Mag-log inขันทีหนุ่มมองถ้วยทั้งสองอย่างไม่เข้าใจ “ละครหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่ ละครที่มีผู้ชมเป็นหมอยาพิษ”
ซีฮันกระซิบแผนการให้ตงเปียนฟังอย่างละเอียด ทุกคำสั่งถูกกำหนดอย่างแม่นยำราวกับกำลังอธิบายแบบแปลนอาคาร ตั้งแต่ตำแหน่งการยืนของขันที การวางถ้วยชา ไปจนถึงจังหวะที่ต้องเปลี่ยนถ้วย ทุกอย่างต้องตรงเวลาแม้เพียงเสี้ยวอึดใจ ตงเปียนยิ่งฟังก็ยิ่งตื่นตะลึง ฮองเฮาคนใหม่ไม่ได้ต่อสู้ด้วยอารมณ์ แต่ต่อสู้ด้วยการวางหมากทีละก้าว
“จำได้หรือไม่”
“จำได้ทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี เพราะวันนี้ หากผิดเพียงนิดเดียว คนที่ดื่มพิษอาจเป็นข้าจริง ๆ”
ไม่นานหลังจากนั้น ตงเปียนก็ออกไปส่งสารเชิญยู่จินเชียงกุ้ยเฟยมายังตำหนักฮองเฮา โดยแจ้งว่าฮองเฮาประชวรไม่หาย อยากให้กุ้ยเฟยผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถมาปรุงยาด้วยตนเอง ข่าวนี้แพร่ไปถึงตำหนักของยู่จินเชียงอย่างรวดเร็ว
ภายในตำหนักหมอยา ยู่จินเชียงกำลังจัดเรียงขวดสมุนไพรอยู่บนชั้นไม้ เมื่อได้ฟังคำเชิญ นางยกยิ้มมุมปาก “ฮองเฮายังไว้ใจข้าอยู่หรือ”
นางกำนัลคนสนิทรีบกล่าว “บางทีพระนางอาจไม่สงสัยเพคะ”
“ไม่...” ยู่จินเชียงส่ายหน้าเบา ๆ “หลังพิธีถวายพระพร ข้ารู้สึกว่านางเปลี่ยนไป แต่ต่อให้นางสงสัย ก็ไม่มีหลักฐานใดมัดตัวข้า”
นางเปิดหีบไม้ใบเล็ก หยิบห่อยาสมุนไพรออกมาจัดใส่กล่องหยก ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “ในเมื่อฮองเฮาอยากดื่มโอสถจากมือข้า ข้าก็จะปรุงให้ดีที่สุด”
ครึ่งชั่วยามต่อมา ยู่จินเชียงเดินเข้าสู่ตำหนักฮองเฮาพร้อมนางกำนัลคนสนิทและกล่องยาไม้หอมสีดำ ซีฮันนั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย มีสีหน้าอ่อนล้าแต่ยังสง่างาม เมื่อเห็นอีกฝ่าย นางยิ้มอย่างสุภาพ “กุ้ยเฟยมาถึงแล้ว”
ยู่จินเชียงถวายบังคม “หม่อมฉันได้ยินว่าพระวรกายของฮองเฮายังไม่ฟื้นเต็มที่ จึงรีบมาเพคะ”
“ลำบากเจ้าแล้ว”
“เป็นหน้าที่ของหม่อมฉัน”
ซีฮันผายมือไปยังเตาไฟด้านข้าง “วันนี้ข้าอยากเห็นเจ้าปรุงยาด้วยตนเอง จะได้สบายใจ”
ยู่จินเชียงนิ่งไปเพียงชั่วขณะ ก่อนยิ้มอ่อน “ย่อมได้เพคะ”
นางเปิดกล่องยา หยิบสมุนไพรออกมาทีละชนิด ทุกการเคลื่อนไหวดูชำนาญและงดงามราวกับศิลปินกำลังสร้างผลงาน ตงเปียนยืนมองเงียบ ๆ ส่วนซีฮันจดจำทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ยู่จินเชียงต้มยาอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม กลิ่นสมุนไพรหอมอบอวลไปทั่วตำหนัก เมื่อยาพร้อม นางรินลงในถ้วยกระเบื้องสีขาวแล้วยกมาถวายด้วยสองมือ
