Masukหวังซินเหยียนนึกว่าเฉิงอิ๋นเข้าใจที่นางพูดแล้ว ไฉนตกกลางคืนเขาจึงแอบเข้ามาในห้องของนางอีก
ใบหน้าของเฉิงอิ๋นดูชุ่มฉ่ำและสดชื่นยิ่ง เขายืนกางแขนออกให้ภรรยาช่วยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนไปยกน้ำชาคารวะบิดามารดา และด้วยส่วนสูงที่มากกว่าของเขา ยามมองลงจึงเห็นหน้าผากใสกระจ่าง แพขนตางอนยาว จมูกโด่ง ริมฝีปากอวบอิ่ม ลำคอระหง ผิวขาวเนียนละเอียด รวมไปถึงเนินหน้าอกได้รูปที่โผล่พ้นสาบเสื้อออกมา เฉิงอิ๋นกระแอมเพื่อกลบระลอกคลื่นในใจตน ข่มใจไม่ให้ข่มเหงนางอีกรอบ " เป็นอะไรไป ไม่สบายหรือ " ปากถาม แต่หน้ากลับก้มจัดเสื้อผ้าให้สามี " เมื่อคืนดื่มสุราเยอะไปหน่อยจึงรู้สึกแสบคอ " เฉิงอิ๋นพูดเพื่อให้ภรรยาเป็นห่วง แต่นางกลับตอบมาว่า " สมน้ำหน้า " ใบหน้าหล่อเหลาสลด เมื่อได้ยิ่งสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา สิ่งที่เขาต้องการได้ยินคือนางบอกว่า จะไปเชิญหมอมาตรวจดูอาการหรือไม่ก็บอกสาวใช้ไปต้มยามาให้ต่างหาก " เหตุใดเมียข้าจึงกล่าวเช่นนี้ ไม่ห่วงข้าเลยหรือไร " เฉิงอิ๋นพูดกระเง้ากระงอด " ก็ท่านทำตัวเองทั้งนั้น ข้าบอกไปแล้วว่าอย่าดื่มเยอะ เมื่อคืนเป็นเช่นไรท่านก็เห็นผลไปแล้วนี่ " รอบสุด
"...." ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเป็นเส้นตรง มองร่างเปลือยเปล่าท่อนบนของสามีก่อนเลื่อนต่ำลงไปใต้ผิวน้ำ เพราะเป็นกางเกงซับข้างใน เนื้อผ้าจึงบางกว่าเสื้อผ้าชนิดอื่น เห็นไปถึงของสงวนที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าข้อมือนาง หวังซินเหยียนลอบกลืนน้ำลาย ใบหน้าหวานเปลี่ยนเป็นแดงปลั่ง หากถามถึงความรู้สึกในตอนนี้ นางกลับคิดว่าสภาพน่ารังเกียจเช่นนี้ไม่สมควรให้ผู้ใดมาเห็นจริงๆ นั่นแหละ " เฮ้อ ปัญหาเยอะเสียจริงนะท่านน่ะ " ร่างเพรียวระหงเดินไปหยิบจ้าวเจี่ยวที่ใช้ขัดตัวตรงชั้นวางของ จากนั้นก็หยิบตั่งตัวเล็กมานั่งข้างหลังเขา " ขัดได้ดี " คิ้วเรียวขมวดมุ่น นางไม่ทันได้ออกแรงก็ดีถึงขนาดเขาออกปากชมแล้วหรือ " ข้ายังไม่ทันขัดเสียหน่อย " นางแค่วางมือเอง เฉิงอิ๋นยิ้มกริ่ม " แค่เป็นเจ้าอะไรก็ดีไปหมด " หวังซินเหยียนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ดีอย่างนั้นหรือ ได้! นางจะทำให้ดีกว่านี้อีก ว่าแล้วนางก็ลงมือขัดหลังให้สามีอย่างแรง จนแผ่นหลังของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดง แม้แสบหลังจนท
