เข้าสู่ระบบซีฮันลุกจากที่ประทับ เดินเข้ามาช้า ๆ ทุกย่างก้าวสงบนิ่งจนบรรยากาศยิ่งกดดัน นางทอดสายตามองเสี่ยวอิงเพียงครู่เดียว ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “กุ้ยเฟย เจ้าบอกว่าโอสถไม่มีพิษ แล้วเหตุใดคนของเจ้าจึงมีอาการเช่นนี้”
“หม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ”
“เจ้าปรุงยาด้วยมือของเจ้าเอง”
“เพคะ”
“เจ้าบอกว่ายานี้บำรุงร่างกาย”
“เพคะ”
ซีฮันพยักหน้าเบา ๆ “เช่นนั้นยิ่งแปลก”
ยู่จินเชียงเม้มริมฝีปากแน่น นางตรวจชีพจรเสี่ยวอิงอีกครั้ง ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย เมื่อพบว่าหญิงสาวเพียงหมดสติ มิได้เสียชีวิต ทว่าความหวาดหวั่นในใจกลับเพิ่มขึ้นหลายเท่า เพราะนางมั่นใจว่าโอสถที่ปรุงวันนี้ไม่มีพิษแม้แต่น้อย แล้วเหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
ไม่นานหมอหลวงก็รีบเดินทางมาถึง เมื่อเขาตรวจอาการของเสี่ยวอิงแล้วจึงกราบทูลว่า “กราบทูลฮองเฮา นางกำนัลผู้นี้ได้รับสารพิษอ่อนบางชนิด แต่ปริมาณไม่มาก จึงเพียงหมดสติ หากรักษาทันจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต”
“พิษ?” ซีฮันเลิกคิ้ว “แปลว่ามีพิษจริง”
หมอหลวงรีบก้มหน้า “พ่ะย่ะค่ะ”
ยู่จินเชียงเงยหน้าขึ้นทันที “เป็นไปไม่ได้ ข้าตรวจสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง”
ซีฮันหันไปมองนาง “ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเหตุใดจึงเกิดเช่นนี้ เพราะโอสถถ้วยนั้นเดิมทีเป็นของข้า”
คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนต่างเริ่มคิดตาม หากเสี่ยวอิงดื่มแล้วล้มลง เช่นนั้นหากฮองเฮาดื่มจนหมดถ้วย ผลจะเป็นอย่างไร
ยู่จินเชียงรู้สึกว่าหลังของตนชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้นางจะบริสุทธิ์ในเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อแล้ว หลังจากโอสถครั้งก่อนที่ทำให้ฮองเฮาประชวรหนัก บัดนี้คนของนางกลับล้มลงเพราะยาที่นางปรุงเอง ทุกอย่างกำลังย้อนกลับมาทำร้ายนาง
ซีฮันหันไปสั่งตงเปียน “เชิญหมอหลวงช่วยรักษานางกำนัลผู้นั้น ส่วนโอสถที่เหลือทั้งหมด ห้ามผู้ใดแตะต้อง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อหมอหลวงและนางกำนัลทยอยออกจากห้อง ยู่จินเชียงยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม นางสูดหายใจลึกก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หม่อมฉันขอถวายชีวิตยืนยันว่าไม่ได้คิดทำร้ายฮองเฮาเพคะ”
ซีฮันทอดสายตามองนางนิ่ง สีหน้าไม่บ่งบอกว่ากำลังเชื่อหรือไม่เชื่อ “ข้าไม่ได้กล่าวหาเจ้า”
“แต่...”
