เข้าสู่ระบบตงเปียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนึกขึ้นได้ “เหนียงเหนียงหมายถึง...หมอหลวงซ่งเหวิน”
ซีฮันพยักหน้า ความทรงจำของร่างเดิมทำให้นางจำได้ว่า ซ่งเหวินเคยเป็นหมอประจำกองทัพของตระกูลซี ก่อนถูกย้ายเข้าวังหลวงเมื่อหลายปีก่อน แม้ไม่ได้ใกล้ชิดฮองเฮา แต่ก็ไม่เคยแสดงตัวเข้าข้างฝ่ายใด
“เขายังซื่อสัตย์หรือไม่”
ตงเปียนตอบทันที “ซ่งหมอหลวงไม่ชอบประจบผู้ใด จึงถูกลดความสำคัญมาหลายปี”
“เช่นนั้นก็ดี”
ซีฮันห่อถ้วยยาอีกครั้ง “คนที่ไม่มีใครเห็นค่า ย่อมไม่มีใครระวัง”
นางยื่นห่อผ้าให้ตงเปียน
“คืนนี้หลังยามสาม เจ้าจงปลอมตัวเป็นขันทีส่งของ แล้วนำถ้วยนี้ไปให้เขาตรวจ อย่าให้ผู้ใดเห็น”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“จำไว้” ซีฮันจ้องตาเขา “หากมีคนสะกดรอยตาม ให้ทิ้งถ้วยทันที”
ตงเปียนตกใจ “แต่หลักฐาน...”
“หลักฐานหายไปยังหาใหม่ได้”
ซีฮันตอบหนักแน่น “แต่คนของข้า ห้ามตาย”
ตงเปียนก้มศีรษะทันที “กระหม่อมจะกลับมาพร้อมความจริงพ่ะย่ะค่ะ”
คืนนั้นพระราชวังเงียบสงัด ตงเปียนเปลี่ยนเป็นชุดขันทีชั้นผู้น้อย ใช้หมวกใบใหญ่ปิดบังใบหน้า แล้วเดินออกจากตำหนักฮองเฮาผ่านทางเดินด้านหลัง
ระหว่างทาง เขาเปลี่ยนเส้นทางถึงสามครั้ง เดินอ้อมโรงครัว ผ่านสวนหิน ก่อนเลี้ยวเข้าประตูเล็กที่หมอหลวงใช้เข้าออก ซ่งเหวินกำลังนั่งอ่านตำราสมุนไพรใต้แสงตะเกียง เมื่อเห็นตงเปียน เขารีบลุกขึ้น
“ขันทีตง เหตุใดจึงมาดึกดื่นเช่นนี้”
ตงเปียนไม่เสียเวลา เขาปิดประตูทันที ก่อนวางห่อผ้าไว้บนโต๊ะ
“หมอซ่ง ช่วยฮองเฮาด้วย”
ซ่งเหวินเปิดผ้าออกช้า ๆ เมื่อเห็นถ้วยยา สีหน้าของเขาเปลี่ยนทันที
“นี่คือ...”
