เข้าสู่ระบบซีฮันลุกจากที่ประทับ เดินเข้ามาช้า ๆ ทุกย่างก้าวสงบนิ่งจนบรรยากาศยิ่งกดดัน นางทอดสายตามองเสี่ยวอิงเพียงครู่เดียว ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “กุ้ยเฟย เจ้าบอกว่าโอสถไม่มีพิษ แล้วเหตุใดคนของเจ้าจึงมีอาการเช่นนี้”
“หม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ”
“เจ้าปรุงยาด้วยมือของเจ้าเอง”
“เพคะ”
“เจ้าบอกว่ายานี้บำรุงร่างกาย”
“เพคะ”
ซีฮันพยักหน้าเบา ๆ “เช่นนั้นยิ่งแปลก”
ยู่จินเชียงเม้มริมฝีปากแน่น นางตรวจชีพจรเสี่ยวอิงอีกครั้ง ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย เมื่อพบว่าหญิงสาวเพียงหมดสติ มิได้เสียชีวิต ทว่าความหวาดหวั่นในใจกลับเพิ่มขึ้นหลายเท่า เพราะนางมั่นใจว่าโอสถที่ปรุงวันนี้ไม่มีพิษแม้แต่น้อย แล้วเหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
ไม่นานหมอหลวงก็รีบเดินทางมาถึง เมื่อเขาตรวจอาการของเสี่ยวอิงแล้วจึงกราบทูลว่า “กราบทูลฮองเฮา นางกำนัลผู้นี้ได้รับสารพิษอ่อนบางชนิด แต่ปริมาณไม่มาก จึงเพียงหมดสติ หากรักษาทันจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต”
“พิษ?” ซีฮันเลิกคิ้ว “แปลว่ามีพิษจริง”
หมอหลวงรีบก้มหน้า “พ่ะย่ะค่ะ”
ยู่จินเชียงเงยหน้าขึ้นทันที “เป็นไปไม่ได้ ข้าตรวจสมุนไพรทุกชนิดด้วยตนเอง”
ซีฮันหันไปมองนาง “ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเหตุใดจึงเกิดเช่นนี้ เพราะโอสถถ้วยนั้นเดิมทีเป็นของข้า”
คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนต่างเริ่มคิดตาม หากเสี่ยวอิงดื่มแล้วล้มลง เช่นนั้นหากฮองเฮาดื่มจนหมดถ้วย ผลจะเป็นอย่างไร
ยู่จินเชียงรู้สึกว่าหลังของตนชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้นางจะบริสุทธิ์ในเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อแล้ว หลังจากโอสถครั้งก่อนที่ทำให้ฮองเฮาประชวรหนัก บัดนี้คนของนางกลับล้มลงเพราะยาที่นางปรุงเอง ทุกอย่างกำลังย้อนกลับมาทำร้ายนาง
ซีฮันหันไปสั่งตงเปียน “เชิญหมอหลวงช่วยรักษานางกำนัลผู้นั้น ส่วนโอสถที่เหลือทั้งหมด ห้ามผู้ใดแตะต้อง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อหมอหลวงและนางกำนัลทยอยออกจากห้อง ยู่จินเชียงยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม นางสูดหายใจลึกก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หม่อมฉันขอถวายชีวิตยืนยันว่าไม่ได้คิดทำร้ายฮองเฮาเพคะ”
ซีฮันทอดสายตามองนางนิ่ง สีหน้าไม่บ่งบอกว่ากำลังเชื่อหรือไม่เชื่อ “ข้าไม่ได้กล่าวหาเจ้า”
“แต่...”
