LOGINตงเปียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนึกขึ้นได้ “เหนียงเหนียงหมายถึง...หมอหลวงซ่งเหวิน”
ซีฮันพยักหน้า ความทรงจำของร่างเดิมทำให้นางจำได้ว่า ซ่งเหวินเคยเป็นหมอประจำกองทัพของตระกูลซี ก่อนถูกย้ายเข้าวังหลวงเมื่อหลายปีก่อน แม้ไม่ได้ใกล้ชิดฮองเฮา แต่ก็ไม่เคยแสดงตัวเข้าข้างฝ่ายใด
“เขายังซื่อสัตย์หรือไม่”
ตงเปียนตอบทันที “ซ่งหมอหลวงไม่ชอบประจบผู้ใด จึงถูกลดความสำคัญมาหลายปี”
“เช่นนั้นก็ดี”
ซีฮันห่อถ้วยยาอีกครั้ง “คนที่ไม่มีใครเห็นค่า ย่อมไม่มีใครระวัง”
นางยื่นห่อผ้าให้ตงเปียน
“คืนนี้หลังยามสาม เจ้าจงปลอมตัวเป็นขันทีส่งของ แล้วนำถ้วยนี้ไปให้เขาตรวจ อย่าให้ผู้ใดเห็น”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“จำไว้” ซีฮันจ้องตาเขา “หากมีคนสะกดรอยตาม ให้ทิ้งถ้วยทันที”
ตงเปียนตกใจ “แต่หลักฐาน...”
“หลักฐานหายไปยังหาใหม่ได้”
ซีฮันตอบหนักแน่น “แต่คนของข้า ห้ามตาย”
ตงเปียนก้มศีรษะทันที “กระหม่อมจะกลับมาพร้อมความจริงพ่ะย่ะค่ะ”
คืนนั้นพระราชวังเงียบสงัด ตงเปียนเปลี่ยนเป็นชุดขันทีชั้นผู้น้อย ใช้หมวกใบใหญ่ปิดบังใบหน้า แล้วเดินออกจากตำหนักฮองเฮาผ่านทางเดินด้านหลัง
ระหว่างทาง เขาเปลี่ยนเส้นทางถึงสามครั้ง เดินอ้อมโรงครัว ผ่านสวนหิน ก่อนเลี้ยวเข้าประตูเล็กที่หมอหลวงใช้เข้าออก ซ่งเหวินกำลังนั่งอ่านตำราสมุนไพรใต้แสงตะเกียง เมื่อเห็นตงเปียน เขารีบลุกขึ้น
“ขันทีตง เหตุใดจึงมาดึกดื่นเช่นนี้”
ตงเปียนไม่เสียเวลา เขาปิดประตูทันที ก่อนวางห่อผ้าไว้บนโต๊ะ
“หมอซ่ง ช่วยฮองเฮาด้วย”
ซ่งเหวินเปิดผ้าออกช้า ๆ เมื่อเห็นถ้วยยา สีหน้าของเขาเปลี่ยนทันที
“นี่คือ...”
“ถ้วยโอสถที่ฮองเฮาเสวยก่อนประชวร”
หมอหลวงชราขมวดคิ้ว
“เจ้าต้องการให้ตรวจสิ่งใด”
“ทุกอย่าง”
ซ่งเหวินพยักหน้า ก่อนหยิบเข็มเงิน แปรงขนอ่อน และขวดน้ำยาหลายชนิดออกมา
เขาใช้แปรงปัดตะกอนที่ติดก้นถ้วยอย่างเบามือ ก่อนละลายในน้ำใส
ผ่านไปครู่หนึ่ง เข็มเงินที่จุ่มลงในน้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ
ตงเปียนเบิกตากว้าง “มีพิษจริงหรือ”
ซ่งเหวินยังไม่ตอบ เขาหยิบผงสีขาวโรยลงไปอีกชนิด ทันใดนั้น น้ำในถ้วยกลับกลายเป็นสีเขียวหม่น หมอหลวงสูดหายใจลึก
“ไม่ใช่พิษจากพืช”
“แล้วคืออะไร”
ซ่งเหวินมองของเหลวตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด “พิษจากสัตว์”
ตงเปียนหน้าซีด “สัตว์ชนิดใด”
ซ่งเหวินใช้นิ้วแตะเพียงเล็กน้อย ก่อนดมกลิ่น “มีอย่างน้อยสามชนิด”
เขาหยิบตำราขึ้นเปิดอย่างรวดเร็ว “พิษงูเขียว...พิษแมงป่องดำ...และพิษคางคกภูเขา”
ตงเปียนแทบทรุด “ผสมกันได้ด้วยหรือ”
“ได้” หมอหลวงถอนหายใจ “แต่ต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญมาก”