“ถ้วยโอสถที่ฮองเฮาเสวยก่อนประชวร”
หมอหลวงชราขมวดคิ้ว
“เจ้าต้องการให้ตรวจสิ่งใด”
“ทุกอย่าง”
ซ่งเหวินพยักหน้า ก่อนหยิบเข็มเงิน แปรงขนอ่อน และขวดน้ำยาหลายชนิดออกมา
เขาใช้แปรงปัดตะกอนที่ติดก้นถ้วยอย่างเบามือ ก่อนละลายในน้ำใส
ผ่านไปครู่หนึ่ง เข็มเงินที่จุ่มลงในน้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ
ตงเปียนเบิกตากว้าง “มีพิษจริงหรือ”
ซ่งเหวินยังไม่ตอบ เขาหยิบผงสีขาวโรยลงไปอีกชนิด ทันใดนั้น น้ำในถ้วยกลับกลายเป็นสีเขียวหม่น หมอหลวงสูดหายใจลึก
“ไม่ใช่พิษจากพืช”
“แล้วคืออะไร”
ซ่งเหวินมองของเหลวตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด “พิษจากสัตว์”
ตงเปียนหน้าซีด “สัตว์ชนิดใด”
ซ่งเหวินใช้นิ้วแตะเพียงเล็กน้อย ก่อนดมกลิ่น “มีอย่างน้อยสามชนิด”
เขาหยิบตำราขึ้นเปิดอย่างรวดเร็ว “พิษงูเขียว...พิษแมงป่องดำ...และพิษคางคกภูเขา”
ตงเปียนแทบทรุด “ผสมกันได้ด้วยหรือ”
“ได้” หมอหลวงถอนหายใจ “แต่ต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญมาก”
เขาหันมองตงเปียน “พิษนี้ไม่ได้ทำให้ตายทันที”
“เช่นนั้นหรือ”
“มันจะค่อย ๆ ทำลายหัวใจ เส้นลมปราณ และอวัยวะภายใน”
ซ่งเหวินหลุบตาลง “เมื่อคนไข้ตาย ทุกคนจะคิดว่าเป็นโรคเก่ากำเริบ”
ตงเปียนกำหมัดแน่น ทุกอย่างตรงกับที่ฮองเฮาคาดไว้ หมอหลวงเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนพูดเสียงเบา
“คนที่ผสมพิษชนิดนี้ได้...ทั้งวังหลวงมีไม่กี่คน”
“ผู้ใด”
ซ่งเหวินมองประตู ก่อนลดเสียงลงอีก “ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย”
ตงเปียนรู้สึกเหมือนเลือดทั้งร่างเย็นเฉียบ แม้ทุกคนสงสัยอยู่แล้วแต่การได้รับการยืนยันจากหมอหลวงทำให้เรื่องนี้กลายเป็นความจริง ซ่งเหวินรีบห่อถ้วยกลับคืน
“รีบนำกลับไป”
“แล้วหมอจะ...”
“ข้าไม่เคยเห็นเจ้า” หมอหลวงตอบทันที “คืนนี้ไม่มีผู้ใดมาที่นี่”
ตงเปียนเข้าใจความหมาย เขารีบคารวะ “ขอบคุณ”
ก่อนรีบเดินกลับตำหนักฮองเฮา เกือบรุ่งสาง ตงเปียนกลับมาถึงตำหนักอย่างปลอดภัย ซีฮันยังไม่นอนนางกำลังนั่งอ่านตำราเก่าอยู่ใต้แสงโคม เมื่อเห็นขันทีคนสนิทกลับมา นางจึงปิดหนังสือทันที
“เป็นอย่างไร”
ตงเปียนคุกเข่าลง “เหนียงเหนียงทรงคาดไว้ไม่ผิด”
เขาเล่าทุกอย่างที่หมอซ่งตรวจพบอย่างละเอียด ซีฮันหลับตาลงครู่หนึ่ง ทุกอย่างเริ่มต่อกันเป็นภาพ พิษจากสัตว์ร้าย หมอยาผู้เชี่ยวชาญ ยู่จินเชียง นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง
“ยังไม่พอ”
ตงเปียนชะงัก “พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าต้องรู้ว่าโอสถนี้ออกจากตำหนักใด ผ่านมือผู้ใด และผู้ใดเป็นคนอนุมัติ”
