Mag-log inฝีเท้าเบาหวิวค่อยๆ วางลงบนพื้น หยัดยืนจากนั้นก้าวลงจากเตียง สิ่งแรกที่นางทำก็คือเดินไปยังคันฉ่องที่วางอยู่บนโต๊ะไม่ไกลนัก เส้นผมยาวจรดบั้นเอว ใบหน้าล้อมกรอบขาวซีดบนหน้าผากมีแถบผ้าพันเอาไว้โดยรอบ หางคิ้วปวดตุบศีรษะมึนงง ร่างกายนี้อ่อนแอเหลือเกิน เรือนกายผอมแห้งซูบเซียว ผิวกายเนียนละเอียดราวกับไม่เคยต้องตรากตรำ ใบหน้างดงามดวงตาสุกใสทว่าส่องประกายงุนงงสับสน
“นี่คือ...ข้า??” เสียงแหบแห้งพึมพำกับตัวเองเบาๆ นาง...รู้สึกว่างเปล่า ไม่สิ ไม่ใช่เพียงความรู้สึกเท่านั้น เพราะในหัวของนางนั้นว่างเปล่าไร้ซึ่งความทรงจำ!!!
ประตูถูกเปิดแง้ม...ไม่นานนักก็มีเสียงตะโกนของสาวใช้ นางยังไม่ทันได้หันไปมองก็ต้องถอนหายใจออกมาเพราะเสียงตะโกน “คุณหนูอวิ๋นฟื้นแล้ว!!! นางฟื้นแล้ว! ให้คนไปแจ้งฮูหยินเร็วเข้า!”
แม้แต่จะส่งเสียงบอกให้สาวใช้ผู้นั้นอย่าได้เอะอะโวยวายนางก็ทำไม่ได้ ในห้องนอนนี้ขนาดประตูก็ไม่อาจลงกลอน ใครจะเข้าก็เข้าจะออกก็ออก นางให้รู้สึกหงุดหงิดนัก! ยิ่งไปกว่านั้นไม่นานทุกอย่างก็ยิ่งวุ่นวาย มีคนมากมายเข้าๆ ออก คำถามมากมาย ท่านหมอถามก็แล้วไปเถิด ทว่าทั้งแม่นม สาวใช้ ฮูหยินเจ้าบ้านที่อยู่ตรงหน้า ทุกคนแม้ถามราวกับห่วงใยเสียเต็มประดา แต่กลับถามแล้วไม่รอคำถาม พูดเองเออเองจนน่าปวดหัว
ครู่ใหญ่บุรุษวัยกลางคนสองคนก็เดินเข้ามา อีกคนหนึ่งก้าวเข้ามาแล้วนั่งลงยังข้างเตียง ยื่นมือออกมาช้าๆ นางขมวดคิ้วปัดมือนั้นออกไปให้พ้นตัว
“ท่านจะทำอะไร?”
สายตาดุดันของนางทำให้เขาชะงัก “เมิ่งเมิ่ง??”
นางขมวดคิ้วมองใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย... “ท่าน...เป็นใคร”
!!!???
จบประโยคนั้นของนางทุกคนจึงมีสีหน้าเหมือนกันหมด นั่นก็คือตกใจจากนั้นก็สงสัยสับสน ท่านหมอที่ยังคงตรวจอาการถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง “ดูเหมือนว่าศีรษะของคุณหนูอวิ๋นที่ถูกกระแทกจะได้รับการกระทบกระเทือนหนัก บัดนี้นาง...สูญเสียความทรงจำแล้ว”
แคว้นต้าเยวี่ย รัชสมัยฮ่องเต้จ้าวเซวียน ปีที่สามสิบสอง
ด้วยรัชทายาทใกล้จะอายุครบยี่สิบและเข้าพิธีสวมกวาน วังหลวงส่งเทียบเชิญบุตรสาวจากจวนขุนนางเพื่อเข้าร่วมคัดเลือกสตรีที่มีฐานะคู่ควร ทั้งนี้ก็เพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกให้เป็นชายารัชทายาท เหล่าท่านหญิง คุณหนูจากจวนต่างๆ ล้วนได้รับราชโองการเพื่อให้เข้าวังหลวง ฝึกฝน อบรม และเรียนรู้มารยาทต่างๆ ที่พึงปฏิบัติ จากนั้นหกเดือนจะมีการคัดเลือกชายาและชายารองขององค์รัชทายาท
