LOGINขันทีหนุ่มมองถ้วยทั้งสองอย่างไม่เข้าใจ “ละครหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่ ละครที่มีผู้ชมเป็นหมอยาพิษ”
ซีฮันกระซิบแผนการให้ตงเปียนฟังอย่างละเอียด ทุกคำสั่งถูกกำหนดอย่างแม่นยำราวกับกำลังอธิบายแบบแปลนอาคาร ตั้งแต่ตำแหน่งการยืนของขันที การวางถ้วยชา ไปจนถึงจังหวะที่ต้องเปลี่ยนถ้วย ทุกอย่างต้องตรงเวลาแม้เพียงเสี้ยวอึดใจ ตงเปียนยิ่งฟังก็ยิ่งตื่นตะลึง ฮองเฮาคนใหม่ไม่ได้ต่อสู้ด้วยอารมณ์ แต่ต่อสู้ด้วยการวางหมากทีละก้าว
“จำได้หรือไม่”
“จำได้ทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี เพราะวันนี้ หากผิดเพียงนิดเดียว คนที่ดื่มพิษอาจเป็นข้าจริง ๆ”
ไม่นานหลังจากนั้น ตงเปียนก็ออกไปส่งสารเชิญยู่จินเชียงกุ้ยเฟยมายังตำหนักฮองเฮา โดยแจ้งว่าฮองเฮาประชวรไม่หาย อยากให้กุ้ยเฟยผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถมาปรุงยาด้วยตนเอง ข่าวนี้แพร่ไปถึงตำหนักของยู่จินเชียงอย่างรวดเร็ว
ภายในตำหนักหมอยา ยู่จินเชียงกำลังจัดเรียงขวดสมุนไพรอยู่บนชั้นไม้ เมื่อได้ฟังคำเชิญ นางยกยิ้มมุมปาก “ฮองเฮายังไว้ใจข้าอยู่หรือ”
นางกำนัลคนสนิทรีบกล่าว “บางทีพระนางอาจไม่สงสัยเพคะ”
“ไม่...” ยู่จินเชียงส่ายหน้าเบา ๆ “หลังพิธีถวายพระพร ข้ารู้สึกว่านางเปลี่ยนไป แต่ต่อให้นางสงสัย ก็ไม่มีหลักฐานใดมัดตัวข้า”
นางเปิดหีบไม้ใบเล็ก หยิบห่อยาสมุนไพรออกมาจัดใส่กล่องหยก ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “ในเมื่อฮองเฮาอยากดื่มโอสถจากมือข้า ข้าก็จะปรุงให้ดีที่สุด”
ครึ่งชั่วยามต่อมา ยู่จินเชียงเดินเข้าสู่ตำหนักฮองเฮาพร้อมนางกำนัลคนสนิทและกล่องยาไม้หอมสีดำ ซีฮันนั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย มีสีหน้าอ่อนล้าแต่ยังสง่างาม เมื่อเห็นอีกฝ่าย นางยิ้มอย่างสุภาพ “กุ้ยเฟยมาถึงแล้ว”
ยู่จินเชียงถวายบังคม “หม่อมฉันได้ยินว่าพระวรกายของฮองเฮายังไม่ฟื้นเต็มที่ จึงรีบมาเพคะ”
“ลำบากเจ้าแล้ว”
“เป็นหน้าที่ของหม่อมฉัน”
ซีฮันผายมือไปยังเตาไฟด้านข้าง “วันนี้ข้าอยากเห็นเจ้าปรุงยาด้วยตนเอง จะได้สบายใจ”
ยู่จินเชียงนิ่งไปเพียงชั่วขณะ ก่อนยิ้มอ่อน “ย่อมได้เพคะ”
นางเปิดกล่องยา หยิบสมุนไพรออกมาทีละชนิด ทุกการเคลื่อนไหวดูชำนาญและงดงามราวกับศิลปินกำลังสร้างผลงาน ตงเปียนยืนมองเงียบ ๆ ส่วนซีฮันจดจำทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ยู่จินเชียงต้มยาอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม กลิ่นสมุนไพรหอมอบอวลไปทั่วตำหนัก เมื่อยาพร้อม นางรินลงในถ้วยกระเบื้องสีขาวแล้วยกมาถวายด้วยสองมือ