“ข้าเพียงต้องค้นหาความจริง”
ยู่จินเชียงเม้มริมฝีปาก นางเริ่มรู้สึกว่าฮองเฮาคนใหม่รับมือยากกว่าที่คิด หากเป็นเมื่อก่อน ซีฮันคงรีบปลอบใจและเชื่อคำอธิบายของนางโดยง่าย แต่วันนี้อีกฝ่ายไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เลย
หลังยู่จินเชียงกลับตำหนักไป ตงเปียนจึงปิดประตูห้องทันที ก่อนยิ้มออกมา “เหนียงเหนียง แผนของพระองค์สำเร็จแล้ว”
ซีฮันส่ายหน้า “ยังไม่สำเร็จ”
“แต่ยู่จินเชียงตกใจจนเสียอาการแล้ว”
“นั่นเป็นเพียงก้าวแรก”
นางเดินไปยังโต๊ะแล้วคลี่บัญชีโอสถออกอีกครั้ง “คนที่ใช้พิษเป็นอาวุธ ย่อมระแวงว่าผู้อื่นจะใช้พิษตอบโต้ เมื่อความหวาดระแวงเกิดขึ้น นางจะเริ่มทำผิดพลาดเอง”
ตงเปียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ซีฮันใช้นิ้วแตะชื่อยู่จินเชียงในบัญชี ก่อนกล่าวว่า “จากนี้ไป เราจะทำให้นางไม่มีเวลาตั้งตัว”
เช้าวันรุ่งขึ้น พระราชโองการจากตำหนักฮองเฮาถูกส่งไปยังสำนักหมอหลวงและทุกตำหนักในวังหลัง เนื้อหาสั้น ๆ แต่สร้างความแตกตื่นไปทั่ววัง
“เพื่อความปลอดภัยของฮองเฮาและพระราชวงศ์ ให้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดในวังหลัง และปิดห้องเก็บโอสถทุกแห่งชั่วคราว จนกว่าจะตรวจสอบแล้วเสร็จ”
เมื่อเข่อชิงหวงกุ้ยเฟยได้รับข่าว นางขมวดคิ้วทันที “ซีฮันออกคำสั่งเองหรือ”
นางกำนัลคนสนิทรีบตอบ “เพคะ ทั้งยังประทับตราฮองเฮาด้วยพระองค์เอง”
เข่อชิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ “น่าสนใจ...นางเริ่มรู้จักเดินหมากแล้ว”
ขณะเดียวกัน ยู่จินเชียงกลับรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาด นางรีบลุกจากที่นั่ง “ปิดห้องยา?”
“เพคะ คนของฮองเฮากำลังมาตรวจทุกตำหนัก”
ยู่จินเชียงกำมือแน่น แม้ห้องยาด้านบนจะมีเพียงสมุนไพรทั่วไป แต่สิ่งที่นางหวาดกลัวกลับอยู่ใต้ตำหนัก
นางรีบเดินวนไปมาในห้อง ความคิดสับสนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี “ไม่ได้...หากพวกเขาค้นเจอ...”
“กุ้ยเฟย จะทำอย่างไรดีเพคะ”
ยู่จินเชียงสูดหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์ “อย่าตื่นตกใจ ของที่อยู่ใต้ตำหนักไม่มีผู้ใดรู้ แม้แต่คนของข้าก็มีเพียงเจ้าที่เคยลงไป”
นางกำนัลรีบพยักหน้า แต่ใบหน้ายังคงซีดเผือด ไม่นาน ตงเปียนก็นำขันทีหลวงและเจ้าหน้าที่จากสำนักหมอหลวงมาถึงตำหนักของยู่จินเชียง พร้อมพระราชโองการที่มีตราฮองเฮาอย่างถูกต้อง
“ถวายพระพรยู่กุ้ยเฟย กระหม่อมได้รับพระบัญชาจากฮองเฮาให้ตรวจสอบห้องเก็บโอสถทุกตำหนัก”
ยู่จินเชียงฝืนยิ้ม “เชิญตามสบาย”
ประตูห้องเก็บยาถูกเปิดออก กลิ่นสมุนไพรอบอวลไปทั่วห้อง ชั้นไม้เรียงรายเต็มไปด้วยขวดหยก ถุงผ้า และกล่องไม้ ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบจนแม้หมอหลวงยังอดชื่นชมไม่ได้
เจ้าหน้าที่เริ่มตรวจนับสมุนไพรทีละชนิด เทียบกับบัญชีเบิกจ่ายอย่างละเอียด ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม ทุกอย่างดูปกติ ตงเปียนยืนมองเงียบ ๆ แต่ดวงตาของเขากลับไม่ละจากพื้นห้อง เขานึกถึงคำพูดของซีฮันเมื่อคืน
“คนที่ชอบซ่อนความลับ มักสร้างพื้นที่ลับไว้ใต้สิ่งที่ดูธรรมดาที่สุด”
ตงเปียนจึงค่อย ๆ เดินสำรวจไปรอบห้องอย่างไม่รีบร้อน ระหว่างนั้นเขาสังเกตว่าพื้นไม้ตรงมุมห้องด้านในมีรอยขูดบาง ๆ ไม่เหมือนส่วนอื่น และเมื่อเหยียบลงไปกลับเกิดเสียงกลวงเบากว่าพื้นบริเวณใกล้เคียง เขาก้มลงใช้นิ้วแตะขอบไม้ ก่อนหันไปเรียกเจ้าหน้าที่
“ช่วยยกแผ่นไม้นี้ขึ้น”
ยู่จินเชียงหน้าซีดทันที “นั่นเป็นเพียงพื้นเก่า ไม่จำเป็นต้อง...”
