เข้าสู่ระบบพิษย้อนคืนเจ้าของ
ข่าวการค้นพบห้องลับใต้ตำหนักของยู่จินเชียงกุ้ยเฟยแพร่สะพัดไปทั่วพระราชวังภายในเวลาเพียงครึ่งวัน แม้ตงเปียนจะสั่งให้ขันทีทุกคนปิดข่าวอย่างเข้มงวด แต่ในวังหลวงแห่งนี้ ความลับไม่เคยอยู่ได้นาน เหล่านางกำนัลต่างกระซิบต่อกันว่าภายในห้องใต้ดินเต็มไปด้วยงูพิษ แมงป่อง ตะขาบ และสัตว์ร้ายอีกนานาชนิด บางคนถึงกับกล่าวว่าหมอยาผู้อ่อนโยนที่ทุกคนเคารพ แท้จริงแล้วเป็นผู้คลั่งไคล้พิษจนเก็บสัตว์อันตรายไว้ใต้ตำหนักของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ซีฮันรู้ดีว่าเพียงพบกรงสัตว์พิษยังไม่เพียงพอจะทำให้ยู่จินเชียงพ้นจากตำแหน่งได้ เพราะอีกฝ่ายสามารถอ้างได้ว่าสัตว์เหล่านั้นใช้เพื่อศึกษาตำรายาและปรุงโอสถรักษาโรค หากนางรีบกล่าวหาตรง ๆ ย่อมเปิดช่องให้เข่อชิงหวงกุ้ยเฟยเข้ามาช่วยแก้ต่าง
นางจึงเลือกเดินหมากอีกแบบ
ภายในตำหนักฮองเฮา ตงเปียนยืนรายงานผลการตรวจค้นอย่างละเอียด “เหนียงเหนียง พวกเราตรวจนับสัตว์พิษทั้งหมดแล้ว มีงูเขียวสามสิบสองตัว แมงป่องดำห้าสิบกว่าสิบ ตะขาบพิษหลายร้อยตัว รวมทั้งขวดพิษสกัดอีกจำนวนมาก”
ซีฮันพยักหน้าเบา ๆ พลางเปิดบัญชีโอสถที่วางอยู่บนโต๊ะ “หมอหลวงว่าอย่างไร”
“หมอหลวงหลายคนยืนยันว่าการเก็บสัตว์พิษไว้ไม่ผิดกฎ หากใช้เพื่อศึกษาตำรายา”
“แน่นอน”
นางยิ้มบาง “หากข้าเป็นยู่จินเชียง ข้าก็จะใช้เหตุผลนี้เช่นกัน”
ตงเปียนเริ่มกังวล “เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรต่อพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันค่อย ๆ ปิดสมุดบัญชี ดวงตาฉายประกายสุขุม “คนฉลาดจะไม่ถามว่ามีพิษหรือไม่ แต่จะถามว่าพิษนั้นถูกใช้ไปที่ใด”
ตงเปียนนิ่งไปทันที
“วันนี้ไม่ต้องให้ข้ากล่าวหา”
ซีฮันลุกขึ้นยืน มองออกไปนอกหน้าต่าง “ให้หมอหลวงเป็นผู้ถามเอง”
ไม่นานหลังจากนั้น พระราชสำนักได้รับฎีกาจากฮองเฮา ขอให้ฮ่องเต้โปรดเสด็จมายังตำหนักกลาง เพื่อร่วมรับฟังผลการตรวจสอบโอสถในวังหลัง เหตุผลที่แจ้งไปเรียบง่ายว่าเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของราชวงศ์ทั้งหมด
เมื่อฮ่องเต้ทรงเห็นว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับโอสถและหมอหลวง จึงรับสั่งให้ประชุมทันทีในบ่ายวันเดียวกัน
ภายในตำหนักกลาง บรรยากาศเคร่งเครียดผิดปกติ ขุนนางกรมแพทย์ หมอหลวงชั้นผู้ใหญ่ และเหล่าสนมที่มีตำแหน่งสูงต่างมารวมตัวกันครบถ้วน ฮ่องเต้ประทับบนบัลลังก์มังกร ส่วนซีฮันนั่งทางด้านซ้ายในฐานะฮองเฮา เข่อชิงหวงกุ้ยเฟยนั่งสงบนิ่ง แม้สีหน้ายังเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับเริ่มรู้สึกไม่สบาย เพราะนางเองก็ไม่ทราบว่าซีฮันกำลังคิดสิ่งใด
ยู่จินเชียงถูกเชิญเข้ามาเป็นคนสุดท้าย นางยังคงแต่งกายเรียบร้อยเช่นเดิม แม้ใบหน้าจะซีดลงกว่าปกติ
