تسجيل الدخولพิษย้อนคืนเจ้าของ
ข่าวการค้นพบห้องลับใต้ตำหนักของยู่จินเชียงกุ้ยเฟยแพร่สะพัดไปทั่วพระราชวังภายในเวลาเพียงครึ่งวัน แม้ตงเปียนจะสั่งให้ขันทีทุกคนปิดข่าวอย่างเข้มงวด แต่ในวังหลวงแห่งนี้ ความลับไม่เคยอยู่ได้นาน เหล่านางกำนัลต่างกระซิบต่อกันว่าภายในห้องใต้ดินเต็มไปด้วยงูพิษ แมงป่อง ตะขาบ และสัตว์ร้ายอีกนานาชนิด บางคนถึงกับกล่าวว่าหมอยาผู้อ่อนโยนที่ทุกคนเคารพ แท้จริงแล้วเป็นผู้คลั่งไคล้พิษจนเก็บสัตว์อันตรายไว้ใต้ตำหนักของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ซีฮันรู้ดีว่าเพียงพบกรงสัตว์พิษยังไม่เพียงพอจะทำให้ยู่จินเชียงพ้นจากตำแหน่งได้ เพราะอีกฝ่ายสามารถอ้างได้ว่าสัตว์เหล่านั้นใช้เพื่อศึกษาตำรายาและปรุงโอสถรักษาโรค หากนางรีบกล่าวหาตรง ๆ ย่อมเปิดช่องให้เข่อชิงหวงกุ้ยเฟยเข้ามาช่วยแก้ต่าง
นางจึงเลือกเดินหมากอีกแบบ
ภายในตำหนักฮองเฮา ตงเปียนยืนรายงานผลการตรวจค้นอย่างละเอียด “เหนียงเหนียง พวกเราตรวจนับสัตว์พิษทั้งหมดแล้ว มีงูเขียวสามสิบสองตัว แมงป่องดำห้าสิบกว่าสิบ ตะขาบพิษหลายร้อยตัว รวมทั้งขวดพิษสกัดอีกจำนวนมาก”
ซีฮันพยักหน้าเบา ๆ พลางเปิดบัญชีโอสถที่วางอยู่บนโต๊ะ “หมอหลวงว่าอย่างไร”
“หมอหลวงหลายคนยืนยันว่าการเก็บสัตว์พิษไว้ไม่ผิดกฎ หากใช้เพื่อศึกษาตำรายา”
“แน่นอน”
นางยิ้มบาง “หากข้าเป็นยู่จินเชียง ข้าก็จะใช้เหตุผลนี้เช่นกัน”
ตงเปียนเริ่มกังวล “เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรต่อพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันค่อย ๆ ปิดสมุดบัญชี ดวงตาฉายประกายสุขุม “คนฉลาดจะไม่ถามว่ามีพิษหรือไม่ แต่จะถามว่าพิษนั้นถูกใช้ไปที่ใด”
ตงเปียนนิ่งไปทันที
“วันนี้ไม่ต้องให้ข้ากล่าวหา”
ซีฮันลุกขึ้นยืน มองออกไปนอกหน้าต่าง “ให้หมอหลวงเป็นผู้ถามเอง”
ไม่นานหลังจากนั้น พระราชสำนักได้รับฎีกาจากฮองเฮา ขอให้ฮ่องเต้โปรดเสด็จมายังตำหนักกลาง เพื่อร่วมรับฟังผลการตรวจสอบโอสถในวังหลัง เหตุผลที่แจ้งไปเรียบง่ายว่าเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของราชวงศ์ทั้งหมด
เมื่อฮ่องเต้ทรงเห็นว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับโอสถและหมอหลวง จึงรับสั่งให้ประชุมทันทีในบ่ายวันเดียวกัน
ภายในตำหนักกลาง บรรยากาศเคร่งเครียดผิดปกติ ขุนนางกรมแพทย์ หมอหลวงชั้นผู้ใหญ่ และเหล่าสนมที่มีตำแหน่งสูงต่างมารวมตัวกันครบถ้วน ฮ่องเต้ประทับบนบัลลังก์มังกร ส่วนซีฮันนั่งทางด้านซ้ายในฐานะฮองเฮา เข่อชิงหวงกุ้ยเฟยนั่งสงบนิ่ง แม้สีหน้ายังเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับเริ่มรู้สึกไม่สบาย เพราะนางเองก็ไม่ทราบว่าซีฮันกำลังคิดสิ่งใด
