로그인
เสียงแตรมโหรีจากขบวนงานมงคลดังแว่วข้ามกำแพงสูงมาจากท้องถนน เรือนอันเงียบสงบอยู่ๆ ก็เกิดความเคลื่อนไหวขึ้น ด้านนอกมีสาวใช้สองสามคนส่งเสียงซุบซิบกันแผ่วเบา แน่นอนหัวข้อการซุบซิบนั้นย่อมต้องเกี่ยวกับขบวนเจ้าสาวที่กำลังเคลื่อนผ่านจวนแห่งนี้ไปนั่นเอง
“เจ้าได้ยินเช่นที่ข้าได้ยินหรือไม่”
“เจ้าคงไม่ได้กำลังกล่าวถึงเรื่องของ...คุณหนูอวิ๋น?”
“ก็ต้องเป็นนาง หาไม่จะยังมีใครอีก”
“ข้าได้ยินมาว่าเดิมทีคนที่ควรจะขึ้นเกี้ยวแต่งเข้าจวนสวีผิงโหวก็คือนาง เจ้าเล่าได้ยินเรื่องใดมา”
“ก็เรื่องเดียวกันมิใช่หรือ ข้ายังได้ยินมาว่าเพราะเรื่องนี้ทำให้ท่านปราชญ์อวิ๋นบิดาของนาง ถึงขั้นหย่าขาดกับฮูหยินที่เพิ่งแต่งกันได้ไม่นาน”
“จริงหรือ? ร้ายแรงถึงเพียงนั้น!”
“ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ที่ท่านปราชญ์อวิ๋นยอมตบแต่งฮูหยินใหม่ ทั้งนี้ก็เพราะได้ท่านราชครูเกลี้ยกล่อม เหตุผลหลักๆ ก็เพื่อให้คุณหนูอวิ๋นผู้นี้ได้ออกเรือนโดยมีมารดา มีฮูหยินเอกของท่านปราชญ์อวิ๋นส่งเสริม สองตระกูลล้วนเป็นตระกูลปราชญ์คุณหนูอวิ๋นย่อมไม่น้อยหน้าผู้ใด ผู้ใดจะคิดเล่าว่าฮูหยินคนใหม่ที่แต่งเข้ากลับส่งเสริมให้บุตรสาวตัวเองแย่งคู่หมายน้องสาว”
“ข้ารู้ว่ามาฮูหยินเอกคนใหม่มาจากตระกูลหลิว เป็นปราชญ์เก่าแก่ที่เคยมีชื่อเสียง ทว่าบัดนี้กลับมีทายาทที่เป็นบุรุษนับคนได้ ดังนั้นคงกำลังมองหาอำนาจอื่นส่งเสริมกระมัง หาไม่เรื่องไร้ยางอายเช่นนี้จะกล้าทำหรือ”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น รู้หรือไม่ว่าคู่หมายของคุณหนูอวิ๋นน่ะหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เยาว์วัย เป็นสะใภ้จวนโหวมีหน้ามีตาถึงเพียงนั้นแน่นอนว่าตระกูลหลิวย่อมไม่อาจปล่อยผ่าน บุตรสาวได้แต่งเข้าจวนโหว แม้มารดาถูกหย่าขาดชื่อเสียงเสียหายทว่าก็คุ้มค่ายิ่ง”
“ทางท่านปราชญ์อวิ๋นเล่ามีท่าทีใด”
“เมื่อเช้านายท่านกับท่านปราชญ์อวิ๋นออกไปพร้อมกัน สีหน้าก็ดูเป็นปกติดี”
“ก็ต้องทำให้เป็นปกติมิใช่หรือ ถูกหัวเราะเยาะเป็นเป็นเรื่องน่าขบขัน หากไม่ทำตัวให้เป็นปกติที่สุด เช่นนี้จะให้แหกปากด้วยความโกรธกรุ่นจนตกเป็นขี้ปากผู้คนหรือ”
“ข้าได้ยินมาว่าฮูหยินเองก็มิใช่อยากจะต้อนรับท่านปราชญ์กับฮูหยินนัก ด้วยเกรงว่าจะล่วงเกินจวนโหว”
“ล่วงเกิน??”