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรไปรอบห้องก่อนตรัส “ฮองเฮา เหตุใดจึงเรียกประชุมกะทันหัน”
ซีฮันลุกขึ้นถวายบังคมอย่างนอบน้อม “กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมิได้มีเจตนากล่าวหาผู้ใด เพียงแต่หลังจากหม่อมฉันประชวรหนักและเกิดเหตุโอสถผิดปกติ จึงมีรับสั่งให้ตรวจสอบห้องเก็บยาในทุกตำหนัก ผลปรากฏว่าพบห้องเก็บสัตว์พิษจำนวนมากใต้ตำหนักของยู่กุ้ยเฟย”
ทั่วห้องเริ่มมีเสียงฮือฮาเบา ๆ
ฮ่องเต้หันไปมองยู่จินเชียง “จริงหรือ”
ยู่จินเชียงรีบคุกเข่า “กราบทูลฝ่าบาท เป็นความจริงเพคะ แต่สัตว์พิษเหล่านั้นใช้ศึกษาตำรายา มิได้มีเจตนาร้าย”
ฮ่องเต้พยักหน้า “หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่นับว่าผิด”
เข่อชิงแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่ซีฮันกลับกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หม่อมฉันก็คิดเช่นนั้น จึงมิได้กล่าวหากุ้ยเฟยแม้แต่น้อย”
ยู่จินเชียงชะงัก
ซีฮันหันไปทางหมอหลวงทั้งหลาย “ข้าเพียงมีข้อสงสัยเล็กน้อย จึงอยากให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยไขข้อข้องใจ”
หมอหลวงใหญ่ก้าวออกมา “ฮองเฮาโปรดตรัส”
“พิษจากงูเขียว แมงป่องดำ และคางคกพิษ หากนำมาผสมรวมกัน จะเกิดผลเช่นไร”
หมอหลวงหลายคนหันมองหน้ากัน ก่อนหมอหลวงซ่งเหวินก้าวออกมา “กราบทูล หากผสมในสัดส่วนที่เหมาะสม จะกลายเป็นพิษที่ค่อย ๆ ทำลายอวัยวะภายใน ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนโรคเรื้อรังทั่วไป”
ซีฮันพยักหน้า “แล้วในวังนี้ มีผู้ใดสามารถผสมพิษเช่นนั้นได้”
หมอหลวงทั้งห้องเงียบไปพักใหญ่
ในที่สุดหมอหลวงอาวุโสผู้หนึ่งจึงตอบ “หากกล่าวถึงความรู้ด้านพิษสัตว์...ยู่กุ้ยเฟยนับเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุด”
สายตาทุกคู่หันไปมองยู่จินเชียงพร้อมกัน
หญิงสาวรีบกล่าว “เพียงรู้ ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ทำร้ายผู้ใด”
ซีฮันยิ้มบาง “ถูกต้อง”
นางหันกลับไปถามหมอหลวงอีกครั้ง “หากโอสถที่ทำให้ข้าประชวร พบสารพิษชนิดเดียวกับที่กล่าวมา จะถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญได้หรือไม่”
หมอหลวงซ่งเหวินสูดหายใจลึก ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “หากผลตรวจตรงกัน ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องสืบสวนพ่ะย่ะค่ะ”
เข่อชิงเริ่มขมวดคิ้ว นางเพิ่งเข้าใจว่า ซีฮันไม่เคยกล่าวหายู่จินเชียงแม้แต่คำเดียว แต่กลับใช้คำถามให้หมอหลวงเป็นผู้ต่อภาพทุกอย่างเข้าด้วยกัน
ฮ่องเต้มีสีหน้าจริงจังขึ้น “นำผลตรวจมา”