“เชิญฮองเฮาเสวยเพคะ”
ซีฮันรับถ้วยมาอย่างสงบนิ่ง นางยกขึ้นช้า ๆ เป่าลมเบา ๆ แล้วหันไปถาม “กุ้ยเฟย เจ้าปรุงโอสถมานานกี่ปีแล้ว”
“ตั้งแต่ยังอยู่จวนบิดาเพคะ”
“เช่นนั้น เจ้าคงมั่นใจในฝีมือตัวเองมาก”
“หม่อมฉันไม่กล้าชมตนเอง แต่ไม่เคยทำให้ผู้ใดผิดหวัง”
“ดี”
ซีฮันยกถ้วยขึ้นแตะริมฝีปาก ทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่นาง ยู่จินเชียงเองก็เฝ้ามองอย่างไม่กะพริบ ในจังหวะนั้น ตงเปียนแสร้งสะดุดชายพรมจนถาดผลไม้หล่นลงพื้น เสียงกระเบื้องแตกดังลั่น นางกำนัลหลายคนตกใจรีบวิ่งเข้าไปช่วยเก็บ
ซีฮันวางถ้วยลงบนโต๊ะทันทีเหมือนถูกเสียงรบกวน ขณะเดียวกันตงเปียนรีบเข้ามาคุกเข่าขออภัย พร้อมยื่นผ้าเช็ดมือถวายฮองเฮา ในชั่วอึดใจที่ทุกคนหันไปมองเศษผลไม้บนพื้น ตงเปียนใช้แขนเสื้อบังสายตาแล้วสับเปลี่ยนถ้วยทั้งสองใบอย่างแนบเนียน
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่มีผู้ใดสังเกต แม้แต่ยู่จินเชียง
ซีฮันรับถ้วยใบใหม่ขึ้นมา ดื่มเพียงปลายริมฝีปากแล้ววางลง ก่อนกล่าวยิ้ม ๆ “รสชาติไม่เลว สมกับเป็นฝีมือกุ้ยเฟย”
ยู่จินเชียงแอบถอนหายใจ นางคิดว่าทุกอย่างผ่านไปแล้ว
ซีฮันหันไปยังนางกำนัลคนสนิทของยู่จินเชียง “เมื่อครู่เจ้าช่วยกุ้ยเฟยต้มยาด้วยใช่หรือไม่”
นางกำนัลรีบคุกเข่า “เพคะ”
“เจ้าคงเหนื่อย”
ซีฮันยิ้มอ่อน “ตงเปียน ยกโอสถที่เหลือให้นางดื่มบำรุงเสีย อย่าให้เสียของ”
ทันทีที่ได้ยินคำสั่ง สีหน้าของยู่จินเชียงเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที “เหนียงเหนียง...โอสถนี้ปรุงตามพระธาตุของพระองค์ เกรงว่าจะไม่เหมาะกับผู้อื่นเพคะ”
ซีฮันหันไปมองอย่างสงสัย “อ้าว เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเป็นโอสถบำรุงมิใช่หรือ หากเป็นยาบำรุง เหตุใดคนอื่นจึงดื่มไม่ได้”
“คือ...”
ยู่จินเชียงชะงัก นางไม่อาจหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลได้
ซีฮันหัวเราะเบา ๆ “ไม่เป็นไร ดื่มเพียงน้อยก็พอ”
ตงเปียนรับถ้วยที่เหลืออยู่แล้วเดินไปส่งให้นางกำนัลของยู่จินเชียง หญิงสาวไม่กล้าปฏิเสธ เพราะฮองเฮาเป็นผู้ประทาน นางจึงยกถ้วยขึ้นดื่มจนหมด บรรยากาศเงียบลงอย่างประหลาด
ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ นางกำนัลผู้นั้นเริ่มมีสีหน้าซีดเผือด มือสั่นจนถ้วยตกแตกกับพื้น ร่างทั้งร่างโงนเงน ก่อนใช้มือกุมหน้าอกแน่น
“อึก...”
ยู่จินเชียงเบิกตากว้าง “เสี่ยวอิง!”
