LOGINซีฮันประสานมืออย่างสงบ
“หม่อมฉันไม่ต้องการให้ผู้บริสุทธิ์ถูกใส่ร้าย และไม่ต้องการให้ผู้กระทำผิดลอยนวล ดังนั้นควรให้กรมอาญาและสำนักหมอหลวงร่วมกันตรวจสอบต่อไป”
คำตอบนั้นทำให้ฮ่องเต้พยักหน้าช้า ๆ เพราะเป็นข้อเสนอที่ยุติธรรมที่สุด พระองค์จึงประกาศเสียงหนักแน่น
“มีรับสั่ง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ยู่จินเชียงกุ้ยเฟยห้ามออกจากตำหนักโดยพลการ ให้กักตัวไว้เพื่อรอการสอบสวน จนกว่าคดีโอสถพิษจะได้ข้อยุติ”
สิ้นพระสุรเสียง ทั้งตำหนักตกอยู่ในความเงียบงัน
ยู่จินเชียงทรุดลงกับพื้น ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ นางไม่เคยคิดเลยว่าเพียงไม่กี่วัน สถานะของตนจะเปลี่ยนจากอัครเทวีผู้ได้รับความไว้วางใจ กลายเป็นผู้ต้องสงสัยต่อหน้าฮ่องเต้และหมอหลวงทั้งราชสำนัก
ส่วนซีฮันเพียงนั่งนิ่งอยู่บนที่ประทับ ดวงตาสงบเย็นราวผืนน้ำ แต่ภายในใจ นางรู้ว่าหมากตัวแรกบนกระดานได้เริ่มขยับแล้ว และเมื่อยู่จินเชียงถูกกักตัว คนที่ร้อนใจที่สุด...จะไม่ใช่เจ้าตัว หากแต่เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังนางมาตลอดอย่างเข่อชิงหวงกุ้ยเฟย
ตอนที่ 10 สนมคนแรกร่วงหล่น
สายลมหนาวพัดผ่านชายคาตำหนักกลางจนกระดิ่งทองส่งเสียงแผ่วเบา บรรยากาศในพระราชวังเงียบผิดปกติ หลังฮ่องเต้มีรับสั่งกักตัวยู่จินเชียงกุ้ยเฟย ทุกสายตาในวังหลวงต่างจับจ้องไปยังคดีโอสถพิษ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้เสียงดัง เพราะทุกคนรู้ดีว่าความผิดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่การสูญเสียตำแหน่ง หรือแม้กระทั่งชีวิต
ภายในตำหนักฮองเฮา ซีฮันกำลังอ่านรายงานที่ตงเปียนเพิ่งนำมาถวาย บนโต๊ะวางหลักฐานเรียงเป็นระเบียบ ทั้งบัญชีเบิกสมุนไพร รายงานการตรวจพิษ ถ้วยโอสถที่เก็บรักษาไว้ และรายชื่อผู้เข้าออกตำหนักของยู่จินเชียงในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างมีระบบจนคล้ายแบบแปลนอาคารที่รอการตรวจสอบ
ตงเปียนก้มศีรษะแล้วกล่าวเบา ๆ “เหนียงเหนียง กรมอาญาตรวจสอบบัญชีทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ พบว่ายู่จินเชียงเบิกสมุนไพรหายากหลายชนิดตรงกับช่วงที่พระองค์เริ่มประชวร อีกทั้งยังมีการเบิกพิษสัตว์จำนวนหนึ่ง แต่ในบัญชีระบุว่าใช้เพื่อทดลองตำรายา”
ซีฮันพยักหน้าอย่างสงบนิ่ง “หลักฐานเดินมาถึงครึ่งทางแล้ว”
“ยังมีอีกเรื่องพ่ะย่ะค่ะ”
“ว่ามา”
“หมอหลวงซ่งเหวินตรวจเศษตะกอนในครกบดสมุนไพรของยู่จินเชียง พบสารชนิดเดียวกับที่เหลืออยู่ในถ้วยโอสถของพระองค์”
ดวงตาของซีฮันเป็นประกายวาบ ก่อนปิดรายงานลงเบา ๆ “ถึงเวลาแล้ว”
ไม่นานนัก ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งเรียกประชุมอีกครั้งที่ตำหนักกลาง ขุนนางกรมอาญา หมอหลวง และเหล่าสนมชั้นสูงต่างทยอยเข้าเฝ้า แม้เข่อชิงหวงกุ้ยเฟยจะยังรักษาสีหน้าสงบนิ่ง แต่ปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกลับกำแน่นกว่าทุกครั้ง เซียนรื่อหงนั่งตัวตรงอย่างผิดปกติ ส่วนจินเช่อเฟยเพียงมองเหตุการณ์ด้วยแววตาสนใจราวกับกำลังชมละครเรื่องหนึ่ง