แต่คำพูดของนางไม่ทันจบ เจ้าหน้าที่สองคนก็ช่วยกันยกแผ่นไม้ขึ้น
ใต้พื้นไม้ปรากฏบันไดหินทอดลึกลงไปสู่ห้องใต้ดิน ทั่วทั้งห้องเงียบกริบ ตงเปียนหันมองยู่จินเชียง ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“กุ้ยเฟย ห้องใต้ดินนี้ใช้เก็บสิ่งใด”
ยู่จินเชียงเม้มริมฝีปาก ไม่ตอบ เจ้าหน้าที่จุดคบไฟแล้วเดินลงไปทีละคน กลิ่นคาวประหลาดลอยขึ้นมาทันที ตามมาด้วยเสียงร้องตกใจจากด้านล่าง
“ใต้ตำหนักมีของบางอย่าง!”
ตงเปียนรีบลงตามไป เมื่อแสงคบไฟส่องทั่วห้อง ทุกคนต่างหยุดหายใจ
ภายในห้องใต้ดินเรียงรายไปด้วยกรงเหล็กหลายสิบกรง บางกรงมีงูเขียวขดตัว บางกรงมีแมงป่องดำ บางกรงเต็มไปด้วยตะขาบตัวใหญ่และคางคกพิษนับไม่ถ้วน ขวดแก้วใส่พิษสัตว์วางเรียงอยู่บนชั้นไม้เคียงกับตำราปรุงยา ทุกอย่างถูกดูแลอย่างเป็นระบบราวกับห้องทดลองลับ
ตงเปียนเงยหน้ามองเพดาน ก่อนพึมพำเบา ๆ
“ในที่สุด...ก็พบแล้ว”
แม้จะคาดไว้อยู่แล้วว่าตระกูลเข่อมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เมื่อชื่อของคนในจวนปรากฏตรงกับที่ดินซึ่งใช้ซ่อนเสบียง ทุกอย่างก็เริ่มชัดเจนจนปฏิเสธได้ยากเจ้าหน้าที่สภาตรวจราชการกล่าว“แต่เพียงชื่อผู้ถือครองที่ดินยังไม่อาจพิสูจน์ว่าเสบียงถูกนำเข้าไปในโกดังนั้นพ่ะย่ะค่ะ”“ถูกต้อง”ซีฮันตอบ“จึงต้องดูสิ่งนี้”นางเปิดสมุดอีกเล่มหนึ่ง เป็นบันทึกของทหารผู้ติดตามขบวนเสบียงโดยลับ เขียนวันและเวลาที่รถบางส่วนแยกออกจากขบวนหลัก พร้อมจำนวนม้า คนขับ และเครื่องหมายบนล้อรถ ทุกครั้ง รถที่แยกออกไปจะเดินทางเข้าสู่เมืองชิงเหอในเวลากลางคืน จากนั้นกลับออกมาก่อนรุ่งสาง โดยบรรทุกกระสอบชุดใหม่ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าเดิม หัวหน้าองครักษ์หยิบกระสอบตัวอย่างที่นำมาจากชายแดนขึ้นมาเปิด ด้านบนเป็นข้าวสารธรรมดา แต่เมื่อเทออกจนถึงครึ่งถุง กลับพบทราย เมล็ดหญ้า และเศษหินขนาดเล็กปะปนอยู่จำนวนมาก ฮ่องเต้ทอดพระเนตรสิ่งเหล่านั้นด้วยพระพักตร์มืดครึ้ม“ทหารชายแดนกินของเช่นนี้หรือ”เจ้าหน้าที่ก้มศีรษะ“จากรายงานหลายฉบับ มีทห