“ใช่น่ะสิ! เจ้าคิดว่าหากจวนโหวไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนเจ้าสาว เช่นนี้แล้วคุณหนูหลิวผู้นั้นจะได้นั่งเกี้ยวออกไปแทนคุณหนูอวิ๋นหรือไร”
“นั่นสินะ”
“จะว่าไปท่านปราชญ์อวิ๋นนับว่าเป็นบิดาที่ประเสริฐยิ่ง สงสารก็แต่คุณหนูอวิ๋น หมั้นหมายมาตั้งแต่เยาว์วัยกลับสู้พี่สาวที่แต่งเข้าจวนมาพร้อมมารดาเลี้ยงไม่ได้ ถูกแย่งคู่หมายไม่พอตอนนี้ก็ยังต้องล้มหมอนนอนเสื่อเพราะคนพวกนั้นอีก”
“แต่ข้าได้ยินมาว่านางทำตัวเองทั้งนั้นมิใช่หรือ พอรู้ว่าซื่อจื่อจวนโหวหมายจะรับพวกนางทั้งสองคนเป็นฮูหยินที่เท่าเทียม นางก็แล่นไปที่จวนโหวประกาศถอนหมั้น ไม่พอยังไปทะเลาะกับคุณหนูจวนโหวจนตกจากสะพานอีก ตอนนี้จวนที่เคยอยู่ก็ต้องซมซานออกมาจนต้องมาอาศัยจวนของนายท่านและฮูหยิน อนาคตนับจากนี้จะอย่างไรก็สุดรู้”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นหลังจากจบประโยคนั้น เสียงฝีเท้าใครอีกคนเดินใกล้เข้ามา เสียงของสตรีวัยกลางคนดังขึ้น “พวกเจ้าไม่มีงานต้องทำหรือเหตุใดมายืนซุบซิบกันอยู่แถวนี้”
“แม่นมชุยพวกข้าทำเสร็จหมดแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้รอเพียงท่านหมอที่จะเข้ามาตรวจอาการคุณหนูอวิ๋น”
“นางเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกตัวขึ้นมาแล้วหรือยัง”
“ยังเลยเจ้าค่ะ ไม่แม้แต่จะขยับ”
เสียงถอนหายใจของแม่นมผู้นั้นดังขึ้นอีกครั้ง “ศีรษะถูกกระแทกถึงเพียงนั้น ทั้งร่างกายทั้งจิตใจได้รับความกระทบกระเทือน ช่าง...อาภัพเสียจริง”
“แล้วนางกับท่านปราชญ์จะอยู่ที่จวนนานเท่าใดเจ้าคะ พวกข้าทั้งต้องไปทำความสะอาดเรือนหลัก ทั้งยังต้องวิ่งมาอยู่ที่นี่ คงมิใช่ว่าจะอยู่ที่นี่ตลอดไปหาไม่สาวใช้คงไม่พอเป็นแน่...”
“หุบปาก ผู้มาเป็นแขกของนายท่าน สาวใช้อย่างพวกเจ้ามีหน้าที่ทำตามคำสั่งไม่มีหน้าที่ตั้งคำถาม”
“แต่ว่าแม่นมเจ้าคะ...”
แม้จะส่งเสียงตำหนิทว่าก็ไม่ได้จริงจังนัก ฟังดูก็รู้ว่าแม้แต่แม่นมชุยเองก็รับรู้ถึงความลำบากใจและความอึดอัดของผู้เป็นนาย... สวีผิงโหวมีหน้าตา ทั้งมีอิทธิพลในเมืองหลวง ล่วงเกินเขาย่อมมิใช่เรื่องที่ฉลาดนัก จริงอยู่ท่านปราชญ์อวิ๋นเป็นถึงอาจารย์ที่มีศิษย์ยังสำนักศึกษาหลวงมากมาย มีเส้นสาย เป็นที่นับหน้าถือตา ทว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเปลือกนอก ผู้ใดไม่รู้ว่าการได้เข้ามายังเมืองหลวงของท่านปราชญ์อวิ๋น แท้ที่จริงก็เพราะตระกูลหลิวสนับสนุน ทั้งจวน ทั้งค่าใช้จ่าย ทั้งเงินทอง ล้วนเป็นตระกูลหลิวที่ส่งเสริม หย่าขาดหลิวซื่อท่านปราชญ์อวิ๋นก็เป็นเพียงปราชญ์ที่ยากจนข้นแค้นผู้หนึ่งเท่านั้น!!!