ยู่จินเชียงถูกเชิญเข้ามาเป็นคนสุดท้าย นางยังคงแต่งกายเรียบร้อยเช่นเดิม แม้ใบหน้าจะซีดลงกว่าปกติ
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรไปรอบห้องก่อนตรัส “ฮองเฮา เหตุใดจึงเรียกประชุมกะทันหัน”
ซีฮันลุกขึ้นถวายบังคมอย่างนอบน้อม “กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมิได้มีเจตนากล่าวหาผู้ใด เพียงแต่หลังจากหม่อมฉันประชวรหนักและเกิดเหตุโอสถผิดปกติ จึงมีรับสั่งให้ตรวจสอบห้องเก็บยาในทุกตำหนัก ผลปรากฏว่าพบห้องเก็บสัตว์พิษจำนวนมากใต้ตำหนักของยู่กุ้ยเฟย”
ทั่วห้องเริ่มมีเสียงฮือฮาเบา ๆ
ฮ่องเต้หันไปมองยู่จินเชียง “จริงหรือ”
ยู่จินเชียงรีบคุกเข่า “กราบทูลฝ่าบาท เป็นความจริงเพคะ แต่สัตว์พิษเหล่านั้นใช้ศึกษาตำรายา มิได้มีเจตนาร้าย”
ฮ่องเต้พยักหน้า “หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่นับว่าผิด”
เข่อชิงแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่ซีฮันกลับกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หม่อมฉันก็คิดเช่นนั้น จึงมิได้กล่าวหากุ้ยเฟยแม้แต่น้อย”
ยู่จินเชียงชะงัก
ซีฮันหันไปทางหมอหลวงทั้งหลาย “ข้าเพียงมีข้อสงสัยเล็กน้อย จึงอยากให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยไขข้อข้องใจ”
หมอหลวงใหญ่ก้าวออกมา “ฮองเฮาโปรดตรัส”
“พิษจากงูเขียว แมงป่องดำ และคางคกพิษ หากนำมาผสมรวมกัน จะเกิดผลเช่นไร”
หมอหลวงหลายคนหันมองหน้ากัน ก่อนหมอหลวงซ่งเหวินก้าวออกมา “กราบทูล หากผสมในสัดส่วนที่เหมาะสม จะกลายเป็นพิษที่ค่อย ๆ ทำลายอวัยวะภายใน ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนโรคเรื้อรังทั่วไป”
ซีฮันพยักหน้า “แล้วในวังนี้ มีผู้ใดสามารถผสมพิษเช่นนั้นได้”
หมอหลวงทั้งห้องเงียบไปพักใหญ่
ในที่สุดหมอหลวงอาวุโสผู้หนึ่งจึงตอบ “หากกล่าวถึงความรู้ด้านพิษสัตว์...ยู่กุ้ยเฟยนับเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุด”
สายตาทุกคู่หันไปมองยู่จินเชียงพร้อมกัน
หญิงสาวรีบกล่าว “เพียงรู้ ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ทำร้ายผู้ใด”
ซีฮันยิ้มบาง “ถูกต้อง”
นางหันกลับไปถามหมอหลวงอีกครั้ง “หากโอสถที่ทำให้ข้าประชวร พบสารพิษชนิดเดียวกับที่กล่าวมา จะถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญได้หรือไม่”
หมอหลวงซ่งเหวินสูดหายใจลึก ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “หากผลตรวจตรงกัน ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องสืบสวนพ่ะย่ะค่ะ”
เข่อชิงเริ่มขมวดคิ้ว นางเพิ่งเข้าใจว่า ซีฮันไม่เคยกล่าวหายู่จินเชียงแม้แต่คำเดียว แต่กลับใช้คำถามให้หมอหลวงเป็นผู้ต่อภาพทุกอย่างเข้าด้วยกัน