“ข้าเพียงต้องค้นหาความจริง”
ยู่จินเชียงเม้มริมฝีปาก นางเริ่มรู้สึกว่าฮองเฮาคนใหม่รับมือยากกว่าที่คิด หากเป็นเมื่อก่อน ซีฮันคงรีบปลอบใจและเชื่อคำอธิบายของนางโดยง่าย แต่วันนี้อีกฝ่ายไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เลย
หลังยู่จินเชียงกลับตำหนักไป ตงเปียนจึงปิดประตูห้องทันที ก่อนยิ้มออกมา “เหนียงเหนียง แผนของพระองค์สำเร็จแล้ว”
ซีฮันส่ายหน้า “ยังไม่สำเร็จ”
“แต่ยู่จินเชียงตกใจจนเสียอาการแล้ว”
“นั่นเป็นเพียงก้าวแรก”
นางเดินไปยังโต๊ะแล้วคลี่บัญชีโอสถออกอีกครั้ง “คนที่ใช้พิษเป็นอาวุธ ย่อมระแวงว่าผู้อื่นจะใช้พิษตอบโต้ เมื่อความหวาดระแวงเกิดขึ้น นางจะเริ่มทำผิดพลาดเอง”
ตงเปียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ซีฮันใช้นิ้วแตะชื่อยู่จินเชียงในบัญชี ก่อนกล่าวว่า “จากนี้ไป เราจะทำให้นางไม่มีเวลาตั้งตัว”
เช้าวันรุ่งขึ้น พระราชโองการจากตำหนักฮองเฮาถูกส่งไปยังสำนักหมอหลวงและทุกตำหนักในวังหลัง เนื้อหาสั้น ๆ แต่สร้างความแตกตื่นไปทั่ววัง
“เพื่อความปลอดภัยของฮองเฮาและพระราชวงศ์ ให้ตรวจสอบสมุนไพรทุกชนิดในวังหลัง และปิดห้องเก็บโอสถทุกแห่งชั่วคราว จนกว่าจะตรวจสอบแล้วเสร็จ”
เมื่อเข่อชิงหวงกุ้ยเฟยได้รับข่าว นางขมวดคิ้วทันที “ซีฮันออกคำสั่งเองหรือ”
นางกำนัลคนสนิทรีบตอบ “เพคะ ทั้งยังประทับตราฮองเฮาด้วยพระองค์เอง”
เข่อชิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ “น่าสนใจ...นางเริ่มรู้จักเดินหมากแล้ว”
ขณะเดียวกัน ยู่จินเชียงกลับรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาด นางรีบลุกจากที่นั่ง “ปิดห้องยา?”
“เพคะ คนของฮองเฮากำลังมาตรวจทุกตำหนัก”
ยู่จินเชียงกำมือแน่น แม้ห้องยาด้านบนจะมีเพียงสมุนไพรทั่วไป แต่สิ่งที่นางหวาดกลัวกลับอยู่ใต้ตำหนัก
นางรีบเดินวนไปมาในห้อง ความคิดสับสนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี “ไม่ได้...หากพวกเขาค้นเจอ...”
“กุ้ยเฟย จะทำอย่างไรดีเพคะ”
ยู่จินเชียงสูดหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์ “อย่าตื่นตกใจ ของที่อยู่ใต้ตำหนักไม่มีผู้ใดรู้ แม้แต่คนของข้าก็มีเพียงเจ้าที่เคยลงไป”
นางกำนัลรีบพยักหน้า แต่ใบหน้ายังคงซีดเผือด ไม่นาน ตงเปียนก็นำขันทีหลวงและเจ้าหน้าที่จากสำนักหมอหลวงมาถึงตำหนักของยู่จินเชียง พร้อมพระราชโองการที่มีตราฮองเฮาอย่างถูกต้อง
“ถวายพระพรยู่กุ้ยเฟย กระหม่อมได้รับพระบัญชาจากฮองเฮาให้ตรวจสอบห้องเก็บโอสถทุกตำหนัก”
ยู่จินเชียงฝืนยิ้ม “เชิญตามสบาย”
ประตูห้องเก็บยาถูกเปิดออก กลิ่นสมุนไพรอบอวลไปทั่วห้อง ชั้นไม้เรียงรายเต็มไปด้วยขวดหยก ถุงผ้า และกล่องไม้ ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบจนแม้หมอหลวงยังอดชื่นชมไม่ได้
เจ้าหน้าที่เริ่มตรวจนับสมุนไพรทีละชนิด เทียบกับบัญชีเบิกจ่ายอย่างละเอียด ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม ทุกอย่างดูปกติ ตงเปียนยืนมองเงียบ ๆ แต่ดวงตาของเขากลับไม่ละจากพื้นห้อง เขานึกถึงคำพูดของซีฮันเมื่อคืน
“คนที่ชอบซ่อนความลับ มักสร้างพื้นที่ลับไว้ใต้สิ่งที่ดูธรรมดาที่สุด”
ตงเปียนจึงค่อย ๆ เดินสำรวจไปรอบห้องอย่างไม่รีบร้อน ระหว่างนั้นเขาสังเกตว่าพื้นไม้ตรงมุมห้องด้านในมีรอยขูดบาง ๆ ไม่เหมือนส่วนอื่น และเมื่อเหยียบลงไปกลับเกิดเสียงกลวงเบากว่าพื้นบริเวณใกล้เคียง เขาก้มลงใช้นิ้วแตะขอบไม้ ก่อนหันไปเรียกเจ้าหน้าที่
“ช่วยยกแผ่นไม้นี้ขึ้น”
ยู่จินเชียงหน้าซีดทันที “นั่นเป็นเพียงพื้นเก่า ไม่จำเป็นต้อง...”
แต่คำพูดของนางไม่ทันจบ เจ้าหน้าที่สองคนก็ช่วยกันยกแผ่นไม้ขึ้น
ใต้พื้นไม้ปรากฏบันไดหินทอดลึกลงไปสู่ห้องใต้ดิน ทั่วทั้งห้องเงียบกริบ ตงเปียนหันมองยู่จินเชียง ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“กุ้ยเฟย ห้องใต้ดินนี้ใช้เก็บสิ่งใด”
ยู่จินเชียงเม้มริมฝีปาก ไม่ตอบ เจ้าหน้าที่จุดคบไฟแล้วเดินลงไปทีละคน กลิ่นคาวประหลาดลอยขึ้นมาทันที ตามมาด้วยเสียงร้องตกใจจากด้านล่าง
“ใต้ตำหนักมีของบางอย่าง!”
ตงเปียนรีบลงตามไป เมื่อแสงคบไฟส่องทั่วห้อง ทุกคนต่างหยุดหายใจ
ภายในห้องใต้ดินเรียงรายไปด้วยกรงเหล็กหลายสิบกรง บางกรงมีงูเขียวขดตัว บางกรงมีแมงป่องดำ บางกรงเต็มไปด้วยตะขาบตัวใหญ่และคางคกพิษนับไม่ถ้วน ขวดแก้วใส่พิษสัตว์วางเรียงอยู่บนชั้นไม้เคียงกับตำราปรุงยา ทุกอย่างถูกดูแลอย่างเป็นระบบราวกับห้องทดลองลับ
ตงเปียนเงยหน้ามองเพดาน ก่อนพึมพำเบา ๆ
“ในที่สุด...ก็พบแล้ว”
ซีฮันกล่าวเสริม“ตรวจคนส่งน้ำ คนครัว และช่างซ่อมทั้งหมดด้วย คนของตระกูลเข่ออาจมิได้สวมชุดขุนนางหรือองครักษ์”ตงเปียนรับคำแล้วรีบออกไป ฮ่องเต้มองนางอยู่ครู่หนึ่ง“คืนนี้เจ้าไม่ต้องไปหอเอกสาร”ซีฮันเลิกคิ้ว“เหตุใดเพคะ”“เพราะอาจเป็นกับดัก”“ยิ่งเป็นกับดัก หม่อมฉันยิ่งควรเห็นด้วยตนเองว่าอีกฝ่ายต้องการทำลายสิ่งใด”“เราไม่ได้ขาดเจ้าหน้าที่”“แต่พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังค้นหาอะไร”ฮ่องเต้ขมวดพระขนง“แล้วเจ้ารู้หรือ”“ยังไม่รู้ทั้งหมดเพคะ แต่หม่อมฉันรู้เส้นทางของคดีนี้ตั้งแต่เสบียงหายไปจนถึงการวางยาร่างเดิม บางครั้งเอกสารที่ดูไม่เกี่ยวข้องอาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่สุด”พระองค์เงียบไปซีฮันจึงกล่าวต่อ“ฝ่าบาททรงบอกว่าจะเริ่มมองหม่อมฉันให้ดีตั้งแต่วันนี้ เช่นนั้นก็ควรทรงเห็นว่าหม่อมฉันไม่ใช่สตรีที่จะยอมนั่งรออยู่ในตำหนัก ขณะที่หลักฐานกำลังตกอยู่ในอันตราย”ฮ่องเต้ถอนพระทั
