Masukตงเปียนรีบห้ามฮองเฮาที่คว้ามืดเล่มเดิมขึ้นมาและดึงพระเกษาทำท่าจะตัดทิ้ง ลิลลี่หยุดชะงักและเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของขันทีหนุ่ม
“ทำไมข้าตัดผมไม่ได้ นี่รู้หรือเปล่าว่าตอนอยู่ศตวรรษที่21 ข้าให้ช่างหั่นผมจนสั้นเลยนะ”
“พระองค์จะทรงทำเช่นนั้นมิได้ การตัดพระเกษาออกนั่นหมายถึงการไว้ทุกข์เมื่อฮ่องเต้สวรรคต หากทำตอนฮ่องเต้ยังทรงพระชนชีพถือเป็นการสาปแช่งนะเพคะ...ไม่ได้อย่าเด็ดขาดเลยเพคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฮองเฮาก็ทิ้งมีดลงและนิ่วหน้าอย่างขัดใจ
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไปอาบน้ำ เหนียวตัวจะแย่แล้ว”
“หม่อมฉันจะให้นางกำนัลเข้ามาถวายการรับใช้นะเพคะ”
“ข้าอาบน้ำเองได้”
“เวลาพระองค์สรงน้ำต้องมีนางกำนัลคอยถวายงาน มิเช่นนั้นถือว่าพวกนางบกพร่องต่อหน้าที่ได้เพคะ จะมีความผิดและต้องโดนลงทัณฑ์”
“ข้าทำอะไรเองไม่ได้เลยหรือ?”
“พระองค์คือฮองเฮานะเพคะ ทุกย่างพระบาทและทุกจริยวัตรของพระองค์คืองานของเหล่าสนมที่ต้องถวายการรับใช้ รอสักครู่นะเพคะ หม่อมฉันจะให้นางกำนัลเข้ามาเตรียมน้ำและพระภูษาใหม่ให้พระองค์” ตงเปียนกล่าวก่อนขยับถอยออกไป ลิลลี่มองตามและลุกขึ้นยืนก้มลงมองตัวเองที่บัดนี้เป็นเรือนร่างของใครอีกคน เธอทอดถอนใจหลายครั้งหลายหน นี่มันเรื่องอัศจรรย์และบ้าบอในเวลาเดียวกัน ตายไปแล้วไม่ตาย เหมือนได้เกิดใหม่ เกิดใหม่ก็ไม่ใช่แต่วิญญาณกลับมาอยู่ในร่างของใครคนใหม่ แถมย้อนเวลากลับมาอยู่ในยุคโบราณ และต้องอยู่ท่ามกลางคนในราชสำนัก เธอเคยอ่านเรื่องราวราชวงศ์โบราณ แต่ไม่นึกฝันเลยว่าจะต้องมามีชีวิตอยู่ในห้วงเวลานี้จริงๆ
“ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ”
เข่อชิงหวงกุ้ยเฟยยอบกายลงเพื่อถวายคำนับเมื่อตั้งใจมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในเช้าที่อากาศเริ่มขมุกขมัวเพราะใกล้ฤดูหนาว หากนางต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าเหล่าทหารและนางกำนัลยืนเตรียมพร้อมอยู่ที่หน้าตำหนักพร้อมพระเกี้ยวทรงเสด็จ ขณะนั้นเฉียนหลงยังทรงประทับบนอาสน์และเมื่อเห็นพระชายารองเข้ามาจึงตรัสว่า
“เข่อชิง...เจ้ามีธุระอันใดรึ”
“หม่อมฉันหาได้มีธุระเร่งด่วนอันใดดอกเพคะ เพียงอยากมาเข้าเฝ้าเสด็จพี่เพราะทราบว่าวันนี้พระองค์มิได้ทรงออกว่าราชการ...ว่าแต่...หม่อมฉันเห็นพระเกี้ยวหน้าตำหนัก ไม่ทราบว่าพระองค์จะทรงเสด็จไหนหรือเพคะ”