ครู่ต่อมาก็มีเสียงกลุ่มคนอีกกลุ่มเดินเข้ามา เสียงของคนหลายคนที่กำลังสนทนาทำให้รู้ว่าผู้มาก็คือเจ้าบ้านและท่านหมอ บนเตียงนอนในห้องซึ่งเป็นเรือนนอนของแขก แม้ไม่ได้หรูหราทว่าก็นับว่าจัดการได้อย่างเหมาะสม ท่านหมอตรวจอาการด้วยท่าทีจริงจังกระทั่งหลังจากไปยังกำชับหลายเรื่อง
“ฮูหยินส่งท่านหมอกลับไปแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงถอนหายใจดังขึ้น “ชะตาอาภัพนัก ไม่เพียงสูญเสียมารดาตั้งแต่เยาว์วัย ตอนนี้ยังต้องมาเผชิญเคราะห์กรรมเช่นนี้อีก”
“ฮูหยิน?”
“ข้าเพียงสงสารนางเท่านั้น ข้าเองก็มีบุตรสาว... ทว่าแม้สงสารก็มิใช่ว่าข้าจะสามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือ จวนสวีผิงโหวบัดนี้เกี่ยวดองกับตระกูลหลิวแล้ว แม้ท่านปราชญ์อวิ๋นจะได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท ทว่าอย่างไรพวกเขาก็มีเพียงเปลือกนอกเท่านั้น”
“แล้วทางนายท่านคิดเห็นเป็นอย่างไรเจ้าคะ”
“ท่านพี่เป็นสหายกับท่านปราชญ์อวิ๋นมานาน เขาไหนเลยจะฟังคำทัดทานของข้า”
“เช่นนี้แล้วท่านจะทำอย่างไรเจ้าคะ หากยังให้ที่พักพิงกับสองพ่อลูกตระกูลอวิ๋นเช่นนี้ เกรงว่าไม่นานท่านโหวอาจขุ่นเคืองมาถึงพวกเราได้”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้ง จากนั้นคนทั้งหมดก็ค่อยๆ เดินออกจากห้องทิ้งเอาไว้เพียงความเงียบงัน ไม่มีใครรู้เลยว่าไม่นานนักหลังจากที่ทุกคนจากไป หญิงสาวบนเตียงนอนที่ตั้งแต่แรกก็ไม่ขยับ ดวงตากลับเปิดขึ้นช้าๆ สายตาของนางว่างเปล่าไร้ซึ่งประกายของความง่วงงุน นาง...รู้สึกตัวนานแล้วทว่ากลับเลือกที่จะเงียบ เลือกที่จะนอนนิ่ง
อวิ๋นซูเหยา...ปีนี้อายุครบสิบสี่ขวบปียังไม่ปักปิ่น เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของปราชญ์อวิ๋นแห่งสำนักศึกษาหลวง เคยหมั้นหมายกับบุตรชายสวีผิงโหว ทว่าบัดนี้ถอนหมั้นแล้วเพราะพี่สาวของมารดาเลี้ยงที่บิดาแต่งเข้าตระกูลอวิ๋น บิดาหย่าขาดจากฮูหยินหลังรู้เรื่อง และบัดนี้...แม้แต่ที่ซุกหัวนอนก็ยังไม่มี
ใช่แล้ว...นางรู้เพียงเท่านั้น