ทว่า...นอกเหนือไปจากเรื่องที่ขุนนางน้อยใหญ่ส่งบุตรสาวกลับเข้าเมืองหลวงแล้ว ยังมีข่าวลือหนึ่งถูกพูดถึงอย่างลับๆ กล่าวกันว่าต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์คู่แคว้นหายไป ทางหนึ่งฮ่องเต้ส่งองครักษ์และขันทีออกจากวังหลวงเพื่อออกไปประกาศราชโองการ ทางหนึ่งกลับส่งคนออกไปค้นหาต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่สูญหาย ลือกันว่ามันถูกขโมยออกไปจากห้องลับในวังหลวง ทว่าก็มีข่าวลืออื่นถูกนำมาโต้แย้งเพราะต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เป็นเพียงตำนานเล่าขาน
ว่ากันว่าต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์แท้ที่จริงก็คืออาวุธล้ำค่าที่แม่ทัพเสิ่นครอบครอง ดังนั้นชายแดนเหนือจึงยังคงมั่นคงไม่เคยสั่นคลอน
ยังว่ากันอีกว่าต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์...แท้ที่จริงคือต้นฮว๋ายที่ปลูกเอาไว้ยังตำหนักมังกรเหินในวังหลวง ทั้งเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์
ข่าวหนึ่งยังกล่าวด้วยว่าต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นเพียงหยกที่มีรูปร่างคล้ายต้นไม้ ผู้ครอบครองสามารถขอความปรารถนาได้หนึ่งข้อ
ทว่าก็ยังมีข่าวลือหนึ่งทำให้ผู้คนพูดไม่ออก นั่นก็คือแท้ที่จริงแล้วต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์...กลับเป็นคนผู้หนึ่งที่มีคุณงามความดีต่อแคว้นต้าเยวี่ย
นอกจากข่าวลือเรื่องต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านต่างก็ได้ยินมา เรื่องความขัดแย้งของราชสำนักก็ทำให้ชาวบ้านรู้สึกหวาดหวั่น ด้วยขบวนส่งตัวสตรีสูงศักดิ์เข้าเมืองหลวงต่างเกิดเรื่องขึ้นไม่เว้นวัน บางขบวนมีข่าวว่าถูกดักปล้น มีคนตาย มีคนหายตัว บางคนก็รอดกลับมาทว่าก็ไร้ซึ่งคุณสมบัติที่จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นชายารัชทายาท
หอสูงริมถนนซ่างกู่ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเมืองหลวง บนชั้นสี่มีเงาร่างของบุรุษสูงศักดิ์สองคนกำลังนั่งเดินหมากล้อม ใบหน้าของคนทั้งสองแม้ดูจริงจังทว่าสายตากลับเหม่อลอยราวกับตกอยู่ในภวังค์ความคิด กระนั้นเมื่อองครักษ์ผู้หนึ่งก้าวเข้ามารายงานทั้งสองก็ดึงสติกลับมาในทันที
“ทูลองค์รัชทายาท ขบวนรถม้าของท่านปราชญ์อวิ๋นมาถึงแล้วขอรับ”
ทั้งสองลุกขึ้นเดินไปยังริมระเบียง รถมาสามคันกำลังวิ่งผ่านหน้าหอสูงช้าๆ จ้าวเหยียนหรุบตามองด้วยใบหน้าเรียบเฉย “มาแล้ว...เสียงเฟิง เจ้าว่ากลับเข้าเมืองหลวงครานี้ไม่รู้ว่าท่านปราชญ์อวิ๋นคิดถูกหรือคิดผิด”