ฮ่องเต้ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาจึงกล่าวต่อ“ฝ่าบาททรงเชื่อว่าจับกระหม่อมแล้ว ทุกอย่างจะสิ้นสุดหรือพ่ะย่ะค่ะ”ซีฮันหรี่ตาลง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”เข่อหยวนฉิงยิ้ม “บางเรื่องใหญ่เกินกว่าจะอยู่ในมือคนคนเดียว บางเอกสาร ต่อให้ค้นทั้งจวนก็ไม่มีวันพบ”หัวหน้าองครักษ์เข้าจับแขนเขา ชายชราไม่ขัดขืน เพียงหันมามองซีฮันเป็นครั้งสุดท้าย“เหนียงเหนียงทรงชนะในท้องพระโรงวันนี้ แต่หากเอกสารชิ้นนั้นถูกเปิดเผย ผู้ที่พังทลายอาจไม่ใช่ตระกูลเข่อเพียงฝ่ายเดียว”ซีฮันก้าวเข้ามา “เอกสารอะไร”เข่อหยวนฉิงหัวเราะโดยไม่ตอบ องครักษ์จึงลากตัวเขาออกจากท้องพระโรง ท่ามกลางสายตาของขุนนางทั้งราชสำนักเมื่อประตูใหญ่ปิดลง ฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้จับผู้เกี่ยวข้องตามรายชื่อทั้งหมด บางคนถูกควบคุมตัวในทันที บางคนถูกถอดตราประจำตำแหน่ง และบางคนถูกสั่งห้ามออกจากจวนจนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุด การประชุมใหญ่จบลงด้วยความโกลาหล แต่ซีฮันกลับไม่ได้รู้สึกโล่งใจ นางยืนมองเอกสารบนโต๊ะ ความคิดวนเวียนอยู่กับคำพูดสุดท้ายของเข่อหยวน
พระองค์พยักหน้าให้หัวหน้าองครักษ์ ชายผู้นั้นก้าวออกมาและถวายรายงาน“หน่วยลาดตระเวนพบค่ายจริงพ่ะย่ะค่ะ มีทหารประมาณสองพันสามร้อยนาย อาวุธครบมือ และมีเสบียงประทับตราคลังหลวงอยู่ภายใน”เสียงแตกตื่นดังขึ้นทั่วท้องพระโรง“ผู้บัญชาการค่ายคือใคร” ฮ่องเต้ถาม“ชายชื่อเข่ออวี้ เป็นญาติห่าง ๆ ของท่านเสนาบดีใหญ่ และเคยถูกแจ้งว่าเสียชีวิตในสงครามเมื่อห้าปีก่อนพ่ะย่ะค่ะ”ซีฮันหันไปมองเข่อหยวนฉิง“คนตายกลับมีชีวิตและคุมทหารสองพันคน เจ้ายังจะบอกว่าไม่รู้หรือ”เข่อหยวนฉิงกำแผ่นป้ายงาช้างแน่น“ตระกูลเข่อมีสมาชิกมากมาย กระหม่อมไม่อาจรับผิดชอบการกระทำของทุกคน”“แต่เงินที่ใช้เลี้ยงค่ายมาจากบัญชีของคนดูแลทรัพย์สินจวนเจ้า”“คนผู้นั้นอาจทรยศ”“ตราผ่านทางเป็นตราส่วนตัวของเจ้า”“อาจถูกปลอม”“คำสั่งขนเสบียงเขียนด้วยรหัสที่ใช้ในจวนเจ้า”“ผู้ใดในจวนก็รู้รหัสได้”เขายังคงปฏิเสธทุ
ฮ่องเต้ถาม “แล้วเหตุใดบัญชีทางการจึงระบุว่าของถึงครบ”เจ้าหน้าที่กรมคลังมองตราประทับบนเอกสาร“เพราะมีการใช้ตราของหน่วยทหารปลายทางประทับรับแทนพ่ะย่ะค่ะ”ตงเปียนนำตราปลอมหลายชิ้นออกจากหีบ วางลงบนถาดทอง เจ้าหน้าที่กรมพิธีการตรวจดูอย่างละเอียด“ตราเหล่านี้เลียนแบบตราทหารหลายกองได้เกือบสมบูรณ์ แม้รายละเอียดตรงขอบจะแตกต่างเล็กน้อย