ตงเปียนรีบถวายห่อผ้า ภายในมีถ้วยยาที่เก็บไว้ตั้งแต่วันแรก พร้อมรายงานผลตรวจของหมอหลวงซ่งเหวิน ฮ่องเต้ทอดพระเนตรอย่างละเอียด ก่อนยื่นให้หมอหลวงคนอื่นตรวจสอบซ้ำ ผ่านไปครู่ใหญ่ หมอหลวงทั้งหมดถวายบังคมพร้อมกัน
“กราบทูลฝ่าบาท ผลตรวจตรงกันทุกประการ มีพิษจากสัตว์สามชนิดจริง”
ฮ่องเต้ค่อย ๆ วางรายงานลงบนโต๊ะ ก่อนทอดพระเนตรไปยังยู่จินเชียง “เจ้าจะอธิบายอย่างไร”
หญิงสาวรีบก้มศีรษะ “หม่อมฉันไม่เคยใส่พิษลงในโอสถเพคะ อาจมีผู้คิดร้ายแล้วนำไปใส่ภายหลัง”
ซีฮันเอ่ยขึ้นทันที “ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
ยู่จินเชียงเงยหน้ามองด้วยความงุนงง
ซีฮันกล่าวต่ออย่างสุขุม “เพราะหากมิใช่ ย่อมหมายความว่าผู้ที่เชี่ยวชาญพิษสัตว์ที่สุดในวัง มีพิษชนิดเดียวกับที่พบในโอสถ และมีห้องเก็บสัตว์พิษจำนวนมากใต้ตำหนักของตน ทุกอย่างคงเป็นเพียง...ความบังเอิญ”
คำว่า “ความบังเอิญ” ที่นางกล่าวอย่างแผ่วเบา กลับหนักราวภูเขา หมอหลวงหลายคนเริ่มมองหน้ากันเอง ขุนนางกรมแพทย์ก็ก้มหน้าลง ไม่กล้าพูดแทนยู่จินเชียงอีก
เข่อชิงกำชายแขนเสื้อแน่น นางรู้ดีว่าหากตนรีบออกหน้าปกป้อง จะยิ่งทำให้ตัวเองถูกสงสัย จึงทำได้เพียงนั่งเงียบ
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรยู่จินเชียงเป็นเวลานาน สีพระพักตร์เย็นชาลงเรื่อย ๆ
“หลักฐานยังไม่เพียงพอจะตัดสินว่าเจ้าผิด แต่ก็เพียงพอจะทำให้เจ้าพ้นจากข้อสงสัยไม่ได้”
ยู่จินเชียงรีบหมอบลงกับพื้น
“ฝ่าบาท หม่อมฉันบริสุทธิ์เพคะ”
ฮ่องเต้ไม่ตอบทันที พระองค์หันไปมองซีฮัน ก่อนตรัส
“ฮองเฮาเห็นว่าอย่างไร”
นางหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ แล้วเงยหน้ามองกิ่งก้านซึ่งแตกยอดใหม่ ลมเย็นพัดผ่าน กลีบดอกท้อจากที่ไกลปลิวมาตกบนไหล่ ซีฮันยกมือหยิบมันออกอย่างแผ่วเบา ภาพอดีตย้อนกลับมาในความคิด คืนที่นางฟื้นในตำหนักเย็น ถ้วยยาพิษ การถูกดูหมิ่น ศัตรูเจ็ดคนที่รอเหยียบย่ำ ความสงสัยของฮ่องเต้ การใส่ร้าย ห้องลับ ไฟไหม้ การก่อกบฏ ลูกธนูอาบพิษ การพิจารณาคดี และคำถามของเข่อชิงว่า นางร้ายถึงเพียงนี้แล้วมีความสุขหรือไม่วันนั้นซีฮันตอบว่า นางไม่ได้ร้ายเพื่อความสุข แต่ร้ายเพื่อไม่ให้ใครฆ่านางได้อีก วันนี้นางยังคงเชื่อ เช่นเดิม ความร้ายของนางไม่เคยเกิดจากความกระหายเลือด มันคือเกราะ คือคมดาบ คือสติที่ทำให้นางไม่ยอมปล่อยให้ความเมตตาถูกใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายตนเอง เสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง ซีฮันไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นผู้ใดฮ่องเต้เสด็จเข้ามาหยุดข้างนางโดยไม่มีขบวนติดตาม พระองค์สวมฉลองพระองค์เรียบง่าย หลังเสร็จราชกิจตลอดทั้งวัน สีพระพักตร์มีความเหนื่อยล้าเล็กน้อย แต่สายพระเนตรที่มองนางยังคงอบอุ่นเช่นเดิม“เราตามหาเจ้าอยู่ตั้งนาน”ซีฮันเลิกคิ้ว “ฝ่าบาททรงทราบดีว่าหม่อมฉันมาที่นี่บ่อย”“เราจึงหาเจอ”พระองค์ยืนเคียงข้างนาง แล