นางลุกขึ้นเดินไปยังชั้นหนังสือ จากความทรงจำของร่างเดิม ฮองเฮามีสิทธิ์ตรวจบัญชีโอสถของวังหลังได้ เพียงแต่ไม่เคยสนใจ ซีฮันหยิบสมุดบัญชีเล่มหนาสีดำออกมาจากตู้ ฝุ่นเกาะหนาแสดงว่าไม่มีผู้ใดเปิดมันมานานแล้ว นางค่อย ๆ พลิกทีละหน้า บันทึกชื่อสมุนไพร วันเบิก ตำหนักผู้รับ ลายมือผู้อนุมัติ ทุกอย่างเป็นระเบียบจนกระทั่งถึงหน้าของเดือนก่อน ปลายนิ้วของซีฮันหยุดนิ่ง ตงเปียนรีบเดินเข้ามา
“เหนียงเหนียง พบสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันไม่ได้ตอบทันที นางใช้นิ้วแตะชื่อหนึ่งในบัญชี ใต้รายการเบิกสมุนไพรหายากหลายชนิด มีลายมือกำกับเอาไว้ชัดเจน
'รับโอสถพิเศษสำหรับถวายฮองเฮา'
และในช่องผู้เบิกนั้น มีชื่อที่นางกำลังตามหาเขียนไว้ด้วยหมึกสีดำอย่างเด่นชัด
“ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย”
หมอยาในคราบอัครเทวี
รุ่งเช้าของวันที่สามหลังพิธีถวายพระพร ท้องฟ้าเหนือพระราชวังยังถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวบาง ซีฮันนั่งอยู่ริมหน้าต่างตำหนักฮองเฮา พลางทอดสายตามองสวนเหมยที่กำลังผลิดอกท่ามกลางความหนาวเย็น แม้ร่างกายจะยังไม่ฟื้นคืนเต็มที่ แต่สีหน้าของนางกลับสงบนิ่งราวกับทุกสิ่งอยู่ในการคำนวณเรียบร้อยแล้ว บนโต๊ะด้านหน้าวางบัญชีโอสถที่ตงเปียนนำกลับมาเมื่อคืน เปิดค้างอยู่หน้าที่มีชื่อของยู่จินเชียงกุ้ยเฟยเขียนด้วยหมึกดำชัดเจน ใต้รายชื่อมีตราประทับรับโอสถพิเศษสำหรับถวายฮองเฮา ทุกอย่างกำลังชี้ไปยังหญิงผู้เชี่ยวชาญด้านพิษ แต่หลักฐานเพียงเท่านี้ยังไม่อาจทำให้นางล้มลงได้
ซีฮันปิดสมุดบัญชีอย่างแผ่วเบา ก่อนหันไปมองตงเปียน “หากข้าถือบัญชีเล่มนี้ไปกล่าวหานางต่อหน้าฮ่องเต้ เจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ตงเปียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ “ยู่จินเชียงจะปฏิเสธพ่ะย่ะค่ะ นางจะอ้างว่าโอสถเป็นเพียงยาบำรุง ส่วนหมอหลวงที่เกี่ยวข้องก็ล้วนเป็นคนของเข่อชิงหวงกุ้ยเฟย”
“ถูกต้อง” ซีฮันยิ้มบาง “คนฉลาดไม่เคยใช้หลักฐานเพียงชิ้นเดียว เพราะเมื่ออีกฝ่ายทำลายได้ เกมก็จบ”
นางลุกขึ้นเดินช้า ๆ ไปยังชั้นวางเครื่องกระเบื้อง หยิบถ้วยชาลายเมฆสีขาวสองใบขึ้นมา วางเคียงกันบนโต๊ะ หากมองเผิน ๆ ทั้งสองใบเหมือนกันทุกประการ แต่เมื่อพลิกดูใต้ก้นถ้วยจะพบว่าหนึ่งใบมีรอยแต้มหมึกสีทองเล็กกว่าปลายเข็ม ซ่อนอยู่ในลายดอกบัว
“ตงเปียน วันนี้ข้าจะเล่นละคร”
