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสุข ส่วนเว่ยเสี่ยวเหอก็โน้มตัวลงคำนับสามีด้วยความเคารพและเชื่อมั่น การคำนับครั้งนี้ไม่ใช่การยอมเป็นทาสรับใช้ตามจารีตประเพณีแบบเก่าที่เคยเจอมาในตระกูลจาง แต่มันคือการคำนับสหายร่วมชีวิตที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างเท่าเทียมหลังจ
7มนต์ดำ"หลงจู๊ ไม่รู้รึว่าสตรีตรงหน้าคือหญิงม่ายที่ถูกตระกูลจางของข้าขับไล่เพราะคบชู้สู่ชาย" จางเม่ยเอ๋อร์ตะโกนลั่นตลาดเพื่อประจาน "แล้วดูผักพวกนี้สิ ที่ดินท้ายหมู่บ้านชิงสุ่ยใครๆ ก็รู้ว่าดินเค็มปลูกอะไรก็ตาย แต่นี่ผ่านไปไม่กี่วันกลับมีผักงามๆ มาขาย นี่มันไม่ใช่ผักธรรมดาแต่มันคือผักที่ใช้มนต
6เป็นแม่คนได้ กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้า กระท่อมที่เคยทรุดโทรมจนดูเหมือนจะพังทลายได้ทุกเมื่อ บัดนี้กลับดูมั่นคงขึ้นผิดหูผิดตา หลังคาใหม่เรียงตัวสวยงาม ฝาบ้านถูกซ่อมแซมจนไม่มีลมหนาวลอดผ่านเว่ยเสี่ยวเหอปีนลงมาพิงเสาบ้านพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก อาเป่ารีบวิ่งเอาน้ำมาให้ทันที"ดื่มน้ำก่อนขอ
5ไม่ต้องอายเด็กน้อยก้มมองชุดป่านสีหม่นที่มีรอยปะชุนเต็มไปหมด แขนเสื้อสั้นเต่อจนเห็นข้อมือที่ซูบผอม เว่ยเสี่ยวเหอมองตามแล้วถอนหายใจเบาๆ เจ้าของร่างเดิมนางช่างอาภัพนัก ทิ้งลูกให้ลำบากถึงเพียงนี้ แม้แต่เสื้อผ้าดีๆ สักชุดก็ไม่มี รองเท้าที่พอใส่ได้หน่อยก็ไม่เห็น เห็นเพียงร้องเท้าฟางที่พื้นทะลุจนนิ้ว
4ความลับแสงแดดยามสายเริ่มสาดแสงแรงกล้า ความร้อนระอุลงบนพื้นดินที่แตกระแหง เว่ยเสี่ยวเหอมองดูที่ดินสามหมู่ที่เป็นสินเดิมของนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง นางรู้ดีว่าอำนาจของมีดพร้าและกำลังอาจขับไล่คนโฉดได้ชั่วคราว แต่การจะยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในโลกโบราณใบนี้ต้องมีรากฐานที่แข็งแรงกว่านั้น