หญิงสาวทรุดลงกับพื้น เลือดสีคล้ำไหลออกจากมุมปาก ร่างกายชักกระตุกอย่างรุนแรง เสียงร้องตกใจดังขึ้นทั่วตำหนัก ตงเปียนรีบถอยมายืนข้างฮองเฮา ขณะที่เหล่านางกำนัลแตกตื่นวิ่งเข้ามาดูอาการ
ซีฮันลุกขึ้นช้า ๆ มองภาพตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง ดวงตาหงส์ฉายแววเย็นเยียบ นางไม่ได้พูดแม้แต่คำเดียว แต่สายตาที่ทอดลงบนยู่จินเชียงทำให้หญิงหมอยารู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอไว้แน่น
ยู่จินเชียงหน้าซีด ดวงตาเต็มไปด้วยความตกใจ เพราะโอสถที่นางนำมาวันนี้ควรเป็นเพียงยาบำรุงธรรมดา แต่เหตุใดคนของตนจึงล้มลงด้วยอาการคล้ายได้รับพิษ
ซีฮันก้มมองนางกำนัลที่นอนแน่นิ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“กุ้ยเฟย...ดูเหมือนโอสถของเจ้าจะมีปัญหาเสียแล้ว”
บททดสอบพิษ
เสียงกรีดร้องของนางกำนัลดังสะท้อนอยู่ทั่วตำหนักฮองเฮา ร่างของเสี่ยวอิง นางกำนัลคนสนิทของยู่จินเชียงกุ้ยเฟย นอนชักกระตุกอยู่บนพื้นหินอ่อน เลือดสีคล้ำไหลออกจากมุมปากอย่างต่อเนื่อง ขันทีและนางกำนัลต่างแตกตื่น บางคนรีบวิ่งไปตามหมอหลวง บางคนยืนตัวแข็งด้วยความหวาดกลัว ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าโอสถที่ยู่จินเชียงเป็นผู้ปรุงต่อหน้าทุกคนจะทำให้คนดื่มล้มลงเช่นนี้
ยู่จินเชียงรีบคุกเข่าลงข้างนางกำนัลของตน มือสั่นขณะจับชีพจร สีหน้าซีดเผือดจนแทบไร้เลือด “เป็นไปไม่ได้...เป็นไปไม่ได้...โอสถนี้ไม่มีพิษ”
แววตาของเข่อหมิงซานเย็นลง “รอคำสั่งของนาง”ในเวลาเดียวกัน ภายในตำหนักคุมขัง เข่อชิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองท้องฟ้ายามค่ำซึ่งค่อย ๆ มืดลง เสี่ยวเยี่ยนเดินเข้ามาและแสร้งวางถาดอาหาร ก่อนกระซิบเบา ๆ“ชามถูกส่งออกไปแล้วเพคะ ไม่มีผู้ใดตรวจพบ”เข่อชิงพยักหน้า “อีกสามคืนเป็นคืนไร้จันทร์”“คนภายนอกจะมาจริงหรือเพคะ”“พวกเขาต้องมา”“หากไม่มาเล่า”เข่อชิงหันมามอง“เช่นนั้นข้าก็จะทำให้พวกมันเสียใจก่อนข้าตาย”เสี่ยวเยี่ยนไม่กล้าถามต่อเข่อชิงหยิบเข็มเล็กซึ่งซ่อนไว้ในมวยผมออกมา ใช้ปลายเข็มขีดแผ่นไม้ใต้เตียงเป็นเส้นสั้น ๆ หนึ่งเส้นหมายถึงหนึ่งคืน นางขีดเส้นแรกลงไปอย่างช้า ๆภายนอกตำหนัก ทหารเวรเดินตรวจตามปกติ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าระหว่างกำแพงวังกับคลองด้านเหนือ มีคนเริ่มวัดระดับน้ำ ตรวจตะแกรงเหล็ก และเตรียมเครื่องมือสำหรับตัดโซ่แล้วในครัวของทหาร ถุงยาผงเล็ก ๆ ถูกส่งผ่านมือคนงานคนหนึ่ง ที่โรงเก็บถ่าน ชุดของช่างซ่อมคลองถูกซ่อนไว้ใต้กองฟืน ส่วนในป่าทางเหนือ ม้าสิบกว่าตัวถูกเตรียมพร้อม พร้อมเสื้อผ้าสตรีสามชุดสำหรับหลอกเส้นทางติดตามแผนทุกส่วนเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน โดยมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว ชิงตัวนักโ