หมอหลวงชะงักไปเล็กน้อย“อาจเป็นเพราะเหนื่อยล้าและตกใจอย่างหนักพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้ไม่ได้ตรัสสิ่งใดอีก พระองค์ยังจำเสียงแผ่วเบาที่หลุดจากริมฝีปากของนางได้ชัดเจน แจ๊คกี้ชื่อประหลาดซึ่งไม่คล้ายชื่อของชาวต้าชิง ไม่มีเสียงใดใกล้เคียงกับชื่อบุรุษในราชสำนัก และไม่น่าจะเป็นชื่อจากแคว้นรอบด้าน ที่สำคัญคือซีฮันเรียกชื่อนั้นในยามหมดสติ ด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดราวกับกำลังเรียกคนซึ่งฝังอยู่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ ฮ่องเต้พยายามบอกพระองค์เองว่ามันอาจเป็นเพียงเสียงละเมอไร้ความหมาย แต่ยิ่งคิด ภาพความเปลี่ยนแปลงของซีฮันก็ยิ่งย้อนกลับเข้ามาลายมือที่ไม่เหมือนเดิม ความรู้ทางการแพทย์ซึ่งไม่มีผู้ใดเคยสอน วิธีวิเคราะห์บัญชีและโครงสร้างอาคารที่เกินกว่าสตรีในวังหลังจะรู้ ความกล้าที่เกิดขึ้นหลังรอดชีวิตจากความตาย รวมถึงคำพูดหลายครั้งซึ่งราวกับนางเคยใช้ชีวิตอยู่อีกสถานที่หนึ่งมาก่อน พระองค์เคยตัดสินใจว่าจะไม่บีบบังคับให้นางเปิดเผยความลับ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือการกระทำของนางในปัจจุบัน แต่เมื่อได้ยินชื่อชายอื่นจากริมฝีปากของนาง ความสงสัยกลับกลายเป็นบางสิ่งที่เจ็บปวดเก
พระองค์ทรงรีบวิ่งฝ่าเปลวไฟเข้าไป หลังคาที่พังลงมาปิดกั้นพื้นที่ครึ่งห้องไว้ ใต้คานไม้ขนาดใหญ่ หญิงสาวผู้หนึ่งนอนอยู่กับพื้น แขนทั้งสองยังกอดม้วนเอกสารเอาไว้แน่น ซีฮันยังมีสติเล็กน้อย แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยเขม่าควัน ริมฝีปากซีดจนแทบไม่มีสีเลือด ฮ่องเต้ทรุดพระองค์ลงทันที“ซีฮัน”นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นพระพักตร์ของพระองค์ นางตกใจจนพยายามดันตัวลุก“ฝ่าบาท...เหตุใด...”“เรามารับเจ้า”ซีฮันส่ายหน้า“ไม่ได้...รีบออกไป...อาคารจะถล่ม”“เราจะออกไปพร้อมกัน”พระองค์พยายามยกคานไม้ แต่เศษหลังคาที่ตกลงมาทับอยู่ด้านบนทำให้น้ำหนักมหาศาลเกินกว่าจะขยับด้วยพระองค์เดียว องครักษ์สองนายรีบเข้ามาช่วย ทั้งสามออกแรงพร้อมกัน ในที่สุดคานก็ขยับพอให้ดึงขาของซีฮันออกมาได้ นางร้องเบา ๆ ด้วยความเจ็บปวด ข้อเท้าขวาบวมแดงทันที“เดินไหวหรือไม่”ซีฮันส่ายหน้า ฮ่องเต้ไม่ลังเลแม้แต่น้อย พระองค์ทรงอุ้มนางขึ้นในอ้อมพระกร ซีฮันตกใจ“ฝ่าบาท วางหม่อมฉันลง...&
ซีฮันโยนสมุดสองเล่มข้ามกองไฟ ตงเปียนรับไว้ได้ แต่เมื่อจะโยนม้วนสุดท้าย เพดานด้านข้างก็พังลงมาอีกส่วน นางต้องกระโดดหลบ เศษไม้ร่วงขวางทางจนมองไม่เห็นคนฝั่งตรงข้าม ควันดำหนาทึบทำให้หายใจลำบาก ซีฮันก้มต่ำ คลานไปยังผนังด้านเหนือ หวังหาช่องระบายอากาศตามที่ผู้ดูแลบอก แต่ไฟได้ลามถึงโครงไม้รอบห้องแล้ว เสียงตะโกนจากภายนอกดังขึ้นไกล ๆ นางจำพระสุรเสียงนั้นได้ทันที“ซีฮัน!”