Mag-log inซีฮันประสานมืออย่างสงบ
“หม่อมฉันไม่ต้องการให้ผู้บริสุทธิ์ถูกใส่ร้าย และไม่ต้องการให้ผู้กระทำผิดลอยนวล ดังนั้นควรให้กรมอาญาและสำนักหมอหลวงร่วมกันตรวจสอบต่อไป”
คำตอบนั้นทำให้ฮ่องเต้พยักหน้าช้า ๆ เพราะเป็นข้อเสนอที่ยุติธรรมที่สุด พระองค์จึงประกาศเสียงหนักแน่น
“มีรับสั่ง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ยู่จินเชียงกุ้ยเฟยห้ามออกจากตำหนักโดยพลการ ให้กักตัวไว้เพื่อรอการสอบสวน จนกว่าคดีโอสถพิษจะได้ข้อยุติ”
สิ้นพระสุรเสียง ทั้งตำหนักตกอยู่ในความเงียบงัน
ยู่จินเชียงทรุดลงกับพื้น ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ นางไม่เคยคิดเลยว่าเพียงไม่กี่วัน สถานะของตนจะเปลี่ยนจากอัครเทวีผู้ได้รับความไว้วางใจ กลายเป็นผู้ต้องสงสัยต่อหน้าฮ่องเต้และหมอหลวงทั้งราชสำนัก
ส่วนซีฮันเพียงนั่งนิ่งอยู่บนที่ประทับ ดวงตาสงบเย็นราวผืนน้ำ แต่ภายในใจ นางรู้ว่าหมากตัวแรกบนกระดานได้เริ่มขยับแล้ว และเมื่อยู่จินเชียงถูกกักตัว คนที่ร้อนใจที่สุด...จะไม่ใช่เจ้าตัว หากแต่เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังนางมาตลอดอย่างเข่อชิงหวงกุ้ยเฟย
ตอนที่ 10 สนมคนแรกร่วงหล่น
สายลมหนาวพัดผ่านชายคาตำหนักกลางจนกระดิ่งทองส่งเสียงแผ่วเบา บรรยากาศในพระราชวังเงียบผิดปกติ หลังฮ่องเต้มีรับสั่งกักตัวยู่จินเชียงกุ้ยเฟย ทุกสายตาในวังหลวงต่างจับจ้องไปยังคดีโอสถพิษ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้เสียงดัง เพราะทุกคนรู้ดีว่าความผิดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่การสูญเสียตำแหน่ง หรือแม้กระทั่งชีวิต
ภายในตำหนักฮองเฮา ซีฮันกำลังอ่านรายงานที่ตงเปียนเพิ่งนำมาถวาย บนโต๊ะวางหลักฐานเรียงเป็นระเบียบ ทั้งบัญชีเบิกสมุนไพร รายงานการตรวจพิษ ถ้วยโอสถที่เก็บรักษาไว้ และรายชื่อผู้เข้าออกตำหนักของยู่จินเชียงในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างมีระบบจนคล้ายแบบแปลนอาคารที่รอการตรวจสอบ
ตงเปียนก้มศีรษะแล้วกล่าวเบา ๆ “เหนียงเหนียง กรมอาญาตรวจสอบบัญชีทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ พบว่ายู่จินเชียงเบิกสมุนไพรหายากหลายชนิดตรงกับช่วงที่พระองค์เริ่มประชวร อีกทั้งยังมีการเบิกพิษสัตว์จำนวนหนึ่ง แต่ในบัญชีระบุว่าใช้เพื่อทดลองตำรายา”
ซีฮันพยักหน้าอย่างสงบนิ่ง “หลักฐานเดินมาถึงครึ่งทางแล้ว”
“ยังมีอีกเรื่องพ่ะย่ะค่ะ”
“ว่ามา”
“หมอหลวงซ่งเหวินตรวจเศษตะกอนในครกบดสมุนไพรของยู่จินเชียง พบสารชนิดเดียวกับที่เหลืออยู่ในถ้วยโอสถของพระองค์”
ดวงตาของซีฮันเป็นประกายวาบ ก่อนปิดรายงานลงเบา ๆ “ถึงเวลาแล้ว”
