Se connecterเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของฮองเฮาทำให้ขันทีหนุ่มซึ่งตอนนี้เหงื่อกาฬซึมไปทั่วถึงกับลอบถอนใจ เขาคลานเข้าไปและคุกเข่าลงข้าง ๆ พระอัครมเหสี ลิลลี่ในร่างของสตรีผู้สูงศักดิ์กว่าผู้ใดในแผ่นดินแห่งยุคราชวงศ์ชิงก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง น้ำตาของเธอเหือดแห้ง นัยน์ตาฉายประกายกล้าขึ้น ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วโดยไม่คาดฝันสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือยอมรับ ทั้งที่ไม่อยากยอมรับ มันช่างเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์นี่ถ้าหากเธอกลับไปสู่ยุคปัจจุบันได้เวลานี้แล้วไปเที่ยวเล่าให้ใครต่อใครฟังว่าเธอตายแล้วมาอยู่ในร่างของราชินีแห่งจักรพรรดิในยุคโบราณคงมีคนพาเธอไปโรงพยาบาลบ้าเป็นแน่ ซึ่งคิดอีกทีมันคงเป็นไปไม่ได้แล้วที่เธอจะกลับไปสู่ร่างเดิม ในเมื่อเธอตายไปแล้ว ฉะนั้น เธอควรต้องค่อย ๆ ปรับตัวเอง แต่...มันจะเป็นยังไงต่อไปล่ะ ยุคโบราณช่างต่างกับยุคที่เธอเคยมีชีวิตอยู่อย่างสิ้นเชิง มันจะเหมือนในนิยายทะลุมิติที่เคยอ่านหรือเปล่า สารพัดคำถามเกิดขึ้นในใจหากแต่ลิลลี่ในร่างฮองเฮาก็กล่าวกับขันทีหนุ่ม
“ตงเปียน...นาย...เอ้อ...เจ้าน่ะเป็นผู้คอยรับใช้ฮองเฮาอย่างนั้นเหรอ”
ตงเปียนก้มหน้า “พะย่ะค่ะ...หม่อมฉันคือผู้คอยเฝ้าถวายงานและรับใช้เบื้องพระยุคลบาท และใกล้ชิดพระองค์กว่าผู้ใด”
“เจ้าเป็นขันทีใช่ไหม?”
“พะย่ะค่ะ”
“ขันทีคือผู้ที่ปราศจาก...เอิ่ม...เครื่องเพศชายแล้ว นี่เจ้าตัดออกแล้วใช่ไหม”
“ก็ใช่...พะย่ะค่ะ”
“เจ้าควรจะตอบรับฉัน...เอ้อ...ข้าว่า...เพคะ”
คราวนี้ตงเปียนนิ่วหน้า “หืมม์?...ได้หรือพะย่ะค่ะ”
“ข้าไม่ชอบให้เจ้าพูดคำนี้ มันเป็นคำที่พวกผู้ชายเขาพูดกัน เจ้าน่ะไม่หลงเหลือความเป็นชายแล้ว และอยู่ใกล้ข้าเช่นนี้ ข้าถือว่าเจ้าเป็นนางกำนัลของข้า”
ถึงไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็พยักหน้ารับ “อ้า...เอ้อ...เพคะ”
“ดีมาก...ถือว่าเราสนิทกันแล้วนะ ตงเปียนที่รักของข้า ข้าอยากรู้ว่า...ข้า...เป็นยังไง”
ขันทีหนุ่มย่นคิ้วแต่ก็เข้าใจว่าพระอาการประชวรของฮองเฮาอาจทำให้พระองค์ทรงหลงลืมตัวตน ตงเปียนจึงกราบทูลว่า
“พระองค์ก็คือฮองเฮาซีฮัน เป็นพระอัครมเหสีเอกของฮ่องเต้เฉียนหลงผู้เกรียงไกร พระองค์ทรงดำรงพระอิศริยยศอยู่เหนือพระสนมของฮ่องเต้นับร้อย”
“ใช่...ข้าเคยอ่านประวัติศาสตร์และรู้ว่าเฉียนหลงฮ่องเต้เป็นนักรักบันลือโลก”
“อะไรคือบันลือโลกหรือเพคะ”
“ก็โด่งดังยังไงล่ะ เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป”
“ฮ่องเต้ทรงมีพระราชอำนาจล้นเหลืออยู่แล้วเพคะฝ่าบาท”
“หากเป็นเช่นนั้นใยเจ้าจึงบอกว่ามีผู้ปองร้ายข้าล่ะ หากพระองค์มีอำนาจล้นเหลือจริงๆ ก็ต้องปกป้องพระมเหสีของพระองค์ได้มิใช่รึ”
เมื่อสิ้นคำถามตงเปียนก็เหลียวซ้ายแลขวาก่อนขยับเข้าไปนั่งใกล้ฮองเฮาพลางพูดด้วยเสียงต่ำๆ
“ศัตรูภายนอกนั้นมิได้น่าหวั่นเกรงเท่าศัตรูภายใน”
“ศัตรูภายในอย่างนั้นเหรอ?”