เขาหันมองตงเปียน “พิษนี้ไม่ได้ทำให้ตายทันที”
“เช่นนั้นหรือ”
“มันจะค่อย ๆ ทำลายหัวใจ เส้นลมปราณ และอวัยวะภายใน”
ซ่งเหวินหลุบตาลง “เมื่อคนไข้ตาย ทุกคนจะคิดว่าเป็นโรคเก่ากำเริบ”
ตงเปียนกำหมัดแน่น ทุกอย่างตรงกับที่ฮองเฮาคาดไว้ หมอหลวงเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนพูดเสียงเบา
“คนที่ผสมพิษชนิดนี้ได้...ทั้งวังหลวงมีไม่กี่คน”
“ผู้ใด”
ซ่งเหวินมองประตู ก่อนลดเสียงลงอีก “ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย”
ตงเปียนรู้สึกเหมือนเลือดทั้งร่างเย็นเฉียบ แม้ทุกคนสงสัยอยู่แล้วแต่การได้รับการยืนยันจากหมอหลวงทำให้เรื่องนี้กลายเป็นความจริง ซ่งเหวินรีบห่อถ้วยกลับคืน
“รีบนำกลับไป”
“แล้วหมอจะ...”
“ข้าไม่เคยเห็นเจ้า” หมอหลวงตอบทันที “คืนนี้ไม่มีผู้ใดมาที่นี่”
ตงเปียนเข้าใจความหมาย เขารีบคารวะ “ขอบคุณ”
ก่อนรีบเดินกลับตำหนักฮองเฮา เกือบรุ่งสาง ตงเปียนกลับมาถึงตำหนักอย่างปลอดภัย ซีฮันยังไม่นอนนางกำลังนั่งอ่านตำราเก่าอยู่ใต้แสงโคม เมื่อเห็นขันทีคนสนิทกลับมา นางจึงปิดหนังสือทันที
“เป็นอย่างไร”
ตงเปียนคุกเข่าลง “เหนียงเหนียงทรงคาดไว้ไม่ผิด”
เขาเล่าทุกอย่างที่หมอซ่งตรวจพบอย่างละเอียด ซีฮันหลับตาลงครู่หนึ่ง ทุกอย่างเริ่มต่อกันเป็นภาพ พิษจากสัตว์ร้าย หมอยาผู้เชี่ยวชาญ ยู่จินเชียง นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง
“ยังไม่พอ”
ตงเปียนชะงัก “พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าต้องรู้ว่าโอสถนี้ออกจากตำหนักใด ผ่านมือผู้ใด และผู้ใดเป็นคนอนุมัติ”
นางลุกขึ้นเดินไปยังชั้นหนังสือ จากความทรงจำของร่างเดิม ฮองเฮามีสิทธิ์ตรวจบัญชีโอสถของวังหลังได้ เพียงแต่ไม่เคยสนใจ ซีฮันหยิบสมุดบัญชีเล่มหนาสีดำออกมาจากตู้ ฝุ่นเกาะหนาแสดงว่าไม่มีผู้ใดเปิดมันมานานแล้ว นางค่อย ๆ พลิกทีละหน้า บันทึกชื่อสมุนไพร วันเบิก ตำหนักผู้รับ ลายมือผู้อนุมัติ ทุกอย่างเป็นระเบียบจนกระทั่งถึงหน้าของเดือนก่อน ปลายนิ้วของซีฮันหยุดนิ่ง ตงเปียนรีบเดินเข้ามา
“เหนียงเหนียง พบสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฮันไม่ได้ตอบทันที นางใช้นิ้วแตะชื่อหนึ่งในบัญชี ใต้รายการเบิกสมุนไพรหายากหลายชนิด มีลายมือกำกับเอาไว้ชัดเจน
'รับโอสถพิเศษสำหรับถวายฮองเฮา'
และในช่องผู้เบิกนั้น มีชื่อที่นางกำลังตามหาเขียนไว้ด้วยหมึกสีดำอย่างเด่นชัด
“ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย”
หมอยาในคราบอัครเทวี
