Mag-log inดินแดนเฟยฮ่าว มีผู้ฝึกปราณที่เก่งกาจที่สุดอยู่ที่ฝึกปราณขั้นเก้า ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการพัฒนาตนเองให้เก่งกาจไปมากกว่านี้ ทว่าด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดทำให้ความเร็วในการฝึกปราณช้าลง
ยิ่งระดับสูงความต้องการในทรัพยากรจะยิ่งมากขึ้นและยังหมายถึงเงินที่ต้องใช้จ่ายออกไป
หากต้องการไปให้สูงกว่าต้องเดินทางไปยังดินแดนที่สูงกว่า ทว่าจะสามารถผ่านเข้าไปได้หรือไม่ ก็ต้องดูที่ความสามารถของคนคนนั้น
ที่เยว่ฉีไม่ทราบเพราะในหนังสือที่ผู้อาวุโสให้มามีเพียงภาพและคำอธิบายลักษณะ รวมไปถึงระดับของพืชวิญญาณ ไม่ได้กล่าวถึงการนำไปใช้
สองสามีภรรยามึนงงอยู่บ้างว่าเหตุใดเยว่ฉีถึงได้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับพืชวิญญาณมากถึงเพียงนี้ แต่ไม่นานก็สลัดความคิดนั้นไป โลกนี้ช่างกว้างใหญ่นักบางทีคนบางคนก็ใช่จะต้องรู้ไปเสียทุกเรื่อง
“พี่หลัวพืชวิญญาณต้นนี้ขายได้เท่าใด”
“ราคาเริ่มต้นอยู่ที่สองตำลึงสูงสุดที่สี่ตำลึงขึ้นอยู่กับคุณภาพว่าสูงหรือต่ำ”
สี่ตำลึง !!!นางสามารถหาเงินได้ถึงสี่ตำลึงในเวลาเพียงสองเค่อ
ไม่มีสิ่งใดดีไปกว่านี้อีกแล้ว
“พี่หลัวพวกท่านหาพืชวิญญาณได้หรือไม่” ทั้งสองมองหน้ากันก่อนจะส่ายหน้า
“โชคร้ายที่ข้ากับพี่เฟิงไม่พบพืชวิญญาณ”
“เช่นนั้นข้าให้พวกท่านต้นหนึ่ง” ไม่ว่าเปล่าเยว่ฉีรีบประคองพืชวิญญาณขึ้นมายื่นให้หลัวหรู
“จะได้อย่างไร!!พืชวิญญาณเป็นเจ้าหามาได้จะเอามาให้ข้าง่าย ๆ ได้เช่นไร” ต้องบอกก่อนว่าเงินสองตำลึงสำหรับครอบครัวชนบทถือว่าเป็นเงินไม่น้อย เพียงพอให้พวกเขาใช้จ่ายได้นานสองเดือน แต่เมื่อเทียบกับผู้ฝึกปราณเหล่านั้น เงินสองตำลึงเพียงพอให้ซื้อโอสถระดับหนึ่งเพียงเม็ดเดียว
ส่วนโอสถระดับสามไม่ต้องพูดถึงแค่ราคาเริ่มต้นก็อยู่ที่สี่ตำลึงไปจนถึงสิบตำลึงต่อโอสถหนึ่งเม็ด
“พี่หลัวท่านรับไปเถิด ถือว่าเป็นน้ำใจของข้า พวกท่านอุตส่าห์เข้ามาทักทายทั้งยังช่วยเหลือสอนสั่งข้าหลายเรื่อง ให้ข้าได้ตอบแทนบ้าง” หลัวหรูมีสีหน้าลำบากใจ หันไปมองสามีก็เห็นว่าเขาก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน
ทั้งหลัวหรูและเฟิงซิ่วหาใช่คนชอบฉวยโอกาส ทั้งสองคนใช้ชีวิตอยู่ในหลักการที่ว่า พวกท่านไม่ข่มเหงข้า ข้าไม่ข่มเหงพวกท่าน และจะไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
“หากพวกท่านไม่รับเช่นนั้นข้าจะโยนทิ้ง” คำขู่ของเด็กสาวหาได้ทำให้ทั้งสองไม่พอใจ กลับกันคำขู่ไม่จริงเช่นนี้กลับสามารถเรียกความเอ็นดูได้อีกหลายส่วน