หยางสวินเคอเองก็จ้องมองรถม้านั้นนิ่ง “ทางหนึ่งหากไปจากเมืองหลวง ปล่อยให้ตระกูลหลิวกับตระกูลสวีเชื่อมสัมพันธ์โดยมีตัวเองเป็นหุ่นเชิดโดยไม่รู้ตัว ไม่เพียงกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งแคว้น แต่ยังทำให้ชื่อเสียงของบุตรสาวของตัวเองต้องพลอยมัวหมองไปด้วย อีกทางหากรั้งอยู่ก็ไม่รู้ว่าข่าวลือจะโหมกระพือมากน้อยเพียงใด ท่านปราชญ์อวิ๋นเลือกเผชิญหน้า ไม่แน่ว่าอาจจะอยากหาคู่หมายใหม่ให้บุตรสาว หากตัวเลือกเหมาะสมกว่า ล้ำเลิศกว่าซื่อจื่อจวนโหว บางทีนี่ต่างหากที่เป็นตัวเลือกที่ถูก แต่ว่า...เขามิใช่คนที่ชอบเอาชนะ เช่นนั้นกระหม่อมจึงคิดว่าเขาอยู่เพื่อบุตรสาว ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ มีเพียงอยู่จึงจะควบคุมข่าวลือได้มากหน่อย”
จ้าวเหยียนเดินกลับมารินชา “ได้ยินมาว่าเขาไม่ชมชอบการแก่งแย่ง”
“ตอนนี้ก็คงต้องชอบแล้วพ่ะย่ะค่ะ ไม่มีทางเลือก หาไม่บุตรสาวคนเดียวคงต้องคับแค้นใจจนวันตายเป็นแน่”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้ง “หลายวันมานี้อาจารย์เองก็โกรธจนล้มป่วย เห็นชัดว่าตระกูลสวีไม่ไว้หน้าสักนิด”
“กระหม่อมกลับไม่คิดเช่นนั้น ที่ไม่ไว้หน้ามิใช่ตระกูลสวีเพียงฝ่ายเดียว กลับเป็น...คุณหนูอวิ๋นด้วย”
“อ้อ เจ้าพูดต่อไปสิ”
“ได้ยินมาว่าทันทีที่ล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ลับๆ ของคู่หมายและพี่สาว คุณหนูอวิ๋นที่เคยขี้ขลาดอ่อนแอกลับบุกไปที่จวนสวีผิงโหว โวยวายอาละวาดจนทะเลาะกับท่านหญิงสวีกระทั่งท่านหญิงพลั้งมือผลักนางตกจากสะพาน ท่านปราชญ์อวิ๋นเที่ยวเสาะหาหมอฝีมือดีมารักษาบุตรสาว อาการของนางนับว่าหนักหนา แม้ตกลงไปในน้ำทว่าในน้ำกลับมีโขดหินจำลอง หลายวันก่อนท่านหมอไปตรวจอาการหลังได้สติกลับมา ฟังว่านางสูญเสียความทรงจำไปจนสิ้น จำไม่ได้แม้แต่บิดาของตัวเอง”
“เจ้าเล่า”นางพยักหน้า “ข้าอยากมา”“เช่นนั้นข้าพาเจ้ามาดีหรือไม่”“ตกลงตามนี้”“ได้”นางยิ้มจากนั้นคีบบะหมี่เข้าปาก ตอนที่กำลังสูดบะหมี่ก็เอียงหน้ามามองเขา เมื่อเห็นว่าเขามองนางอยู่ก็อมยิ้ม ...นางชอบบรรยากาศที่มีเขาอยู่ข้างๆ หัวใจของนางเต้นเร็วมากทั้งยังรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สนทนากับเขา กระทั่งตอนผละจากยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่หน่อยๆเทศกาลหยวนเซียว...หน้าจวนตระกูลหยางก็ยังคงเป็นสถานที่เริ่มต้นของร้านรวงและการประดับโคมไฟ อวิ๋นซูเหยานั่งรถม้าอ้อมมาจอดที่หน้าจวนตระกูลหยาง สามพี่น้องตระกูลหยางยืนรอนางอยู่ด้วยรอยยิ้ม “พี่ซูเหยา” หยางหว่านฉิงปักปิ่นแล้ว...“มาเถิด พวกเราไปเดินเล่นกัน” หยางสวินเคอเดินเข้ามาช่วยประคองนางลงจากรถม้า ใบหน้าหล่อเหลาประดับยิ้มอ่อนโยนอยู่เสมอ วันนี้เขาสวมชุดสีดำปักลายปักษากุ๊นขอบสีแดง ดูทั้งเคร่งขรึมและสูงส่งสง่างาม นางสวมชุดสีขาวปักลายบุปผาสีม่วงยิ่งเดินเข้าไปอยู่ข้างเขาก็ยิ่งดูราวกับแสงสว่างที่อยู่เคียงข้างความลึกลับ ถึงอย่างนั้นในยามก้าวเดินชายชุดด้านหน้าที่เสียดสีกัน กลับทำให้ลายปักของคนทั้งสองดูกลมกลืน มองราวกับปักษาที่กำลังบินล้อลมกับมวลบุปผาสีม่วงผู้คนมากม