“ข้าจะไปดูฮองเฮาที่ตำหนักของนาง นี่ก็ผ่านเวลามานานถึงเจ็ดราตรีที่ข้ามิได้พบซีฮัน ก็มิรู้เลยว่าป่านนี้นางจะเป็นเช่นไรบ้าง”
“ฮองเฮาทรงประชวร อาการน่าเป็นห่วง หากแต่หม่อมฉันก็เป็นห่วงพระองค์เช่นกันเพคะ”
“เจ้าจะห่วงใยอันใดรึเข่อชิง”
พระองค์ตรัสถาม เข่อชิงหวงกุ้ยเฟย พระมเหสีรองผู้มีอำนาจเกือบเทียบเท่าฮองเฮาเข้าไปใกล้ฮ่องเต้และหย่อนกายลงนั่งแทบเบื้องพระบาท นางดึงพระหัตถ์ของฉียนหลงมากุมไว้และแสดงสีหน้าวิตกกังวล
“หลังจากที่เกิดเรื่อง ฮองเฮาทรงฟื้นขึ้นมาในคืนนั้นหม่อมฉันก็เป็นห่วงทั้งเสด็จพี่และฮองเฮา กลัวเหลือเกินเพคะว่าจะเกิดเรื่องมิดีขึ้น”
“อย่ากังวลไปเลย ข้าเองมีหน้าที่ที่ต้องทำหลายอย่างทั้งเรื่องออกว่าราชการแต่เรื่องในบ้านข้าก็มีหน้าที่ต้องดูแล”
“ขอพระราชทานอภัยพะย่ะค่ะ ฮ่องเต้”
เสียงที่แทรกเข้ามาทำให้การสนทนาตั้งหยุดชะงัก เฉียนหลงทรงผินพระพักตร์ไปยังราชองครักษ์ห่าวอู๋ที่เข้าเฝ้า
“ว่าอย่างไร มีอะไรรึห่าวอู๋”
“โหรหลวงมาขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”
“ตอนนี้น่ะรึ...มีเรื่องเร่งด่วนอันใด เจ้าบอกหรือไม่ว่าข้ากำลังจะไปตำหนักฮองเฮา”
“หม่อมฉันบอกให้ทราบแล้วแต่ท่านโหรหลวงให้กราบทูลว่าเป็นเรื่องด่วนและสำคัญมาก”
“ให้โหรหลวงเข้าเฝ้าเถิดเพคะ เวลาเพียงน้อยนิดคงมิเป็นไรหากว่ามันสำคัญต่อบ้านเมือง”
เข่อชิงหวงกุ้ยเฟยกระซิบบอก ฮ่องเต้มีสีพระพักตร์ลังเลก่อนตรัสกับองครักษ์ว่า
“เช่นนั้นก็ให้โหรหลวงเข้ามา”
ราชองรักษ์หลวงพยักหน้าก่อนออกไปข้างนอก สักครู่ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อคลุมสีขาวก็ก้าวเข้ามาและถวายคำนับต่อฮ่องเต้
“ถวายบังคมฮ่องเต้ หม่อมฉันมาขอเข้าเฝ้าด้วยมีเรื่องด่วนและสำคัญยิ่งอยากกราบบังคมทูลพะย่ะค่ะ”
“เรื่องด่วนและสำคัญของท่านคืออะไรรึโหรหลวง”
“จากที่เกิดเรื่องขึ้นที่ตำหนักของฮองเฮาเมื่อเจ็ดราตรีที่ผ่านมา หม่อมฉันได้ทำนายดวงบ้านเมืองและเพิ่งได้คำตอบจากการดูรอยแตกบนกระดองเต่าเช่นนี้พะย่ะค่ะ”
ความผิดพลาดของแม่มดโอสถท่ามกลางความวุ่นวาย ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย นั่งนิ่งสนิท ใบหน้าของนางซีดเผือดราวกระดาษ มือที่เคยนิ่งมั่นคงในการปรุงยาพิษบัดนี้สั่นเทาจนต้องซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อกว้าง นางยังคงตกใจกับคำพูดของฮองเฮาที่เอ่ยถึง 'ดอกโถวเข่า' และสัดส่วนทางเคมีที่นางมั่นใจว่าคนในยุคนี้ไม่มีทางเข้าใจ"ยู่จินเชียง!" เสียงตวาดกร้าวของ เข่อชิงหวงกุ้ยเฟย ดังขึ้น ทำเอาทุกคนในห้องสะดุ้ง "เจ้าบอกข้าว่าอย่างไร? เจ้าบอกว่ายาพิษ 'โอสถลืมเลือน' ของเจ้าจะทำให้นางกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนหรือไม่ก็หลับเป็นผักปลาไปตลอดกาลไม่ใช่รึ! แล้วที่ข้าเห็นเมื่อครู่นี้คืออะไร? นางไม่ได้แค่ฟื้น แต่นางกลับมาพร้อมเขี้ยวเล็บที่คมกว่าเดิมร้อยเท่า!"ยู่จินเชียงเงยหน้าขึ้นพยายามเค้นเสียงตอบ "หม่อมฉัน... หม่อมฉันมั่นใจในสูตรยาเพคะพี่หญิง ยานั่นมีฤทธิ์ทำลายประสาทส่วนกลาง หม่อมฉันทดสอบกับนักโทษในคุกหลวงมานักต่อนัก ทุกคนล้วนกลายเป็นคนปัญญาอ่อนภายในสามวัน แต่ฮองเฮา... นางกลับดูฉลาดขึ้น รวดเร็วขึ้น ราวกับเป็นคนละคน""ฉลาดขึ้นรึ? หึ!" เข่อชิงแค่นยิ้มหยัน นางลุกขึ้นเดินวนรอบยู่จินเชียงด้วยท่าทางคุกคาม "หรือจริงๆ แล้วเจ้ามันไร้ความสามารถ?
จากนั้นลิลลี่หันไปมอง เซียวจื่อเฟย สนมสายมูที่มักจะพกยันต์และน้ำมันพราย "เซียวจื่อเฟย เจ้าไม่ต้องแอบบีบลูกประคำในแขนเสื้อหรอก มนต์ดำของเจ้ามันสู้ 'กฎฟิสิกส์' ไม่ได้หรอกนะ วันก่อนที่เจ้าบอกว่าเห็นเงาผีในตำหนักข้า... จริงๆ มันก็แค่การสะท้อนแสงของกระจกที่ข้าตั้งใจวางไว้เพื่อดักจับ 'หนอน' ที่ชอบแอบเข้ามาตอนกลางคืนเท่านั้นเอง"ลิลลี่วางกระดาษแผนผังลงบนโต๊ะกลาง "พวกเจ้าทุกคนรู้ไหมว่าสถาปนิกคืออะไร? มันคือคนที่มองเห็น จุดอ่อนของทุกอาคาร วังหลังแห่งนี้เปรียบเหมือนกล่องไม้ขนาดใหญ่ พวกเจ้าคือมดที่พยายามจะกัดกินเนื้อไม้จากข้างใน"นางลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินวนรอบโต๊ะน้ำชา "เข่อชิง เจ้ากุมอำนาจบริหาร... แต่เจ้าลืมไปว่าข้าคือกุญแจดอกเดียวที่เปิดประตูห้องลับของฮ่องเต้ได้ ยู่จินเชียง เจ้ามีพิษแต่ข้ามีโครงสร้างทางเคมีที่สลายพิษเจ้าได้ จินเช่อเฟย เจ้ามีกำลัง แต่ข้ามีกลไกกับดักที่เจ้าจินตนาการไม่ถึง"ลิลลี่หยุดเดินตรงหน้า โถวฝ่าเฟย สนมที่ชอบส่งเสื้อผ้าปักมาให้ "และเจ้า... โถวฝ่าเฟย เสื้อคลุมดอกเหมยที่เจ้ากำลังจะปักเสร็จ ข้าแนะนำให้เจ้าเปลี่ยนด้ายสีทองเป็นด้ายไหมธรรมดานะ เพราะทองมันนำไฟฟ้าได้ดี และข้าเพิ่งสั่