“เชิญฮองเฮาเสวยเพคะ”
ซีฮันรับถ้วยมาอย่างสงบนิ่ง นางยกขึ้นช้า ๆ เป่าลมเบา ๆ แล้วหันไปถาม “กุ้ยเฟย เจ้าปรุงโอสถมานานกี่ปีแล้ว”
“ตั้งแต่ยังอยู่จวนบิดาเพคะ”
“เช่นนั้น เจ้าคงมั่นใจในฝีมือตัวเองมาก”
“หม่อมฉันไม่กล้าชมตนเอง แต่ไม่เคยทำให้ผู้ใดผิดหวัง”
“ดี”
ซีฮันยกถ้วยขึ้นแตะริมฝีปาก ทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่นาง ยู่จินเชียงเองก็เฝ้ามองอย่างไม่กะพริบ ในจังหวะนั้น ตงเปียนแสร้งสะดุดชายพรมจนถาดผลไม้หล่นลงพื้น เสียงกระเบื้องแตกดังลั่น นางกำนัลหลายคนตกใจรีบวิ่งเข้าไปช่วยเก็บ
ซีฮันวางถ้วยลงบนโต๊ะทันทีเหมือนถูกเสียงรบกวน ขณะเดียวกันตงเปียนรีบเข้ามาคุกเข่าขออภัย พร้อมยื่นผ้าเช็ดมือถวายฮองเฮา ในชั่วอึดใจที่ทุกคนหันไปมองเศษผลไม้บนพื้น ตงเปียนใช้แขนเสื้อบังสายตาแล้วสับเปลี่ยนถ้วยทั้งสองใบอย่างแนบเนียน
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่มีผู้ใดสังเกต แม้แต่ยู่จินเชียง
ซีฮันรับถ้วยใบใหม่ขึ้นมา ดื่มเพียงปลายริมฝีปากแล้ววางลง ก่อนกล่าวยิ้ม ๆ “รสชาติไม่เลว สมกับเป็นฝีมือกุ้ยเฟย”
ยู่จินเชียงแอบถอนหายใจ นางคิดว่าทุกอย่างผ่านไปแล้ว
ซีฮันหันไปยังนางกำนัลคนสนิทของยู่จินเชียง “เมื่อครู่เจ้าช่วยกุ้ยเฟยต้มยาด้วยใช่หรือไม่”
นางกำนัลรีบคุกเข่า “เพคะ”
“เจ้าคงเหนื่อย”
ซีฮันยิ้มอ่อน “ตงเปียน ยกโอสถที่เหลือให้นางดื่มบำรุงเสีย อย่าให้เสียของ”
ทันทีที่ได้ยินคำสั่ง สีหน้าของยู่จินเชียงเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที “เหนียงเหนียง...โอสถนี้ปรุงตามพระธาตุของพระองค์ เกรงว่าจะไม่เหมาะกับผู้อื่นเพคะ”
ซีฮันหันไปมองอย่างสงสัย “อ้าว เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเป็นโอสถบำรุงมิใช่หรือ หากเป็นยาบำรุง เหตุใดคนอื่นจึงดื่มไม่ได้”
“คือ...”
ยู่จินเชียงชะงัก นางไม่อาจหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลได้
ซีฮันหัวเราะเบา ๆ “ไม่เป็นไร ดื่มเพียงน้อยก็พอ”
ตงเปียนรับถ้วยที่เหลืออยู่แล้วเดินไปส่งให้นางกำนัลของยู่จินเชียง หญิงสาวไม่กล้าปฏิเสธ เพราะฮองเฮาเป็นผู้ประทาน นางจึงยกถ้วยขึ้นดื่มจนหมด บรรยากาศเงียบลงอย่างประหลาด
ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ นางกำนัลผู้นั้นเริ่มมีสีหน้าซีดเผือด มือสั่นจนถ้วยตกแตกกับพื้น ร่างทั้งร่างโงนเงน ก่อนใช้มือกุมหน้าอกแน่น
“อึก...”