รุ่งเช้าของวันที่สามหลังพิธีถวายพระพร ท้องฟ้าเหนือพระราชวังยังถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวบาง ซีฮันนั่งอยู่ริมหน้าต่างตำหนักฮองเฮา พลางทอดสายตามองสวนเหมยที่กำลังผลิดอกท่ามกลางความหนาวเย็น แม้ร่างกายจะยังไม่ฟื้นคืนเต็มที่ แต่สีหน้าของนางกลับสงบนิ่งราวกับทุกสิ่งอยู่ในการคำนวณเรียบร้อยแล้ว บนโต๊ะด้านหน้าวางบัญชีโอสถที่ตงเปียนนำกลับมาเมื่อคืน เปิดค้างอยู่หน้าที่มีชื่อของยู่จินเชียงกุ้ยเฟยเขียนด้วยหมึกดำชัดเจน ใต้รายชื่อมีตราประทับรับโอสถพิเศษสำหรับถวายฮองเฮา ทุกอย่างกำลังชี้ไปยังหญิงผู้เชี่ยวชาญด้านพิษ แต่หลักฐานเพียงเท่านี้ยังไม่อาจทำให้นางล้มลงได้
ซีฮันปิดสมุดบัญชีอย่างแผ่วเบา ก่อนหันไปมองตงเปียน “หากข้าถือบัญชีเล่มนี้ไปกล่าวหานางต่อหน้าฮ่องเต้ เจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ตงเปียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ “ยู่จินเชียงจะปฏิเสธพ่ะย่ะค่ะ นางจะอ้างว่าโอสถเป็นเพียงยาบำรุง ส่วนหมอหลวงที่เกี่ยวข้องก็ล้วนเป็นคนของเข่อชิงหวงกุ้ยเฟย”
“ถูกต้อง” ซีฮันยิ้มบาง “คนฉลาดไม่เคยใช้หลักฐานเพียงชิ้นเดียว เพราะเมื่ออีกฝ่ายทำลายได้ เกมก็จบ”
นางลุกขึ้นเดินช้า ๆ ไปยังชั้นวางเครื่องกระเบื้อง หยิบถ้วยชาลายเมฆสีขาวสองใบขึ้นมา วางเคียงกันบนโต๊ะ หากมองเผิน ๆ ทั้งสองใบเหมือนกันทุกประการ แต่เมื่อพลิกดูใต้ก้นถ้วยจะพบว่าหนึ่งใบมีรอยแต้มหมึกสีทองเล็กกว่าปลายเข็ม ซ่อนอยู่ในลายดอกบัว
“ตงเปียน วันนี้ข้าจะเล่นละคร”
นางหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ แล้วเงยหน้ามองกิ่งก้านซึ่งแตกยอดใหม่ ลมเย็นพัดผ่าน กลีบดอกท้อจากที่ไกลปลิวมาตกบนไหล่ ซีฮันยกมือหยิบมันออกอย่างแผ่วเบา ภาพอดีตย้อนกลับมาในความคิด คืนที่นางฟื้นในตำหนักเย็น ถ้วยยาพิษ การถูกดูหมิ่น ศัตรูเจ็ดคนที่รอเหยียบย่ำ ความสงสัยของฮ่องเต้ การใส่ร้าย ห้องลับ ไฟไหม้ การก่อกบฏ ลูกธนูอาบพิษ การพิจารณาคดี และคำถามของเข่อชิงว่า นางร้ายถึงเพียงนี้แล้วมีความสุขหรือไม่วันนั้นซีฮันตอบว่า นางไม่ได้ร้ายเพื่อความสุข แต่ร้ายเพื่อไม่ให้ใครฆ่านางได้อีก วันนี้นางยังคงเชื่อ เช่นเดิม ความร้ายของนางไม่เคยเกิดจากความกระหายเลือด มันคือเกราะ คือคมดาบ คือสติที่ทำให้นางไม่ยอมปล่อยให้ความเมตตาถูกใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายตนเอง เสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง ซีฮันไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นผู้ใดฮ่องเต้เสด็จเข้ามาหยุดข้างนางโดยไม่มีขบวนติดตาม พระองค์สวมฉลองพระองค์เรียบง่าย หลังเสร็จราชกิจตลอดทั้งวัน สีพระพักตร์มีความเหนื่อยล้าเล็กน้อย แต่สายพระเนตรที่มองนางยังคงอบอุ่นเช่นเดิม“เราตามหาเจ้าอยู่ตั้งนาน”ซีฮันเลิกคิ้ว “ฝ่าบาททรงทราบดีว่าหม่อมฉันมาที่นี่บ่อย”“เราจึงหาเจอ”พระองค์ยืนเคียงข้างนาง แล