ไม่นานนัก ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งเรียกประชุมอีกครั้งที่ตำหนักกลาง ขุนนางกรมอาญา หมอหลวง และเหล่าสนมชั้นสูงต่างทยอยเข้าเฝ้า แม้เข่อชิงหวงกุ้ยเฟยจะยังรักษาสีหน้าสงบนิ่ง แต่ปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกลับกำแน่นกว่าทุกครั้ง เซียนรื่อหงนั่งตัวตรงอย่างผิดปกติ ส่วนจินเช่อเฟยเพียงมองเหตุการณ์ด้วยแววตาสนใจราวกับกำลังชมละครเรื่องหนึ่ง
ยู่จินเชียงถูกพาตัวเข้ามาในสภาพที่ต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด นางยังสวมอาภรณ์กุ้ยเฟย แต่เครื่องประดับบนศีรษะถูกลดลงตามธรรมเนียมของผู้ถูกสอบสวน ใบหน้าซีดเซียวเพราะหลายวันที่ผ่านมาแทบไม่ได้นอน
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางครู่หนึ่งก่อนตรัส “ผลการสอบสวนออกมาแล้ว”
ขันทีหลวงรีบคลี่ฎีกาอ่านเสียงดัง “จากการตรวจสอบของกรมอาญาและสำนักหมอหลวง พบว่าพิษในโอสถที่ถวายฮองเฮาตรงกับพิษสัตว์ที่เก็บอยู่ใต้ตำหนักของยู่กุ้ยเฟย อีกทั้งเศษพิษในครกบดสมุนไพรและบัญชีการเบิกวัตถุดิบล้วนสอดคล้องกัน”
เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วตำหนัก
ฮ่องเต้ตรัสต่อ “ยู่จินเชียง เจ้าจะอธิบายสิ่งใดอีกหรือไม่”
หญิงสาวคุกเข่าลงช้า ๆ ดวงตาแดงก่ำ “หม่อมฉันยอมรับว่าโอสถนั้นออกจากตำหนักของหม่อมฉันเพคะ”
คำตอบนี้ทำให้ทุกคนตกใจ
เข่อชิงถึงกับหรี่ตาลงทันที
ยู่จินเชียงสูดหายใจลึกก่อนกล่าวต่อ “แต่หม่อมฉันมิได้ตั้งใจให้ฮองเฮาสิ้นพระชนม์”
ซีฮันมองนางนิ่งโดยไม่พูดแทรก
ฮ่องเต้ขมวดพระขนง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“หม่อมฉัน...เพียงทำตามคำสั่ง”
ทั่วตำหนักเงียบกริบ
ตงเปียนเหลือบมองซีฮันทันที ส่วนเข่อชิงยังคงนั่งนิ่ง แต่หัวใจกลับเต้นแรงเป็นครั้งแรก
ฮ่องเต้ตรัสเสียงเข้ม “คำสั่งของผู้ใด”
ยู่จินเชียงเงียบไป ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย
“ตอบมา”
หญิงสาวหลับตาลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลอาบแก้ม ซีฮันสังเกตทุกอากัปกิริยาอย่างละเอียด นางเห็นแววลังเล ความหวาดกลัว และความรู้สึกผิดปะปนกันอยู่ในดวงตาของยู่จินเชียง แต่ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่านางกำลังคิดทรยศผู้ที่อยู่เบื้องหลัง
ฮ่องเต้รับสั่งซ้ำอีกครั้ง “ผู้ใดสั่งเจ้า”
ยู่จินเชียงกำหมัดแน่นจนปลายเล็บจิกเข้าเนื้อ ก่อนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ไม่มีผู้ใดเพคะ”
เข่อชิงแอบผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแนบเนียน
“ทุกอย่างเป็นความผิดของหม่อมฉันเอง”
หมอหลวงหลายคนมองหน้ากันด้วยความไม่เชื่อ
ซีฮันยกมุมปากเพียงเล็กน้อย นางรู้ตั้งแต่แรกว่ายู่จินเชียงจะไม่ซัดทอดเข่อชิง เพราะหากอีกฝ่ายล้มลง ตระกูลเข่อย่อมไม่ปล่อยครอบครัวของนางไว้แน่
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรอย่างเย็นชา “เจ้าคิดว่าการรับผิดเพียงคนเดียวจะทำให้เรื่องนี้จบหรือ”
“หม่อมฉันไม่มีสิ่งใดจะกราบทูลอีกเพคะ”
“แม้จะมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง?”