ถ้อยคำนี้อันตรายยิ่งกว่าคำบอกรักเพราะพระองค์กำลังกล่าวว่าความรู้สึกมีต่อตัวตนที่เปลี่ยนแปลงของนาง ไม่ใช่ฮองเฮาซีฮันผู้อ่อนแอในอดีตนางพยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง“ฝ่าบาทอาจเพียงหลงใหลในความแปลกใหม่เพคะ”“เราเคยคิดเช่นนั้น”“แล้วตอนนี้เล่า”“ตอนนี้เรารู้ว่าไม่ใช่”พระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นช้า ๆ แตะเส้นผมที่ตกข้างแก้มของนาง ก่อนเกลี่ยไปทัดหลังใบหู สัมผัสนั้นเบามาก แต่กลับทำให้ผิวของซีฮันร้อนวูบ นางควรถอย ควรบอกให้พระองค์หยุด ควรเตือนตนเองว่าความรู้สึกเป็นสิ่งไม่น่าไว้ใจ แต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตามเหตุผลในทันที ฮ่องเต้มองท่าทีของนาง ก่อนโน้มพระพักตร์ลงมาใกล้“หากไม่ต้องการ ก็ผลักเราออก”ซีฮันกำมือแน่นอยู่ข้างลำตัวระยะห่างระหว่างใบหน้าทั้งคู่ลดลงเรื่อย ๆ นางได้ยินเสียงลมหายใจของพระองค์ ได้กลิ่นเครื่องหอมอ่อน ๆ จากฉลองพระองค์ ได้เห็นแววตาซึ่งปกติเต็มไปด้วยอำนาจ แต่ในขณะนี้กลับมีเพียงความต้องการที่ไม่ได้ปิดบังริมฝีปากของฮ่องเต้แตะลงบนริมฝีปากนางอย่างแผ่วเบ
ซีฮันถอนหายใจ“ฝ่าบาททรงเป็นผู้ครองแผ่นดิน วันนี้ทรงเชื่อหม่อมฉัน วันหน้าหากหลักฐานเปลี่ยน หากขุนนางกดดันหนักขึ้น หรือหากมีสตรีผู้หนึ่งทำให้พระองค์ทรงโปรดปรานมากกว่า ความเชื่อในวันนี้อาจไม่เหลือความหมาย”พระพักตร์ของฮ่องเต้เคร่งขึ้น“เจ้ามองความรู้สึกของเราต่ำถึงเพียงนั้นหรือ”“หม่อมฉันมองตามความจริงเพคะ”“ความจริงใด”“ความโปรดปรานของฮ่องเต้เปลี่ยนแปลงได้เสมอ”ซีฮันตอบอย่างตรงไปตรงมา“วังหลังมีสตรีจำนวนมาก ทุกคนเคยคิดว่าตนเป็นคนพิเศษ จนถึงวันที่พระองค์ไม่เสด็จไปหาอีก”“เจ้าเปรียบตนเองกับพวกนางหรือ”“หม่อมฉันเป็นสตรีในวังหลังคนหนึ่งเช่นกัน”“ไม่เหมือนกัน”พระสุรเสียงดังขึ้นทันที ซีฮันมองพระองค์ ฮ่องเต้ก้าวเข้าใกล้อีกครึ่งก้าว“ไม่มีผู้ใดทำให้เราต้องระวังทุกถ้อยคำเช่นเจ้า ไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธเราโดยไม่กลัวโทษ ไม่มีผู้ใดทำให้เรารู้สึกว่า หากไม่ยืนให้มั่นคงพอ วันหนึ่งเจ้าจะเดินจากไปโดยไ
หัวใจของซีฮันสะดุดไปชั่วขณะ ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางด้วยสายตาจริงจัง“เจ้าไม่ต้องขอความเมตตา ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องอ่อนแอเพื่อให้เราปกป้อง เพียงยืนอยู่ในสิ่งที่เจ้าคิดว่าถูกต้อง แล้วเราจะพิจารณาด้วยตนเองว่าเจ้าควรได้รับความเชื่อใจหรือไม่”พระองค์ลดพระหัตถ์ลง“และครั้งนี้ เราเลือกเชื่อเจ้า”ซีฮันไม่อาจตอบได้ทันที ถ้อยคำเหล่านั้นเรียบง่าย แต่กลับสั่นคลอนกำแพงที่นางสร้างไว้ในใจทีละชั้น นางเคยคิดว่าความรู้สึกของฮ่องเต้เป็นเพียงความหลงใหลชั่วคราว คิดว่าพระองค์สนใจเพราะนางแตกต่างจากซีฮันคนเดิมคิดว่าเมื่อวันหนึ่งความสงสัยมากกว่าความโปรดปราน พระองค์อาจหันหลังให้นางเหมือนบุรุษผู้มีอำนาจทั่วไป แต่คืนนี้ ฮ่องเต้ส่งองครักษ์หลวงออกไปโดยไม่บอกนาง ไม่ใช่เพื่อควบคุมไม่ใช่เพื่อแย่งผลงาน แต่เพื่อปกป้องหลักฐานและคนของนางจากการถูกสังหาร นางมองรอยเลือดบนรถที่จอดอยู่นอกคลัง ก่อนหันกลับมามองชายตรงหน้า ในดวงตาของเขาไม่มีความระแวง มีเพียงความแน่วแน่ซีฮันเคยยืนหยัดท่ามกลางศัตรูได้โดยไม่กลัว เคยเผชิญคมมีด ยาพิษ และคำใส่ร้ายโดยไม่ร้องขอผู้
ซีฮันกล่าว“ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจะได้รับการดูแลจากตำหนักหงส์ และข้าจะขอพระราชทานเกียรติยศให้พวกเขา”ชายผู้นั้นหลับตาลงอย่างโล่งใจ ซีฮันลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในคลัง หีบเหล็กสามใบถูกเปิดต่อหน้าผู้แทนจากสามฝ่าย เอกสารด้านในบางส่วนมีคราบเขม่า แต่ส่วนใหญ่ยังสมบูรณ์ สมุดบัญชีเสบียง ตราประทับปลอม รายชื่อขุนนางผู้รับเงิน เส้นทางลับสำหรับนำเสบียงออกจากขบวน และแผนที่ค่ายฝึกทหารนอกบัญชี ฮ่องเต้ยืนอยู่หน้าโต๊ะ กำลังทอดพระเนตรบัญชีเล่มหนึ่ง สีพระพักตร์เย็นชา ซีฮันเข้าไปถวายพระพร“ฝ่าบาท”พระองค์เงยหน้าขึ้น “มาแล้วหรือ”“เพคะ”นางมองเอกสารบนโต๊ะ“ฝ่าบาททรงทราบเรื่องขบวนได้อย่างไร”ฮ่องเต้ปิดสมุดบัญชีลง“เราพบว่าคนของเข่อหยวนฉิงส่งม้าเร็วออกจากเมืองหลวงสามกลุ่มเมื่อคืนก่อน”“จึงทรงคาดเดาว่าพวกเขารู้เรื่องหลักฐาน”“ไม่ใช่เพียงคาดเดา”พระองค์หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้นาง เป็นรายงานจากองครักษ์หลวง ระบุว่าคนของตระกูลเข่อกำล
ทหารม้ากว่าสามสิบคนพุ่งออกมาจากแนวไม้ ทุกคนสวมชุดเกราะดำประดับตรามังกรเงิน ดาบในมือสะท้อนแสงไฟวาบหัวหน้ากององครักษ์ยกดาบขึ้น“คุ้มครองรถหลักฐาน จับคนร้ายเป็น!”