ชิงหลานก้มศีรษะ“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ”ซีฮันมองนาง แล้วกล่าวเบาลง“แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องเรียกตนเองว่าหม่อมฉันทุกครั้งเวลามีเพียงพวกเรา”ชิงหลานส่ายหน้า“ไม่ได้เพคะ เหนียงเหนียงทรงเป็นฮองเฮา”“เจ้าก็เป็นขุนนางหญิงใหญ่แล้ว”“ต่อให้หม่อมฉันมีตำแหน่งสูงเพียงใด ก็ยังเป็นชิงหลานคนเดิมที่เคยได้รับพระเมตตา”ซีฮันยิ้มบางครั้งหนึ่ง ชิงหลานเคยทรยศเพราะครอบครัวถูกจับเป็นตัวประกัน และยอมสารภาพทุกอย่างต่อหน้านาง วันนั้นซีฮันไม่ได้ลงโทษ แต่เลือกใช้ความผิดของอีกฝ่ายเป็นกับดักล่อศัตรูออกมาหากเป็นซีฮันคนเดิม นางอาจไม่กล้าตัดสินใจเช่นนั้น หากเป็นลิลลี่ในอดีต นางอาจไม่เชื่อใจคนที่เคยทรยศอีกเลย แต่นางในวันนี้เรียนรู้แล้วว่า ความเข้มแข็งไม่ใช่การปฏิเสธทุกคน และความเมตตาก็ไม่ใช่การปล่อยให้คนผิดหลบหนีการรู้ว่าเมื่อใดควรลงโทษ และเมื่อใดควรให้โอกาส คืออำนาจที่ยากกว่าการออกคำสั่งประหารเสียอีก เสียงหัวเราะของเด็กดังขึ้นจากลานด้านล่าง ซีฮันก้มมอง เห็นเด็กหญิงสองคนกำลังวิ่งตามกันอยู่ใต้ต้นท้อ โดยมีนางกำนัลคอยดูแลอยู่ไม่ไกลพวกนางเป็นบุตรสาวของขุนนางหญิงรุ่นใหม่ซึ่งได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในเขตเรือนพักครอบครัวต
พระสนมคนอื่น ๆ ค่อย ๆ คุกเข่าลงทีละคน สนมชั้นสูง สนมชั้นล่าง นางกำนัล ขุนนางหญิง ทุกคนต่างก้มศีรษะลงต่อหน้าซีฮัน เสียงของสตรีทั้งวังดังขึ้นพร้อมกัน“ขอฮองเฮาเหนียงเหนียงทรงพระเจริญพันปี พันปี พันพันปี”ซีฮันยืนนิ่งอยู่บนแท่นสูง ภาพตรงหน้าควรทำให้นางรู้สึกถึงอำนาจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจกลับเป็นความหนักแน่นและสงบ นางจำวันแรกที่ลืมตาขึ้นในตำหนักเย็นได้ ตอนนั้น ไม่มีผู้ใดเคารพนาง ข้ารับใช้ยังกล้าดูหมิ่น สนมฝ่ายตรงข้ามกล้าส่งยาพิษ ฮ่องเต้เองก็มองนางด้วยความเย็นชาและระแวงจากหญิงผู้ถูกเหยียบย่ำจนไม่มีแม้แต่สิทธิรักษาชีวิตตนเอง วันนี้นางกลับยืนอยู่ในตำแหน่งที่คนทั้งราชสำนักยอมก้มศีรษะให้ ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิด ไม่ใช่เพราะได้เป็นที่โปรดปรานแต่เพราะนางต่อสู้ด้วยสติปัญญา ความกล้า และความยุติธรรมฮ่องเต้หันมามองนาง พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่บนบัลลังก์เพียงลำพังอีกต่อไป กลับก้าวลงมาหนึ่งขั้น แล้วหยุดยืนตรงหน้านาง ท่ามกลางสายตาของคนทั้งราชสำนัก พระองค์ทรงยกมือของซีฮันขึ้นช้า ๆ จากนั้นก้มพระพักตร์ลงแตะหลังมือนางอย่างแผ่วเบา เสียงสูดหายใจดังขึ้นทั่วลานพิธี ซีฮันเบิกตากว้าง “ฝ่าบาท”พระองค์เงยหน้าขึ้
ซีฮันไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่เมื่อเห็นสายตาหนักแน่นของพระองค์ นางจึงค่อย ๆ ยื่นมือออกไป ฮ่องเต้จับมือนาง แล้วพาขึ้นไปนั่งข้างกันต่อหน้าสายตาทุกคน ความเงียบปกคลุมทั่วลานพิธี ไม่มีผู้ใดกล้าพูด แม้แต่เสียงหายใจก็ดูแผ่วเบาลง ฮ่องเต้ไม่ได้ปล่อยมือของซีฮันทันที พระองค์ทอดพระเนตรผู้คนเบื้องล่าง ก่อนตรัสขึ้น“วันนี้เราเรียกทุกคนมาที่นี่ เพื่อประกาศเรื่องหนึ่ง”ขันทีใหญ่รับสัญญาณและก้าวออกมาด้านหน้า แต่ฮ่องเต้กลับยกพระหัตถ์ห้าม“เรื่องนี้ เราจะกล่าวด้วยตนเอง”ซีฮันหันไปมองพระองค์ นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดพระองค์จึงเขียนพระราชดำรัสเอง และเหตุใดทุกคนรอบตัวจึงมีท่าทีปิดบัง ฮ่องเต้ลุกขึ้นช้า ๆ“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ราชสำนักของเราผ่านเหตุการณ์มากมาย เกิดการทุจริตในวังหลัง เกิดการสมคบคิดของตระกูลขุนนาง เกิดกบฏกลางพระราชวัง และเกิดการลอบสังหารซึ่งเกือบทำให้บัลลังก์มังกรต้องเปลี่ยนมือ”พระสุรเสียงดังก้องไปทั่วลานพิธี“ในทุกเหตุการณ์ มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างเรา”ซีฮันมองแผ่นหลังของพระองค์นิ่ง “เมื่อนางถูกวางยา นางไม่ร้องขอความสงสาร เมื่อนางถูกใส่ร้าย นางไม่ได้ใช้ยศลงโทษศัตรูตามอำเภอใจ นางรวบรวมหลัก
อีกไม่นาน เอกสารชุดใหม่จะถูกส่งมา ขุนนางฝ่ายตรงข้ามอาจยังไม่ยอมแพ้ และราชสำนักยังมีปัญหาอีกมากมายรอให้นางแก้ไข แต่ซีฮันไม่รู้สึกหนักอึ้งเหมือนที่ผ่านมา ชีวิตนี้เป็นของนางแล้วอย่างแท้จริงไม่ใช่ชีวิตที่ยืมมาเพื่อแก้แค้น ไม่ใช่ชีวิตที่ต้องชดใช้แทนซีฮันคนเดิม และไม่ใช่ชีวิตที่ถูกความตายของลิลลี่ควบคุม นางจะใช้มันในฐานะผู้หญิงที่รวมความเข้มแข็งของทั้งสองชีวิตไว้ด้วยกัน ชิงหลานเข้ามาช่วยจัดฉลองพระองค์ ก่อนถามเบา ๆ“วันนี้เหนียงเหนียงดูต่างจากเมื่อวานเพคะ”ซีฮันมองเงาของตนในกระจกทองเหลือง ใบหน้าที่สะท้อนกลับมายังเป็นใบหน้าของฮองเฮาซีฮัน แต่ในดวงตาคู่นั้น ไม่มีความรู้สึกว่าตนเป็นคนแปลกหน้าอีกแล้วนางยิ้ม “อาจเพราะข้านอนหลับเต็มที่”ชิงหลานหัวเราะ“เช่นนั้นหม่อมฉันต้องบังคับให้ทรงพักทุกคืนแล้วเพคะ”ซีฮันไม่ได้โต้แย้ง นางยกมือแตะกระจกเบา ๆ ในชั่วขณะหนึ่ง เหมือนเห็นเงาของลิลลี่ยืนอยู่ข้างหลัง ไม่ได้เศร้า ไม่ได้หวาดกลัว เพียงยิ้มให้ก่อนจะเลือนหายไปกับแสงอาทิตย์ ซีฮันหลับตาลงครู่หนึ่ง เมื่อเปิดขึ้นอีกครั้ง น้ำตาหยดสุดท้ายไหลผ่านแก้ม แต่นางไม่ได้รีบเช็ด เพราะรู้ว่าน้ำตาครั้งนี้ไม่ใช่ความเจ็บปวดมั