ฮ่องเต้มาถึงแล้ว นางพยายามตอบ แต่ควันทำให้ไอจนไม่มีเสียง ด้านนอก ฮ่องเต้เฉียนหลงเสด็จมาถึงพร้อมทหารรักษาพระองค์ เมื่อเห็นหอเอกสารถูกไฟกลืน พระพักตร์ก็เปลี่ยนทันที“ฮองเฮาอยู่ที่ใด”หัวหน้าองครักษ์คุกเข่าลง “ยังอยู่ชั้นสามพ่ะย่ะค่ะ ทางขึ้นถูกไฟตัดขาด”พระองค์คว้าผ้าชุบน้ำจากทหาร “เปิดทาง”หัวหน้าองครักษ์รีบขวาง “ฝ่าบาทเสด็จเข้าไปมิได้ อาคารกำลังจะถล่มพ่ะย่ะค่ะ”“นางยังอยู่ข้างใน!”ฮ่องเต้ผลักเขาออกและก้าวไปทางประตู แต่เสียงแตกสนั่นดังขึ้นจากชั้นบนเสียก่อน หลังคาด้านหนึ่งทรุดตัว ทหารทั้งหมดร้องเตือนและ
นางหันไปยังเจ้าหน้าที่ “มีบัญชีสำเนาหรือไม่”“น่าจะอยู่ชั้นสามพ่ะย่ะค่ะ เป็นทะเบียนกลางของเอกสารลับทั้งหมด”ซีฮันตัดสินใจขึ้นไปทันที ตงเปียนตามหลังอย่างกังวล“เหนียงเหนียง ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าหากพบสิ่งผิดปกติให้เสด็จออกทันทีนะพ่ะย่ะค่ะ”“เราพบเอกสารหาย ไม่ใช่คนร้าย”“แต่นี่อาจเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการให้พระองค์พบ”ซีฮันหยุดชั่วครู่ คำเตือนนั้นมีเหตุผล ทว่าในเวลาเดียวกัน เสียงโลหะกระทบพื้นก็ดังมาจากชั้นล่าง ตามด้วยเสียงคนตะโกน“จับเขาไว้!”เสียงฝีเท้าวิ่งวุ่นวายขึ้นทันที หัวหน้าองครักษ์หันไปสั่ง“คุ้มครองฮองเฮา!”องครักษ์สองนายยืนปิดทางบันได ขณะที่อีกกลุ่มวิ่งลงไปด้านล่าง ซีฮันก้าวไปชะโงกมองผ่านราวไม้ เห็นชายในชุดคนส่งน้ำผลักทหารออกแล้ววิ่งไปทางประตูหลัง เขาถือไหดินเผาใบหนึ่งไว้ในมือก่อนจะถูกจับ ชายผู้นั้นขว้างไหเข้าใส่กองเอกสารข้างผนัง ไหแตกกระจาย ของเหลวที่มีกลิ่นฉุนไหลกระจายไปทั่วพื้น ตงเปียนร้องขึ้น“น้ำมัน!”
ซีฮันกล่าวเสริม“ตรวจคนส่งน้ำ คนครัว และช่างซ่อมทั้งหมดด้วย คนของตระกูลเข่ออาจมิได้สวมชุดขุนนางหรือองครักษ์”ตงเปียนรับคำแล้วรีบออกไป ฮ่องเต้มองนางอยู่ครู่หนึ่ง“คืนนี้เจ้าไม่ต้องไปหอเอกสาร”ซีฮันเลิกคิ้ว“เหตุใดเพคะ”“เพราะอาจเป็นกับดัก”“ยิ่งเป็นกับดัก หม่อมฉันยิ่งควรเห็นด้วยตนเองว่าอีกฝ่ายต้องการทำลายสิ่งใด”“เราไม่ได้ขาดเจ้าหน้าที่”“แต่พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังค้นหาอะไร”ฮ่องเต้ขมวดพระขนง“แล้วเจ้ารู้หรือ”“ยังไม่รู้ทั้งหมดเพคะ แต่หม่อมฉันรู้เส้นทางของคดีนี้ตั้งแต่เสบียงหายไปจนถึงการวางยาร่างเดิม บางครั้งเอกสารที่ดูไม่เกี่ยวข้องอาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่สุด”พระองค์เงียบไปซีฮันจึงกล่าวต่อ“ฝ่าบาททรงบอกว่าจะเริ่มมองหม่อมฉันให้ดีตั้งแต่วันนี้ เช่นนั้นก็ควรทรงเห็นว่าหม่อมฉันไม่ใช่สตรีที่จะยอมนั่งรออยู่ในตำหนัก ขณะที่หลักฐานกำลังตกอยู่ในอันตราย”ฮ่องเต้ถอนพระทั