แรกลืมตา...นางรู้สึกว่าในหัวว่างเปล่า สาวใช้ตรงหน้าเบิกตามองนางราวกับมองเห็นผี อีกฝ่ายวิ่งออกไปปากก็ตะโกนเสียงดังลั่น “นายท่านคุณหนูฟื้นแล้วเจ้าค่ะ! นายท่าน!” นางกลืนน้ำลายเหนียวลงคอรู้สึกกระหายเหลือเกิน ตอนพยายามประคองตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ร่างกายนี้กลับอ่อนแรงราวกับไม่อยากจะเชื่อฟังนางเลยสักนิด ตอนหลับตาเพื่อสูดหายใจเข้าดึงสติ ไหล่กลับถูกประคองให้ลุกขึ้น อวิ๋นซูเหยาลืมตาก็พลันสบตาคมดุคู่หนึ่ง เขามองนางจากนั้นช่วยนางให้ลุกพิงหัวเตียง “จิบน้ำหน่อยดีหรือไม่”นางพยักหน้าจากนั้นจ้องมองเขา “ท่าน...เป็นใคร”เขาชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด “ข้าแซ่หยาง นามรองเสียงเฟิง หยางสวินเคอ”“แล้วข้า...เป็นใคร?” นางมองไปรอบๆ ดวงตาบ่งบอกถึงความงุนงงสับสน “เกิดอะไรขึ้นกับข้า เหตุใดข้าจึง...”“ดื่มน้ำก่อน” เขาส่งน้ำอุ่นมาจ่อที่ริมฝีปาก นางยอมดื่มโดยดีจากนั้นยังคงจ้องมองเขา“เจ้าแซ่อวิ๋น นามรองเมิ่งเมิ่ง อวิ๋นซูเหยา”“อวิ๋นซูเหยา??”“รู้สึกคุ้นหูบ้างหรือไม่” นางส่ายหน้า “เช่นนั้นแซ่หลินเล่า หลินมู่เซิน คุ้นหูบ้างหรือไม่” นางยังคงส่ายหน้าเขากลับยิ้ม “ไม่เป็นไร เจ้าเพิ่งได้สติอาจใช้เวลาในการฟื้นฟู” เขาลุกขึ้นเมื่อไ
หลินมู่เซินสวมชุดสีฟ้าปักลายปักษา เรือนผมยาวเกล้ามวยปักปิ่นหยกขาวเรียบๆ ไม่มีกำไล ไม่มีเครื่องประดับอื่น นางเดินเคียงข้างหยางสวินเคอเข้าไปในวังหลวง ตรงไปยังตำหนักเฟิ่งหวงเพื่อเข้าเฝ้าฮองเฮา หลินซีหลินด้วยการสนับสนุนของตระกูลหลินได้ก้าวขึ้นครองบัลลังก์หงส์เคียงข้างมังกรผู้สง่างาม ทั้งความรู้ ความสามารถ ความเฉลียวฉลาด และความดีงาม นางมองศิษย์ของตนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ราวกับมองบุตรสาวที่เพิ่งออกเรือนและดูแลผู้คน จากนั้นยิ้มพร้อมลูบหลังมืออีกฝ่าย “อาจารย์...จะกลับหลิงซานแล้ว พวกเจ้าเป็นเช่นนี้ดีมากๆ แล้ว อาจารย์ไม่มีห่วงเรื่องใดทั้งสิ้น” นางมองหลินโม่หลินที่เอาแต่ก้มหน้า “โม่หลิน”“อาจารย์”“หลังจากอาจารย์ขึ้นหลิงซาน เจ้าก็...ออกเดินทางเถิด” เขาเบิกตามองนางอย่างไม่ยินยอม “อาจารย์พานพบกับความเศร้าและการพลัดพรากมามากเกินไป ดังนั้นครั้งนี้อยากเห็นแก่ตัวสักครั้ง ให้อาจารย์ได้อยู่อย่างสงบไม่ต้องทนมองพวกเจ้าโศกเศร้าและร้องไห้ ทำให้อาจารย์ได้หรือไม่”“แต่...”“หลังอาจารย์จากไปสักหนึ่งเดือน อาจารย์จะให้ปราชญ์หยางส่งข่าวมาให้พวกเจ้ารับรู้”เงียบ...นางถอนหายใจ “ไม่โศกเศร้า...ทำไม่ได้หรอก แต่หากรู