ยู่จินเชียงเบิกตากว้าง “เสี่ยวอิง!”
หญิงสาวทรุดลงกับพื้น เลือดสีคล้ำไหลออกจากมุมปาก ร่างกายชักกระตุกอย่างรุนแรง เสียงร้องตกใจดังขึ้นทั่วตำหนัก ตงเปียนรีบถอยมายืนข้างฮองเฮา ขณะที่เหล่านางกำนัลแตกตื่นวิ่งเข้ามาดูอาการ
ซีฮันลุกขึ้นช้า ๆ มองภาพตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง ดวงตาหงส์ฉายแววเย็นเยียบ นางไม่ได้พูดแม้แต่คำเดียว แต่สายตาที่ทอดลงบนยู่จินเชียงทำให้หญิงหมอยารู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอไว้แน่น
ยู่จินเชียงหน้าซีด ดวงตาเต็มไปด้วยความตกใจ เพราะโอสถที่นางนำมาวันนี้ควรเป็นเพียงยาบำรุงธรรมดา แต่เหตุใดคนของตนจึงล้มลงด้วยอาการคล้ายได้รับพิษ
ซีฮันก้มมองนางกำนัลที่นอนแน่นิ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“กุ้ยเฟย...ดูเหมือนโอสถของเจ้าจะมีปัญหาเสียแล้ว”
บททดสอบพิษ
เสียงกรีดร้องของนางกำนัลดังสะท้อนอยู่ทั่วตำหนักฮองเฮา ร่างของเสี่ยวอิง นางกำนัลคนสนิทของยู่จินเชียงกุ้ยเฟย นอนชักกระตุกอยู่บนพื้นหินอ่อน เลือดสีคล้ำไหลออกจากมุมปากอย่างต่อเนื่อง ขันทีและนางกำนัลต่างแตกตื่น บางคนรีบวิ่งไปตามหมอหลวง บางคนยืนตัวแข็งด้วยความหวาดกลัว ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าโอสถที่ยู่จินเชียงเป็นผู้ปรุงต่อหน้าทุกคนจะทำให้คนดื่มล้มลงเช่นนี้
ยู่จินเชียงรีบคุกเข่าลงข้างนางกำนัลของตน มือสั่นขณะจับชีพจร สีหน้าซีดเผือดจนแทบไร้เลือด “เป็นไปไม่ได้...เป็นไปไม่ได้...โอสถนี้ไม่มีพิษ”
คำยอมรับนั้นทำให้กำแพงในใจซีฮันสั่นไหวอีกครั้ง นางไม่ต้องการคำขอโทษที่สวยงาม ไม่ต้องการให้พระองค์อ้างว่ารักซีฮันมาตลอดแต่เพียงไม่รู้ตัว เพราะนั่นจะเป็นการโกหกทั้งนางและหญิงผู้จากไป สิ่งที่นางต้องการคือความจริง และฮ่องเต้กำลังมอบความจริงให้ แม้มันจะทำให้พระองค์ดูเป็นสามีที่เย็นชาและบกพร่องก็ตาม“หม่อมฉันไม่ใช่ซีฮันคนเดิมอีกแล้ว”นางกล่าวเบา ๆ พระเนตรของฮ่องเต้ไหววูบ“เรารู้ว่าเจ้าเปลี่ยนไปมาก”“บางสิ่งที่เกิดขึ้นไม่อาจย้อนกลับได้ ต่อให้พระองค์ทรงสำนึก คนที่เคยต้องการให้พระองค์มองอาจไม่อยู่รอแล้ว”ถ้อยคำนั้นมีความหมายลึกกว่าที่พระองค์เข้าใจ ซีฮันคนเดิมอาจเคยรอให้สามีเสด็จมาเยี่ยม เคยรอคำถามว่าอาการเป็นอย่างไร เคยรอให้พระองค์สังเกตว่ารอยยิ้มของนางจางลงทุกวัน แต่สุดท้ายหญิงผู้นั้นก็หายไป เหลือเพียงวิญญาณจากอีกโลกเข้ามาใช้ร่างแทน ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางอย่างเจ็บปวด“เรารู้ว่าไม่อาจแก้ไขสิ่งที่ผ่านมา”“เพคะ”“และไม่อาจขอให้เจ้าลืมเพียงเพราะวันนี้เราบอกว่าเสียใจ”