“ฮองเฮาทรงรับฟังหม่อมฉัน นับแต่ตงเปียนเข้ามาคอยถวายการรับใช้พระองค์มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในเขตพระราชฐานชั้นใน และยิ่งเรื่องราวในวังหลังล้วนซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างที่ใคร ๆ ก็คาดไม่ถึง แต่ขอพระองค์ทรงไว้วางพระทัยตงเปียนจะกราบทูลแต่ความจริงที่พระองค์มิทรงทราบ”
“ใช่...ตอนนี้ข้าจดจำอะไรแทบไม่ได้เลย”
“นั่นเป็นเพราะพระองค์ทรงพระประชวรเป็นเวลายาวนานเกือบครึ่งปี”
“ครึ่งปี!”
“เพคะ...แต่ขอพระองค์อย่าทรงตกพระทัย พระองค์อาจประชวรนานเกินไปจนหลงลืมหลายสิ่งหลายอย่างก็เป็นได้”
ตงเปียนลดเสียงต่ำลงอีกราวกับว่าไม่อยากให้สิ่งที่ตนพูดล่องลอยออกไปด้านนอก ลิลลี่คอยรับฟังด้วยใจจดจ่อ ตอนนี้เธอลืมความอยากตายของตัวเองไปจนหมด เหลือเพียงความใคร่รู้เรื่องราวของ ซีฮัน สตรีที่เธอเข้ามาอยู่ในร่างนี้ เธอพยักหน้าและแสร้งพูดไปว่า
“ข้าไม่สบายยาวนานขนาดนั้น แล้วมันมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้างนอกตำหนักนี่ แล้วข้าไม่สบายเป็นอะไร...ตงเปียน...เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม ข้าอยากฟื้นความทรงจำของตัวเอง”
“เรื่องราวของพระองค์นั้นมากมายนัก แต่หม่อมฉันจะช่วยฟื้นความจำของพระองค์ แต่เหนืออื่นใดฮองเฮาคงยังจำฐานันดรของพระองค์ได้ พระองค์คือผู้มีพระราชอำนาจอำนาจเหนือสตรีใดทุกนางในวังหลัง ยกเว้นเสียก็แต่ฮองไทเฮา”
“แม่...เอ๊ย...พระมารดาของฮ่องเต้ซีนะ”
ความผิดพลาดของแม่มดโอสถท่ามกลางความวุ่นวาย ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย นั่งนิ่งสนิท ใบหน้าของนางซีดเผือดราวกระดาษ มือที่เคยนิ่งมั่นคงในการปรุงยาพิษบัดนี้สั่นเทาจนต้องซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อกว้าง นางยังคงตกใจกับคำพูดของฮองเฮาที่เอ่ยถึง 'ดอกโถวเข่า' และสัดส่วนทางเคมีที่นางมั่นใจว่าคนในยุคนี้ไม่มีทางเข้าใจ"ยู่จินเชียง!" เสียงตวาดกร้าวของ เข่อชิงหวงกุ้ยเฟย ดังขึ้น ทำเอาทุกคนในห้องสะดุ้ง "เจ้าบอกข้าว่าอย่างไร? เจ้าบอกว่ายาพิษ 'โอสถลืมเลือน' ของเจ้าจะทำให้นางกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนหรือไม่ก็หลับเป็นผักปลาไปตลอดกาลไม่ใช่รึ! แล้วที่ข้าเห็นเมื่อครู่นี้คืออะไร? นางไม่ได้แค่ฟื้น แต่นางกลับมาพร้อมเขี้ยวเล็บที่คมกว่าเดิมร้อยเท่า!"