ตอนนี้นางกำลังจะตายแต่อวิ๋นซูเหยากลับยังคงอยู่ นางไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะยังอยู่ได้นานเท่าไหร่หากนางจากไป หรือนางจะกลับเข้าไปอยู่ในร่างของอวิ๋นซูเหยา ไม่ก็ทุกอย่างจะจบสิ้นลงไปพร้อมกับตัวนางที่สิ้นใจในร่างของตัวเอง ไม่มีใครบอกได้ ไม่มีใครให้ความมั่นใจหลินมู่เซินคว้ามือของอวิ๋นซูเหยาขึ้นมาลูบเบาๆ ‘อวิ๋นซูเหยา...เจ้าอยู่ที่ใด อยากกลับมาหรือไม่’มองสภาพความเป็นอยู่ของอีกฝ่าย นางตระหนักดีว่าหยางสวินเคอให้ความดูแลดีมาก แม้แต่กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็ไม่มีสักนิด สาวใช้สามคนอยู่เฝ้าตลอด ในเรือนมีทุกอย่างครบครัน มองออกไปด้านนอกหลินโม่หลินกำลังสนทนาอยู่กับอวิ๋นหยวนที่เพิ่งมาถึง หยางสวินเคอเองก็เดินเข้าไปหาบุรุษทั้งสอง นางกุมมือของอวิ๋นซูเหยาหลับตาถ่ายทอดกำลังภายในของตนให้อีกฝ่าย ‘อวิ๋นซูเหยา เจ้าอยากกลับมาหรือไม่ หากรักษาร่างของเจ้าเอาไว้ เจ้าอยากกลับมาหรือไม่ หากเจ้ากลับมา ตื่นขึ้นมา ข้าจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง ให้เจ้าอยู่ต่อไปดีหรือไม่ อยู่เป็นเพื่อนพวกเขา...แทนข้า’นางค่อยๆ ผ่านลมปราณเข้าไปในร่างของอีกฝ่าย ส่งกำลังภายในที่นางฝึกฝนมานับร้อยๆ ปี ส่งทุกอย่างให้เด็กสาวที่นอนแน่นิ่งไม่ได้สติ เพราะจะอย่า
“รู้แล้วๆ อาจารย์ไปแน่นอน พวกเจ้าออกไปให้หมด” นางมองส่งทุกคนทยอยเดินออกไปจากห้อง กระทั่งนานมากกว่าที่นางจะส่งเสียง “ท่านปราชญ์หยางมีเรื่องสนทนากับข้าหรือ”หยางสวินเคอก้าวออกมายืนที่ขอบประตู เขาไม่ได้ก้าวเข้ามาเพียงยืนมองนางจากจุดนั้น “ข้ามีเรื่องอยากถาม ไม่ทราบว่าแม่นางหลินจะสะดวกหรือไม่”นางขยับตัวก้าวลงจากเตียง ชุดตัวในสีขาวทำให้ชายหนุ่มหันไปมองด้านอื่น เขาส่งเสียงเรียกสาวใช้ให้เข้าไปช่วยหญิงสาวแต่งตัว “ไม่ต้อง ข้าทำเองได้ ท่านไปรอข้าที่โต๊ะในสวนก็แล้วกัน”“ได้” นางมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่าย ในใจได้แต่ครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรกับหยางสวินเคอดี การพบกันของนางกับเขาเป็นความผิดพลาด ตั้งแต่แรกนางก็ไม่ควรมีสายสัมพันธ์อันใดกับบุรุษ ไม่ควรมีเรื่องราวของความรักและความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง ความรู้สึกผูกพันรังแต่จะทำให้เจ็บปวดทั้งกับนางและกับเขา หากเป็นเมื่อก่อนนางอาจลังเลเพราะมีเวลาให้ต้องสูญเปล่า รั้งอยู่ข้างกายเขาไม่กี่ปีเขาจากไปนางก็จะโดดเดี่ยวและทุกข์ทน ทว่าตอนนี้ต่างออกไปนางกำลังจะจากไปเป็นเขาเองที่จะต้องเศร้าโศกจากการสูญเสียและพลัดพราก หากเป็นนางที่เคยผ่านเรื่องเหล่านั้นมานับครั้งไม่ถ้วน นา