หมากรุกในสวนบุปผา และการชำแหละธาตุแท้เมื่อฮ่องเต้เสด็จกลับไป ลิลลี่ถอนหายใจยาวพลางทิ้งตัวลงนั่ง ตงเปียนรีบวิ่งเข้ามาปรนนิบัติถวายน้ำชา"ฮองเฮา! เมื่อครู่นี้กระหม่อมหัวใจจะวายพ่ะย่ะค่ะ ทรงกล้าล้อเล่นเรื่องเปลี่ยนเจ้าของบ้านต่อหน้าฝ่าบาท!"ลิลลี่จิบชาพลางยิ้มเย็น "ตงเปียน... ผู้ชายประเภทนี้ชอบความท้าทาย ถ้าข้าทำตัวเป็นของตายเหมือนเดิม เขาก็จะทิ้งฉันไว้ในซอกตึกเหมือนเดิม แต่ถ้าข้าทำให้พระองค์เห็นว่าข้าคือ มันสมอง ที่พระองค์ขาดไม่ได้ และจะเดินเข้ามาหาข้าเองโดยที่ข้าไม่ต้องร้องขอ"นางมองไปยังแผนผังที่วางอยู่บนโต๊ะ แววตาคมกริบ "วันนี้แค่ซ่อมห้อง... พรุ่งนี้เราจะเริ่มซ่อม 'คน' เตรียมตัวไว้เถอะตงเปียน เพราะงานรื้อถอนของจริงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว"ลิลลี่ ชุง ในร่างฮองเฮาซีฮันเริ่มสัมผัสได้ว่าอำนาจในมือของเธอกำลังก่อตัวขึ้น และเธอก็พร้อมที่จะใช้ พิมพ์เขียว ใบนี้ เพื่อสยบทุกคนที่เคยดูถูกเธอไว้แทบเท้าแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนอุทยานหลวงที่เต็มไปด้วยดอกโบตั๋นเบ่งบาน แต่บรรยากาศกลับเย็นเยียบอย่างประหลาด เมื่อ ลิลลี่ ชุง ในร่างฮองเฮาซีฮัน สั่งให้จัดโต๊ะเสวยน้ำชาที่กลางสวน และเรียกสนมเอกทั้งเจ็ดมาเข้าเ
"จะเรียกแบบนั้นก็ได้เพคะ แต่มันคือศาสตร์แห่ง 'Space Management' หรือการจัดการพื้นที่" ลิลลี่ผุดลุกขึ้นแล้วเดินสำรวจรอบห้อง "ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรดูสิเพคะ ห้องนี้เดิมทีเพดานสูงแต่กลับวางตู้ไม้แกะสลักทึบตันไว้ที่มุมอับ แสงอาทิตย์ยามบ่ายถูกบังหมด ทำให้เกิดความชื้นและเชื้อโรค มิน่าล่ะ ซีฮันคนก่อนถึงได้ป่วยออดๆ แอดๆ อยู่ตลอดเวลา"นางชี้ไปยังหน้าต่างทิศตะวันออก "หม่อมฉันสั่งให้ตงเปียนย้ายชั้นวางแจกันออก และเปลี่ยนผ้าม่านเป็นผ้าไหมเนื้อบางเพื่อให้แสงส่องสว่างได้ทั่วถึง ห้องที่อากาศถ่ายเทได้ดีและแสงพอเหมาะ ย่อมส่งผลต่อสภาวะจิตใจและประสิทธิภาพในการทำงาน... อ้อ...ในที่นี้คือการปกครองวังหลังเพคะ"เฉียนหลงอึ้งไปครู่ใหญ่ คำศัพท์ประหลาดและท่าทางฉะฉานของนางทำให้พระองค์ลืมคำพูดที่จะมาตำหนิไปเสียสิ้น "เจ้า... เจ้าไปเอาความรู้เหล่านี้มาจากไหนกัน? ข้าจำได้ว่าเจ้าชอบแต่อ่านตำราสอนหญิง"ลิลลี่หัวเราะเบาๆ ซึ่งเป็นเสียงหัวเราะที่ดูมั่นใจจนเฉียนหลงรู้สึกแปลกประหลาด "ตำราพวกนั้นสอนให้หม่อมฉันอ่อนน้อมจนถูกเหยียบย่ำเพคะ ตอนที่หม่อมฉันหลับไป หม่อมฉันได้เดินทางไปยังดินแดนที่สตรีต้องยืนด้วยลำแข้งของตนเอง ดินแดนที่อา