ฮ่องเต้มีสีหน้าจริงจังขึ้น “นำผลตรวจมา”
ตงเปียนรีบถวายห่อผ้า ภายในมีถ้วยยาที่เก็บไว้ตั้งแต่วันแรก พร้อมรายงานผลตรวจของหมอหลวงซ่งเหวิน ฮ่องเต้ทอดพระเนตรอย่างละเอียด ก่อนยื่นให้หมอหลวงคนอื่นตรวจสอบซ้ำ ผ่านไปครู่ใหญ่ หมอหลวงทั้งหมดถวายบังคมพร้อมกัน
“กราบทูลฝ่าบาท ผลตรวจตรงกันทุกประการ มีพิษจากสัตว์สามชนิดจริง”
ฮ่องเต้ค่อย ๆ วางรายงานลงบนโต๊ะ ก่อนทอดพระเนตรไปยังยู่จินเชียง “เจ้าจะอธิบายอย่างไร”
หญิงสาวรีบก้มศีรษะ “หม่อมฉันไม่เคยใส่พิษลงในโอสถเพคะ อาจมีผู้คิดร้ายแล้วนำไปใส่ภายหลัง”
ซีฮันเอ่ยขึ้นทันที “ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
ยู่จินเชียงเงยหน้ามองด้วยความงุนงง
ซีฮันกล่าวต่ออย่างสุขุม “เพราะหากมิใช่ ย่อมหมายความว่าผู้ที่เชี่ยวชาญพิษสัตว์ที่สุดในวัง มีพิษชนิดเดียวกับที่พบในโอสถ และมีห้องเก็บสัตว์พิษจำนวนมากใต้ตำหนักของตน ทุกอย่างคงเป็นเพียง...ความบังเอิญ”
คำว่า “ความบังเอิญ” ที่นางกล่าวอย่างแผ่วเบา กลับหนักราวภูเขา หมอหลวงหลายคนเริ่มมองหน้ากันเอง ขุนนางกรมแพทย์ก็ก้มหน้าลง ไม่กล้าพูดแทนยู่จินเชียงอีก
เข่อชิงกำชายแขนเสื้อแน่น นางรู้ดีว่าหากตนรีบออกหน้าปกป้อง จะยิ่งทำให้ตัวเองถูกสงสัย จึงทำได้เพียงนั่งเงียบ
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรยู่จินเชียงเป็นเวลานาน สีพระพักตร์เย็นชาลงเรื่อย ๆ
“หลักฐานยังไม่เพียงพอจะตัดสินว่าเจ้าผิด แต่ก็เพียงพอจะทำให้เจ้าพ้นจากข้อสงสัยไม่ได้”
ยู่จินเชียงรีบหมอบลงกับพื้น
“ฝ่าบาท หม่อมฉันบริสุทธิ์เพคะ”
ฮ่องเต้ไม่ตอบทันที พระองค์หันไปมองซีฮัน ก่อนตรัส
“ฮองเฮาเห็นว่าอย่างไร”
เสียงฆ้องดังสนั่น ขุนนางทั้งหมดคุกเข่าลง ฮ่องเต้เสด็จขึ้นแท่นพิธี พร้อมซีฮันที่ยืนเคียงข้าง เครื่องหอมถูกจุดขึ้นทีละกระถาง ควันสีขาวลอยคลุ้งทั่วลาน ท่ามกลางกลุ่มคนจำนวนมหาศาล ชายผู้หนึ่งในชุดนักดนตรีเหลือบมองไปยังอีกฟากของลาน ชายในชุดคนแบกเครื่องบวงสรวงพยักหน้าเพียงครั้งเดียว อีกมุมหนึ่ง ขันทีที่ถือพานผลไม้ขยับแขนเสื้อเบา ๆ สัญญาณเริ่มส่งต่อกันอย่างเงียบเชียบ เข่อชิงซึ่งแฝงตัวอยู่ท้ายขบวนยกยิ้ม“อีกไม่นาน...” นางพึมพำ “เลือดจะนองทั่วลานแห่งนี้”บนแท่นพิธี ฮ่องเต้รับธูปสามดอกจากหัวหน้าพิธี พระองค์ทรงจุดธูปดอกแรก ทุกอย่างยังปกติ ดอกที่สอง นักดนตรีคนหนึ่งค่อย ๆ ขยับมือเข้าใกล้มีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในพิณ คนแบกเครื่องบวงสรวงเริ่มปลดสลักหีบไม้ ดอกที่สามกำลังจะถูกจุด ทันใดนั้น...ซีฮันกลับก้าวออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน นางเดินลงจากแท่นพิธีไปยังกลางลาน ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนทั้งราชสำนัก หัวหน้าพิธีร้องเรียก“เหนียงเหนียง พระองค์...”แต่ซีฮันไม่หยุด นางยืนอยู่กลางลานพิธี มองผู้คนหลายพันคนอย่างสงบนิ่ง เข่อชิงชะงัก“นางจะทำอะไร”เข่อหมิงซานซึ่งซ่อนตัวอยู่ในหมู่ทหารเริ่มรู้สึกผิดปกติ ซีฮันกวาดสา