ชิงหลานก้มศีรษะ“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ”ซีฮันมองนาง แล้วกล่าวเบาลง“แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องเรียกตนเองว่าหม่อมฉันทุกครั้งเวลามีเพียงพวกเรา”ชิงหลานส่ายหน้า“ไม่ได้เพคะ เหนียงเหนียงทรงเป็นฮองเฮา”“เจ้าก็เป็นขุนนางหญิงใหญ่แล้ว”“ต่อให้หม่อมฉันมีตำแหน่งสูงเพียงใด ก็ยังเป็นชิงหลานคนเดิมที่เคยได้รับพระเมตตา”ซีฮันยิ้มบางครั้งหนึ่ง ชิงหลานเคยทรยศเพราะครอบครัวถูกจับเป็นตัวประกัน และยอมสารภาพทุกอย่างต่อหน้านาง วันนั้นซีฮันไม่ได้ลงโทษ แต่เลือกใช้ความผิดของอีกฝ่ายเป็นกับดักล่อศัตรูออกมาหากเป็นซีฮันคนเดิม นางอาจไม่กล้าตัดสินใจเช่นนั้น หากเป็นลิลลี่ในอดีต นางอาจไม่เชื่อใจคนที่เคยทรยศอีกเลย แต่นางในวันนี้เรียนรู้แล้วว่า ความเข้มแข็งไม่ใช่การปฏิเสธทุกคน และความเมตตาก็ไม่ใช่การปล่อยให้คนผิดหลบหนีการรู้ว่าเมื่อใดควรลงโทษ และเมื่อใดควรให้โอกาส คืออำนาจที่ยากกว่าการออกคำสั่งประหารเสียอีก เสียงหัวเราะของเด็กดังขึ้นจากลานด้านล่าง ซีฮันก้มมอง เห็นเด็กหญิงสองคนกำลังวิ่งตามกันอยู่ใต้ต้นท้อ โดยมีนางกำนัลคอยดูแลอยู่ไม่ไกลพวกนางเป็นบุตรสาวของขุนนางหญิงรุ่นใหม่ซึ่งได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในเขตเรือนพักครอบครัวต
พระสนมคนอื่น ๆ ค่อย ๆ คุกเข่าลงทีละคน สนมชั้นสูง สนมชั้นล่าง นางกำนัล ขุนนางหญิง ทุกคนต่างก้มศีรษะลงต่อหน้าซีฮัน เสียงของสตรีทั้งวังดังขึ้นพร้อมกัน“ขอฮองเฮาเหนียงเหนียงทรงพระเจริญพันปี พันปี พันพันปี”ซีฮันยืนนิ่งอยู่บนแท่นสูง ภาพตรงหน้าควรทำให้นางรู้สึกถึงอำนาจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจกลับเป็นความหนักแน่นและสงบ นางจำวันแรกที่ลืมตาขึ้นในตำหนักเย็นได้ ตอนนั้น ไม่มีผู้ใดเคารพนาง ข้ารับใช้ยังกล้าดูหมิ่น สนมฝ่ายตรงข้ามกล้าส่งยาพิษ ฮ่องเต้เองก็มองนางด้วยความเย็นชาและระแวงจากหญิงผู้ถูกเหยียบย่ำจนไม่มีแม้แต่สิทธิรักษาชีวิตตนเอง วันนี้นางกลับยืนอยู่ในตำแหน่งที่คนทั้งราชสำนักยอมก้มศีรษะให้ ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิด ไม่ใช่เพราะได้เป็นที่โปรดปรานแต่เพราะนางต่อสู้ด้วยสติปัญญา ความกล้า และความยุติธรรมฮ่องเต้หันมามองนาง พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่บนบัลลังก์เพียงลำพังอีกต่อไป กลับก้าวลงมาหนึ่งขั้น แล้วหยุดยืนตรงหน้านาง ท่ามกลางสายตาของคนทั้งราชสำนัก พระองค์ทรงยกมือของซีฮันขึ้นช้า ๆ จากนั้นก้มพระพักตร์ลงแตะหลังมือนางอย่างแผ่วเบา เสียงสูดหายใจดังขึ้นทั่วลานพิธี ซีฮันเบิกตากว้าง “ฝ่าบาท”พระองค์เงยหน้าขึ้
ซีฮันไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่เมื่อเห็นสายตาหนักแน่นของพระองค์ นางจึงค่อย ๆ ยื่นมือออกไป ฮ่องเต้จับมือนาง แล้วพาขึ้นไปนั่งข้างกันต่อหน้าสายตาทุกคน ความเงียบปกคลุมทั่วลานพิธี ไม่มีผู้ใดกล้าพูด แม้แต่เสียงหายใจก็ดูแผ่วเบาลง ฮ่องเต้ไม่ได้ปล่อยมือของซีฮันทันที พระองค์ทอดพระเนตรผู้คนเบื้องล่าง ก่อนตรัสขึ้น“วันนี้เราเรียกทุกคนมาที่นี่ เพื่อประกาศเรื่องหนึ่ง”ขันทีใหญ่รับสัญญาณและก้าวออกมาด้านหน้า แต่ฮ่องเต้กลับยกพระหัตถ์ห้าม“เรื่องนี้ เราจะกล่าวด้วยตนเอง”ซีฮันหันไปมองพระองค์ นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดพระองค์จึงเขียนพระราชดำรัสเอง และเหตุใดทุกคนรอบตัวจึงมีท่าทีปิดบัง ฮ่องเต้ลุกขึ้นช้า ๆ“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ราชสำนักของเราผ่านเหตุการณ์มากมาย เกิดการทุจริตในวังหลัง เกิดการสมคบคิดของตระกูลขุนนาง เกิดกบฏกลางพระราชวัง และเกิดการลอบสังหารซึ่งเกือบทำให้บัลลังก์มังกรต้องเปลี่ยนมือ”พระสุรเสียงดังก้องไปทั่วลานพิธี“ในทุกเหตุการณ์ มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างเรา”ซีฮันมองแผ่นหลังของพระองค์นิ่ง “เมื่อนางถูกวางยา นางไม่ร้องขอความสงสาร เมื่อนางถูกใส่ร้าย นางไม่ได้ใช้ยศลงโทษศัตรูตามอำเภอใจ นางรวบรวมหลัก
อีกไม่นาน เอกสารชุดใหม่จะถูกส่งมา ขุนนางฝ่ายตรงข้ามอาจยังไม่ยอมแพ้ และราชสำนักยังมีปัญหาอีกมากมายรอให้นางแก้ไข แต่ซีฮันไม่รู้สึกหนักอึ้งเหมือนที่ผ่านมา ชีวิตนี้เป็นของนางแล้วอย่างแท้จริงไม่ใช่ชีวิตที่ยืมมาเพื่อแก้แค้น ไม่ใช่ชีวิตที่ต้องชดใช้แทนซีฮันคนเดิม และไม่ใช่ชีวิตที่ถูกความตายของลิลลี่ควบคุม นางจะใช้มันในฐานะผู้หญิงที่รวมความเข้มแข็งของทั้งสองชีวิตไว้ด้วยกัน ชิงหลานเข้ามาช่วยจัดฉลองพระองค์ ก่อนถามเบา ๆ“วันนี้เหนียงเหนียงดูต่างจากเมื่อวานเพคะ”ซีฮันมองเงาของตนในกระจกทองเหลือง ใบหน้าที่สะท้อนกลับมายังเป็นใบหน้าของฮองเฮาซีฮัน แต่ในดวงตาคู่นั้น ไม่มีความรู้สึกว่าตนเป็นคนแปลกหน้าอีกแล้วนางยิ้ม “อาจเพราะข้านอนหลับเต็มที่”ชิงหลานหัวเราะ“เช่นนั้นหม่อมฉันต้องบังคับให้ทรงพักทุกคืนแล้วเพคะ”ซีฮันไม่ได้โต้แย้ง นางยกมือแตะกระจกเบา ๆ ในชั่วขณะหนึ่ง เหมือนเห็นเงาของลิลลี่ยืนอยู่ข้างหลัง ไม่ได้เศร้า ไม่ได้หวาดกลัว เพียงยิ้มให้ก่อนจะเลือนหายไปกับแสงอาทิตย์ ซีฮันหลับตาลงครู่หนึ่ง เมื่อเปิดขึ้นอีกครั้ง น้ำตาหยดสุดท้ายไหลผ่านแก้ม แต่นางไม่ได้รีบเช็ด เพราะรู้ว่าน้ำตาครั้งนี้ไม่ใช่ความเจ็บปวดมั