ยู่จินเชียงเงยหน้าขึ้นพยายามเค้นเสียงตอบ "หม่อมฉัน... หม่อมฉันมั่นใจในสูตรยาเพคะพี่หญิง ยานั่นมีฤทธิ์ทำลายประสาทส่วนกลาง หม่อมฉันทดสอบกับนักโทษในคุกหลวงมานักต่อนัก ทุกคนล้วนกลายเป็นคนปัญญาอ่อนภายในสามวัน แต่ฮองเฮา... นางกลับดูฉลาดขึ้น รวดเร็วขึ้น ราวกับเป็นคนละคน""ฉลาดขึ้นรึ? หึ!" เข่อชิงแค่นยิ้มหยัน นางลุกขึ้นเดินวนรอบยู่จินเชียงด้วยท่าทางคุกคาม "หรือจริงๆ แล้วเจ้ามันไร้ความสามารถ?
จากนั้นลิลลี่หันไปมอง เซียวจื่อเฟย สนมสายมูที่มักจะพกยันต์และน้ำมันพราย "เซียวจื่อเฟย เจ้าไม่ต้องแอบบีบลูกประคำในแขนเสื้อหรอก มนต์ดำของเจ้ามันสู้ 'กฎฟิสิกส์' ไม่ได้หรอกนะ วันก่อนที่เจ้าบอกว่าเห็นเงาผีในตำหนักข้า... จริงๆ มันก็แค่การสะท้อนแสงของกระจกที่ข้าตั้งใจวางไว้เพื่อดักจับ 'หนอน' ที่ชอบแอบเข้ามาตอนกลางคืนเท่านั้นเอง"ลิลลี่วางกระดาษแผนผังลงบนโต๊ะกลาง "พวกเจ้าทุกคนรู้ไหมว่าสถาปนิกคืออะไร? มันคือคนที่มองเห็น จุดอ่อนของทุกอาคาร วังหลังแห่งนี้เปรียบเหมือนกล่องไม้ขนาดใหญ่ พวกเจ้าคือมดที่พยายามจะกัดกินเนื้อไม้จากข้างใน"นางลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินวนรอบโต๊ะน้ำชา "เข่อชิง เจ้ากุมอำนาจบริหาร... แต่เจ้าลืมไปว่าข้าคือกุญแจดอกเดียวที่เปิดประตูห้องลับของฮ่องเต้ได้ ยู่จินเชียง เจ้ามีพิษแต่ข้ามีโครงสร้างทางเคมีที่สลายพิษเจ้าได้ จินเช่อเฟย เจ้ามีกำลัง แต่ข้ามีกลไกกับดักที่เจ้าจินตนาการไม่ถึง"ลิลลี่หยุดเดินตรงหน้า โถวฝ่าเฟย สนมที่ชอบส่งเสื้อผ้าปักมาให้ "และเจ้า... โถวฝ่าเฟย เสื้อคลุมดอกเหมยที่เจ้ากำลังจะปักเสร็จ ข้าแนะนำให้เจ้าเปลี่ยนด้ายสีทองเป็นด้ายไหมธรรมดานะ เพราะทองมันนำไฟฟ้าได้ดี และข้าเพิ่งสั่
หมากรุกในสวนบุปผา และการชำแหละธาตุแท้เมื่อฮ่องเต้เสด็จกลับไป ลิลลี่ถอนหายใจยาวพลางทิ้งตัวลงนั่ง ตงเปียนรีบวิ่งเข้ามาปรนนิบัติถวายน้ำชา"ฮองเฮา! เมื่อครู่นี้กระหม่อมหัวใจจะวายพ่ะย่ะค่ะ ทรงกล้าล้อเล่นเรื่องเปลี่ยนเจ้าของบ้านต่อหน้าฝ่าบาท!"