Se connecterซีฮันลุกจากที่ประทับ เดินเข้ามาช้า ๆ ทุกย่างก้าวสงบนิ่งจนบรรยากาศยิ่งกดดัน นางทอดสายตามองเสี่ยวอิงเพียงครู่เดียว ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “กุ้ยเฟย เจ้าบอกว่าโอสถไม่มีพิษ แล้วเหตุใดคนของเจ้าจึงมีอาการเช่นนี้”
“หม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ”
“เจ้าปรุงยาด้วยมือของเจ้าเอง”
“เพคะ”
“เจ้าบอกว่ายานี้บำรุงร่างกาย”
“เพคะ”
ซีฮันพยักหน้าเบา ๆ “เช่นนั้นยิ่งแปลก”
ยู่จินเชียงเม้มริมฝีปากแน่น นางตรวจชีพจรเสี่ยวอิงอีกครั้ง ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย เมื่อพบว่าหญิงสาวเพียงหมดสติ มิได้เสียชีวิต ทว่าความหวาดหวั่นในใจกลับเพิ่มขึ้นหลายเท่า เพราะนางมั่นใจว่าโอสถที่ปรุงวันนี้ไม่มีพิษแม้แต่น้อย แล้วเหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
ไม่นานหมอหลวงก็รีบเดินทางมาถึง เมื่อเขาตรวจอาการของเสี่ยวอิงแล้วจึงกราบทูลว่า “กราบทูลฮองเฮา นางกำนัลผู้นี้ได้รับสารพิษอ่อนบางชนิด แต่ปริมาณไม่มาก จึงเพียงหมดสติ หากรักษาทันจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต”
“พิษ?” ซีฮันเลิกคิ้ว “แปลว่ามีพิษจริง”
หมอหลวงรีบก้มหน้า “พ่ะย่ะค่ะ”
ยู่จินเชียงเงยหน้าขึ้นทันที “เป็นไปไม่ได้ ข้าตรวจสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง”
ซีฮันหันไปมองนาง “ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเหตุใดจึงเกิดเช่นนี้ เพราะโอสถถ้วยนั้นเดิมทีเป็นของข้า”
คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนต่างเริ่มคิดตาม หากเสี่ยวอิงดื่มแล้วล้มลง เช่นนั้นหากฮองเฮาดื่มจนหมดถ้วย ผลจะเป็นอย่างไร
ยู่จินเชียงรู้สึกว่าหลังของตนชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้นางจะบริสุทธิ์ในเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อแล้ว หลังจากโอสถครั้งก่อนที่ทำให้ฮองเฮาประชวรหนัก บัดนี้คนของนางกลับล้มลงเพราะยาที่นางปรุงเอง ทุกอย่างกำลังย้อนกลับมาทำร้ายนาง
ซีฮันหันไปสั่งตงเปียน “เชิญหมอหลวงช่วยรักษานางกำนัลผู้นั้น ส่วนโอสถที่เหลือทั้งหมด ห้ามผู้ใดแตะต้อง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อหมอหลวงและนางกำนัลทยอยออกจากห้อง ยู่จินเชียงยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม นางสูดหายใจลึกก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หม่อมฉันขอถวายชีวิตยืนยันว่าไม่ได้คิดทำร้ายฮองเฮาเพคะ”
ซีฮันทอดสายตามองนางนิ่ง สีหน้าไม่บ่งบอกว่ากำลังเชื่อหรือไม่เชื่อ “ข้าไม่ได้กล่าวหาเจ้า”
“แต่...”