“เจ้าเล่า”นางพยักหน้า “ข้าอยากมา”“เช่นนั้นข้าพาเจ้ามาดีหรือไม่”“ตกลงตามนี้”“ได้”นางยิ้มจากนั้นคีบบะหมี่เข้าปาก ตอนที่กำลังสูดบะหมี่ก็เอียงหน้ามามองเขา เมื่อเห็นว่าเขามองนางอยู่ก็อมยิ้ม ...นางชอบบรรยากาศที่มีเขาอยู่ข้างๆ หัวใจของนางเต้นเร็วมากทั้งยังรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สนทนากับเขา กระทั่งตอนผละจากยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่หน่อยๆเทศกาลหยวนเซียว...หน้าจวนตระกูลหยางก็ยังคงเป็นสถานที่เริ่มต้นของร้านรวงและการประดับโคมไฟ อวิ๋นซูเหยานั่งรถม้าอ้อมมาจอดที่หน้าจวนตระกูลหยาง สามพี่น้องตระกูลหยางยืนรอนางอยู่ด้วยรอยยิ้ม “พี่ซูเหยา” หยางหว่านฉิงปักปิ่นแล้ว...“มาเถิด พวกเราไปเดินเล่นกัน” หยางสวินเคอเดินเข้ามาช่วยประคองนางลงจากรถม้า ใบหน้าหล่อเหลาประดับยิ้มอ่อนโยนอยู่เสมอ วันนี้เขาสวมชุดสีดำปักลายปักษากุ๊นขอบสีแดง ดูทั้งเคร่งขรึมและสูงส่งสง่างาม นางสวมชุดสีขาวปักลายบุปผาสีม่วงยิ่งเดินเข้าไปอยู่ข้างเขาก็ยิ่งดูราวกับแสงสว่างที่อยู่เคียงข้างความลึกลับ ถึงอย่างนั้นในยามก้าวเดินชายชุดด้านหน้าที่เสียดสีกัน กลับทำให้ลายปักของคนทั้งสองดูกลมกลืน มองราวกับปักษาที่กำลังบินล้อลมกับมวลบุปผาสีม่วงผู้คนมากม
แรกลืมตา...นางรู้สึกว่าในหัวว่างเปล่า สาวใช้ตรงหน้าเบิกตามองนางราวกับมองเห็นผี อีกฝ่ายวิ่งออกไปปากก็ตะโกนเสียงดังลั่น “นายท่านคุณหนูฟื้นแล้วเจ้าค่ะ! นายท่าน!” นางกลืนน้ำลายเหนียวลงคอรู้สึกกระหายเหลือเกิน ตอนพยายามประคองตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ร่างกายนี้กลับอ่อนแรงราวกับไม่อยากจะเชื่อฟังนางเลยสักนิด ตอนหลับตาเพื่อสูดหายใจเข้าดึงสติ ไหล่กลับถูกประคองให้ลุกขึ้น อวิ๋นซูเหยาลืมตาก็พลันสบตาคมดุคู่หนึ่ง เขามองนางจากนั้นช่วยนางให้ลุกพิงหัวเตียง “จิบน้ำหน่อยดีหรือไม่”นางพยักหน้าจากนั้นจ้องมองเขา “ท่าน...เป็นใคร”เขาชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด “ข้าแซ่หยาง นามรองเสียงเฟิง หยางสวินเคอ”“แล้วข้า...เป็นใคร?” นางมองไปรอบๆ ดวงตาบ่งบอกถึงความงุนงงสับสน “เกิดอะไรขึ้นกับข้า เหตุใดข้าจึง...”“ดื่มน้ำก่อน” เขาส่งน้ำอุ่นมาจ่อที่ริมฝีปาก นางยอมดื่มโดยดีจากนั้นยังคงจ้องมองเขา“เจ้าแซ่อวิ๋น นามรองเมิ่งเมิ่ง อวิ๋นซูเหยา”“อวิ๋นซูเหยา??”“รู้สึกคุ้นหูบ้างหรือไม่” นางส่ายหน้า “เช่นนั้นแซ่หลินเล่า หลินมู่เซิน คุ้นหูบ้างหรือไม่” นางยังคงส่ายหน้าเขากลับยิ้ม “ไม่เป็นไร เจ้าเพิ่งได้สติอาจใช้เวลาในการฟื้นฟู” เขาลุกขึ้นเมื่อไ