ยู่จินเชียงถูกพาตัวเข้ามาในสภาพที่ต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด นางยังสวมอาภรณ์กุ้ยเฟย แต่เครื่องประดับบนศีรษะถูกลดลงตามธรรมเนียมของผู้ถูกสอบสวน ใบหน้าซีดเซียวเพราะหลายวันที่ผ่านมาแทบไม่ได้นอน
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางครู่หนึ่งก่อนตรัส “ผลการสอบสวนออกมาแล้ว”
ขันทีหลวงรีบคลี่ฎีกาอ่านเสียงดัง “จากการตรวจสอบของกรมอาญาและสำนักหมอหลวง พบว่าพิษในโอสถที่ถวายฮองเฮาตรงกับพิษสัตว์ที่เก็บอยู่ใต้ตำหนักของยู่กุ้ยเฟย อีกทั้งเศษพิษในครกบดสมุนไพรและบัญชีการเบิกวัตถุดิบล้วนสอดคล้องกัน”
เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วตำหนัก
ฮ่องเต้ตรัสต่อ “ยู่จินเชียง เจ้าจะอธิบายสิ่งใดอีกหรือไม่”
หญิงสาวคุกเข่าลงช้า ๆ ดวงตาแดงก่ำ “หม่อมฉันยอมรับว่าโอสถนั้นออกจากตำหนักของหม่อมฉันเพคะ”
คำตอบนี้ทำให้ทุกคนตกใจ
เข่อชิงถึงกับหรี่ตาลงทันที
ยู่จินเชียงสูดหายใจลึกก่อนกล่าวต่อ “แต่หม่อมฉันมิได้ตั้งใจให้ฮองเฮาสิ้นพระชนม์”
ซีฮันมองนางนิ่งโดยไม่พูดแทรก
ฮ่องเต้ขมวดพระขนง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“หม่อมฉัน...เพียงทำตามคำสั่ง”
ทั่วตำหนักเงียบกริบ
ตงเปียนเหลือบมองซีฮันทันที ส่วนเข่อชิงยังคงนั่งนิ่ง แต่หัวใจกลับเต้นแรงเป็นครั้งแรก
ฮ่องเต้ตรัสเสียงเข้ม “คำสั่งของผู้ใด”
ยู่จินเชียงเงียบไป ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย
“ตอบมา”
หญิงสาวหลับตาลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลอาบแก้ม ซีฮันสังเกตทุกอากัปกิริยาอย่างละเอียด นางเห็นแววลังเล ความหวาดกลัว และความรู้สึกผิดปะปนกันอยู่ในดวงตาของยู่จินเชียง แต่ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่านางกำลังคิดทรยศผู้ที่อยู่เบื้องหลัง
ฮ่องเต้รับสั่งซ้ำอีกครั้ง “ผู้ใดสั่งเจ้า”
ยู่จินเชียงกำหมัดแน่นจนปลายเล็บจิกเข้าเนื้อ ก่อนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ไม่มีผู้ใดเพคะ”
เข่อชิงแอบผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแนบเนียน
“ทุกอย่างเป็นความผิดของหม่อมฉันเอง”
หมอหลวงหลายคนมองหน้ากันด้วยความไม่เชื่อ
ซีฮันยกมุมปากเพียงเล็กน้อย นางรู้ตั้งแต่แรกว่ายู่จินเชียงจะไม่ซัดทอดเข่อชิง เพราะหากอีกฝ่ายล้มลง ตระกูลเข่อย่อมไม่ปล่อยครอบครัวของนางไว้แน่
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรอย่างเย็นชา “เจ้าคิดว่าการรับผิดเพียงคนเดียวจะทำให้เรื่องนี้จบหรือ”
“หม่อมฉันไม่มีสิ่งใดจะกราบทูลอีกเพคะ”
“แม้จะมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง?”