ยู่จินเชียงสะดุ้งเพียงเล็กน้อย ก่อนรีบก้มหน้าลง
“ไม่มีผู้ใดเพคะ”
คำตอบนี้ยิ่งทำให้หลายคนมั่นใจว่ามีคนอยู่เบื้องหลังจริง
ซีฮันลุกขึ้นอย่างสง่างาม ก่อนถวายบังคมฮ่องเต้ “ฝ่าบาท หม่อมฉันมีเรื่องอยากทูล”
“กล่าวมา”
“ยู่กุ้ยเฟยมีความรู้ด้านการแพทย์สูง หากคิดวางยาด้วยตนเองจริง ย่อมไม่มีทางทิ้งหลักฐานไว้มากมายถึงเพียงนี้ ทั้งบัญชีโอสถ ครกบดสมุนไพร และห้องเก็บสัตว์พิษ ล้วนเหมือนคนที่ไม่คิดปกปิดร่องรอย”
เข่อชิงขมวดคิ้วทันที เพราะคำพูดนี้กำลังเปิดทางให้ยู่จินเชียงพ้นจากการเป็นผู้บงการ
ซีฮันกล่าวต่ออย่างสุขุม “ดังนั้น หม่อมฉันเชื่อว่านางมีความผิด แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด”
ฮ่องเต้พยักหน้าช้า ๆ “เราก็คิดเช่นเดียวกัน”
ยู่จินเชียงเงยหน้ามองซีฮันด้วยความประหลาดใจ นางไม่คิดเลยว่าผู้ที่ตนเคยคิดฆ่าจะเป็นคนพูดเช่นนี้
ซีฮันสบตานางเพียงครู่เดียว ก่อนกล่าวเรียบ ๆ “คนฉลาดบางครั้งก็ยอมรับผิดแทนผู้อื่น เพราะคิดว่าการเสียสละจะปกป้องคนที่ตนภักดีได้”
ประโยคนั้นเหมือนคมมีดที่แทงตรงกลางใจของยู่จินเชียง นางเม้มริมฝีปากแน่นกว่าเดิม แต่ยังไม่เอ่ยชื่อผู้ใด
ฮ่องเต้ทอดถอนพระทัยเบา ๆ “ในเมื่อเจ้าปฏิเสธจะบอกความจริง เราก็ไม่อาจปล่อยเจ้าไว้ในตำแหน่งเดิมได้”
เสียงฆ้องดังสนั่น ขุนนางทั้งหมดคุกเข่าลง ฮ่องเต้เสด็จขึ้นแท่นพิธี พร้อมซีฮันที่ยืนเคียงข้าง เครื่องหอมถูกจุดขึ้นทีละกระถาง ควันสีขาวลอยคลุ้งทั่วลาน ท่ามกลางกลุ่มคนจำนวนมหาศาล ชายผู้หนึ่งในชุดนักดนตรีเหลือบมองไปยังอีกฟากของลาน ชายในชุดคนแบกเครื่องบวงสรวงพยักหน้าเพียงครั้งเดียว อีกมุมหนึ่ง ขันทีที่ถือพานผลไม้ขยับแขนเสื้อเบา ๆ สัญญาณเริ่มส่งต่อกันอย่างเงียบเชียบ เข่อชิงซึ่งแฝงตัวอยู่ท้ายขบวนยกยิ้ม“อีกไม่นาน...” นางพึมพำ “เลือดจะนองทั่วลานแห่งนี้”บนแท่นพิธี ฮ่องเต้รับธูปสามดอกจากหัวหน้าพิธี พระองค์ทรงจุดธูปดอกแรก ทุกอย่างยังปกติ ดอกที่สอง นักดนตรีคนหนึ่งค่อย ๆ ขยับมือเข้าใกล้มีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในพิณ คนแบกเครื่องบวงสรวงเริ่มปลดสลักหีบไม้ ดอกที่สามกำลังจะถูกจุด ทันใดนั้น...ซีฮันกลับก้าวออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน นางเดินลงจากแท่นพิธีไปยังกลางลาน ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนทั้งราชสำนัก หัวหน้าพิธีร้องเรียก“เหนียงเหนียง พระองค์...”แต่ซีฮันไม่หยุด นางยืนอยู่กลางลานพิธี มองผู้คนหลายพันคนอย่างสงบนิ่ง เข่อชิงชะงัก“นางจะทำอะไร”เข่อหมิงซานซึ่งซ่อนตัวอยู่ในหมู่ทหารเริ่มรู้สึกผิดปกติ ซีฮันกวาดสา