ใกล้ค่ำ ขณะที่นางเพิ่งลืมตาตื่น ได้ยินเหมือนเสียงคนเปิดประตูเข้ามา ร่างเล็กลุกพรวดเพ่งสายตามองไปยังร่างสูงใหญ่ที่ค่อยๆ เดินเข้ามา เฉิงอิ๋นตาแดงก่ำ กระนั้นก็ยังประคองสติได้ดี เขาถูกหลินอวี้จับสุรากรอกปากหลายจอก พอเริ่มมึนหัวก็ขอตัวกลับมาที่ห้องหอก่อน ส่วนคนที่เหลือเขาสั่งให้บ่าวรับใช้พาไปนอนแล้ว " นี่ท่านดื่มไปมากถึงขนาดไหน " หวังซินเหยียนรีบเข้าไปประคองสามี พาเขามานั่งตรงเก้าอี้ ก่อนหันไปรินน้ำใส่จอกและยื่นให้เขา " ก็...หลายจอกอยู่ " เฉิงอิ๋นรับน้ำจากภรรยามาดื่มรวดเดียว เพราะดื่มสุราไปมากร่างกายจึงรู้สึกร้อนรุ่ม มือหนาเลื่อนถอดสายคาดเอวของตนออก พร้อมบ่นพึมพำว่าร้อนจนทนไม่ไหว ร่างสูงลุกขึ้น ทำทีเหมือนว่าจะพุ่งไปที่เตียง แต่ร่างเพรียวบางกลับปาดไปข้างหน้า กางแขนออกเพื่อห้ามเขา " ไปอาบน้ำก่อน อย่าเพิ่งนอน " " ข้ามึนหัว เดินไม่ไหวแล้ว " มือใหญ่ยกกุมขมับ และเบี่ยงตัวหลบไปอีกทาง ก่อนฉวยโอกาสในช่วงที่ภรรยาตามไม่ทัน ล้มตัวลงบนเตียงที่ปูด้วยฟูกสีแดงมงคล หวังซิ
" หนึ่งคำนับฟ้าดิน " เฉิงอิ๋นจูงหวังซินเหยียนหันหลังกลับ พานางคุกเข่าคำนับฟ้าดิน " สองคำนับบิดามารดา " ยามนี้หวังซินเหยียนกลายเป็นคนสกุลเฉิงโดยสมบูรณ์แล้ว " สามีภรรยาคำนับกันและกัน " สองสามีภรรยาคำนับกัน เฉิงอิ๋นกลายเป็นสามีของนางอย่างถูกต้องนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป " เสร็จพิธี...ส่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าห้องหอ " เฉิงอิ๋นร้อนใจ หากมัวแต่เดินเอื่อยเฉื่อยเช่นนี้ เมื่อไรจะก้าวถึงห้องหอเสียที ร่างสูงใหญ่ไม่รอช้าหลังเสร็จสิ้นพิธี เขาก็ย่อกายอุ้มเจ้าสาวขึ้นมา พาภรรยาตรงดิ่งไปยังห้องหอ โดยไม่สนคำคัดค้านของแม่สื่อแม้แต่น้อย ครั้นวางร่างบอบบางลงบนเตียงแล้ว เฉิงอิ๋นก็หันไปหาแม่สื่อกับผู้ดำเนินพิธีบอกว่าเขาต้องการเปิดผ้าคลุมหน้าเดี๋ยวนี้ หญิงวัยกลางคนเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว จึงยื่นถาดที่มีไม้มงคลวางอยู่ไปให้เฉิงอิ๋น เขาใช้ไม้นั้นเปิดผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาวออก เผยให้เห็นใบหน้างดงามภายใต้ผ้าผืนนั้น แม่สื่อกับผู้ดำเนินพิธีหญิงมองหน้ากัน เ