ประโยคนั้นกระแทกหัวใจอย่างรุนแรง ซีฮันถอยหลังไปหนึ่งก้าว“ข้าไม่เข้าใจ”“แจ๊คกี้ทำร้ายเรา แต่คนที่ยังคงใช้ความผิดของเขาทำร้ายเจ้าทุกวันคือเจ้าเอง”ลิลลี่ยกมือแตะหน้าอกของซีฮัน “เขาฆ่าชีวิตเดิมของเราเพียงครั้งเดียว แต่เจ้าปล่อยให้ความกลัวฆ่าหัวใจของตนเองมานานเกินไป”ซีฮันเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาค่อย ๆ คลอขึ้นในดวงตา“แล้วข้าต้องทำอย่างไร ลืมเขาหรือ ลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นหรือ”ลิลลี่ส่ายหน้า “การปล่อยวางไม่ใช่การลืม และไม่ใช่การให้อภัยคนที่ไม่สมควรได้รับ เจ้ามีสิทธิจำว่าเขาทำอะไร มีสิทธิเกลียด มีสิทธิเสียใจ แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องแบกเขาไว้ในทุกก้าวของชีวิตใหม่”ซีฮันหันไปมองเมืองนอกกระจก แสงไฟนับพันดวงส่องสว่างอยู่เบื้องล่าง โลกนี้เคยเป็นทุกสิ่งของนาง งาน ความฝัน ความสำเร็จ ความรัก และความตาย นางเคยคิดว่าหากกลับมาได้ จะต้องตามหาความจริงและทวงความยุติธรรมจากแจ๊คกี้ แต่ในโลกใหม่ นางไม่มีทางกลับมา ไม่มีทางเผชิญหน้า ไม่มีทางถามว่าทำไม คำถามทั้งหมดจึงค้างอยู่ในใจเหมือนประตูที่ปิดไม่สนิท“ข้าไม่เคยได้รับคำตอบ” ซีฮันกล่าวเสียงเบา“เหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น”ลิลลี่ยืนข้างนาง “บางคำถามไม่มีคำตอบที่ทำให้
ปัดเป่าภัยร้าย “มินานดอก หากเจ้าอดทนเพื่อปัดเป่าให้คำทำนายของโหรหลวงที่บอกว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงนั้นผ่อนเบาลงได้”กษัตริย์ยุคโบราณเชื่อการทำนายทายทักถึงขนาดนี้เลยเชียวหรือ? ลิลลี่นึกในใจ เธอเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ฮวงจุ้ยในการออกแบบและแม้ว่ามันจะมีความสำคัญสำหรับการก่อสร้างในยุคสมัยใหม
พระสุรเสียงของเฉียนหลงราวติดขัดเพราะพระองค์ก็ทรงเคอะเขินต่อการได้พบพระชายาเอกซึ่งตอนนี้นางช่างแตกต่างไปจากวันวาน น้ำเสียงของนางมั่นคงกว่าเดิม ไม่ฟูมฟายพร่ำเพ้อและพระพักตร์นั้นอมชมพูงามจับพระทัยยิ่งนัก และขณะเดียวกัน ลิลลี่ในร่างของซีฮันฮองเฮาก็มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของกษัตริย์ผู้เลื่องชื่อเรื่องการเป
“ข้ามิกลัวดอก คนในราชสำนักล้วนอยู่ใต้อาณัติของข้า ทุกคนรู้ดีว่าชะตาของฮองเฮานั้นอยู่ได้อีกมินาน ก็นางช่างอ่อนแอ มีวาสนาหากไร้ซึ่งอำนาจก็มิอาจทำอันใดได้ นางมิมีใครอยู่เคียงข้าง แม้พ่อของนางเป็นถึงแม่ทัพกองธงขอบเหลืองที่ฮ่องเต้ต้องทรงให้ความเกรงใจแต่ความอ่อนแอจะฝังนางทั้งเป็น และวันหนึ่งข้านี่ล่ะจะเห
โหรหลวงโบกมือเรียกคนสนิทนำกระดองเต่าวางบนกระดานรองเข้ามาเพื่อให้ฮ่องเต้ได้เห็นซึ่งก็ทำให้ทั้งเฉียนหลงและเข่อชิงหวงกุ้ยเฟยสนใจอย่างมาก สักครู่โหรหลวงจึงเอ่ยขึ้น“โดยปกติแล้วหม่อมฉันใช้กระดูกวัวในการทำนายดวงบ้านเมือง แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีความแปลกประหลาด จึงได้ใช้วิธีการทำนายอย่างโบราณที่