ลิลลี่จิบชาพลางยิ้มเย็น "ตงเปียน... ผู้ชายประเภทนี้ชอบความท้าทาย ถ้าข้าทำตัวเป็นของตายเหมือนเดิม เขาก็จะทิ้งฉันไว้ในซอกตึกเหมือนเดิม แต่ถ้าข้าทำให้พระองค์เห็นว่าข้าคือ มันสมอง ที่พระองค์ขาดไม่ได้ และจะเดินเข้ามาหาข้าเองโดยที่ข้าไม่ต้องร้องขอ"นางมองไปยังแผนผังที่วางอยู่บนโต๊ะ แววตาคมกริบ "วันนี้แค่ซ่อมห้อง... พรุ่งนี้เราจะเริ่มซ่อม 'คน' เตรียมตัวไว้เถอะตงเปียน เพราะงานรื้อถอนของจริงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว"ลิลลี่ ชุง ในร่างฮองเฮาซีฮันเริ่มสัมผัสได้ว่าอำนาจในมือของเธอกำลังก่อตัวขึ้น และเธอก็พร้อมที่จะใช้ พิมพ์เขียว ใบนี้ เพื่อสยบทุกคนที่เคยดูถูกเธอไว้แทบเท้าแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนอุทยานหลวงที่เต็มไปด้วยดอกโบตั๋นเบ่งบาน แต่บรรยากาศกลับเย็นเยียบอย่างประหลาด เมื่อ ลิลลี่ ชุง ในร่างฮองเฮาซีฮัน สั่งให้จัดโต๊ะเสวยน้ำชาที่กลางสวน และเรียกสนมเอกทั้งเจ็ดมาเข้าเ
"จะเรียกแบบนั้นก็ได้เพคะ แต่มันคือศาสตร์แห่ง 'Space Management' หรือการจัดการพื้นที่" ลิลลี่ผุดลุกขึ้นแล้วเดินสำรวจรอบห้อง "ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรดูสิเพคะ ห้องนี้เดิมทีเพดานสูงแต่กลับวางตู้ไม้แกะสลักทึบตันไว้ที่มุมอับ แสงอาทิตย์ยามบ่ายถูกบังหมด ทำให้เกิดความชื้นและเชื้อโรค มิน่าล่ะ ซีฮันคนก่อนถึงได้ป่วยออดๆ แอดๆ อยู่ตลอดเวลา"นางชี้ไปยังหน้าต่างทิศตะวันออก "หม่อมฉันสั่งให้ตงเปียนย้ายชั้นวางแจกันออก และเปลี่ยนผ้าม่านเป็นผ้าไหมเนื้อบางเพื่อให้แสงส่องสว่างได้ทั่วถึง ห้องที่อากาศถ่ายเทได้ดีและแสงพอเหมาะ ย่อมส่งผลต่อสภาวะจิตใจและประสิทธิภาพในการทำงาน... อ้อ...ในที่นี้คือการปกครองวังหลังเพคะ"เฉียนหลงอึ้งไปครู่ใหญ่ คำศัพท์ประหลาดและท่าทางฉะฉานของนางทำให้พระองค์ลืมคำพูดที่จะมาตำหนิไปเสียสิ้น "เจ้า... เจ้าไปเอาความรู้เหล่านี้มาจากไหนกัน? ข้าจำได้ว่าเจ้าชอบแต่อ่านตำราสอนหญิง"ลิลลี่หัวเราะเบาๆ ซึ่งเป็นเสียงหัวเราะที่ดูมั่นใจจนเฉียนหลงรู้สึกแปลกประหลาด "ตำราพวกนั้นสอนให้หม่อมฉันอ่อนน้อมจนถูกเหยียบย่ำเพคะ ตอนที่หม่อมฉันหลับไป หม่อมฉันได้เดินทางไปยังดินแดนที่สตรีต้องยืนด้วยลำแข้งของตนเอง ดินแดนที่อา