เหล่าสนมมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย แสร้งทำเป็นเป็นห่วง "ฮองเฮาทรงตรัสเรื่องใดเพคะ? หรือว่าพิษที่... เอ้อ อาการประชวรครั้งก่อนจะกระทบกระเทือนถึงพระเศียร?"ลิลลี่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ "กระทบกระเทือนน่ะใช่ แต่มันทำให้ข้าเห็น พิมพ์เขียว ของวังนี้ชัดขึ้นเยอะเลยล่ะ ยู่จินเชียง... ยาที่เจ้าส่งมาให้ข้าวันก่อน ข้ายังเก็บ 'ตัวอย่าง' ไว้อยู่นะ ว่างๆ เรามาคุยเรื่องส่วนประกอบทางเคมีของมันหน่อยดีไหม?"เมื่อได้ยินเช่นนั้น ยู่จินเชียงหน้าซีดเผือดลงทันทีตลอดการสนทนา ลิลลี่ไม่ได้พูดเรื่องความรักหรือการแย่งชิงฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย แต่นางกลับวิพากษ์วิจารณ์การจัดวางผังที่นั่งและฮวงจุ้ยของแต่ละตำหนักด้วยถ้อยคำเจ็บแสบ"จินเช่อเฟย ตำหนักของเจ้าทิศทางลมไม่ดีนะ มันระบายความโกรธไม่ออก มิน่าเจ้าถึงดูหน้าบึ้งตลอดเวลา" "โถวฝ่าเฟย ผ้าปักของเจ้าน่ะ ลายเส้นมันเบี้ยวไป 0.5 มิลลิเมตร ข้าทนดูไม่ได้จริงๆ"ตงเปียนที่ยืนอยู่ข้างหลังทำหน้าไม่ถูก เขาไม่เคยเห็นฮองเฮา "รุก" หนักขนาดนี้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกสะใจอย่างประหลาดที่เห็นสนมจอมแสบพวกนั้นนั่งเงียบเป็นเป่าสากหลังจากเหล่าสนมทูลลากลับไปด้วยความมึนงงแ
เธอยืนนิ่งอยู่กลางอุทยาน สูดลมหายใจลึกๆ "ตงเปียน ข้าขอบใจเจ้ามากที่คอยเตือน ข้าเริ่มเข้าใจแล้ว วังหลวงนี่มันก็เหมือนโปรเจกต์งานสร้างที่ซับซ้อนที่สุด ถ้าข้าไม่เรียนรู้กฎเกณฑ์ของวัสดุ ข้าก็ไม่มีทางสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงได้"ตงเปียนมองเจ้านายด้วยความซาบซึ้ง "พระนางทรงเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดพ่ะย่ะค่ะ""ข้าต้องเรียนรู้ที่จะเป็นซีฮันในมาดใหม่" ลิลลี่กล่าว แววตาแปรเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น "การใส่รองเท้าเองไม่ได้อาจจะทำให้น่ารำคาญ แต่มันคือชุดเกราะที่ข้าต้องสวมเพื่อไปรบกับพวกสนมทั้งหกคนนั่น ในเมื่อพวกนางอยากให้ข้าเป็นฮองเฮาผู้งามสง่าตามแบบแผน ข้าก็จะจัดให้... แต่เป็นเวอร์ชันที่คมกริบกว่าที่พวกนางเคยเจอ"ลิลลี่บอกตัวเองว่านี่คือบทเรียนใหม่ที่เธอต้องเรียนรู้อย่างตั้งใจ ไม่ต่างจากการสอบใบประกอบวิชาชีพสถาปนิก เธอเริ่มจดจำลำดับชั้นของข้ารับใช้ กฎมณเฑียรบาลที่หยุมหยิม และมารยาทที่ดูไร้สาระแต่ทรงพลัง เพราะเธอรู้ดีว่า "รายละเอียดที่เล็กที่สุด มักจะเป็นจุดที่ทำให้ตึกทั้งหลังถล่มลงมาได้" และเธอจะไม่ยอมให้ใครหาช่องโหว่ในตัวเธอได้อีกต่อไป สถาปนิกวิพากษ์วังหลังวันต่อมา...ความโกลาหลในพิธีการ"ฮองเฮาเพคะ