ฮ่องเต้มองใบหน้าของซีฮันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน“เช่นนั้น” พระองค์ตรัสเสียงหนักแน่น “เราก็จะเดินหมากกับเจ้าจนถึงตาสุดท้าย”คืนนั้น ภายในรังลับนอกเมือง เข่อชิงยืนมองพระราชวังที่อยู่ไกลลิบจากยอดเนิน นางยกถ้วยสุราขึ้นช้า ๆ“ซีฮัน” รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนริมฝีปาก “เจ้าคิดว่าตนชนะมาตลอด แต่วันบวงสรวงจะเป็นวันสุดท้ายของเจ้า”เข่อชิงยกถ้วยขึ้นดื่มจนหมด โดยไม่รู้เลยว่าทุกถ้อยคำที่นางกล่าว ทุกคำสั่งที่นางออก ทุกคนที่นางเรียกระดม ล้วนถูกรายงานถึงตำหนักหงส์ทั้งหมดแล้วสงครามครั้งสุดท้ายกำลังใกล้เข้ามา ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าตนกำลังวางกับดักให้ศัตรู ขณะที่อีกฝ่ายกลับยินดีเดินเข้าไปในกับดักนั้นด้วยตนเอง เพราะซีฮันตัดสินใจแล้ว นางจะปล่อยให้เข่อชิงเดินหมากต่อไปจนกระทั่งผู้บงการตัวจริงเปิดเผยตัวออกมาจากเงามืดวันบวงสรวงเลือดรุ่งอรุณของวันบวงสรวงบรรพชนมาถึงพร้อมเสียงกลองหลวงที่ดังกึกก้องไปทั่วพระราชวังธงมังกรสีทองโบกสะบัดเหนือกำแพงวัง ลานพิธีด้านหน้าศาลบรรพชนถูกประดับด้วยผ้าแพรสีแดงเข้มและธงประจำราชวงศ์ ขุนนางทุกกรมแต่งกายเต็มยศ เชื้อพระวงศ์ พระสนม และข้าราชบริพารต่างทยอยเข้าสู่ลานพิธีตา
ปลายพู่กันหยุดลง “คือผู้บงการที่อยู่เหนือเข่อชิง”ภายในห้องเงียบกริบ ตงเปียนถามด้วยความตกใจ“เหนียงเหนียงยังทรงคิดว่ามีคนอยู่เบื้องหลังอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ”ซีฮันพยักหน้า “คนที่นำป้ายทองของตำหนักไทเฮาออกมาได้ คนที่รู้เส้นทางลับ คนที่สามารถปิดบังร่องรอยได้จนถึงวันนี้ ไม่มีทางเป็นเพียงขันทีหรือนางกำนัล”ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางนิ่ง“เช่นนั้น เจ้าต้องการใช้เข่อชิงเป็นเหยื่อล่ออีกครั้ง”“เพคะ”พระองค์ยิ้มบางอย่างจนพระองค์เองก็ไม่รู้ตัว“บางครั้งเราก็สงสารศัตรูของเจ้า”ซีฮันหัวเราะเบา ๆ “หม่อมฉันก็สงสารพวกเขาเช่นกัน”สองวันต่อมา ภายในรังลับนอกเมือง ผู้คนเริ่มเดินเข้าออกไม่ขาดสาย เข่อหมิงซานนำรายชื่อขุนนางและทหารที่ยังภักดีมาวางบนโต๊ะ เข่อชิงเปิดอ่านทีละแผ่น“คนในวังหลัง พร้อมแล้วหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดคน ขันที ห้าสิบสามคน ทหารที่ซื้อไว้ เก้าสิบแปดนาย”เข่อชิงพยักหน้า“ยังไม่พอ”เข่อหมิงซานถาม “พระนางต้องการอีกเท่าใด”“คนไม่สำคัญ” เข่อชิงตอบเรียบ ๆ “ข้าต้องการคนที่อยู่ใกล้ฮ่องเต้”นางใช้ปลายพู่กันแตะลงบนแผนผังพระราชวัง“โดยเฉพาะวันบวงสรวงบรรพชน”ชายผู้หนึ่งถาม “เหตุใดต้องเป็นวันนั้น”เข่อชิงยิ้มเย็น “เ