เหล่าสนมมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย แสร้งทำเป็นเป็นห่วง "ฮองเฮาทรงตรัสเรื่องใดเพคะ? หรือว่าพิษที่... เอ้อ อาการประชวรครั้งก่อนจะกระทบกระเทือนถึงพระเศียร?"ลิลลี่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ "กระทบกระเทือนน่ะใช่ แต่มันทำให้ข้าเห็น พิมพ์เขียว ของวังนี้ชัดขึ้นเยอะเลยล่ะ ยู่จินเชียง... ยาที่เจ้าส่งมาให้ข้าวันก่อน ข้ายังเก็บ 'ตัวอย่าง' ไว้อยู่นะ ว่างๆ เรามาคุยเรื่องส่วนประกอบทางเคมีของมันหน่อยดีไหม?"เมื่อได้ยินเช่นนั้น ยู่จินเชียงหน้าซีดเผือดลงทันทีตลอดการสนทนา ลิลลี่ไม่ได้พูดเรื่องความรักหรือการแย่งชิงฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย แต่นางกลับวิพากษ์วิจารณ์การจัดวางผังที่นั่งและฮวงจุ้ยของแต่ละตำหนักด้วยถ้อยคำเจ็บแสบ"จินเช่อเฟย ตำหนักของเจ้าทิศทางลมไม่ดีนะ มันระบายความโกรธไม่ออก มิน่าเจ้าถึงดูหน้าบึ้งตลอดเวลา" "โถวฝ่าเฟย ผ้าปักของเจ้าน่ะ ลายเส้นมันเบี้ยวไป 0.5 มิลลิเมตร ข้าทนดูไม่ได้จริงๆ"ตงเปียนที่ยืนอยู่ข้างหลังทำหน้าไม่ถูก เขาไม่เคยเห็นฮองเฮา "รุก" หนักขนาดนี้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกสะใจอย่างประหลาดที่เห็นสนมจอมแสบพวกนั้นนั่งเงียบเป็นเป่าสากหลังจากเหล่าสนมทูลลากลับไปด้วยความมึนงงแ
เธอยืนนิ่งอยู่กลางอุทยาน สูดลมหายใจลึกๆ "ตงเปียน ข้าขอบใจเจ้ามากที่คอยเตือน ข้าเริ่มเข้าใจแล้ว วังหลวงนี่มันก็เหมือนโปรเจกต์งานสร้างที่ซับซ้อนที่สุด ถ้าข้าไม่เรียนรู้กฎเกณฑ์ของวัสดุ ข้าก็ไม่มีทางสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงได้"ตงเปียนมองเจ้านายด้วยความซาบซึ้ง "พระนางทรงเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดพ่ะย่ะค่ะ""ข้าต้องเรียนรู้ที่จะเป็นซีฮันในมาดใหม่" ลิลลี่กล่าว แววตาแปรเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น "การใส่รองเท้าเองไม่ได้อาจจะทำให้น่ารำคาญ แต่มันคือชุดเกราะที่ข้าต้องสวมเพื่อไปรบกับพวกสนมทั้งหกคนนั่น ในเมื่อพวกนางอยากให้ข้าเป็นฮองเฮาผู้งามสง่าตามแบบแผน ข้าก็จะจัดให้... แต่เป็นเวอร์ชันที่คมกริบกว่าที่พวกนางเคยเจอ"ลิลลี่บอกตัวเองว่านี่คือบทเรียนใหม่ที่เธอต้องเรียนรู้อย่างตั้งใจ ไม่ต่างจากการสอบใบประกอบวิชาชีพสถาปนิก เธอเริ่มจดจำลำดับชั้นของข้ารับใช้ กฎมณเฑียรบาลที่หยุมหยิม และมารยาทที่ดูไร้สาระแต่ทรงพลัง เพราะเธอรู้ดีว่า "รายละเอียดที่เล็กที่สุด มักจะเป็นจุดที่ทำให้ตึกทั้งหลังถล่มลงมาได้" และเธอจะไม่ยอมให้ใครหาช่องโหว่ในตัวเธอได้อีกต่อไป สถาปนิกวิพากษ์วังหลังวันต่อมา...ความโกลาหลในพิธีการ"ฮองเฮาเพคะ







