Se connecterเมื่อคิดได้แล้วซูหยุนหนิงก็ได้แต่พยักหน้ารับปาก ใช่แล้วนางจะจากไปในตอนนี้ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด
“แม่เชื่อเจ้า แม่เชื่อเจ้าแล้ว” มือหยาบกร้านเย็นเฉียบของซูหยุนหนิงกอบกุมมือเล็กของบุตรสาว
ขอแค่เพียงจัดการสุขอนามัยในบ้านหลังนี้ใหม่เสีย นางเชื่อว่าสุขภาพร่างกายของมารดาจะต้องกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน
“แต่ว่า....” เด็กหญิงอ้ำอึ้ง “ข้ามีเรื่องหนึ่งจะต้องขอร้อง” ว่านฉีเส้าหนิงอึกอัก เพราะเป็นเรื่องที่นางยากจะเอื้อนเอ่ย
“ว่ามาเถิด” ซูหยุนหนิงรับฟังคำขอร้องของนาง “ถ้าแม่ทำได้ แม่จะทำ” หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงนางย่อมไม่ปฏิเสธ
“ปิ่นปักผมของท่านพ่อกับข้าวของเครื่องประดับบางส่วนที่ท่านนำติดตัวมาจากจวนอ๋อง ท่านตัดใจ..ขายมันได้หรือไม่”
เด็กหญิงจ้องมองสีหน้าของมารดา นางแสดงออกชัดเจนว่ามิอาจตัดใจ ปิ่นล้ำค่าชิ้นนั้นเป็นของรักที่ว่านฉีอี้บิดาของนางเป็นผู้มอบเอาไว้ให้ มันทำจากหยกสีเขียวบริสุทธิ์หายาก ซ้ำยังประดับด้วยไข่มุกขาวกลมกลึง อันเป็นของล้ำค่าจากแดนใต้
ยามเมื่อรักว่านฉีอี้ก็พร้อมจะมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้โดยที่มารดาของนางไม่ต้องร้องขอ แต่ยามเมื่อหมดรักแม้แต่ข้าวสารสักถ้วยก็มิอาจมอบให้
ซูหยุนหนิงเงียบไปครู่หนึ่ง พิจารณาคำขอร้องของเด็กหญิงด้วยสมองอันโง่เขลาของตนเอง
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ามีของสิ่งนั้น” ซูหยุนหนิงถามบุตรสาวอย่างไม่เข้าใจนัก เรื่องของปิ่นอันนั้นนางปิดปากเงียบมาโดยตลอดเพราะเกรงว่าจะถูกยึดคืนจากพระสวามี ตลอดหลายปีที่เขาไม่ถามถึงมันคงเป็นเพราะว่าลืมไปแล้วว่าเคยมอบสิ่งใดเอาไว้ให้นาง วันใดคิดออกจึงมาขอคืน ช่างเป็นบุรุษที่ใจร้ายนัก
ว่านฉีเส้าหนิงอึกอักอีกครา นางจะบอกว่าอย่างไร หาเหตุผลอะไรดี สมองน้อย ๆ ที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ของเด็กหญิงไม่ได้คิดคำนวณเรื่องนี้เอาไว้ตั้งแต่แรกเพราะไม่คิดว่ามารดาจะถาม
“ข้า.....” เด็กหญิงก้มหน้างุดแล้วจึงคิดคำแก้ตัวได้ทันเวลา “ข้าแอบมาค้นของของท่านแม่เจ้าค่ะ” ให้ถูกบ่นเรื่องนั้นดีกว่าให้นางบอกความจริงอันไร้สาระ
เมื่อคิดถึงห้องนอนที่ถูกค้นเมื่อหลายวันก่อน ซูหยุนหนิงจึงไม่ได้คิดติดใจสิ่งใด ผู้เป็นมารดาชี้มือไปที่ตู้เก็บของ
“ในนั้นมีกล่องอยู่กล่องหนึ่งเป็นของมีค่าที่แม่หยิบฉวยเอามาได้ตอนถูกขับออกจากจวนอ๋อง หนิงเอ๋อเด็กดี หยิบให้แม่ได้หรือไม่” ว่านฉีเส้าหนิงกระโดดลงจากเตียง วิ่งปรู๊ดเดียวแล้วหยิบกล่องไม้ที่ทำมาจากต้นการบูรใบนั้นออกมาอย่างรวดเร็ว