“ลงไปหรือ”ซีฮันส่ายหน้า “ยังไม่ใช่”นางหันไปหาองครักษ์ “มีช่องระบายอากาศหรือไม่”ไม่นานนัก ทหารนายหนึ่งพาไปยังเนินดินด้านหลัง ใต้กอหญ้ามีช่องระบายอากาศขนาดเล็กพอดูเหตุการณ์ด้านล่าง ซีฮันค่อย ๆ ก้มลง ภาพที่เห็นทำให้ดวงตานางเย็นเฉียบ ห้องใต้ดินกว้างกว่าที่คาดหลายเท่า มีอาวุธกองเต็มกำแพง เสบียงจำนวนมาก ทหารติดอาวุธกว่าสองร้อยนายกำลังฝึกซ้อม ส่วนกลางห้องมีโต๊ะขนาดใหญ่ซึ่งปูแผนที่พระราชวังเอาไว้ และหญิงผู้ยืนอยู่ตรงหัวโต๊ะคือ...เข่อชิงแม้จะเปลี่ยนเป็นชุดสามัญชน แต่ความเย่อหยิ่งในแววตาไม่มีวันเปลี่ยน ข้างกายนางคือเข่อหมิงซานและชายอีกหลายคน ชิงหลานไม่ได้ลงมาที่นี่ นางเพียงส่งข่าวแล้วกลับวัง เข่อชิงคลี่แผนที่ออก“ข่าวล่าสุดจากในวัง”ชายคนหนึ่งรับห่อผ้ามาเปิด ภายในมีเพียงรายการสิ่งของที่ชิงหลานคัดลอกออกมาจากคลังหลวง แต่เมื่อวางกระดาษบนแสงไฟ กลับมีตัวอักษรอีกชุดหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ซีฮันหรี่ตา“น้ำหมึกล่องหน” เข่อชิงอ่านเงียบ ๆ ก่อนหัวเราะ“ซีฮันยังคิดว่าปล่อยชิงหลานแล้วจะควบคุมทุกอย่างได้”เข่อหมิงซานถาม “ข่าวเชื่อถือได้หรือ”“แน่นอน” เข่อชิงยกกระดาษขึ้น “ฮ่องเต้ย้ายองครักษ์ฝั่งเหนือไปเสริม
ตงเปียนรับคำทันที หลังทุกคนออกจากห้อง ชิงหลานก็ถูกปล่อยตัวกลับไปทำงานตามปกติ ราวกับไม่เคยมีการสอบสวนเกิดขึ้น เมื่อประตูปิดลง ฮ่องเต้จึงทอดพระเนตรซีฮัน“เจ้าคิดว่านางจะกลับไปส่งข่าวอีกหรือ”ซีฮันมองสายฝนด้านนอก “ต้องกลับไป”“เหตุใดจึงมั่นใจ”“เพราะคนของเข่อชิงยังถือครอบครัวของนางไว้”นางเว้นครู่หนึ่ง “และเพราะพวกมันเชื่อว่า ความเมตตาของข้ายังเหมือนเดิม”รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าของซีฮัน“แต่ครั้งนี้ ความเมตตาจะเป็นกับดักของข้า”ขณะเดียวกัน ชิงหลานเดินออกจากตำหนักหงส์ด้วยหัวใจที่สับสน นางไม่รู้เลยว่า ตั้งแต่วินาทีที่ก้าวพ้นประตูตำหนัก ก็มีองครักษ์ฝีมือดีที่สุดสี่นายผลัดเปลี่ยนกันติดตามอยู่ห่าง ๆหญิงสาวคิดว่าตนได้รับอิสรภาพ แต่แท้จริงแล้ว นางได้กลายเป็นเหยื่อล่อชิ้นสำคัญที่สุดในการล่าตัวเข่อชิงและเครือข่ายที่ซ่อนอยู่ทั้งหมดรังลับนอกวังสามวันหลังจากชิงหลานถูกปล่อยตัว ตำหนักหงส์กลับคืนสู่ความสงบเสมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นชิงหลานยังคงทำหน้าที่ถวายชา จัดตำรา และดูแลห้องทรงอักษรเช่นเดิม ซีฮันไม่เคยแสดงท่าทีสงสัยหรือกล่าวถึงการสอบสวนในวันนั้นอีกแม้แต่คำเดียวสำหรับคนภายนอก ทุกอย่างดูเหมือนจบลง