หลังโต้เถียงกันไปมาหลายประโยคหลัวหรูก็ต้องยอมอ่อนข้อให้กับความดื้อรั้นของเยว่ฉี ยอมรับมาอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งยังบอกกล่าวว่า คราวหลังหากครอบครัวนางมอบสิ่งใดให้เยว่ฉีก็ห้ามปฏิเสธ
เพื่อความสนิทสนมเพิ่มมากขึ้นเยว่ฉีจึงตอบตกลง หากทั้งสองคนทำดีกับนาง นางก็จะทำดีต่อทั้งคู่เช่นเดียวกัน
ถือว่าช่วยเหลือกันและกัน
เมื่อเวลาล่วงเลยไปนานจนถึงยามอู่ (11.00 – 13.00 น.) ทั้งสามคนก็หารือกันและตกลงว่าจะลงจากเขา ผลประกอบการวันนี้เรียกได้ว่าดีไม่น้อย ปกติแล้วครอบครัวเฟิงมักจะพบเพียงพืชวิญญาณระดับหนึ่งที่ขายได้ราคาไม่ถึงหนึ่งตำลึงเพราะคุณภาพต่ำ น้อยครั้งจะพบพืชวิญญาณระดับสอง ส่วนระดับสามไม่ต้องพูดถึง ทั้งคู่ไม่เคยแม้แต่จะได้เห็นหน้าคร่าตา ทว่าวันนี้หญิงสาวผู้ไม่เคยขึ้นเขามาก่อนกลับโชคดีพบเจอพืชวิญญาณระดับสาม
หากไม่บอกว่าดีแล้วจะเรียกว่าอะไร
ทั้งสามคนยังคงพูดคุยกันสนุกสนาน ระหว่างเดินลงจากเขาหลัวหรูตัดสินใจเล่าถึงอันตรายบนภูเขาให้เยว่ฉีฟัง เพราะพอจะรู้แล้วว่าความรู้เกี่ยวกับอันตรายบนภูเขาของเด็กสาวมีน้อยมาก
หลังเยว่ฉีได้ฟังสิ่งที่หลัวหรูกล่าวก็อดรู้สึกสั่นสะท้านไม่ได้ โชคดีที่นางไม่พบเจออันตรายใด ๆ
บางทีที่นางเดินลึกเข้าไปในป่าแล้วยังไม่พบเจออันตราย ผู้อาวุโสหมิงอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ก็เป็นเพราะความโชคดีของนางเอง
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดเยว่ฉีก็โล่งใจที่ไม่พบเจอ
ในระหว่างที่ทั้งสามคนพูดคุยกันอยู่นั้น เยว่ฉีพลันสะดุดอะไรบางอย่างหน้าทิ่ม ยังดีที่เฟิงซิ่วซึ่งเป็นผู้ฝึกปราณขั้นสองยื่นมือออกมาช่วยเอาไว้ได้ทัน ทำให้หน้าหญิงสาวไม่ต้องล้มลงไปแนบกับพื้น
“ขอบคุณพี่เฟิงมาก” เฟิงซิ่วพยักหน้าปล่อยมือนางทันที ส่วนหลัวหรูที่ยืนอยู่ข้างกันรีบเอ่ยถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
“น้องเยว่เป็นอันใดมากหรือไม่ บาดเจ็บที่ใดบ้าง”
เยว่ฉีพูดกลั้วหัวเราะ “พี่หลัวข้าไม่เป็นอะไร ต้องขอบคุณพี่เฟิงมิเช่นนั้นหน้าข้าคงลงไปจูบกับพื้นแล้ว”
เสียงพูดกลั้วหัวเราะช่วยคลายความเป็นห่วงของนาง
“ไม่เป็นอันใดก็ดีแล้วคราวหลังก็เดินให้ระวัง”
“ขอบคุณพี่หลัวที่เป็นห่วง” เยว่ฉีกล่าวขอบคุณก่อนจะก้มลงไปหยิบก้อนหินขึ้นมาถือ ตอนที่ขาสัมผัสก้อนหินนางคล้ายสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เป็นอาการคล้ายกับถูกบางสิ่งดึงดูดให้เข้าใกล้ อดไม่ได้จนต้องหยิบขึ้นมาสัมผัสดูอีกครั้ง
จังหวะที่ก้อนหินเข้าสู่อ้อมกอด ประกายอบอุ่นพลันกระจายไปทั่วทั้งร่าง เยว่ฉีก้มหน้ามองขมวดคิ้วสงสัย ก่อนจะถือหินก้อนนี้กลับบ้านไปพร้อมกัน
หลัวหรูและเฟิงซิ่วสงสัยในการกระทำ เยว่ฉีที่สังเกตเห็นจึงกล่าวอธิบาย