ใช้เวลาอยู่ราว ๆ ครึ่งก้านธูป จึงจะสามารถเปิดกล่องสมบัติล้ำค่าใบนั้นได้ ภายในไม่ได้มีแค่เพียงปิ่นหยกประดับมุขเท่านั้น ยังมีป้ายประจำตัวของนาง กระจกทองเหลืองเก่า ๆ เครื่องประดับล้ำค่าอีกสี่ห้าชิ้น
มือที่ผอมแห้งของมารดาหยิบปิ่นหยกชิ้นนั้นขึ้นมา มันงดงามกว่าที่นักเขียนบรรยายเอาไว้มาก ที่ส่วนปลายสลักเป็นดอกไม้ห้อยระย้าประดับด้วยไข่มุก เห็นได้ชัดว่ามูลค่าของมันคงมหาศาล ไม่คิดเลยว่าช่างฝีมือในยุคนี้ที่ไม่ได้มีอุปกรณ์และเครื่องมืออันทันสมัย จะสามารถแกะสลักออกมาได้สละสลวยงดงามราวกับมีชีวิต
ผ่านมาแปดเดือนแล้วนับตั้งแต่ที่เขาแยกจากเส้าหนิง ทุกอย่างในราชสำนักกำลังกลับเข้าสู่สภาวะสงบสุข ราชบัลลังก์ได้ว่านฉีปาเป็นผู้ปกครองโดยองค์หญิงใหญ่ถูกแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีหญิงคนแรกของแผ่นดิน คอยเคียงข้างน้องชายให้คำปรึกษาทุกสิ่งทุกอย่างที่นางรู้หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งเขาและว่านฉีชินอ๋องก็เร่งรีบไปพบนางที่เป่ยโจวในทันที แต่หาได้พบตัวของเล่ออี้จินและว่านฉีเส้าหนิงไม่ แต่กลับพบศีรษะและร่างขององครักษ์ประจำตัวเล่ออี้จินถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ ทั้งเขาและบิดาของนางใช้อำนาจทั้งหมดที่มีประกาศตามหานางแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่พบ เจ้าเมืองเป่ยโจวเองก็ช่วยตามหาอยู่เนือง ๆ เช่นกันแต่กระนั้นเพราะทุกอย่าง เพิ่งผ่านภาวะสงครามมาหมาด ๆ ทำให้ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ยากลำบากไปเสียหมดเล่อฮวาหยวนจนปัญญาแล้ว แต่ก็ไม่มีวันไหนที่เขาจะหยุดตามหานาง นอกจากนั้นแล้วการขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ ของว่านฉีปา ยังส่งผลกระทบต่อชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามแนวชายแดน ทั้งเขาและว่านฉีอี้แบ่งหน้าที่กันไปคนละทิศหลังจากที่ไม่ได้ดื่มยาลืมเลือนที่หลางซีเยว่เคยให้กินแล้ว ความทรงจำบางอย่าง
ท้ายที่สุดฉีมู่เหยาก็อยากให้เรื่องเช่นนี้จบสิ้นเสียที จึงลงมือสังหารบ่าวไพร่และบุตรชายของนาง รวมถึงลูกอนุภรรยาคนอื่น ๆ ด้วยตัวเอง นางไม่ต้องการให้เมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธแค้นชิงชังเติบโตไปมากกว่านี้ ถือเป็นการชดใช้ให้กับเสด็จพ่อผู้ล่วงลับ ฉีหลานเซี่ยหลานรักของนาง รวมถึงซูหยุนหนิงและสรรพชีวิตที่ต้องตายเพราะเขา เมื่อมั่นใจว่าทุกคนไร้ลมหายใจนางจึงจัดการเผาทุกอย่างทิ้ง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ให้มีผู้ใดรอดชีวิต“...” ว่านฉีจิ้งกระอักเลือดออกมาอีกกองโต ร่างกายร่วงหล่นจากพระราชบัลลังก์“ไม่ต้องห่วงเพคะฝ่าบาท” พูดจบนางก็ดื่มยาพิษที่เตรียมเอาไว้ “เราสองสามีภรรยาจะไปอยู่ด้วยกัน...ในนรก...นะเพคะ....”ทั้งสองร่างค่อย ๆ หมดลมหายใจอย่างทรมาน ว่านฉีอี้หยางเฟิงฝ่ากองทหารองครักษ์เข้ามาถึงท้องพระโรงได้ ก็พบว่าทั้งคู่สิ้นชีพไปแล้ว ทหารที่เหลืออยู่จึงทิ้งอาวุธและคุกเข่า“เรียนท่านอ๋อง ทั้งสองพระองค์...สิ้นพระชนม์แล้ว” หยางเฟิงจับชีพจรทั้งสองคนว่านฉีอี้เดินเข้าไปที่ศพของพวกเขาทั้งสองคนทีละก้าว และใช้มือปิดตาให
ราชบัลลังก์สีทองที่เขาใฝ่ฝันถึงมานานนับสิบปี ในที่สุดว่านฉีจิ้งก็ได้ครอบครองมันเสียที เขานั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ใช้เลือดเนื้อของพี่น้องและครอบครัวแลกมันเพื่อให้ได้มา ผู้คนที่ตายไปแล้วพวกนั้นจะต้องภาคภูมิใจในตัวเขาอย่างแน่นอน“ฝ่าบาท ต้องหนีแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ซุนกงกงคิดไม่ถึงว่าช่วงเวลาแห่งความสุขจะน้อยถึงเพียงนี้ ผ่านไปไม่กี่เดือนเท่านั้น ทหารกบฏก็สามารถรวบรวมกำลังพลได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้“ข้าไม่ไป ข้าเป็นเจ้าของบัลลังก์นี้ มีสิทธิ์โดยชอบธรรม” ว่านฉีจิ้งไม่คิดจะหนีไปไหนอย่างแน่นอนทุกอย่างมันเป็นของเขามาตั้งแต่ต้น เขาแค่ร่นระยะเวลาทุกอย่างให้เร็วขึ้นก็แค่นั้น“ถ้าพระองค์ไม่ไปงั้นกระหม่อมจะไปเอง” พูดไม่ทันขาดคำซุนกงกงก็วิ่งหนีหางจุกตูดหายไปในทันทีเสียงนอกท้องพระโรงดังโหวกเหวกโวยวาย ฉีมู่เหยาเดินเข้ามาโดยที่นางสวมชุดฮองเฮาเต็มยศ ถึงเวลาที่นางจะต้องจัดการคนคนนี้เสียที แม้จะช้าไปสักหน่อยก็ตาม“ฮองเฮา เจ้างดงามมาก” ว่านฉีจิ้งยอมรับว่าทั้งรักทั้งเกลียดนาง แต่ความรู้สึกที่มากที่สุดคือความรัก เขาร
ส่วนหลางซีเยว่นั้นภายหลังได้ไปเปิดเผยความจริงเรื่องที่ให้เล่อฮวาหยวนดื่มยาลืมเลือน เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชนบทให้กับเขาฟังทั้งหมด จากนั้นก็ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองไปแล้ว โชคดีที่เขาทำเช่นนั้นไปเสียก่อนโดยที่ต้วนเต๋อชิงไม่ต้องเหนื่อยออกแรงกำจัดเขาด้วยตัวเอง คนที่ทรยศต่อพ่อบุญธรรมต้องถูกสังหารจนหมด ไม่เช่นนั้นจะเป็นภัยต่อฝ่าบาทหน้าที่ต่อไปของต้วนเต๋อชิงคือการตามหาท่านหญิงน้อยของตน ผู้เป็นอดีตองครักษ์ไม่เชื่อว่าศพที่พบในจวนแม่ทัพจะเป็นนาง เขาเลี้ยงดูนางมาย่อมรู้นิสัยของนางดี มั่นใจว่าหลังจากนี้อีกไม่นานเขาจะต้องหานางเจอ สายข่าวของเขาคาดเดาว่าพวกนางน่าจะหลบหนีไปอยู่ที่เป่ยโจว อดีตองครักษ์จึงตามไปดักรอนางก่อนที่นางจะไปถึงเป่ยโจวร่างกายสูงใหญ่ของอดีตองครักษ์ประทับนั่งอยู่บนหลังม้า สายตาสอดส่องไปยังผู้คนที่อยู่ในขบวนชาวบ้าน เขามั่นใจว่าอย่างไร พวกนางไม่ใครก็ใครต้องหลบอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน ก่อนหน้าเขาตามเบาะแสลวงไปจนเจอองครักษ์ประจำตัวของเล่ออี้จิน เมื่อพบว่าไม่ใช่ก็ลงมือสังหารสองคนนั้นไปแล้ว พร้อมกับตัดศีรษะเสียบประจานอยู่ที่ประตูเมือง ไม่เพียงเท่
เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องตามลำพังเล่อฮวาหยวนจำเป็นต้องพูดคุยกับนางให้เข้าใจ ครั้นแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดแอบฟังอยู่ เขาจึงจำเป็นต้องเล่าสถานการณ์สำคัญให้นางฟัง“รัชทายาทลงมือแล้ว เขาน่าจะสังหารฝ่าบาทแล้วจัดฉากว่าพระองค์ป่วย อีกไม่นานเขาจะขึ้นสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้แห่งต้าเป่ยพระองค์ใหม่ และพวกมันจะไม่ปล่อยคนที่เป็นปรปักษ์เอาไว้อย่างแน่นอน” สีหน้าและน้ำเสียงของเล่อฮวาหยวนเคร่งเครียด“งั้นหมายความว่าเสด็จพ่อกำลังตกอยู่ในอันตราย”“ใช่ และไม่ใช่แค่เขากำลังตกอยู่ในอันตราย เจ้าและท่านแม่ก็ตกอยู่ในความเสี่ยง เส้าหนิงมองหน้าข้า” เล่อฮวาหยวนประคองใบหน้าของภรรยาที่เพิ่งจะกราบไหว้ฟ้าดิน“ขะ...ข้า...ข้าต้องทำอย่างไร” เส้าหนิงตัวสั่นไปหมด เรื่องนี้มันแตกต่างและร้ายแรงกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในงานล่าสัตว์นัก“เก็บของจำเป็นให้ครบถ้วนภายในเช้านี้ จากนั้นออกเดินทางไปพร้อมกับท่านแม่”“แล้ว... แล้วท่านกับท่านพ่อล่ะ” เส้าหนิงไม่เข้าใจ “ข้ากับท่านเพิ่งจะแต่งงานกันเองนะ”“หนิงเอ๋อ&r
เพราะรู้ว่าคู่บ่าวสาวน่าจะเหนื่อยมาก จากการรับแขกมาตั้งแต่เมื่อวานไหนจะเรื่องการเตรียมงานและอะไรหลาย ๆ อย่างก่อนหน้านั้นอีก เล่ออี้จินจึงออกคำสั่งให้ทุกคนห้ามเข้าไปยุ่งวุ่นวายที่เรือนหอโดยเด็ดขาดและห้ามส่งเสียงดังจนทำให้พวกเขาตื่นนอน นางอาบน้ำร้อนมาก่อนรู้ว่าวันแต่งงานนั้นเหนื่อยมาก เมื่อนึกดูแล้วเล่ออี้จินก็อดคิดถึงสามีที่จากไปแล้วไม่ได้ตื่นนอนอีกทีก็มีสตรีตัวเล็กนอนซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนเดียวกัน เล่อฮวาหยวนรู้สึกหน้าร้อนไปหมด สำรวจเสื้อผ้าของทั้งเขาและนางพบว่ายังอยู่ครบไม่ได้มีอะไรหายไป มีเพียงแค่เสื้อผ้าของนางหลุดลุ่ยไปบ้างเท่านั้น เล่อฮวาหยวนไม่กล้าขยับตัวเพราะเกรงว่าจะทำให้นางตื่น จึงนอนนิ่งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม่ทัพหนุ่มคิดใคร่ครวญถึงหยกชิ้นนั้นพยายามผนวกความทรงจำต่าง ๆ รวมเอาไว้ด้วยกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าหยกชิ้นนั้นไปอยู่ที่เส้าหนิงได้อย่างไร ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อย ส่วนนางก็ผละออกจากเขา เล่อฮวาหยวนถอนหายใจอย่างโล่งใจหากมีเวลาอีกสักหน่อยเขาจะต้องพูดคุยเรื่องนี้กับนางให้ได้ แม่ทัพหนุ่มหย่อนขาลงจากเตียง จากนั้นจึงเดินออกไปล้า