แต่หากไม่ตรวจเทียบกับตราจริงย่อมดูไม่ออกพ่ะย่ะค่ะ”ซีฮันกล่าว“ช่างผู้แกะตราสารภาพว่าได้รับคำสั่งผ่านรองเสนาบดีกรมพิธีการ”สายตาทุกคู่หันไปยังรองเสนาบดีผู้นั้น ชายวัยกลางคนหน้าซีดลง เขารีบคุกเข่า“กระหม่อมถูกใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เคยสั่งให้ผู้ใดแกะตราทหาร”“นำพยานเข้ามา”สิ้นรับสั่งของฮ่องเต้ องครักษ์ก็นำชายชราคนหนึ่งเข้าท้องพระโรง เขาคือช่างแกะตราที่ถูกจับก่อนหลบหนี ชายชราคุกเข่าลง ตัวสั่นเทา“กระหม่อมถวายพระพรฝ่าบาท”ฮ่องเต้ตรัส “ผู้ใดสั่งเจ้าแกะตรา”ช่างแกะตราชี้ไปยังรอ
ฮ่องเต้เฉียนหลงเสด็จขึ้นประทับบนบัลลังก์มังกร พระพักตร์สงบนิ่งจนยากคาดเดาพระอารมณ์ หลังพระองค์ประทับได้ไม่นาน เสียงขันทีหน้าท้องพระโรงก็ดังขึ้นอีกครั้ง“ฮองเฮาเหนียงเหนียงเสด็จ”ขุนนางจำนวนมากเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ ตามธรรมเนียม ฮองเฮาไม่ควรปรากฏในท้องพระโรงระหว่างการประชุมราชการ เว้นแต่จะมีเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่ง หรือได้รับพระราชานุญาตเป็นกรณีพิเศษซีฮันก้าวเข้ามาในฉลองพระองค์สีแดงเข้มปักลายหงส์ทอง นางไม่ได้สวมเครื่องประดับมากมาย มีเพียงมงกุฎฮองเฮาและปิ่นทองรูปหงส์หนึ่งชิ้น ท่วงท่าสง่างามและมั่นคงจนเสียงกระซิบทั้งหมดเงียบลงในทันที นางเดินมาหยุดตรงกลางท้องพระโรงแล้วถวายพระพร“ถวายพระพรฝ่าบาท”ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนาง“ลุกขึ้นเถิด”ซีฮันลุกขึ้นและเดินไปยืนทางด้านขวาของบัลลังก์ ตามตำแหน่งที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าขุนนางหลายคนมองภาพนั้นด้วยความไม่สบายใจฮ่องเต้ไม่ได้เพียงอนุญาตให้ฮองเฮาเข้าร่วมประชุม แต่ยังให้นางยืนใกล้บัลลังก์ในฐานะผู้ร่วมเปิดเผยคดีต่อหน้าราชสำนักทั้งหมดเสนาบดีใหญ่เข่อ
คำยอมรับนั้นทำให้กำแพงในใจซีฮันสั่นไหวอีกครั้ง นางไม่ต้องการคำขอโทษที่สวยงาม ไม่ต้องการให้พระองค์อ้างว่ารักซีฮันมาตลอดแต่เพียงไม่รู้ตัว เพราะนั่นจะเป็นการโกหกทั้งนางและหญิงผู้จากไป สิ่งที่นางต้องการคือความจริง และฮ่องเต้กำลังมอบความจริงให้ แม้มันจะทำให้พระองค์ดูเป็นสามีที่เย็นชาและบกพร่องก็ตาม“หม่อมฉันไม่ใช่ซีฮันคนเดิมอีกแล้ว”นางกล่าวเบา ๆ พระเนตรของฮ่องเต้ไหววูบ“เรารู้ว่าเจ้าเปลี่ยนไปมาก”“บางสิ่งที่เกิดขึ้นไม่อาจย้อนกลับได้ ต่อให้พระองค์ทรงสำนึก คนที่เคยต้องการให้พระองค์มองอาจไม่อยู่รอแล้ว”ถ้อยคำนั้นมีความหมายลึกกว่าที่พระองค์เข้าใจ ซีฮันคนเดิมอาจเคยรอให้สามีเสด็จมาเยี่ยม เคยรอคำถามว่าอาการเป็นอย่างไร เคยรอให้พระองค์สังเกตว่ารอยยิ้มของนางจางลงทุกวัน แต่สุดท้ายหญิงผู้นั้นก็หายไป เหลือเพียงวิญญาณจากอีกโลกเข้ามาใช้ร่างแทน ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางอย่างเจ็บปวด“เรารู้ว่าไม่อาจแก้ไขสิ่งที่ผ่านมา”“เพคะ”“และไม่อาจขอให้เจ้าลืมเพียงเพราะวันนี้เราบอกว่าเสียใจ”
“หม่อมฉันดีใจที่พระองค์ยังทรงความจำดีอยู่ เรื่องนี้หลงลืมมิได้อย่างเด็ดขาดเลยนะเพคะ”“เรื่องแม่ยายกับลูกสะใภ้ ยุคสมัยไหนก็ไม่ต่างกันหรอกนะ...โอเค...ฉัน...เอ๊ย...ข้าจะไม่ขัดเจ้าละ”ตงเปียนเลิกคิ้ว “โอเค...คืออะไรหรือเพคะ”“แปลว่าตกลง...เจ้าจะเอาไปพูดก็ได้นะ”“เช่นนั้นหม่อมฉันก็จะขอเล่าต่อว่าพระองค์เ
เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของฮองเฮาทำให้ขันทีหนุ่มซึ่งตอนนี้เหงื่อกาฬซึมไปทั่วถึงกับลอบถอนใจ เขาคลานเข้าไปและคุกเข่าลงข้าง ๆ พระอัครมเหสี ลิลลี่ในร่างของสตรีผู้สูงศักดิ์กว่าผู้ใดในแผ่นดินแห่งยุคราชวงศ์ชิงก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง น้ำตาของเธอเหือดแห้ง นัยน์ตาฉายประกายกล้าขึ้น ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้
“บอกมาสิเคไนน์ว่าเรื่องที่ฉันรู้มาเป็นความจริง”“เรื่องอะไรลิลลี่...นี่คุณพูดเรื่องอะไรอยู่”“เมื่อคืนคุณพานางแบบจากยอร์ชผับไปกกที่คอนโดใช่มั้ย”“บ้าน่า! ผมจะทำเรื่องแบบนั้นทำไม”“คุณทำมันบ่อย ฉันรู้ว่าคุณทำมาหลายหนแล้ว ไหนรับปากกับฉันว่าจะเลิก จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงพวกนั้น บอกว่าจะมีฉันคนเดียว”
“เคไนน์...เคไนน์!”เสียงที่ดังขึ้นจากในห้องบรรทมทำให้การสนทนาระหว่างคนทั้งหมดด้านนอกจ้องชะงัก เหล่านางกำนัลทั้งสามโผเข้ากอดกันแน่นทว่าตงเปียนกลับเงี่ยหูฟังพระสุรเสียงของฮองเฮาที่ดังลอดออกมาก่อนตัดสินใจเข้าไปในห้องบรรทมและปิดประตูลงก็เห็นว่านางนั่งอยู่บนแท่นบรรทม องค์ฮองเฮาหันมายังขันทีหนุ่มที่ต้องร