ฮ่องเต้มองใบหน้าของซีฮันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน“เช่นนั้น” พระองค์ตรัสเสียงหนักแน่น “เราก็จะเดินหมากกับเจ้าจนถึงตาสุดท้าย”คืนนั้น ภายในรังลับนอกเมือง เข่อชิงยืนมองพระราชวังที่อยู่ไกลลิบจากยอดเนิน นางยกถ้วยสุราขึ้นช้า ๆ“ซีฮัน” รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนริมฝีปาก “เจ้าคิดว่าตนชนะมาตลอด แต่วันบวงสรวงจะเป็นวันสุดท้ายของเจ้า”เข่อชิงยกถ้วยขึ้นดื่มจนหมด โดยไม่รู้เลยว่าทุกถ้อยคำที่นางกล่าว ทุกคำสั่งที่นางออก ทุกคนที่นางเรียกระดม ล้วนถูกรายงานถึงตำหนักหงส์ทั้งหมดแล้วสงครามครั้งสุดท้ายกำลังใกล้เข้ามา ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าตนกำลังวางกับดักให้ศัตรู ขณะที่อีกฝ่ายกลับยินดีเดินเข้าไปในกับดักนั้นด้วยตนเอง เพราะซีฮันตัดสินใจแล้ว นางจะปล่อยให้เข่อชิงเดินหมากต่อไปจนกระทั่งผู้บงการตัวจริงเปิดเผยตัวออกมาจากเงามืดวันบวงสรวงเลือดรุ่งอรุณของวันบวงสรวงบรรพชนมาถึงพร้อมเสียงกลองหลวงที่ดังกึกก้องไปทั่วพระราชวังธงมังกรสีทองโบกสะบัดเหนือกำแพงวัง ลานพิธีด้านหน้าศาลบรรพชนถูกประดับด้วยผ้าแพรสีแดงเข้มและธงประจำราชวงศ์ ขุนนางทุกกรมแต่งกายเต็มยศ เชื้อพระวงศ์ พระสนม และข้าราชบริพารต่างทยอยเข้าสู่ลานพิธีตา
ปลายพู่กันหยุดลง “คือผู้บงการที่อยู่เหนือเข่อชิง”ภายในห้องเงียบกริบ ตงเปียนถามด้วยความตกใจ“เหนียงเหนียงยังทรงคิดว่ามีคนอยู่เบื้องหลังอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ”ซีฮันพยักหน้า “คนที่นำป้ายทองของตำหนักไทเฮาออกมาได้ คนที่รู้เส้นทางลับ คนที่สามารถปิดบังร่องรอยได้จนถึงวันนี้ ไม่มีทางเป็นเพียงขันทีหรือนางกำนัล”ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางนิ่ง“เช่นนั้น เจ้าต้องการใช้เข่อชิงเป็นเหยื่อล่ออีกครั้ง”“เพคะ”พระองค์ยิ้มบางอย่างจนพระองค์เองก็ไม่รู้ตัว“บางครั้งเราก็สงสารศัตรูของเจ้า”ซีฮันหัวเราะเบา ๆ “หม่อมฉันก็สงสารพวกเขาเช่นกัน”สองวันต่อมา ภายในรังลับนอกเมือง ผู้คนเริ่มเดินเข้าออกไม่ขาดสาย เข่อหมิงซานนำรายชื่อขุนนางและทหารที่ยังภักดีมาวางบนโต๊ะ เข่อชิงเปิดอ่านทีละแผ่น“คนในวังหลัง พร้อมแล้วหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดคน ขันที ห้าสิบสามคน ทหารที่ซื้อไว้ เก้าสิบแปดนาย”เข่อชิงพยักหน้า“ยังไม่พอ”เข่อหมิงซานถาม “พระนางต้องการอีกเท่าใด”“คนไม่สำคัญ” เข่อชิงตอบเรียบ ๆ “ข้าต้องการคนที่อยู่ใกล้ฮ่องเต้”นางใช้ปลายพู่กันแตะลงบนแผนผังพระราชวัง“โดยเฉพาะวันบวงสรวงบรรพชน”ชายผู้หนึ่งถาม “เหตุใดต้องเป็นวันนั้น”เข่อชิงยิ้มเย็น “เ