“พี่หลัว พี่เฟิง ข้าจะนำหินก้อนนี้ไปประดับบ้าน ในเมื่อพบเจอกันแล้วก็ถือว่าเป็นโชควาสนา” คำพูดยิ้ม ๆ ของหญิงสาวเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากคนทั้งสอง
แม้จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ทว่าก็ยังมีความคิดเช่นเด็ก ๆ
“ท่านแม่วันนี้พวกเราขึ้นเขามาทำไมหรือขอรับ?” หานฉินเยว่เอ่ยถาม เช้าวันนี้อยู่ ๆ ท่านแม่ก็ชวนพวกเขามาเดินเขากัน ทั้งที่ปกติมักจะปล่อยให้พวกเขามาเล่นกันเอง ทั้งยังไม่เคยอนุญาตให้เข้าไปในส่วนลึกของป่า เล่นได้แค่รอบนอกเท่านั้น“เมื่อคืนแม่กับพ่อนำของวิเศษมาซ่อนเอาไว้ และต้องการให้พวกลูกตามหาของวิเศษกลับมา”“ของวิเศษหรือขอรับ” ดวงตาเด็กทั้งสองเป็นประกาย จ้องหน้ากันก่อนจะหันมามองนาง“ใช่ เมื่อวานแม่เห็นแล้วว่ารุ่ยเอ๋อร์ใช้พลังจิตได้แล้ว ฉินเอ๋อร์เองก็มีความสามารถด้านพลังจิตเช่นเดียวกัน แม่จึงอยากทดสอบพวกเจ้า”“ทดสอบงั้นหรือ?”“นอกจากใช้พลังจิตสัมผัสตัวตนของแม่ พวกลูกเคยใช้พลังจิตทำอะไรอย่างอื่นหรือไม่”“ไม่ขอรับ” ทั้งสองคนตอบพร้อมเพรียงกัน“พลังจิตนั้นมีหลากหลายรูปแบบ สามารถตรวจสอบสิ่งที่ผู้ฝึกปราณไม่สามารถทำได้ รวมถึงตรวจหาสิ่งที่มีพลังวิญญาณอัดแน่นอยู่ด้านใน นอกจากนี้หากพวกลูกแข็งแกร่งขึ้นไปอีกพลังจิตของลูกจะสามารถใช้ตรึงและจับเป้าหมายได้ด้วย”“เหมือนที่ท่านแม่ทำเมื่อวานหรือขอรับ?”“ใช่แล้ว” นางย่อตัวลงลูบหัวบุตรชายคนเล็ก ก่อนจะหันมาลูบหัวบุตรคนโต“ในเมื่อลูกเข้าใจแล้ว ก็ลองใช้พลังจิตแผ่ข
“ลั่วอี้ท่านอยู่ที่ใด”“ภรรยาข้าอยู่นี่” เยว่ฉีหันไปตามเสียง เห็นสามีกำลังก้ม ๆ เงย ๆ จับปลาอยู่ในลำธารพวกเขาตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่เกาะส่วนตัวของเยว่ฉี สถานที่แห่งนี้แยกห่างจากเกาะอื่นนับร้อยลี้ เหมาะต่อการใช้ชีวิตของพวกเขามากจริง ๆ บางวันหากนึกครึ้มใจก็สามารถเดินทางเข้าไปในเมืองได้ตั้งแต่วันนั้นก็ผ่านมาแล้วร่วมหนึ่งร้อยปี แต่ละวันของทั้งสองคนเต็มไปด้วยความสนุกสนาน มีชีวิตชีวาและเรียบง่ายอย่างที่ต้องการจะมีเข้าไปฝึกวิชาบ้าง ขึ้นเขาไปเก็บพืชวิญญาณบ้าง ท่องเที่ยวไปยังที่ต่าง ๆ บ้าง แต่ละวันเรียบง่ายไม่ต่างจากการใช้ชีวิตธรรมดาอย่างที่ทั้งสองคนต้องการระหว่างนั้นทั้งสองได้ส่งข่าวไปหาสหายทั้งสองรวมถึงหานลั่วซานเป็นครั้งคราว เด็กชายในวันนั้นโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ยอดเยี่ยม แถมเมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้วทั้งสองคนก็ได้กลับไปยังดินแดนระดับกลางเพื่อร่วมยินดีกับการให้กำเนิดทายาทของตระกูลเสิน และเข้าร่วมงานแต่งงานของหานลั่วซาน“ได้ปลาเยอะเลยหรือ? วันนี้คงทำปลาย่างและน้ำแกงปลาได้เยอะเลย เช่นนั้นวานท่านทำความสะอาดปลาด้วยนะ ข้าจะไปเก็บผักเสียหน่อย แล้วเจ้าตัวแสบเล่า”“อ๋อ เจ้าตัวแสบนะหรือ?” ชายหนุ่มเ