ขบวนของเจ้าบ่าวที่มารับเจ้าสาวยาวกว่าครึ่งลี้ ที่ประตูจวนสกุลหวังประดับประดาโคมไฟที่ทำจากผ้าโปร่งสีแดงจำนวนนับไม่ถ้วนดูงามจับตาม่านสีแดงห้อยระย้ากำลังปลิวไสวตามแรงลม ผู้คนต่างออกมาร่วมยินดีกับคู่บ่าวสาว หวังซินเหยียนนั่งอยู่ในห้องได้ยินเสียงแต่งกลอนของเฉิงอิ๋น พร้อมกับเสียงโห่ร้องของญาติๆ นางที่มาร่วมยินดี มีคนบอกให้เขาแต่งกลอนเพิ่มอีก หากแต่งไม่น่าพึงพอใจพวกเขาจะไม่ปล่อยให้เจ้าบ่าวได้เจอหน้าเจ้าสาวเฉิงอิ๋นหัวเราะด้วยความสุข ยอมแต่งกลอนเพิ่มอีกหนึ่งบท ซึ่งเนื้อหาที่เขาแต่งพรรณนาถึงธรรมชาติและขุนเขา แต่ความหมายแฝงของบทกลอนนั้นกลับหมายถึงเกี้ยวพานสตรีในดวงใจหวังซินเหยียนหน้าเห่อร้อนมองตัวเองผ่านคันฉ่องทองเหลือง ใบหน้าถูกแต่งแต้มและประทินโฉมงดงาม เรือนผมถูกเกล้าขึ้นสูงพร้อมสวมมงกุฎหงส์ของเจ้าสาวผู้ที่มาแต่งตัวให้นางในวันนี้คือท่านป้าสะใภ้ใหญ่มารดาของหวังกุ้ยเฟย อีกฝ่ายค่อนข้างเชี่ยวชาญในด้านนี้ หลี่ซื่อมารดาของหวังซินเหยียนจึงไหว้วานอีกฝ่ายมาช่วยแต่งตัวให้บุตรสาวตน" ขอบคุณท่านป้าใหญ่ที่มาช่วยเหยียนเอ๋อร์แต่งตัวให้วันนี้ " นางกล่าวขอบคุณ
หวังซินเหยียนนึกว่าเฉิงอิ๋นเข้าใจที่นางพูดแล้ว ไฉนตกกลางคืนเขาจึงแอบเข้ามาในห้องของนางอีก" ออกไปนะ " นางไล่คนที่ฉวยโอกาสเข้ามาในห้องนาง และมาแย่งผ้าห่มของนางไปตอนแรกนางนึกว่าลมพัดหน้าต่างถึงได้มีเสียงเช่นนั้น แต่พอเห็นเขาปรากฏกายก็รู้ได้ทันทีว่าเขางัดหน้าต่างเข้ามาเหตุใดนักรบที่เคยองอาจเช่นเขา จึงได้มีพฤติกรรมเช่นนี้ไปได้นะ" อย่าเสียงดังสิ ประเดี๋ยวสาวใช้ของเจ้าก็ได้ยินหรอก " เฉิงอิ๋นใช้นิ้วแตะที่ริมฝีปากของตนเชิงบอกให้นางเบาเสียงลงหน่อย" ข้าบอกท่านไปว่าอย่างไร " น้ำเสียงกระด้างเอ่ยถามผู้ที่มีสีหน้าเบิกบานใจ ขนาดถูกนางตำหนิไปถึงขนาดนี้แล้วเขายังยิ้มได้อีก" แล้วข้าได้ตอบตกลงหรือไม่ " เขาจำได้ว่าไม่เคยคำปากนาง ดังนั้นนางจะเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาไม่ได้" เฉิงอิ๋น ท่านกลายเป็นคนดื้อด้านเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร "หญิงสาวขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน อยากยื่นมือไปหยิกเนื้อเขาให้เขียวนัก แต่ต้องข่มกลั้นอารมณ์ประเดี๋ยวจะพาลทำให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โต หากตะโกนบอกให้สาวใช้มานำตัวเขาออกไป คนจะลือกันอีกว่าหวังซินเหยียนไม่รู้จักหักห้