“ข้าเพียงต้องค้นหาความจริง”
ยู่จินเชียงเม้มริมฝีปาก นางเริ่มรู้สึกว่าฮองเฮาคนใหม่รับมือยากกว่าที่คิด หากเป็นเมื่อก่อน ซีฮันคงรีบปลอบใจและเชื่อคำอธิบายของนางโดยง่าย แต่วันนี้อีกฝ่ายไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เลย
หลังยู่จินเชียงกลับตำหนักไป ตงเปียนจึงปิดประตูห้องทันที ก่อนยิ้มออกมา “เหนียงเหนียง แผนของพระองค์สำเร็จแล้ว”
ซีฮันส่ายหน้า “ยังไม่สำเร็จ”
“แต่ยู่จินเชียงตกใจจนเสียอาการแล้ว”
“นั่นเป็นเพียงก้าวแรก”
นางเดินไปยังโต๊ะแล้วคลี่บัญชีโอสถออกอีกครั้ง “คนที่ใช้พิษเป็นอาวุธ ย่อมระแวงว่าผู้อื่นจะใช้พิษตอบโต้ เมื่อความหวาดระแวงเกิดขึ้น นางจะเริ่มทำผิดพลาดเอง”
ตงเปียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ซีฮันใช้นิ้วแตะชื่อยู่จินเชียงในบัญชี ก่อนกล่าวว่า “จากนี้ไป เราจะทำให้นางไม่มีเวลาตั้งตัว”
เช้าวันรุ่งขึ้น พระราชโองการจากตำหนักฮองเฮาถูกส่งไปยังสำนักหมอหลวงและทุกตำหนักในวังหลัง เนื้อหาสั้น ๆ แต่สร้างความแตกตื่นไปทั่ววัง
“เพื่อความปลอดภัยของฮองเฮาและพระราชวงศ์ ให้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดในวังหลัง และปิดห้องเก็บโอสถทุกแห่งชั่วคราว จนกว่าจะตรวจสอบแล้วเสร็จ”
เมื่อเข่อชิงหวงกุ้ยเฟยได้รับข่าว นางขมวดคิ้วทันที “ซีฮันออกคำสั่งเองหรือ”
นางกำนัลคนสนิทรีบตอบ “เพคะ ทั้งยังประทับตราฮองเฮาด้วยพระองค์เอง”
เข่อชิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ “น่าสนใจ...นางเริ่มรู้จักเดินหมากแล้ว”
ขณะเดียวกัน ยู่จินเชียงกลับรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาด นางรีบลุกจากที่นั่ง “ปิดห้องยา?”
“เพคะ คนของฮองเฮากำลังมาตรวจทุกตำหนัก”
ยู่จินเชียงกำมือแน่น แม้ห้องยาด้านบนจะมีเพียงสมุนไพรทั่วไป แต่สิ่งที่นางหวาดกลัวกลับอยู่ใต้ตำหนัก
นางรีบเดินวนไปมาในห้อง ความคิดสับสนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี “ไม่ได้...หากพวกเขาค้นเจอ...”
“กุ้ยเฟย จะทำอย่างไรดีเพคะ”
ยู่จินเชียงสูดหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์ “อย่าตื่นตกใจ ของที่อยู่ใต้ตำหนักไม่มีผู้ใดรู้ แม้แต่คนของข้าก็มีเพียงเจ้าที่เคยลงไป”
นางกำนัลรีบพยักหน้า แต่ใบหน้ายังคงซีดเผือด ไม่นาน ตงเปียนก็นำขันทีหลวงและเจ้าหน้าที่จากสำนักหมอหลวงมาถึงตำหนักของยู่จินเชียง พร้อมพระราชโองการที่มีตราฮองเฮาอย่างถูกต้อง
“ถวายพระพรยู่กุ้ยเฟย กระหม่อมได้รับพระบัญชาจากฮองเฮาให้ตรวจสอบห้องเก็บโอสถทุกตำหนัก”
ยู่จินเชียงฝืนยิ้ม “เชิญตามสบาย”
ประตูห้องเก็บยาถูกเปิดออก กลิ่นสมุนไพรอบอวลไปทั่วห้อง ชั้นไม้เรียงรายเต็มไปด้วยขวดหยก ถุงผ้า และกล่องไม้ ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบจนแม้หมอหลวงยังอดชื่นชมไม่ได้
เจ้าหน้าที่เริ่มตรวจนับสมุนไพรทีละชนิด เทียบกับบัญชีเบิกจ่ายอย่างละเอียด ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม ทุกอย่างดูปกติ ตงเปียนยืนมองเงียบ ๆ แต่ดวงตาของเขากลับไม่ละจากพื้นห้อง เขานึกถึงคำพูดของซีฮันเมื่อคืน
“คนที่ชอบซ่อนความลับ มักสร้างพื้นที่ลับไว้ใต้สิ่งที่ดูธรรมดาที่สุด”
ตงเปียนจึงค่อย ๆ เดินสำรวจไปรอบห้องอย่างไม่รีบร้อน ระหว่างนั้นเขาสังเกตว่าพื้นไม้ตรงมุมห้องด้านในมีรอยขูดบาง ๆ ไม่เหมือนส่วนอื่น และเมื่อเหยียบลงไปกลับเกิดเสียงกลวงเบากว่าพื้นบริเวณใกล้เคียง เขาก้มลงใช้นิ้วแตะขอบไม้ ก่อนหันไปเรียกเจ้าหน้าที่
“ช่วยยกแผ่นไม้นี้ขึ้น”
ยู่จินเชียงหน้าซีดทันที “นั่นเป็นเพียงพื้นเก่า ไม่จำเป็นต้อง...”