“ลงไปหรือ”ซีฮันส่ายหน้า “ยังไม่ใช่”นางหันไปหาองครักษ์ “มีช่องระบายอากาศหรือไม่”ไม่นานนัก ทหารนายหนึ่งพาไปยังเนินดินด้านหลัง ใต้กอหญ้ามีช่องระบายอากาศขนาดเล็กพอดูเหตุการณ์ด้านล่าง ซีฮันค่อย ๆ ก้มลง ภาพที่เห็นทำให้ดวงตานางเย็นเฉียบ ห้องใต้ดินกว้างกว่าที่คาดหลายเท่า มีอาวุธกองเต็มกำแพง เสบียงจำนวนมาก ทหารติดอาวุธกว่าสองร้อยนายกำลังฝึกซ้อม ส่วนกลางห้องมีโต๊ะขนาดใหญ่ซึ่งปูแผนที่พระราชวังเอาไว้ และหญิงผู้ยืนอยู่ตรงหัวโต๊ะคือ...เข่อชิงแม้จะเปลี่ยนเป็นชุดสามัญชน แต่ความเย่อหยิ่งในแววตาไม่มีวันเปลี่ยน ข้างกายนางคือเข่อหมิงซานและชายอีกหลายคน ชิงหลานไม่ได้ลงมาที่นี่ นางเพียงส่งข่าวแล้วกลับวัง เข่อชิงคลี่แผนที่ออก“ข่าวล่าสุดจากในวัง”ชายคนหนึ่งรับห่อผ้ามาเปิด ภายในมีเพียงรายการสิ่งของที่ชิงหลานคัดลอกออกมาจากคลังหลวง แต่เมื่อวางกระดาษบนแสงไฟ กลับมีตัวอักษรอีกชุดหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ซีฮันหรี่ตา“น้ำหมึกล่องหน” เข่อชิงอ่านเงียบ ๆ ก่อนหัวเราะ“ซีฮันยังคิดว่าปล่อยชิงหลานแล้วจะควบคุมทุกอย่างได้”เข่อหมิงซานถาม “ข่าวเชื่อถือได้หรือ”“แน่นอน” เข่อชิงยกกระดาษขึ้น “ฮ่องเต้ย้ายองครักษ์ฝั่งเหนือไปเสริม
ตงเปียนรับคำทันที หลังทุกคนออกจากห้อง ชิงหลานก็ถูกปล่อยตัวกลับไปทำงานตามปกติ ราวกับไม่เคยมีการสอบสวนเกิดขึ้น เมื่อประตูปิดลง ฮ่องเต้จึงทอดพระเนตรซีฮัน“เจ้าคิดว่านางจะกลับไปส่งข่าวอีกหรือ”ซีฮันมองสายฝนด้านนอก “ต้องกลับไป”“เหตุใดจึงมั่นใจ”“เพราะคนของเข่อชิงยังถือครอบครัวของนางไว้”นางเว้นครู่หนึ่ง “และเพราะพวกมันเชื่อว่า ความเมตตาของข้ายังเหมือนเดิม”รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าของซีฮัน“แต่ครั้งนี้ ความเมตตาจะเป็นกับดักของข้า”ขณะเดียวกัน ชิงหลานเดินออกจากตำหนักหงส์ด้วยหัวใจที่สับสน นางไม่รู้เลยว่า ตั้งแต่วินาทีที่ก้าวพ้นประตูตำหนัก ก็มีองครักษ์ฝีมือดีที่สุดสี่นายผลัดเปลี่ยนกันติดตามอยู่ห่าง ๆหญิงสาวคิดว่าตนได้รับอิสรภาพ แต่แท้จริงแล้ว นางได้กลายเป็นเหยื่อล่อชิ้นสำคัญที่สุดในการล่าตัวเข่อชิงและเครือข่ายที่ซ่อนอยู่ทั้งหมดรังลับนอกวังสามวันหลังจากชิงหลานถูกปล่อยตัว ตำหนักหงส์กลับคืนสู่ความสงบเสมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นชิงหลานยังคงทำหน้าที่ถวายชา จัดตำรา และดูแลห้องทรงอักษรเช่นเดิม ซีฮันไม่เคยแสดงท่าทีสงสัยหรือกล่าวถึงการสอบสวนในวันนั้นอีกแม้แต่คำเดียวสำหรับคนภายนอก ทุกอย่างดูเหมือนจบลง