“โรงครัวขาดชามเจ้าค่ะ ข้าน้อยจึงคิดว่ายังใช้ได้ เมื่อคืนคนครัวบอกว่าจะส่งไปซ่อมพร้อมภาชนะเก่า”ผู้คุมพลิกชามดูอีกครั้ง แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ“ครั้งหน้าอย่านำของชำรุดเข้ามา หากบาดมือนักโทษขึ้นมา เจ้าจะรับผิดชอบหรือ”“เจ้าค่ะ”เสี่ยวเยี่ยนก้มรับแล้วนำถาดออกไปหัวใจของนางเต้นแรงตลอดทาง แต่ไม่มีผู้ใดเรียกหยุดชามถูกส่งกลับโรงครัว ก่อนถูกรวมกับภาชนะชำรุดในลังไม้ ช่วงบ่าย คนงานจากโรงช่างเข้ามารับของไปซ่อมตามปกติ เมื่อรถเข็นผ่านประตูวังด้านตะวันตก เจ้าหน้าที่ตรวจเพียงจำนวนภาชนะและตราอนุญาต ไม่ได้ทุบชามแต่ละใบ ข่าวของเข่อชิงจึงออกจากกำแพงพระราชวังได้สำเร็จ ค่ำวันนั้น ร้านเครื่องหอมชิงหลันปิดประตูเร็วกว่าปกติ ซูหลัว เจ้าของร้านหญิงวัยสี่สิบกว่า สวมเสื้อเรียบง่ายและมีท่าทางไม่ต่างจากแม่ค้าทั่วไป นางรับชามที่ถูกส่งมาไว้ในห้องหลังร้าน ก่อนใช้มีดบางแซะฐานดินออกอย่างชำนาญเมื่อเห็นเศษผ้าที่ซ่อนอยู่ภายใน สีหน้าของนางเปลี่ยนทันที นางอ่านข้อความเพียงรอบเดียวก็รีบเผาเศษผ้าในเตา จากนั้นจึงเปิดหีบไม้ใต้พื้น หยิบป้ายเหล็กรูปหัวหมาป่าออกมา ป้ายนี้ไม่ได้ถูกใช้มานานกว่าสามปี นับจากวันที่เข่อหยวนฉิงสั่งให้กองก
เข่อชิงไม่ได้แสดงความโกรธ“หากเส้นทางเดิมใช้ไม่ได้ ก็ต้องใช้เส้นทางที่ไม่มีผู้ใดคิดว่าจะมีข่าวซ่อนอยู่”“ทรงหมายถึงสิ่งใดเพคะ”เข่อชิงมองถาดอาหารบนพื้น“พรุ่งนี้เจ้านำอาหารมาเหมือนเดิมหรือไม่”“เพคะ ผู้คุมอนุญาตให้ข้าน้อยนำอาหารเช้ามา เพราะคนครัวคนเดิมป่วย”“จานชามต้องถูกนำกลับไปล้าง”“เพคะ”เข่อชิงยกชามดินเผาใบหนึ่งขึ้นพลิกดูด้านล่าง“คนตรวจมักเปิดฝาอาหาร ค้นใต้ข้าว และจับขอบภาชนะ แต่ไม่มีผู้ใดทุบชามทุกใบเพื่อตรวจดูเนื้อดินด้านใน”เสี่ยวเยี่ยนเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ“เหนียงเหนียงจะซ่อนจดหมายในชามหรือเพคะ”“อย่าเรียกข้าว่าเหนียงเหนียงต่อหน้าผู้อื่น” เข่อชิงกล่าวเสียงเย็น “ข้าเป็นเพียงนักโทษในสายตาพวกมัน”เสี่ยวเยี่ยนรีบก้มต่ำ “ข้าน้อยผิดไปแล้วเพคะ”เข่อชิงใช้ปลายเล็บเคาะก้นชามเบา ๆ“ชามจากโรงครัวหลวงบางใบมีฐานกลวง ช่างทำไว้เพื่อให้เนื้อดินแห้งเร็ว หากเจ้าใช้มีดบางเปิดรอยต่อแล้วปิดใหม่ด้วยดินสีเดียวกัน ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น”“แต่จดหมายจะต้องเล็กมาก”“ข้าไม่ต้องเขียนเรื่องยาว”เข่อชิงลุกจากเตียง เดินไปยังผนังด้านหนึ่งซึ่งแสงจากหน้าต่างส่องถึง นางหยิบก้านไม้ไหม้จากเตาถ่าน ใช้ปลายดำเขียนตัวอ