ยู่จินเชียงสะดุ้งเพียงเล็กน้อย ก่อนรีบก้มหน้าลง
“ไม่มีผู้ใดเพคะ”
คำตอบนี้ยิ่งทำให้หลายคนมั่นใจว่ามีคนอยู่เบื้องหลังจริง
ซีฮันลุกขึ้นอย่างสง่างาม ก่อนถวายบังคมฮ่องเต้ “ฝ่าบาท หม่อมฉันมีเรื่องอยากทูล”
“กล่าวมา”
“ยู่กุ้ยเฟยมีความรู้ด้านการแพทย์สูง หากคิดวางยาด้วยตนเองจริง ย่อมไม่มีทางทิ้งหลักฐานไว้มากมายถึงเพียงนี้ ทั้งบัญชีโอสถ ครกบดสมุนไพร และห้องเก็บสัตว์พิษ ล้วนเหมือนคนที่ไม่คิดปกปิดร่องรอย”
เข่อชิงขมวดคิ้วทันที เพราะคำพูดนี้กำลังเปิดทางให้ยู่จินเชียงพ้นจากการเป็นผู้บงการ
ซีฮันกล่าวต่ออย่างสุขุม “ดังนั้น หม่อมฉันเชื่อว่านางมีความผิด แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด”
ฮ่องเต้พยักหน้าช้า ๆ “เราก็คิดเช่นเดียวกัน”
ยู่จินเชียงเงยหน้ามองซีฮันด้วยความประหลาดใจ นางไม่คิดเลยว่าผู้ที่ตนเคยคิดฆ่าจะเป็นคนพูดเช่นนี้
ซีฮันสบตานางเพียงครู่เดียว ก่อนกล่าวเรียบ ๆ “คนฉลาดบางครั้งก็ยอมรับผิดแทนผู้อื่น เพราะคิดว่าการเสียสละจะปกป้องคนที่ตนภักดีได้”
ประโยคนั้นเหมือนคมมีดที่แทงตรงกลางใจของยู่จินเชียง นางเม้มริมฝีปากแน่นกว่าเดิม แต่ยังไม่เอ่ยชื่อผู้ใด
ฮ่องเต้ทอดถอนพระทัยเบา ๆ “ในเมื่อเจ้าปฏิเสธจะบอกความจริง เราก็ไม่อาจปล่อยเจ้าไว้ในตำแหน่งเดิมได้”
แววตาของเข่อหมิงซานเย็นลง “รอคำสั่งของนาง”ในเวลาเดียวกัน ภายในตำหนักคุมขัง เข่อชิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองท้องฟ้ายามค่ำซึ่งค่อย ๆ มืดลง เสี่ยวเยี่ยนเดินเข้ามาและแสร้งวางถาดอาหาร ก่อนกระซิบเบา ๆ“ชามถูกส่งออกไปแล้วเพคะ ไม่มีผู้ใดตรวจพบ”เข่อชิงพยักหน้า “อีกสามคืนเป็นคืนไร้จันทร์”“คนภายนอกจะมาจริงหรือเพคะ”“พวกเขาต้องมา”“หากไม่มาเล่า”เข่อชิงหันมามอง“เช่นนั้นข้าก็จะทำให้พวกมันเสียใจก่อนข้าตาย”เสี่ยวเยี่ยนไม่กล้าถามต่อเข่อชิงหยิบเข็มเล็กซึ่งซ่อนไว้ในมวยผมออกมา ใช้ปลายเข็มขีดแผ่นไม้ใต้เตียงเป็นเส้นสั้น ๆ หนึ่งเส้นหมายถึงหนึ่งคืน นางขีดเส้นแรกลงไปอย่างช้า ๆภายนอกตำหนัก ทหารเวรเดินตรวจตามปกติ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าระหว่างกำแพงวังกับคลองด้านเหนือ มีคนเริ่มวัดระดับน้ำ ตรวจตะแกรงเหล็ก และเตรียมเครื่องมือสำหรับตัดโซ่แล้วในครัวของทหาร ถุงยาผงเล็ก ๆ ถูกส่งผ่านมือคนงานคนหนึ่ง ที่โรงเก็บถ่าน ชุดของช่างซ่อมคลองถูกซ่อนไว้ใต้กองฟืน ส่วนในป่าทางเหนือ ม้าสิบกว่าตัวถูกเตรียมพร้อม พร้อมเสื้อผ้าสตรีสามชุดสำหรับหลอกเส้นทางติดตามแผนทุกส่วนเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน โดยมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว ชิงตัวนักโ