“ฝ่าบาทเคยรู้หรือไม่ว่าก่อนเข้าวัง หม่อมฉันเคยขี่ม้าและฝึกธนู”คำถามนั้นทำให้พระองค์นิ่งไป “เราเคยได้ยินจากคนตระกูลซี”“เคยเห็นด้วยพระเนตรหรือไม่เพคะ”“ไม่เคย”“ก่อนอภิเษก ฝ่าบาทเคยสนทนากับหม่อมฉันกี่ครั้ง”ฮ่องเต้ขมวดพระขนงเล็กน้อย ราวกับไม่เข้าใจว่าคำถามนี้กำลังนำไปสู่ที่ใด“ไม่กี่ครั้ง”“ทรงจำได้หรือไม่ว่าเราพูดเรื่องใดกัน”พระองค์เงียบ ความเงียบนั้นคือคำตอบ ซีฮันหลุบตาลง“หลังแต่งงาน ฝ่าบาทเคยสงสัยหรือไม่ว่าเหตุใดหญิงสาวจากตระกูลนักรบจึงล้มป่วยจนแทบลุกจากเตียงไม่ได้”“หมอหลวงบอกว่าเจ้าอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก”“แล้วพระองค์ก็ทรงเชื่อ”“เวลานั้นไม่มีเหตุผลให้สงสัยหมอหลวง”“หรือไม่มีเหตุผลให้สนใจหม่อมฉันมากพอ”คำถามตรงไปตรงมาทำให้บรรยากาศภายในห้องหยุดนิ่ง ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนาง สีพระพักตร์ค่อย ๆ เคร่งขรึม“เจ้ากำลังกล่าวโทษเรา”
ระหว่างรอผลการสอบสวน ซีฮันกลับไปยังตำหนักหงส์พร้อมจดหมายสำเนาสามฉบับนางนั่งอยู่หน้าโต๊ะยาว อ่านถ้อยคำบนกระดาษซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ข้อความจะมีเพียงไม่กี่บรรทัด แต่เบื้องหลังกลับซ่อนช่วงชีวิตอันยาวนานของเจ้าของร่างเดิมสมุนไพรที่ทำให้อ่อนแรง คำสั่งให้ลดการพบญาติฝ่ายนอก คำแนะนำให้งดอ่านหนังสือและเอกสาร การทูลซ้ำ ๆ ว่าฮองเฮามีร่างกายบอบบางโดยกำเนิด ทุกสิ่งทำให้หญิงสาวผู้เคยขี่ม้าและฝึกยิงธนูกลายเป็นคนที่หวาดกลัวแม้กระทั่งการก้าวออกจากตำหนักสิ่งที่ทำให้ซีฮันรู้สึกหนักใจที่สุดไม่ใช่เพียงความโหดร้ายของตระกูลเข่อ แต่คือคำถามว่าตลอดเวลานั้น ฮ่องเต้เคยสังเกตเห็นความผิดปกติบ้างหรือไม่ พระองค์เคยเห็นซีฮันคนเดิมก่อนเข้าวังหรือไม่ เคยรู้หรือไม่ว่านางเคยแข็งแรง เคยถามหรือไม่ว่าเหตุใดหลังอภิเษกเพียงไม่กี่ปี ฮองเฮาจึงเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม หรือในสายพระเนตรของพระองค์ ซีฮันเป็นเพียงสตรีที่ได้รับเลือกให้มานั่งบนตำแหน่งฮองเฮา ไม่ได้มีความสำคัญพอให้ทรงใส่ใจตั้งแต่แรก“เหนียงเหนียงทรงอ่านมาหลายรอบแล้วเพคะ”ซินจางเฟยกล่าวอย่างเป็นห่วงวันนี้บาดแผ