แต่คำพูดของนางไม่ทันจบ เจ้าหน้าที่สองคนก็ช่วยกันยกแผ่นไม้ขึ้น
ใต้พื้นไม้ปรากฏบันไดหินทอดลึกลงไปสู่ห้องใต้ดิน ทั่วทั้งห้องเงียบกริบ ตงเปียนหันมองยู่จินเชียง ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“กุ้ยเฟย ห้องใต้ดินนี้ใช้เก็บสิ่งใด”
ยู่จินเชียงเม้มริมฝีปาก ไม่ตอบ เจ้าหน้าที่จุดคบไฟแล้วเดินลงไปทีละคน กลิ่นคาวประหลาดลอยขึ้นมาทันที ตามมาด้วยเสียงร้องตกใจจากด้านล่าง
“ใต้ตำหนักมีของบางอย่าง!”
ตงเปียนรีบลงตามไป เมื่อแสงคบไฟส่องทั่วห้อง ทุกคนต่างหยุดหายใจ
ภายในห้องใต้ดินเรียงรายไปด้วยกรงเหล็กหลายสิบกรง บางกรงมีงูเขียวขดตัว บางกรงมีแมงป่องดำ บางกรงเต็มไปด้วยตะขาบตัวใหญ่และคางคกพิษนับไม่ถ้วน ขวดแก้วใส่พิษสัตว์วางเรียงอยู่บนชั้นไม้เคียงกับตำราปรุงยา ทุกอย่างถูกดูแลอย่างเป็นระบบราวกับห้องทดลองลับ
ตงเปียนเงยหน้ามองเพดาน ก่อนพึมพำเบา ๆ
“ในที่สุด...ก็พบแล้ว”
หมอหลวงชะงักไปเล็กน้อย“อาจเป็นเพราะเหนื่อยล้าและตกใจอย่างหนักพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้ไม่ได้ตรัสสิ่งใดอีก พระองค์ยังจำเสียงแผ่วเบาที่หลุดจากริมฝีปากของนางได้ชัดเจน แจ๊คกี้ชื่อประหลาดซึ่งไม่คล้ายชื่อของชาวต้าชิง ไม่มีเสียงใดใกล้เคียงกับชื่อบุรุษในราชสำนัก และไม่น่าจะเป็นชื่อจากแคว้นรอบด้าน ที่สำคัญคือซีฮันเรียกชื่อนั้นในยามหมดสติ ด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดราวกับกำลังเรียกคนซึ่งฝังอยู่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ ฮ่องเต้พยายามบอกพระองค์เองว่ามันอาจเป็นเพียงเสียงละเมอไร้ความหมาย แต่ยิ่งคิด ภาพความเปลี่ยนแปลงของซีฮันก็ยิ่งย้อนกลับเข้ามาลายมือที่ไม่เหมือนเดิม ความรู้ทางการแพทย์ซึ่งไม่มีผู้ใดเคยสอน วิธีวิเคราะห์บัญชีและโครงสร้างอาคารที่เกินกว่าสตรีในวังหลังจะรู้ ความกล้าที่เกิดขึ้นหลังรอดชีวิตจากความตาย รวมถึงคำพูดหลายครั้งซึ่งราวกับนางเคยใช้ชีวิตอยู่อีกสถานที่หนึ่งมาก่อน พระองค์เคยตัดสินใจว่าจะไม่บีบบังคับให้นางเปิดเผยความลับ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือการกระทำของนางในปัจจุบัน แต่เมื่อได้ยินชื่อชายอื่นจากริมฝีปากของนาง ความสงสัยกลับกลายเป็นบางสิ่งที่เจ็บปวดเก