“หมิงเหยาพี่ขอโทษ ขอโทษเรื่อง...”“ท่านไม่ต้องขอโทษข้า เวลาผ่านมานานขนาดนี้แล้วข้าสามารถปล่อยวางได้แล้ว ตอนนี้ข้ามีสิ่งที่สำคัญกว่าความรู้สึกเมื่อครั้งนั้น”อ่า...เจ้าปล่อยวางได้สินะ เพราะงั้นเจ้าถึงไม่สั่งให้นางสังหารฆ่า แก้แค้นคืนในสิ่งที่ข้ากระทำต่อเจ้า ตอนนี้เหลือเพียงข้าที่ยังจมอยู่กับความรู้สึกเมื่อครั้งนั้นและกระทำแต่เรื่องผิด ๆ มาตลอด ทุกอย่างเป็นผลจากการกระทำของข้า “แล้ว...”“ข้าไม่มีวันให้อภัยท่าน แม้ข้าจะไม่โกรธเกลียดท่านแล้ว แต่ข้าก็ไม่อาจให้อภัยท่านได้ ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะพูดคุยกับท่าน ต่อจากนี้ท่านก็ใช้ชีวิตให้สมกับสิ่งที่ท่านต้องการมาตลอดเถิด”บรรยากาศของหมิงเหยาหายไปแล้ว เยว่ฉีจ้องมองคนตรงหน้ารู้สึกผิดสินะตอนนี้มันสายไปแล้วละ สิ่งที่เสียไปแล้วต่อให้รู้สึกผิดและต้องการอยากได้คืนมามากแค่ไหน ในเมื่อมันสายไปแล้ว ย่อมไม่มีทางได้คืนมาข่าวการกลับมาของหมิงเยว่ฉีสร้างความปั่นป่วนขึ้นภายในดินแดนระดับสูงอีกครั้ง โดยเฉพาะสามตระกูลใหญ่ พวกเขาได้แวะเวียนมาเยี่ยมเยือน พร้อมตรวจสอบดูว่า คนที่ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาจริงหรือ และเมื่อเห็นว่าไม่ใช่แค่ฟื้นขึ้นมาเท่านั้น ทว่าค
“พวกเจ้าไปทำงานต่อเถิด ที่เหลือข้าจัดการเอง”“ขอรับคุณชาย” คนทั้งห้ารับคำ ด้วยสติเลื่อนลอยสตรีผู้นี้คือหมิงเยว่ฉี หมิงเยว่ฉีที่มีข่าวว่าตายไปแล้วหลังเหตุการณ์หยุดหยั้งผู้ก่อการร้ายเมื่อสิบปีก่อน หากพวกเขาจำไม่ผิด นางอายุยังไม่ถึงสามสิบปี ทว่าพลังฝึกปราณที่สัมผัสได้กลับล้ำเลิศยิ่งนัก ทำเอาไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ“เยว่ฉี เยว่ฉี” สองบุพการรีเมื่อรู้ข่าวก็รีบเดินทางมาพบนาง ทันที หลังยืนยันกับตาแล้วว่านางยังคงมีชีวิตอยู่ ทั้งสองคนถึงกับพรั่งพรูความรู้สึกในใจออกมาจนหมดสิ้นเนิ่นนานหลายเฟินกว่าพวกเขาจะสามารถสงบสติอารมณ์ลงได้ และกลับมาเป็นปกติ ถึงกระนั้นทั้งสามคนก็ยังคงไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็นอยู่ดี“กลับมาได้ก็ดีแล้ว” คนที่เงียบมาตลอดเอ่ยขึ้นในที่สุดหมิงต้วนจ้องมองเหลนสาวด้วยดวงตาสงสัย ชายชราดีใจไม่น้อยที่นางยังมีชีวิต ทว่าในความดีใจนั้นยังมีอีกสิ่งที่เขาต้องการอยากจะรู้“พวกเจ้าที่เหลือออกไปก่อน” เขาสั่งให้ศิษย์คนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกไป แล้วกางม่านกั้นเสียงไว้“เอาละ ข้าดีใจในการกลับมาของเจ้า รวมถึงเข้าใจว่าพวกเจ้าต้องการใช้เวลาร่วมกัน แต่ตอนนี้ข้ามีอย่างหนึ่งต้องการอยากจะร
ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาความสามารถของทั้งสองพลันพุ่งขึ้นสูงกว่าที่เคยเป็น เยว่ฉีได้ประสานเข้ากับจิตแห่งพงไพร เส้นพลังปราณที่เคยติดขัดตอนนี้เคลื่อนไหวได้สะดวก พลังปราณทั้งหมดถูกดูดซึมเข้าไปในปราณกำเนิด การฝึกเช่นนี้ไม่เพียงส่งผลให้ความสามารถของหญิงสาวพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด แต่ยังช่วยให้หานลั่วอี้เก่งขึ้นอีกด้วยหลังลืมตาขึ้นมาทั้งสองได้กลายเป็นผู้ฝึกปราณขั้นตำนานระดับสูง ก้าวสูงสุดที่มนุษย์จะสามารถก้าวขึ้นมาได้‘พวกเจ้าสำเร็จแล้วสินะ’ น้ำเสียงภูมิอกภูมิใจของหมิงเหยา ทำเอาทั้งคู่ที่มองสบตากันยิ้มออกมา“ท่านปู่ทวดมีเหลนสาวเก่งย่อมภูมิใจเป็นธรรมดา”‘เสร็จธุระของพวกเจ้าแล้วก็ออกไปได้แล้ว’“ท่านอาจารย์ ศิษย์พึ่งจะฝึกเสร็จก็คิดจะไล่กันเลยหรือเจ้าคะ? น่าน้อยใจจริง ๆ ”‘หากมุมปากเจ้าไม่ยกขึ้น บางทีข้าอาจจะเชื่อว่าเจ้ากำลังน้อยใจอยู่’ เสียงชายชราเต็มไปด้วยความละเหี่ยใจ ถึงอย่างนั้นในจุดที่คนอื่นมองไม่เห็นมุมปากเขากลับโค้งขึ้นมา“ท่านปู่ทวด ข้าดีใจที่ท่านยังอยู่กับข้า ไว้ข้าจะเข้ามาคุยเล่นด้วยใหม่นะเจ้าคะ”ว่าจบร่างทั้งสองพลันหายออกจากมิติไป เหลือไว้เพียงความรู้สึกอบอุ่นบางเบา‘มีเหลนนิสัยเช่นนี้ก็ไม่เ
“หล่อจริง ๆ ด้วย” เยว่ฉีพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ หลังเปลี่ยนลุคสามีจากหนุ่มสไตล์ย้อนยุคสู่หนุ่มยุคปัจจุบันกางเกงขาสามส่วนพอดีด้วย บวกกับรองเท้าหนังขัดเงา ด้านบนสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนสวมทับด้วยเสื้อกั๊กสีขาวพอดีตัว อวดทรวดทรงอันสมบูรณ์และร่างกายที่ถูกดูแลมาอย่างดีผมสีดำเงางามถูกหมัดขึ้นเป็นหางม้าด้านหลัง ยามเดินเข้ามาใกล้พร้อมมุมปากหยักยิ้มเล็กน้อย ออร่าความหล่อเหลาพลันกระแทกตา เยว่ฉีเห็นว่าพนักงานร้านหลายคนถึงกับเก็บอาการไม่อยู่มองมาที่เขาด้วยใบหน้าแดงก่ำ“ภรรยาเจ้าชอบหรือไม่?” และที่ทำให้คนทั้งหลายหน้าแดงมากขึ้นไปอีก คือท่าทางรอคำตอบอย่างสุนัขแสนเชื่อง ดวงตาคาดหวัง“หล่อมาก” แล้วใบหน้าเป็นกังวลก็หยักยิ้มออกมาเยว่ฉีได้ยินเสียงกรี๊ดเกิดขึ้นจากบริเวณโดยรอบคงต้องรีบพาชายผู้นี้ออกจากร้านนี้โดยเร็ว ไม่เช่นนั้นหญิงสาวมากมายคงได้เป็นลมหมดสติเพราะความหล่อของเขา“ทุกชุดที่เขาลอง ซื้อทั้งหมดเลยค่ะ”“ค่ะ ทางเราจะรีบเตรียมให้”“ภรรยาแล้วเจ้า?”“ข้าเลือกชุดข้าแล้ว ท่านรออยู่ตรงนี้” กล่าวจบหญิงสาวก็เข้าไปเปลี่ยนชุดชุดที่เยว่ฉีเลือกคือเดรสลูกไม้คอกลมสีฟ้าอ่อนยาวคลุมเข่าลงไปเล็กน้อย เป็นเดรสที่เห