องครักษ์หลวงเข้าปะทะทันที ม้าศึกพุ่งชนแนวชายชุดดำจนแตกกระจาย ดาบคมกริบฟาดลงอย่างแม่นยำ คนร้ายที่กำลังล้อมรถถูกบีบให้ถอยออกจากกัน หัวหน้าคุ้มกันตระกูลซีมองภาพตรงหน้าด้วยความตกใจตามแผนเดิม ฮองเฮาส่งคนมารับเพียงหกคน แต่ผู้ที่ปรากฏกลับเป็นองครักษ์หลวงทั้งกอง นั่นหมายความว่ามีผู้หนึ่งรู้เรื่องขบวนหลักฐาน และยอมใช้อำนาจของราชสำนักเข้าปกป้องอย่างเปิดเผยชายชุดดำบางส่วนเห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงพยายามหนีเข้าป่า แต่พลธนูขององครักษ์หลวงปิดทางไว้ทั้งหมด“ผู้ใดทิ้งอาวุธจะไว้ชีวิตเพื่อสอบสวน!”หัวหน้ากองประกาศ คนร้ายกลับไม่มีผู้ใดยอมจำนน พวกเขาต่อสู้ราวกับรู้ดีว่าหากถูกจับเป็นย่อมมีชะตาที่เลวร้ายกว่าความตาย ชายชุดดำผู้หนึ่งล้วงยาพิษจากแขนเสื้อ แต่ยังไม่ทันกลืน องครักษ์ข้างหน้าก็ใช้ด้ามดาบกระแทกข้อมือจนหลุด อีกคนพยายามจุดไฟเผาตัวเองพร้อมเอกสารที่แย่งมาได้ แต่ถูกลูกธนูยิง
ปัดเป่าภัยร้าย “มินานดอก หากเจ้าอดทนเพื่อปัดเป่าให้คำทำนายของโหรหลวงที่บอกว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงนั้นผ่อนเบาลงได้”กษัตริย์ยุคโบราณเชื่อการทำนายทายทักถึงขนาดนี้เลยเชียวหรือ? ลิลลี่นึกในใจ เธอเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ฮวงจุ้ยในการออกแบบและแม้ว่ามันจะมีความสำคัญสำหรับการก่อสร้างในยุคสมัยใหม
พระสุรเสียงของเฉียนหลงราวติดขัดเพราะพระองค์ก็ทรงเคอะเขินต่อการได้พบพระชายาเอกซึ่งตอนนี้นางช่างแตกต่างไปจากวันวาน น้ำเสียงของนางมั่นคงกว่าเดิม ไม่ฟูมฟายพร่ำเพ้อและพระพักตร์นั้นอมชมพูงามจับพระทัยยิ่งนัก และขณะเดียวกัน ลิลลี่ในร่างของซีฮันฮองเฮาก็มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของกษัตริย์ผู้เลื่องชื่อเรื่องการเป
“ข้ามิกลัวดอก คนในราชสำนักล้วนอยู่ใต้อาณัติของข้า ทุกคนรู้ดีว่าชะตาของฮองเฮานั้นอยู่ได้อีกมินาน ก็นางช่างอ่อนแอ มีวาสนาหากไร้ซึ่งอำนาจก็มิอาจทำอันใดได้ นางมิมีใครอยู่เคียงข้าง แม้พ่อของนางเป็นถึงแม่ทัพกองธงขอบเหลืองที่ฮ่องเต้ต้องทรงให้ความเกรงใจแต่ความอ่อนแอจะฝังนางทั้งเป็น และวันหนึ่งข้านี่ล่ะจะเห
ราชวงศ์ชิง รัชสมัยองค์จักรพรรดิเฉียนหลง เสียงร้องโหยหวนสลับกับกรีดแหลมดังมาจากตำหนักใหญ่อันเป็นที่ประทับของฮองเฮาซีฮัน พระอัครมเหสีเอกแห่งเฉียนหลงฮ่องเต้ในยามวิกาลที่รอบ ๆ มีนางสนมนั่งคอยเฝ้าและเหล่าทหารยามยืนนิ่งราวรูปปั้น ห่างจากตำหนักใหญ่ของฮองเฮาเป็นรั้วตำหนักเล็กลดหลั่นกันไปของม