พระองค์ทรงรีบวิ่งฝ่าเปลวไฟเข้าไป หลังคาที่พังลงมาปิดกั้นพื้นที่ครึ่งห้องไว้ ใต้คานไม้ขนาดใหญ่ หญิงสาวผู้หนึ่งนอนอยู่กับพื้น แขนทั้งสองยังกอดม้วนเอกสารเอาไว้แน่น ซีฮันยังมีสติเล็กน้อย แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยเขม่าควัน ริมฝีปากซีดจนแทบไม่มีสีเลือด ฮ่องเต้ทรุดพระองค์ลงทันที“ซีฮัน”นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นพระพักตร์ของพระองค์ นางตกใจจนพยายามดันตัวลุก“ฝ่าบาท...เหตุใด...”“เรามารับเจ้า”ซีฮันส่ายหน้า“ไม่ได้...รีบออกไป...อาคารจะถล่ม”“เราจะออกไปพร้อมกัน”พระองค์พยายามยกคานไม้ แต่เศษหลังคาที่ตกลงมาทับอยู่ด้านบนทำให้น้ำหนักมหาศาลเกินกว่าจะขยับด้วยพระองค์เดียว องครักษ์สองนายรีบเข้ามาช่วย ทั้งสามออกแรงพร้อมกัน ในที่สุดคานก็ขยับพอให้ดึงขาของซีฮันออกมาได้ นางร้องเบา ๆ ด้วยความเจ็บปวด ข้อเท้าขวาบวมแดงทันที“เดินไหวหรือไม่”ซีฮันส่ายหน้า ฮ่องเต้ไม่ลังเลแม้แต่น้อย พระองค์ทรงอุ้มนางขึ้นในอ้อมพระกร ซีฮันตกใจ“ฝ่าบาท วางหม่อมฉันลง...&
ซีฮันโยนสมุดสองเล่มข้ามกองไฟ ตงเปียนรับไว้ได้ แต่เมื่อจะโยนม้วนสุดท้าย เพดานด้านข้างก็พังลงมาอีกส่วน นางต้องกระโดดหลบ เศษไม้ร่วงขวางทางจนมองไม่เห็นคนฝั่งตรงข้าม ควันดำหนาทึบทำให้หายใจลำบาก ซีฮันก้มต่ำ คลานไปยังผนังด้านเหนือ หวังหาช่องระบายอากาศตามที่ผู้ดูแลบอก แต่ไฟได้ลามถึงโครงไม้รอบห้องแล้ว เสียงตะโกนจากภายนอกดังขึ้นไกล ๆ นางจำพระสุรเสียงนั้นได้ทันที“ซีฮัน!”ฮ่องเต้มาถึงแล้ว นางพยายามตอบ แต่ควันทำให้ไอจนไม่มีเสียง ด้านนอก ฮ่องเต้เฉียนหลงเสด็จมาถึงพร้อมทหารรักษาพระองค์ เมื่อเห็นหอเอกสารถูกไฟกลืน พระพักตร์ก็เปลี่ยนทันที“ฮองเฮาอยู่ที่ใด”หัวหน้าองครักษ์คุกเข่าลง “ยังอยู่ชั้นสามพ่ะย่ะค่ะ ทางขึ้นถูกไฟตัดขาด”พระองค์คว้าผ้าชุบน้ำจากทหาร “เปิดทาง”หัวหน้าองครักษ์รีบขวาง “ฝ่าบาทเสด็จเข้าไปมิได้ อาคารกำลังจะถล่มพ่ะย่ะค่ะ”“นางยังอยู่ข้างใน!”ฮ่องเต้ผลักเขาออกและก้าวไปทางประตู แต่เสียงแตกสนั่นดังขึ้นจากชั้นบนเสียก่อน หลังคาด้านหนึ่งทรุดตัว ทหารทั้งหมดร้องเตือนและ