“โรงครัวขาดชามเจ้าค่ะ ข้าน้อยจึงคิดว่ายังใช้ได้ เมื่อคืนคนครัวบอกว่าจะส่งไปซ่อมพร้อมภาชนะเก่า”ผู้คุมพลิกชามดูอีกครั้ง แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ“ครั้งหน้าอย่านำของชำรุดเข้ามา หากบาดมือนักโทษขึ้นมา เจ้าจะรับผิดชอบหรือ”“เจ้าค่ะ”เสี่ยวเยี่ยนก้มรับแล้วนำถาดออกไปหัวใจของนางเต้นแรงตลอดทาง แต่ไม่มีผู้ใดเรียกหยุดชามถูกส่งกลับโรงครัว ก่อนถูกรวมกับภาชนะชำรุดในลังไม้ ช่วงบ่าย คนงานจากโรงช่างเข้ามารับของไปซ่อมตามปกติ เมื่อรถเข็นผ่านประตูวังด้านตะวันตก เจ้าหน้าที่ตรวจเพียงจำนวนภาชนะและตราอนุญาต ไม่ได้ทุบชามแต่ละใบ ข่าวของเข่อชิงจึงออกจากกำแพงพระราชวังได้สำเร็จ ค่ำวันนั้น ร้านเครื่องหอมชิงหลันปิดประตูเร็วกว่าปกติ ซูหลัว เจ้าของร้านหญิงวัยสี่สิบกว่า สวมเสื้อเรียบง่ายและมีท่าทางไม่ต่างจากแม่ค้าทั่วไป นางรับชามที่ถูกส่งมาไว้ในห้องหลังร้าน ก่อนใช้มีดบางแซะฐานดินออกอย่างชำนาญเมื่อเห็นเศษผ้าที่ซ่อนอยู่ภายใน สีหน้าของนางเปลี่ยนทันที นางอ่านข้อความเพียงรอบเดียวก็รีบเผาเศษผ้าในเตา จากนั้นจึงเปิดหีบไม้ใต้พื้น หยิบป้ายเหล็กรูปหัวหมาป่าออกมา ป้ายนี้ไม่ได้ถูกใช้มานานกว่าสามปี นับจากวันที่เข่อหยวนฉิงสั่งให้กองก
เข่อชิงไม่ได้แสดงความโกรธ“หากเส้นทางเดิมใช้ไม่ได้ ก็ต้องใช้เส้นทางที่ไม่มีผู้ใดคิดว่าจะมีข่าวซ่อนอยู่”“ทรงหมายถึงสิ่งใดเพคะ”เข่อชิงมองถาดอาหารบนพื้น“พรุ่งนี้เจ้านำอาหารมาเหมือนเดิมหรือไม่”“เพคะ ผู้คุมอนุญาตให้ข้าน้อยนำอาหารเช้ามา เพราะคนครัวคนเดิมป่วย”“จานชามต้องถูกนำกลับไปล้าง”“เพคะ”เข่อชิงยกชามดินเผาใบหนึ่งขึ้นพลิกดูด้านล่าง“คนตรวจมักเปิดฝาอาหาร ค้นใต้ข้าว และจับขอบภาชนะ แต่ไม่มีผู้ใดทุบชามทุกใบเพื่อตรวจดูเนื้อดินด้านใน”เสี่ยวเยี่ยนเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ“เหนียงเหนียงจะซ่อนจดหมายในชามหรือเพคะ”“อย่าเรียกข้าว่าเหนียงเหนียงต่อหน้าผู้อื่น” เข่อชิงกล่าวเสียงเย็น “ข้าเป็นเพียงนักโทษในสายตาพวกมัน”เสี่ยวเยี่ยนรีบก้มต่ำ “ข้าน้อยผิดไปแล้วเพคะ”เข่อชิงใช้ปลายเล็บเคาะก้นชามเบา ๆ“ชามจากโรงครัวหลวงบางใบมีฐานกลวง ช่างทำไว้เพื่อให้เนื้อดินแห้งเร็ว หากเจ้าใช้มีดบางเปิดรอยต่อแล้วปิดใหม่ด้วยดินสีเดียวกัน ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น”“แต่จดหมายจะต้องเล็กมาก”“ข้าไม่ต้องเขียนเรื่องยาว”เข่อชิงลุกจากเตียง เดินไปยังผนังด้านหนึ่งซึ่งแสงจากหน้าต่างส่องถึง นางหยิบก้านไม้ไหม้จากเตาถ่าน ใช้ปลายดำเขียนตัวอ