ฮ่องเต้ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาจึงกล่าวต่อ“ฝ่าบาททรงเชื่อว่าจับกระหม่อมแล้ว ทุกอย่างจะสิ้นสุดหรือพ่ะย่ะค่ะ”ซีฮันหรี่ตาลง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”เข่อหยวนฉิงยิ้ม “บางเรื่องใหญ่เกินกว่าจะอยู่ในมือคนคนเดียว บางเอกสาร ต่อให้ค้นทั้งจวนก็ไม่มีวันพบ”หัวหน้าองครักษ์เข้าจับแขนเขา ชายชราไม่ขัดขืน เพียงหันมามองซีฮันเป็นครั้งสุดท้าย“เหนียงเหนียงทรงชนะในท้องพระโรงวันนี้ แต่หากเอกสารชิ้นนั้นถูกเปิดเผย ผู้ที่พังทลายอาจไม่ใช่ตระกูลเข่อเพียงฝ่ายเดียว”ซีฮันก้าวเข้ามา “เอกสารอะไร”เข่อหยวนฉิงหัวเราะโดยไม่ตอบ องครักษ์จึงลากตัวเขาออกจากท้องพระโรง ท่ามกลางสายตาของขุนนางทั้งราชสำนักเมื่อประตูใหญ่ปิดลง ฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้จับผู้เกี่ยวข้องตามรายชื่อทั้งหมด บางคนถูกควบคุมตัวในทันที บางคนถูกถอดตราประจำตำแหน่ง และบางคนถูกสั่งห้ามออกจากจวนจนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุด การประชุมใหญ่จบลงด้วยความโกลาหล แต่ซีฮันกลับไม่ได้รู้สึกโล่งใจ นางยืนมองเอกสารบนโต๊ะ ความคิดวนเวียนอยู่กับคำพูดสุดท้ายของเข่อหยวน
ปัดเป่าภัยร้าย “มินานดอก หากเจ้าอดทนเพื่อปัดเป่าให้คำทำนายของโหรหลวงที่บอกว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงนั้นผ่อนเบาลงได้”กษัตริย์ยุคโบราณเชื่อการทำนายทายทักถึงขนาดนี้เลยเชียวหรือ? ลิลลี่นึกในใจ เธอเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ฮวงจุ้ยในการออกแบบและแม้ว่ามันจะมีความสำคัญสำหรับการก่อสร้างในยุคสมัยใหม
พระสุรเสียงของเฉียนหลงราวติดขัดเพราะพระองค์ก็ทรงเคอะเขินต่อการได้พบพระชายาเอกซึ่งตอนนี้นางช่างแตกต่างไปจากวันวาน น้ำเสียงของนางมั่นคงกว่าเดิม ไม่ฟูมฟายพร่ำเพ้อและพระพักตร์นั้นอมชมพูงามจับพระทัยยิ่งนัก และขณะเดียวกัน ลิลลี่ในร่างของซีฮันฮองเฮาก็มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของกษัตริย์ผู้เลื่องชื่อเรื่องการเป
“ข้ามิกลัวดอก คนในราชสำนักล้วนอยู่ใต้อาณัติของข้า ทุกคนรู้ดีว่าชะตาของฮองเฮานั้นอยู่ได้อีกมินาน ก็นางช่างอ่อนแอ มีวาสนาหากไร้ซึ่งอำนาจก็มิอาจทำอันใดได้ นางมิมีใครอยู่เคียงข้าง แม้พ่อของนางเป็นถึงแม่ทัพกองธงขอบเหลืองที่ฮ่องเต้ต้องทรงให้ความเกรงใจแต่ความอ่อนแอจะฝังนางทั้งเป็น และวันหนึ่งข้านี่ล่ะจะเห
โหรหลวงโบกมือเรียกคนสนิทนำกระดองเต่าวางบนกระดานรองเข้ามาเพื่อให้ฮ่องเต้ได้เห็นซึ่งก็ทำให้ทั้งเฉียนหลงและเข่อชิงหวงกุ้ยเฟยสนใจอย่างมาก สักครู่โหรหลวงจึงเอ่ยขึ้น“โดยปกติแล้วหม่อมฉันใช้กระดูกวัวในการทำนายดวงบ้านเมือง แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีความแปลกประหลาด จึงได้ใช้วิธีการทำนายอย่างโบราณที่