ฮ่องเต้ตรัสเสียงเย็น “หลักฐานอยู่ตรงหน้า ยังจะปฏิเสธอีกหรือ”ร่างของชิงหลานสั่นเทา ซีฮันผลักกำไลหยกไปตรงหน้าอีกฝ่าย“เงินเดือนของนางกำนัลซื้อของสิ่งนี้ไม่ได้”จากนั้นนางหยิบซองเครื่องหอมขึ้นมา“ร้านชิงหลันเป็นจุดติดต่อของตระกูลเข่อ”สุดท้าย นางวางรายงานการหายตัวลงบนโต๊ะ“และเจ้าหายไปในเวลาที่ตรงกับการส่งข่าวพอดี”ชิงหลานหลับตาลง น้ำตาหยดแรกไหลลงบนพื้นไม้“หม่อมฉัน...ผิดเพคะ”ทั้งห้องเงียบลงทันที หัวหน้าองครักษ์ก้าวออกมา“ฝ่าบาท โปรดมีพระบัญชาให้นำตัวไปสอบสวน”แต่ซีฮันยกมือห้าม “ข้าอยากฟังเหตุผลก่อน”ชิงหลานร้องไห้จนไหล่สั่น“หม่อมฉันไม่เคยคิดทรยศฮองเฮา”“แต่เจ้าก็ทำ”“เพราะหม่อมฉันไม่มีทางเลือก”นางเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา“หลังฮองเฮาช่วยชีวิตหม่อมฉันได้ไม่นาน คนของตระกูลเข่อก็มาหา”ซีฮันไม่พูดแทรก“พวกมันรู้ว่าหม่อมฉันมีมารดา น้องชาย และหลานสาวอยู่บ้านเกิด”เสียงของชิงหลานเริ่มแตกพร่า “พวกมันจับทุกคนไป”ตงเปียนขมวดคิ้ว “เมื่อใด”“ห้าปีก่อนเพคะ”“เหตุใดไม่กราบทูลฮองเฮา”ชิงหลานหัวเราะทั้งน้ำตา“ตอนนั้นฮองเฮาเองก็ถูกกดดันจากหวงกุ้ยเฟยทุกวัน พระองค์แทบปกป้องพระองค์เองไม่ได้
“หม่อมฉันดีใจที่พระองค์ยังทรงความจำดีอยู่ เรื่องนี้หลงลืมมิได้อย่างเด็ดขาดเลยนะเพคะ”“เรื่องแม่ยายกับลูกสะใภ้ ยุคสมัยไหนก็ไม่ต่างกันหรอกนะ...โอเค...ฉัน...เอ๊ย...ข้าจะไม่ขัดเจ้าละ”ตงเปียนเลิกคิ้ว “โอเค...คืออะไรหรือเพคะ”“แปลว่าตกลง...เจ้าจะเอาไปพูดก็ได้นะ”“เช่นนั้นหม่อมฉันก็จะขอเล่าต่อว่าพระองค์เ
เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของฮองเฮาทำให้ขันทีหนุ่มซึ่งตอนนี้เหงื่อกาฬซึมไปทั่วถึงกับลอบถอนใจ เขาคลานเข้าไปและคุกเข่าลงข้าง ๆ พระอัครมเหสี ลิลลี่ในร่างของสตรีผู้สูงศักดิ์กว่าผู้ใดในแผ่นดินแห่งยุคราชวงศ์ชิงก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง น้ำตาของเธอเหือดแห้ง นัยน์ตาฉายประกายกล้าขึ้น ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้
“บอกมาสิเคไนน์ว่าเรื่องที่ฉันรู้มาเป็นความจริง”“เรื่องอะไรลิลลี่...นี่คุณพูดเรื่องอะไรอยู่”“เมื่อคืนคุณพานางแบบจากยอร์ชผับไปกกที่คอนโดใช่มั้ย”“บ้าน่า! ผมจะทำเรื่องแบบนั้นทำไม”“คุณทำมันบ่อย ฉันรู้ว่าคุณทำมาหลายหนแล้ว ไหนรับปากกับฉันว่าจะเลิก จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงพวกนั้น บอกว่าจะมีฉันคนเดียว”
“เคไนน์...เคไนน์!”เสียงที่ดังขึ้นจากในห้องบรรทมทำให้การสนทนาระหว่างคนทั้งหมดด้านนอกจ้องชะงัก เหล่านางกำนัลทั้งสามโผเข้ากอดกันแน่นทว่าตงเปียนกลับเงี่ยหูฟังพระสุรเสียงของฮองเฮาที่ดังลอดออกมาก่อนตัดสินใจเข้าไปในห้องบรรทมและปิดประตูลงก็เห็นว่านางนั่งอยู่บนแท่นบรรทม องค์ฮองเฮาหันมายังขันทีหนุ่มที่ต้องร