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรแผนผังบนโต๊ะ“จึงตัดเสบียง ทำลายผลงาน และโยนความผิดให้พวกเขา”“เพคะ”“แล้วเงินที่ยักยอกไปส่วนหนึ่งถูกใช้เลี้ยงค่ายลับ”“จากหลักฐานตอนนี้เป็นไปได้สูงเพคะ แต่ยังต้องยืนยันจำนวนทหารและผู้บังคับบัญชา”พระองค์หันไปสั่งหัวหน้าองครักษ์“ส่งคนไปตรวจโกดังที่เมืองชิงเหอทันที ห้ามใช้กำลังจากพื้นที่นั้น ให้ส่งทหารจากเมืองข้างเคียงซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลเข่อ”“รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”“จับเจียงเต๋อและผู้ดูแลโกดังทั้งหมดเป็น ๆ”“พ่ะย่ะค่ะ”“ส่วนค่ายลับ ห้ามบุกโดยไม่รู้กำลังแน่ชัด ส่งหน่วยลาดตระเวนไปก่อน”หัวหน้าองครักษ์รับคำแล้วถอยออกไป หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่คนอื่นเริ่มแยกเอกสารตามหมวดหมู่ ซีฮันจึงเดินไปตรวจหีบใบสุดท้ายซึ่งยังมีของอยู่ก้นหีบไม่มากนัก ใต้สมุดบัญชีชุดหนึ่งมีห่อผ้าเก่า นางเปิดออกและพบกล่องไม้เล็ก ๆ ภายในไม่ใช่บัญชีเสบียง แต่เป็นจดหมายหลายฉบับ จ่าหน้าถึงหมอหลวงผู้เคยรักษาฮองเฮาในอดีต
แม้จะคาดไว้อยู่แล้วว่าตระกูลเข่อมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เมื่อชื่อของคนในจวนปรากฏตรงกับที่ดินซึ่งใช้ซ่อนเสบียง ทุกอย่างก็เริ่มชัดเจนจนปฏิเสธได้ยากเจ้าหน้าที่สภาตรวจราชการกล่าว“แต่เพียงชื่อผู้ถือครองที่ดินยังไม่อาจพิสูจน์ว่าเสบียงถูกนำเข้าไปในโกดังนั้นพ่ะย่ะค่ะ”“ถูกต้อง”ซีฮันตอบ“จึงต้องดูสิ่งนี้”นางเปิดสมุดอีกเล่มหนึ่ง เป็นบันทึกของทหารผู้ติดตามขบวนเสบียงโดยลับ เขียนวันและเวลาที่รถบางส่วนแยกออกจากขบวนหลัก พร้อมจำนวนม้า คนขับ และเครื่องหมายบนล้อรถ ทุกครั้ง รถที่แยกออกไปจะเดินทางเข้าสู่เมืองชิงเหอในเวลากลางคืน จากนั้นกลับออกมาก่อนรุ่งสาง โดยบรรทุกกระสอบชุดใหม่ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าเดิม หัวหน้าองครักษ์หยิบกระสอบตัวอย่างที่นำมาจากชายแดนขึ้นมาเปิด ด้านบนเป็นข้าวสารธรรมดา แต่เมื่อเทออกจนถึงครึ่งถุง กลับพบทราย เมล็ดหญ้า และเศษหินขนาดเล็กปะปนอยู่จำนวนมาก ฮ่องเต้ทอดพระเนตรสิ่งเหล่านั้นด้วยพระพักตร์มืดครึ้ม“ทหารชายแดนกินของเช่นนี้หรือ”เจ้าหน้าที่ก้มศีรษะ“จากรายงานหลายฉบับ มีทห