นางหันไปยังเจ้าหน้าที่ “มีบัญชีสำเนาหรือไม่”“น่าจะอยู่ชั้นสามพ่ะย่ะค่ะ เป็นทะเบียนกลางของเอกสารลับทั้งหมด”ซีฮันตัดสินใจขึ้นไปทันที ตงเปียนตามหลังอย่างกังวล“เหนียงเหนียง ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าหากพบสิ่งผิดปกติให้เสด็จออกทันทีนะพ่ะย่ะค่ะ”“เราพบเอกสารหาย ไม่ใช่คนร้าย”“แต่นี่อาจเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการให้พระองค์พบ”ซีฮันหยุดชั่วครู่ คำเตือนนั้นมีเหตุผล ทว่าในเวลาเดียวกัน เสียงโลหะกระทบพื้นก็ดังมาจากชั้นล่าง ตามด้วยเสียงคนตะโกน“จับเขาไว้!”เสียงฝีเท้าวิ่งวุ่นวายขึ้นทันที หัวหน้าองครักษ์หันไปสั่ง“คุ้มครองฮองเฮา!”องครักษ์สองนายยืนปิดทางบันได ขณะที่อีกกลุ่มวิ่งลงไปด้านล่าง ซีฮันก้าวไปชะโงกมองผ่านราวไม้ เห็นชายในชุดคนส่งน้ำผลักทหารออกแล้ววิ่งไปทางประตูหลัง เขาถือไหดินเผาใบหนึ่งไว้ในมือก่อนจะถูกจับ ชายผู้นั้นขว้างไหเข้าใส่กองเอกสารข้างผนัง ไหแตกกระจาย ของเหลวที่มีกลิ่นฉุนไหลกระจายไปทั่วพื้น ตงเปียนร้องขึ้น“น้ำมัน!”
ซีฮันกล่าวเสริม“ตรวจคนส่งน้ำ คนครัว และช่างซ่อมทั้งหมดด้วย คนของตระกูลเข่ออาจมิได้สวมชุดขุนนางหรือองครักษ์”ตงเปียนรับคำแล้วรีบออกไป ฮ่องเต้มองนางอยู่ครู่หนึ่ง“คืนนี้เจ้าไม่ต้องไปหอเอกสาร”ซีฮันเลิกคิ้ว“เหตุใดเพคะ”“เพราะอาจเป็นกับดัก”“ยิ่งเป็นกับดัก หม่อมฉันยิ่งควรเห็นด้วยตนเองว่าอีกฝ่ายต้องการทำลายสิ่งใด”“เราไม่ได้ขาดเจ้าหน้าที่”“แต่พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังค้นหาอะไร”ฮ่องเต้ขมวดพระขนง“แล้วเจ้ารู้หรือ”“ยังไม่รู้ทั้งหมดเพคะ แต่หม่อมฉันรู้เส้นทางของคดีนี้ตั้งแต่เสบียงหายไปจนถึงการวางยาร่างเดิม บางครั้งเอกสารที่ดูไม่เกี่ยวข้องอาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่สุด”พระองค์เงียบไปซีฮันจึงกล่าวต่อ“ฝ่าบาททรงบอกว่าจะเริ่มมองหม่อมฉันให้ดีตั้งแต่วันนี้ เช่นนั้นก็ควรทรงเห็นว่าหม่อมฉันไม่ใช่สตรีที่จะยอมนั่งรออยู่ในตำหนัก ขณะที่หลักฐานกำลังตกอยู่ในอันตราย”ฮ่องเต้ถอนพระทั
ฮ่องเต้ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาจึงกล่าวต่อ“ฝ่าบาททรงเชื่อว่าจับกระหม่อมแล้ว ทุกอย่างจะสิ้นสุดหรือพ่ะย่ะค่ะ”ซีฮันหรี่ตาลง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”เข่อหยวนฉิงยิ้ม “บางเรื่องใหญ่เกินกว่าจะอยู่ในมือคนคนเดียว บางเอกสาร ต่อให้ค้นทั้งจวนก็ไม่มีวันพบ”หัวหน้าองครักษ์เข้าจับแขนเขา ชายชราไม่ขัดขืน เพียงหันมามองซีฮันเป็นครั้งสุดท้าย“เหนียงเหนียงทรงชนะในท้องพระโรงวันนี้ แต่หากเอกสารชิ้นนั้นถูกเปิดเผย ผู้ที่พังทลายอาจไม่ใช่ตระกูลเข่อเพียงฝ่ายเดียว”ซีฮันก้าวเข้ามา “เอกสารอะไร”เข่อหยวนฉิงหัวเราะโดยไม่ตอบ องครักษ์จึงลากตัวเขาออกจากท้องพระโรง ท่ามกลางสายตาของขุนนางทั้งราชสำนักเมื่อประตูใหญ่ปิดลง ฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้จับผู้เกี่ยวข้องตามรายชื่อทั้งหมด บางคนถูกควบคุมตัวในทันที บางคนถูกถอดตราประจำตำแหน่ง และบางคนถูกสั่งห้ามออกจากจวนจนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุด การประชุมใหญ่จบลงด้วยความโกลาหล แต่ซีฮันกลับไม่ได้รู้สึกโล่งใจ นางยืนมองเอกสารบนโต๊ะ ความคิดวนเวียนอยู่กับคำพูดสุดท้ายของเข่อหยวน
“หม่อมฉันดีใจที่พระองค์ยังทรงความจำดีอยู่ เรื่องนี้หลงลืมมิได้อย่างเด็ดขาดเลยนะเพคะ”“เรื่องแม่ยายกับลูกสะใภ้ ยุคสมัยไหนก็ไม่ต่างกันหรอกนะ...โอเค...ฉัน...เอ๊ย...ข้าจะไม่ขัดเจ้าละ”ตงเปียนเลิกคิ้ว “โอเค...คืออะไรหรือเพคะ”“แปลว่าตกลง...เจ้าจะเอาไปพูดก็ได้นะ”“เช่นนั้นหม่อมฉันก็จะขอเล่าต่อว่าพระองค์เ
เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของฮองเฮาทำให้ขันทีหนุ่มซึ่งตอนนี้เหงื่อกาฬซึมไปทั่วถึงกับลอบถอนใจ เขาคลานเข้าไปและคุกเข่าลงข้าง ๆ พระอัครมเหสี ลิลลี่ในร่างของสตรีผู้สูงศักดิ์กว่าผู้ใดในแผ่นดินแห่งยุคราชวงศ์ชิงก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง น้ำตาของเธอเหือดแห้ง นัยน์ตาฉายประกายกล้าขึ้น ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้
“ข้ามิกลัวดอก คนในราชสำนักล้วนอยู่ใต้อาณัติของข้า ทุกคนรู้ดีว่าชะตาของฮองเฮานั้นอยู่ได้อีกมินาน ก็นางช่างอ่อนแอ มีวาสนาหากไร้ซึ่งอำนาจก็มิอาจทำอันใดได้ นางมิมีใครอยู่เคียงข้าง แม้พ่อของนางเป็นถึงแม่ทัพกองธงขอบเหลืองที่ฮ่องเต้ต้องทรงให้ความเกรงใจแต่ความอ่อนแอจะฝังนางทั้งเป็น และวันหนึ่งข้านี่ล่ะจะเห
โหรหลวงโบกมือเรียกคนสนิทนำกระดองเต่าวางบนกระดานรองเข้ามาเพื่อให้ฮ่องเต้ได้เห็นซึ่งก็ทำให้ทั้งเฉียนหลงและเข่อชิงหวงกุ้ยเฟยสนใจอย่างมาก สักครู่โหรหลวงจึงเอ่ยขึ้น“โดยปกติแล้วหม่อมฉันใช้กระดูกวัวในการทำนายดวงบ้านเมือง แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีความแปลกประหลาด จึงได้ใช้วิธีการทำนายอย่างโบราณที่