หลินมู่เซินกอดปลอบอีกฝ่ายน้ำตาของนางหลั่งริน หญิงสาวเอนศีรษะลงแนบแก้มกับหน้าผากของศิษย์รัก “กรรมใดใครก่อผู้นั้นย่อมต้องรับกรรม แต่ในเมื่อเจ้าอภัยให้เขาแล้วดังนั้นโทษอาจจะลดลงบ้างกระมัง ไม่รู้สิข้าเองก็ยังไม่เคยตาย ไม่รู้ว่าหลังจากตายไป สวรรค์หรือนรกจะรับฟังเสียงของการให้อภัยหรือไม่ แต่อย่างน้อยตอนนี้เจ้าเองก็มิใช่หลุดพ้นแล้วหรอกหรือ เขาเองก็ด้วย”“อาจารย์”“หืม”“จำได้ว่าวันแรกที่ท่านช่วยข้าเอาไว้ ท่านแบกข้าขึ้นเขามา วันนี้ท่านเองก็แบกข้าขึ้นหลังเหมือนวันนั้นเลย ข้าดีใจมาก สุดท้ายแล้วข้าก็ยังได้ขี่หลังท่าน”“ไว้วันหลังข้าแบกเจ้าอีกดีหรือไม่”“ไม่ได้แล้ว อาจารย์ข้าขอโทษ”“ขอโทษเรื่องใดหรือ”“ขอโทษที่ทำเช่นนั้นไม่ได้แล้ว ขอโทษที่ท่านต้องพานพบกับการพลัดพรากอีกแล้ว ข้าพยายามแล้ว อยากอยู่ให้นานอีกหน่อย อยู่เป็นเพื่อนท่าน แม้ไม่ได้อยู่เคียงข้างท่านแต่ตลอดมาก็อยู่แผ่นดินเดียวกัน มีสายสัมพันธ์ที่ท่านหลงเหลืออยู่เอาไว้ให้ท่าน แต่ตอนนี้แม้แต่ข้าก็กำลังจะจากไปทิ้งให้ท่านโศกเศร้าเดียวดายเพียงลำพัง ข้าขอโทษท่านด้วยที่อาจารย์ต้องมาฝังศพของศิษย์อีกคนแล้ว”หลินมู่เซินหลับตาน้ำตาหลั่งริน “ไม่เป็นไร ใค
หยางสวินเคอมองไปรอบๆ เขาคว้ากระบี่ขึ้นมาจากนั้นออกเดินนำไปตามทางเดิน พวกเขามีเพียงคนไม่กี่คน ด้านหลังมีองครักษ์ของจ้าวเหยียน ทว่าเพราะด้านนอกวุ่นวายจากการประมือของคนสองฝ่าย และจุดศูนย์กลางของเรื่องราวตอนนี้อยู่ที่ท้องพระโรง ดังนั้นทางเดินจึงแทบไม่มีทหาร จะมีก็แต่ขันทีและนางกำนัลที่กำลังหลบหนีการต่อ
ภายในคืนเดียวเกิดเรื่องวุ่นวายไม่หยุดหย่อน จวนตระกูลอวิ๋นเกิดเพลิงไหม้ยังไม่ทันได้หาสาเหตุ ในช่วงที่กำลังพยายามดับไฟเพื่อให้มั่นใจว่าไฟจะไม่ปะทุลามไปยังจุดอื่น นอกจวนตระกูลหยางกลับวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นพระชายาองค์รัชทายาทที่บุกเข้ามา!!!หลินซีหลินตะโกนเสียงดังลั่นด้วยความร้อนใจ “อาจารย์!!
อวิ๋นซูเหยาอมยิ้มเงยหน้าขึ้นมองหยางสวินเคอ เขาถอนหายใจ “ก็ได้ หลิงเฮ่อดูแลพวกเขาด้วย จากตรงนี้ข้ากับเมิ่งเมิ่งจะเดินเล่นวกกลับไปที่หน้าจวน เจ้าก็ให้คนเตรียมรถม้าเอาไว้ก็แล้วกัน”“ขอรับ” หลิงเฮ่อรับคำจากนั้นพาคนเดินกลับไป“มาเถิดพาเจ้าไปปล่อยโคม” เขายื่นมือออกไปอวิ๋นซูเหยาพยักหน้าจากนั้นยื่นมือมาจับ
เทศกาลหยวนเซียว หรือ เทศกาลแขวนโคมไฟแคว้นเยวี่ยตรงกับวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนหนึ่ง บนท้องถนนชาวบ้านต่างพากันแขวนโคมประดับหน้าประตูและรอบกำแพงจวน ถนนซ่างกู่มีร้านรวงออกมาตั้งแผงวางขายของ ยามค่ำคืนที่นี่มักจะคึกคักและครึกครื้นทุกปี หยางสวินเคอเดินออกมาด้านนอกเพื่อดูพ่อบ้านประดับโคมไฟ ตอนนั้นเองที่รัชทาย