ซีฮันรู้สึกแน่นในอก หากพระองค์ยังคงปฏิบัติเช่นนี้ต่อไป กำแพงที่นางสร้างขึ้นอาจไม่อาจต้านทานได้นาน นางเคยคิดว่าตนไม่ควรรักใครอีก แต่การไม่รักไม่ได้หมายความว่าหัวใจจะหยุดรู้สึก มันยังจดจำความอบอุ่นยังสั่นไหวเมื่อมีคนยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วย ยังอ่อนลงเมื่อคนผู้นั้นยอมรอโดยไม่บังคับซีฮันกำลังพ่ายแพ้ ไม่ใช่ต่ออำนาจของฮ่องเต้ แต่ต่อความอ่อนโยนซึ่งพระองค์ค่อย ๆ มอบให้ทีละเล็กทีละน้อย หลังฮ่องเต้ประทับอยู่จนแน่ใจว่านางหลับพักผ่อน พระองค์จึงเสด็จกลับตำหนักทรงพระอักษรเพื่อเปิดม้วนเอกสารที่ช่วยออกมาจากกองเพลิงข่าวที่ฮ่องเต้ประทับดูแลฮองเฮาด้วยพระองค์เองกลับแพร่ไปทั่ววังเร็วกว่าที่ผู้ใดคาดคิด นางกำนัลพูดถึงการที่พระองค์ทรงถือถ้วยยา ขันทีพูดถึงคำสั่งให้นำเอกสารมาที่ตำหนักหงส์เพื่อมิให้ฮองเฮาต้องเดิน ส่วนหมอหลวงต่างรู้ว่าระหว่างเปลี่ยนยา ฮองเฮายอมจับพระหัตถ์ของพระองค์ไว้ตลอดเวลาแม้ทุกคนถูกสั่งห้ามพูดนอกตำหนัก แต่ความลับในวังหลังไม่เคยถูกเก็บไว้ได้นาน ยามเย็น ข่าวนั้นก็เดินทางไปถึงตำหนักเล็กด้านเหนือ ซึ่งใช้เป็นสถานที่คุมขังเข่อชิง ภายในห้องอับชื้น หญิงสาวผู้เคยสวมฉลองพระองค์หรูหรานั่งอยู่บนพื้นโด
นางมองพระหัตถ์ซึ่งอยู่ตรงหน้า ความคิดแรกคือปฏิเสธ การยอมรับการดูแลจากใครสักคนหมายถึงการยอมรับว่าตนเองอ่อนแอ และซีฮันใช้ชีวิตหลังความตายด้วยการไม่ยอมให้อ่อนแอต่อหน้าผู้ใด นางจัดการศัตรู วางแผน เปิดโปงคดี รักษาชีวิตคน แม้ติดอยู่ในหอเอกสารที่กำลังถล่ม นางก็ยังพยายามรักษาหลักฐานมากกว่าร้องขอความช่วยเหลือแต่ตอนนี้ฮ่องเต้ไม่ได้ขอให้นางมอบความลับ ไม่ได้ขอให้สารภาพรัก หรือบังคับให้เชื่อใจทั้งหมด พระองค์เพียงยื่นมือให้จับระหว่างเปลี่ยนยา เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ฮ่องเต้ไม่ได้เร่งรัด พระหัตถ์ยังคงวางอยู่ที่เดิม ซีฮันสูดลมหายใจเข้า ก่อนค่อย ๆ วางมือลงบนพระหัตถ์ของพระองค์สัมผัสอุ่นส่งผ่านมายังปลายนิ้ว ฮ่องเต้ชะงักเล็กน้อย ราวกับไม่คิดว่านางจะยอมจริง ๆ จากนั้นพระองค์จึงกระชับมืออย่างระมัดระวัง ไม่แน่นจนทำให้นางรู้สึกถูกควบคุม และไม่หลวมจนเหมือนพร้อมจะปล่อยไปทุกเมื่อ“ทำต่อ” พระองค์รับสั่งหมอหลวงหมอหลวงก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม ก่อนเริ่มใส่ยาใหม่ เมื่อความแสบแล่นขึ้นมา ซีฮันเผลอบีบพระหัตถ์แน่น ฮ่องเต้ไม่ได้แสดงอาการ แม้ฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์เองมีรอยพุพองจากการฝ่าไฟ นางนึกข