ฮ่องเต้ตรัสเสียงเย็น “หลักฐานอยู่ตรงหน้า ยังจะปฏิเสธอีกหรือ”ร่างของชิงหลานสั่นเทา ซีฮันผลักกำไลหยกไปตรงหน้าอีกฝ่าย“เงินเดือนของนางกำนัลซื้อของสิ่งนี้ไม่ได้”จากนั้นนางหยิบซองเครื่องหอมขึ้นมา“ร้านชิงหลันเป็นจุดติดต่อของตระกูลเข่อ”สุดท้าย นางวางรายงานการหายตัวลงบนโต๊ะ“และเจ้าหายไปในเวลาที่ตรงกับการส่งข่าวพอดี”ชิงหลานหลับตาลง น้ำตาหยดแรกไหลลงบนพื้นไม้“หม่อมฉัน...ผิดเพคะ”ทั้งห้องเงียบลงทันที หัวหน้าองครักษ์ก้าวออกมา“ฝ่าบาท โปรดมีพระบัญชาให้นำตัวไปสอบสวน”แต่ซีฮันยกมือห้าม “ข้าอยากฟังเหตุผลก่อน”ชิงหลานร้องไห้จนไหล่สั่น“หม่อมฉันไม่เคยคิดทรยศฮองเฮา”“แต่เจ้าก็ทำ”“เพราะหม่อมฉันไม่มีทางเลือก”นางเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา“หลังฮองเฮาช่วยชีวิตหม่อมฉันได้ไม่นาน คนของตระกูลเข่อก็มาหา”ซีฮันไม่พูดแทรก“พวกมันรู้ว่าหม่อมฉันมีมารดา น้องชาย และหลานสาวอยู่บ้านเกิด”เสียงของชิงหลานเริ่มแตกพร่า “พวกมันจับทุกคนไป”ตงเปียนขมวดคิ้ว “เมื่อใด”“ห้าปีก่อนเพคะ”“เหตุใดไม่กราบทูลฮองเฮา”ชิงหลานหัวเราะทั้งน้ำตา“ตอนนั้นฮองเฮาเองก็ถูกกดดันจากหวงกุ้ยเฟยทุกวัน พระองค์แทบปกป้องพระองค์เองไม่ได้
“บอกมาสิเคไนน์ว่าเรื่องที่ฉันรู้มาเป็นความจริง”“เรื่องอะไรลิลลี่...นี่คุณพูดเรื่องอะไรอยู่”“เมื่อคืนคุณพานางแบบจากยอร์ชผับไปกกที่คอนโดใช่มั้ย”“บ้าน่า! ผมจะทำเรื่องแบบนั้นทำไม”“คุณทำมันบ่อย ฉันรู้ว่าคุณทำมาหลายหนแล้ว ไหนรับปากกับฉันว่าจะเลิก จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงพวกนั้น บอกว่าจะมีฉันคนเดียว”
“เคไนน์...เคไนน์!”เสียงที่ดังขึ้นจากในห้องบรรทมทำให้การสนทนาระหว่างคนทั้งหมดด้านนอกจ้องชะงัก เหล่านางกำนัลทั้งสามโผเข้ากอดกันแน่นทว่าตงเปียนกลับเงี่ยหูฟังพระสุรเสียงของฮองเฮาที่ดังลอดออกมาก่อนตัดสินใจเข้าไปในห้องบรรทมและปิดประตูลงก็เห็นว่านางนั่งอยู่บนแท่นบรรทม องค์ฮองเฮาหันมายังขันทีหนุ่มที่ต้องร
เสียงนั้นลั่นเสียดทะลุเข้าไปในโสตประสาทของเฉียนหลงขณะหมอหลวงรีบเข้าไปนั่งคุกเข่าแทบพระบาท ฮ่องเต้ทรงถามขึ้นทั้งที่ไม่ได้หันมองหน้าเพราะมัวแต่จ้องภาพเบื้องหลังฮองเฮาที่กรีดร้องลั่นอยู่กับสระน้ำไม่ต่างอะไรจากคราแรกก่อนนางสิ้นชีพจร“นี่มันเกิดอะไรขึ้น...นางเป็นอะไร...ข้าถามว่าฮองเฮาเป็นอะไร!”“หม่อมฉัน
ว่าแล้วก็ผละเดินไปอีกทาง ขณะนั้นเซียวจื่อเฟยเข้ามายืนข้างยู่จินเซียงกุ้ยเฟยและถามว่า“ท่านพี่เข่อชิงว่าเช่นไรบ้างคะ”ยู่จินเซียงเหยียดปากออกก่อนตอบ “จะว่าเช่นไร นางก็คิดว่าตัวเองฉลาดหลักแหลมที่สุดนั่นอย่างไร...หึ! ถือว่าตัวเองเป็นอัครมเหสีรองทีมีเพียงตำแหน่งเดียว แต่คงลืมไปแล้วว่าฮ่องเต้ยังมีมเหสีรอ