ถ้อยคำนี้อันตรายยิ่งกว่าคำบอกรักเพราะพระองค์กำลังกล่าวว่าความรู้สึกมีต่อตัวตนที่เปลี่ยนแปลงของนาง ไม่ใช่ฮองเฮาซีฮันผู้อ่อนแอในอดีตนางพยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง“ฝ่าบาทอาจเพียงหลงใหลในความแปลกใหม่เพคะ”“เราเคยคิดเช่นนั้น”“แล้วตอนนี้เล่า”“ตอนนี้เรารู้ว่าไม่ใช่”พระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นช้า ๆ แตะเส้นผมที่ตกข้างแก้มของนาง ก่อนเกลี่ยไปทัดหลังใบหู สัมผัสนั้นเบามาก แต่กลับทำให้ผิวของซีฮันร้อนวูบ นางควรถอย ควรบอกให้พระองค์หยุด ควรเตือนตนเองว่าความรู้สึกเป็นสิ่งไม่น่าไว้ใจ แต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตามเหตุผลในทันที ฮ่องเต้มองท่าทีของนาง ก่อนโน้มพระพักตร์ลงมาใกล้“หากไม่ต้องการ ก็ผลักเราออก”ซีฮันกำมือแน่นอยู่ข้างลำตัวระยะห่างระหว่างใบหน้าทั้งคู่ลดลงเรื่อย ๆ นางได้ยินเสียงลมหายใจของพระองค์ ได้กลิ่นเครื่องหอมอ่อน ๆ จากฉลองพระองค์ ได้เห็นแววตาซึ่งปกติเต็มไปด้วยอำนาจ แต่ในขณะนี้กลับมีเพียงความต้องการที่ไม่ได้ปิดบังริมฝีปากของฮ่องเต้แตะลงบนริมฝีปากนางอย่างแผ่วเบ
ตงเปียนรีบห้ามฮองเฮาที่คว้ามืดเล่มเดิมขึ้นมาและดึงพระเกษาทำท่าจะตัดทิ้ง ลิลลี่หยุดชะงักและเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของขันทีหนุ่ม“ทำไมข้าตัดผมไม่ได้ นี่รู้หรือเปล่าว่าตอนอยู่ศตวรรษที่21 ข้าให้ช่างหั่นผมจนสั้นเลยนะ”“พระองค์จะทรงทำเช่นนั้นมิได้ การตัดพระเกษาออกนั่นหมายถึงการไว้ทุกข์เมื่อฮ่องเต้สวรรคต หาก
เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของฮองเฮาทำให้ขันทีหนุ่มซึ่งตอนนี้เหงื่อกาฬซึมไปทั่วถึงกับลอบถอนใจ เขาคลานเข้าไปและคุกเข่าลงข้าง ๆ พระอัครมเหสี ลิลลี่ในร่างของสตรีผู้สูงศักดิ์กว่าผู้ใดในแผ่นดินแห่งยุคราชวงศ์ชิงก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง น้ำตาของเธอเหือดแห้ง นัยน์ตาฉายประกายกล้าขึ้น ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้
“บอกมาสิเคไนน์ว่าเรื่องที่ฉันรู้มาเป็นความจริง”“เรื่องอะไรลิลลี่...นี่คุณพูดเรื่องอะไรอยู่”“เมื่อคืนคุณพานางแบบจากยอร์ชผับไปกกที่คอนโดใช่มั้ย”“บ้าน่า! ผมจะทำเรื่องแบบนั้นทำไม”“คุณทำมันบ่อย ฉันรู้ว่าคุณทำมาหลายหนแล้ว ไหนรับปากกับฉันว่าจะเลิก จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงพวกนั้น บอกว่าจะมีฉันคนเดียว”
“เคไนน์...เคไนน์!”เสียงที่ดังขึ้นจากในห้องบรรทมทำให้การสนทนาระหว่างคนทั้งหมดด้านนอกจ้องชะงัก เหล่านางกำนัลทั้งสามโผเข้ากอดกันแน่นทว่าตงเปียนกลับเงี่ยหูฟังพระสุรเสียงของฮองเฮาที่ดังลอดออกมาก่อนตัดสินใจเข้าไปในห้องบรรทมและปิดประตูลงก็เห็นว่านางนั่งอยู่บนแท่นบรรทม องค์ฮองเฮาหันมายังขันทีหนุ่มที่ต้องร