ซีฮันรู้สึกแน่นในอก หากพระองค์ยังคงปฏิบัติเช่นนี้ต่อไป กำแพงที่นางสร้างขึ้นอาจไม่อาจต้านทานได้นาน นางเคยคิดว่าตนไม่ควรรักใครอีก แต่การไม่รักไม่ได้หมายความว่าหัวใจจะหยุดรู้สึก มันยังจดจำความอบอุ่นยังสั่นไหวเมื่อมีคนยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วย ยังอ่อนลงเมื่อคนผู้นั้นยอมรอโดยไม่บังคับซีฮันกำลังพ่ายแพ้ ไม่ใช่ต่ออำนาจของฮ่องเต้ แต่ต่อความอ่อนโยนซึ่งพระองค์ค่อย ๆ มอบให้ทีละเล็กทีละน้อย หลังฮ่องเต้ประทับอยู่จนแน่ใจว่านางหลับพักผ่อน พระองค์จึงเสด็จกลับตำหนักทรงพระอักษรเพื่อเปิดม้วนเอกสารที่ช่วยออกมาจากกองเพลิงข่าวที่ฮ่องเต้ประทับดูแลฮองเฮาด้วยพระองค์เองกลับแพร่ไปทั่ววังเร็วกว่าที่ผู้ใดคาดคิด นางกำนัลพูดถึงการที่พระองค์ทรงถือถ้วยยา ขันทีพูดถึงคำสั่งให้นำเอกสารมาที่ตำหนักหงส์เพื่อมิให้ฮองเฮาต้องเดิน ส่วนหมอหลวงต่างรู้ว่าระหว่างเปลี่ยนยา ฮองเฮายอมจับพระหัตถ์ของพระองค์ไว้ตลอดเวลาแม้ทุกคนถูกสั่งห้ามพูดนอกตำหนัก แต่ความลับในวังหลังไม่เคยถูกเก็บไว้ได้นาน ยามเย็น ข่าวนั้นก็เดินทางไปถึงตำหนักเล็กด้านเหนือ ซึ่งใช้เป็นสถานที่คุมขังเข่อชิง ภายในห้องอับชื้น หญิงสาวผู้เคยสวมฉลองพระองค์หรูหรานั่งอยู่บนพื้นโด
นางมองพระหัตถ์ซึ่งอยู่ตรงหน้า ความคิดแรกคือปฏิเสธ การยอมรับการดูแลจากใครสักคนหมายถึงการยอมรับว่าตนเองอ่อนแอ และซีฮันใช้ชีวิตหลังความตายด้วยการไม่ยอมให้อ่อนแอต่อหน้าผู้ใด นางจัดการศัตรู วางแผน เปิดโปงคดี รักษาชีวิตคน แม้ติดอยู่ในหอเอกสารที่กำลังถล่ม นางก็ยังพยายามรักษาหลักฐานมากกว่าร้องขอความช่วยเหลือแต่ตอนนี้ฮ่องเต้ไม่ได้ขอให้นางมอบความลับ ไม่ได้ขอให้สารภาพรัก หรือบังคับให้เชื่อใจทั้งหมด พระองค์เพียงยื่นมือให้จับระหว่างเปลี่ยนยา เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ฮ่องเต้ไม่ได้เร่งรัด พระหัตถ์ยังคงวางอยู่ที่เดิม ซีฮันสูดลมหายใจเข้า ก่อนค่อย ๆ วางมือลงบนพระหัตถ์ของพระองค์สัมผัสอุ่นส่งผ่านมายังปลายนิ้ว ฮ่องเต้ชะงักเล็กน้อย ราวกับไม่คิดว่านางจะยอมจริง ๆ จากนั้นพระองค์จึงกระชับมืออย่างระมัดระวัง ไม่แน่นจนทำให้นางรู้สึกถูกควบคุม และไม่หลวมจนเหมือนพร้อมจะปล่อยไปทุกเมื่อ“ทำต่อ” พระองค์รับสั่งหมอหลวงหมอหลวงก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม ก่อนเริ่มใส่ยาใหม่ เมื่อความแสบแล่นขึ้นมา ซีฮันเผลอบีบพระหัตถ์แน่น ฮ่องเต้ไม่ได้แสดงอาการ แม้ฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์เองมีรอยพุพองจากการฝ่าไฟ นางนึกข