ประโยคนั้นกระแทกหัวใจอย่างรุนแรง ซีฮันถอยหลังไปหนึ่งก้าว“ข้าไม่เข้าใจ”“แจ๊คกี้ทำร้ายเรา แต่คนที่ยังคงใช้ความผิดของเขาทำร้ายเจ้าทุกวันคือเจ้าเอง”ลิลลี่ยกมือแตะหน้าอกของซีฮัน “เขาฆ่าชีวิตเดิมของเราเพียงครั้งเดียว แต่เจ้าปล่อยให้ความกลัวฆ่าหัวใจของตนเองมานานเกินไป”ซีฮันเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาค่อย ๆ คลอขึ้นในดวงตา“แล้วข้าต้องทำอย่างไร ลืมเขาหรือ ลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นหรือ”ลิลลี่ส่ายหน้า “การปล่อยวางไม่ใช่การลืม และไม่ใช่การให้อภัยคนที่ไม่สมควรได้รับ เจ้ามีสิทธิจำว่าเขาทำอะไร มีสิทธิเกลียด มีสิทธิเสียใจ แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องแบกเขาไว้ในทุกก้าวของชีวิตใหม่”ซีฮันหันไปมองเมืองนอกกระจก แสงไฟนับพันดวงส่องสว่างอยู่เบื้องล่าง โลกนี้เคยเป็นทุกสิ่งของนาง งาน ความฝัน ความสำเร็จ ความรัก และความตาย นางเคยคิดว่าหากกลับมาได้ จะต้องตามหาความจริงและทวงความยุติธรรมจากแจ๊คกี้ แต่ในโลกใหม่ นางไม่มีทางกลับมา ไม่มีทางเผชิญหน้า ไม่มีทางถามว่าทำไม คำถามทั้งหมดจึงค้างอยู่ในใจเหมือนประตูที่ปิดไม่สนิท“ข้าไม่เคยได้รับคำตอบ” ซีฮันกล่าวเสียงเบา“เหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น”ลิลลี่ยืนข้างนาง “บางคำถามไม่มีคำตอบที่ทำให้
ปัดเป่าภัยร้าย “มินานดอก หากเจ้าอดทนเพื่อปัดเป่าให้คำทำนายของโหรหลวงที่บอกว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงนั้นผ่อนเบาลงได้”กษัตริย์ยุคโบราณเชื่อการทำนายทายทักถึงขนาดนี้เลยเชียวหรือ? ลิลลี่นึกในใจ เธอเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ฮวงจุ้ยในการออกแบบและแม้ว่ามันจะมีความสำคัญสำหรับการก่อสร้างในยุคสมัยใหม
พระสุรเสียงของเฉียนหลงราวติดขัดเพราะพระองค์ก็ทรงเคอะเขินต่อการได้พบพระชายาเอกซึ่งตอนนี้นางช่างแตกต่างไปจากวันวาน น้ำเสียงของนางมั่นคงกว่าเดิม ไม่ฟูมฟายพร่ำเพ้อและพระพักตร์นั้นอมชมพูงามจับพระทัยยิ่งนัก และขณะเดียวกัน ลิลลี่ในร่างของซีฮันฮองเฮาก็มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของกษัตริย์ผู้เลื่องชื่อเรื่องการเป
“ข้ามิกลัวดอก คนในราชสำนักล้วนอยู่ใต้อาณัติของข้า ทุกคนรู้ดีว่าชะตาของฮองเฮานั้นอยู่ได้อีกมินาน ก็นางช่างอ่อนแอ มีวาสนาหากไร้ซึ่งอำนาจก็มิอาจทำอันใดได้ นางมิมีใครอยู่เคียงข้าง แม้พ่อของนางเป็นถึงแม่ทัพกองธงขอบเหลืองที่ฮ่องเต้ต้องทรงให้ความเกรงใจแต่ความอ่อนแอจะฝังนางทั้งเป็น และวันหนึ่งข้านี่ล่ะจะเห
ราชวงศ์ชิง รัชสมัยองค์จักรพรรดิเฉียนหลง เสียงร้องโหยหวนสลับกับกรีดแหลมดังมาจากตำหนักใหญ่อันเป็นที่ประทับของฮองเฮาซีฮัน พระอัครมเหสีเอกแห่งเฉียนหลงฮ่องเต้ในยามวิกาลที่รอบ ๆ มีนางสนมนั่งคอยเฝ้าและเหล่าทหารยามยืนนิ่งราวรูปปั้น ห่างจากตำหนักใหญ่ของฮองเฮาเป็นรั้วตำหนักเล็กลดหลั่นกันไปของม