“ฝ่าบาทไม่เสด็จกลับไปพักหรือเพคะ”ซีฮันเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ พระองค์ทอดพระเนตรนาง“เจ้าต้องการให้เรากลับหรือ”นางชะงัก หากตอบว่าต้องการ พระองค์คงลุกออกไปโดยไม่ฝืน แต่ความคิดที่จะต้องอยู่เพียงลำพังกลับทำให้ความฝันเมื่อคืนย้อนขึ้นมาอีกครั้ง ปืนในมือแจ๊คกี้ เลือดซึ่งไหลจากหน้าอก เสียงร้องขอโทษที่สายเกินไป ซีฮันหลบสายตา“หม่อมฉันเพียงคิดว่าพระองค์ก็บาดเจ็บเช่นกัน”ฮ่องเต้ก้มมองผ้าพันแผลบริเวณพระอังสา“บาดแผลเล็กน้อย”“คานไม้ฟาดลงมาเต็มแรงยังเรียกว่าเล็กน้อยหรือเพคะ”“เมื่อเทียบกับการที่เจ้าถูกขังอยู่ในอาคารซึ่งกำลังถล่ม ย่อมถือว่าเล็กน้อย”พระองค์ตอบเรียบง่ายราวกับเป็นเรื่องธรรมดาซีฮันมองบาดแผลนั้น ภาพตอนฮ่องเต้ใช้พระวรกายปกป้องนางจากคานที่ร่วงลงมากลับมาชัดเจน ความร้อนของเปลวไฟในเวลานั้นยังคงติดอยู่ในความทรงจำ“ฝ่าบาทไม่ควรเสด็จเข้าไปเพคะ”“เรื่องนี้เจ้าพูดไปแล้ว”“แต่พระองค์เป็นฮ่องเต้ พระชนม์ชีพของพระองค์เกี่ยวข้องกับคนทั้งแผ่นดิน”“และเจ้าเป็นฮองเฮาของเรา”ซีฮันเม้มริมฝีปาก “ตำแหน่งฮองเฮาไม่สำคัญเท่าฮ่องเต้”“เราไม่ได้เข้าไปเพราะตำแหน่งของเจ้า”คำตอบของพระองค์ทำให้นางนิ่งไป ฮ่องเต้ทอ
ปัดเป่าภัยร้าย “มินานดอก หากเจ้าอดทนเพื่อปัดเป่าให้คำทำนายของโหรหลวงที่บอกว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงนั้นผ่อนเบาลงได้”กษัตริย์ยุคโบราณเชื่อการทำนายทายทักถึงขนาดนี้เลยเชียวหรือ? ลิลลี่นึกในใจ เธอเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ฮวงจุ้ยในการออกแบบและแม้ว่ามันจะมีความสำคัญสำหรับการก่อสร้างในยุคสมัยใหม
พระสุรเสียงของเฉียนหลงราวติดขัดเพราะพระองค์ก็ทรงเคอะเขินต่อการได้พบพระชายาเอกซึ่งตอนนี้นางช่างแตกต่างไปจากวันวาน น้ำเสียงของนางมั่นคงกว่าเดิม ไม่ฟูมฟายพร่ำเพ้อและพระพักตร์นั้นอมชมพูงามจับพระทัยยิ่งนัก และขณะเดียวกัน ลิลลี่ในร่างของซีฮันฮองเฮาก็มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของกษัตริย์ผู้เลื่องชื่อเรื่องการเป
โหรหลวงโบกมือเรียกคนสนิทนำกระดองเต่าวางบนกระดานรองเข้ามาเพื่อให้ฮ่องเต้ได้เห็นซึ่งก็ทำให้ทั้งเฉียนหลงและเข่อชิงหวงกุ้ยเฟยสนใจอย่างมาก สักครู่โหรหลวงจึงเอ่ยขึ้น“โดยปกติแล้วหม่อมฉันใช้กระดูกวัวในการทำนายดวงบ้านเมือง แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีความแปลกประหลาด จึงได้ใช้วิธีการทำนายอย่างโบราณที่
ราชวงศ์ชิง รัชสมัยองค์จักรพรรดิเฉียนหลง เสียงร้องโหยหวนสลับกับกรีดแหลมดังมาจากตำหนักใหญ่อันเป็นที่ประทับของฮองเฮาซีฮัน พระอัครมเหสีเอกแห่งเฉียนหลงฮ่องเต้ในยามวิกาลที่รอบ ๆ มีนางสนมนั่งคอยเฝ้าและเหล่าทหารยามยืนนิ่งราวรูปปั้น ห่างจากตำหนักใหญ่ของฮองเฮาเป็นรั้วตำหนักเล็กลดหลั่นกันไปของม