“ฝ่าบาทไม่เสด็จกลับไปพักหรือเพคะ”ซีฮันเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ พระองค์ทอดพระเนตรนาง“เจ้าต้องการให้เรากลับหรือ”นางชะงัก หากตอบว่าต้องการ พระองค์คงลุกออกไปโดยไม่ฝืน แต่ความคิดที่จะต้องอยู่เพียงลำพังกลับทำให้ความฝันเมื่อคืนย้อนขึ้นมาอีกครั้ง ปืนในมือแจ๊คกี้ เลือดซึ่งไหลจากหน้าอก เสียงร้องขอโทษที่สายเกินไป ซีฮันหลบสายตา“หม่อมฉันเพียงคิดว่าพระองค์ก็บาดเจ็บเช่นกัน”ฮ่องเต้ก้มมองผ้าพันแผลบริเวณพระอังสา“บาดแผลเล็กน้อย”“คานไม้ฟาดลงมาเต็มแรงยังเรียกว่าเล็กน้อยหรือเพคะ”“เมื่อเทียบกับการที่เจ้าถูกขังอยู่ในอาคารซึ่งกำลังถล่ม ย่อมถือว่าเล็กน้อย”พระองค์ตอบเรียบง่ายราวกับเป็นเรื่องธรรมดาซีฮันมองบาดแผลนั้น ภาพตอนฮ่องเต้ใช้พระวรกายปกป้องนางจากคานที่ร่วงลงมากลับมาชัดเจน ความร้อนของเปลวไฟในเวลานั้นยังคงติดอยู่ในความทรงจำ“ฝ่าบาทไม่ควรเสด็จเข้าไปเพคะ”“เรื่องนี้เจ้าพูดไปแล้ว”“แต่พระองค์เป็นฮ่องเต้ พระชนม์ชีพของพระองค์เกี่ยวข้องกับคนทั้งแผ่นดิน”“และเจ้าเป็นฮองเฮาของเรา”ซีฮันเม้มริมฝีปาก “ตำแหน่งฮองเฮาไม่สำคัญเท่าฮ่องเต้”“เราไม่ได้เข้าไปเพราะตำแหน่งของเจ้า”คำตอบของพระองค์ทำให้นางนิ่งไป ฮ่องเต้ทอ
ตงเปียนรีบห้ามฮองเฮาที่คว้ามืดเล่มเดิมขึ้นมาและดึงพระเกษาทำท่าจะตัดทิ้ง ลิลลี่หยุดชะงักและเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของขันทีหนุ่ม“ทำไมข้าตัดผมไม่ได้ นี่รู้หรือเปล่าว่าตอนอยู่ศตวรรษที่21 ข้าให้ช่างหั่นผมจนสั้นเลยนะ”“พระองค์จะทรงทำเช่นนั้นมิได้ การตัดพระเกษาออกนั่นหมายถึงการไว้ทุกข์เมื่อฮ่องเต้สวรรคต หาก
เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของฮองเฮาทำให้ขันทีหนุ่มซึ่งตอนนี้เหงื่อกาฬซึมไปทั่วถึงกับลอบถอนใจ เขาคลานเข้าไปและคุกเข่าลงข้าง ๆ พระอัครมเหสี ลิลลี่ในร่างของสตรีผู้สูงศักดิ์กว่าผู้ใดในแผ่นดินแห่งยุคราชวงศ์ชิงก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง น้ำตาของเธอเหือดแห้ง นัยน์ตาฉายประกายกล้าขึ้น ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้
“บอกมาสิเคไนน์ว่าเรื่องที่ฉันรู้มาเป็นความจริง”“เรื่องอะไรลิลลี่...นี่คุณพูดเรื่องอะไรอยู่”“เมื่อคืนคุณพานางแบบจากยอร์ชผับไปกกที่คอนโดใช่มั้ย”“บ้าน่า! ผมจะทำเรื่องแบบนั้นทำไม”“คุณทำมันบ่อย ฉันรู้ว่าคุณทำมาหลายหนแล้ว ไหนรับปากกับฉันว่าจะเลิก จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงพวกนั้น บอกว่าจะมีฉันคนเดียว”
“เคไนน์...เคไนน์!”เสียงที่ดังขึ้นจากในห้องบรรทมทำให้การสนทนาระหว่างคนทั้งหมดด้านนอกจ้องชะงัก เหล่านางกำนัลทั้งสามโผเข้ากอดกันแน่นทว่าตงเปียนกลับเงี่ยหูฟังพระสุรเสียงของฮองเฮาที่ดังลอดออกมาก่อนตัดสินใจเข้าไปในห้องบรรทมและปิดประตูลงก็เห็นว่านางนั่งอยู่บนแท่นบรรทม องค์ฮองเฮาหันมายังขันทีหนุ่มที่ต้องร