หลินมู่เซินสวมชุดสีฟ้าปักลายปักษา เรือนผมยาวเกล้ามวยปักปิ่นหยกขาวเรียบๆ ไม่มีกำไล ไม่มีเครื่องประดับอื่น นางเดินเคียงข้างหยางสวินเคอเข้าไปในวังหลวง ตรงไปยังตำหนักเฟิ่งหวงเพื่อเข้าเฝ้าฮองเฮา หลินซีหลินด้วยการสนับสนุนของตระกูลหลินได้ก้าวขึ้นครองบัลลังก์หงส์เคียงข้างมังกรผู้สง่างาม ทั้งความรู้ ความสามารถ ความเฉลียวฉลาด และความดีงาม นางมองศิษย์ของตนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ราวกับมองบุตรสาวที่เพิ่งออกเรือนและดูแลผู้คน จากนั้นยิ้มพร้อมลูบหลังมืออีกฝ่าย “อาจารย์...จะกลับหลิงซานแล้ว พวกเจ้าเป็นเช่นนี้ดีมากๆ แล้ว อาจารย์ไม่มีห่วงเรื่องใดทั้งสิ้น” นางมองหลินโม่หลินที่เอาแต่ก้มหน้า “โม่หลิน”“อาจารย์”“หลังจากอาจารย์ขึ้นหลิงซาน เจ้าก็...ออกเดินทางเถิด” เขาเบิกตามองนางอย่างไม่ยินยอม “อาจารย์พานพบกับความเศร้าและการพลัดพรากมามากเกินไป ดังนั้นครั้งนี้อยากเห็นแก่ตัวสักครั้ง ให้อาจารย์ได้อยู่อย่างสงบไม่ต้องทนมองพวกเจ้าโศกเศร้าและร้องไห้ ทำให้อาจารย์ได้หรือไม่”“แต่...”“หลังอาจารย์จากไปสักหนึ่งเดือน อาจารย์จะให้ปราชญ์หยางส่งข่าวมาให้พวกเจ้ารับรู้”เงียบ...นางถอนหายใจ “ไม่โศกเศร้า...ทำไม่ได้หรอก แต่หากรู
ตอนนี้นางกำลังจะตายแต่อวิ๋นซูเหยากลับยังคงอยู่ นางไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะยังอยู่ได้นานเท่าไหร่หากนางจากไป หรือนางจะกลับเข้าไปอยู่ในร่างของอวิ๋นซูเหยา ไม่ก็ทุกอย่างจะจบสิ้นลงไปพร้อมกับตัวนางที่สิ้นใจในร่างของตัวเอง ไม่มีใครบอกได้ ไม่มีใครให้ความมั่นใจหลินมู่เซินคว้ามือของอวิ๋นซูเหยาขึ้นมาลูบเบาๆ ‘อวิ๋นซูเหยา...เจ้าอยู่ที่ใด อยากกลับมาหรือไม่’มองสภาพความเป็นอยู่ของอีกฝ่าย นางตระหนักดีว่าหยางสวินเคอให้ความดูแลดีมาก แม้แต่กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็ไม่มีสักนิด สาวใช้สามคนอยู่เฝ้าตลอด ในเรือนมีทุกอย่างครบครัน มองออกไปด้านนอกหลินโม่หลินกำลังสนทนาอยู่กับอวิ๋นหยวนที่เพิ่งมาถึง หยางสวินเคอเองก็เดินเข้าไปหาบุรุษทั้งสอง นางกุมมือของอวิ๋นซูเหยาหลับตาถ่ายทอดกำลังภายในของตนให้อีกฝ่าย ‘อวิ๋นซูเหยา เจ้าอยากกลับมาหรือไม่ หากรักษาร่างของเจ้าเอาไว้ เจ้าอยากกลับมาหรือไม่ หากเจ้ากลับมา ตื่นขึ้นมา ข้าจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง ให้เจ้าอยู่ต่อไปดีหรือไม่ อยู่เป็นเพื่อนพวกเขา...แทนข้า’นางค่อยๆ ผ่านลมปราณเข้าไปในร่างของอีกฝ่าย ส่งกำลังภายในที่นางฝึกฝนมานับร้อยๆ ปี ส่งทุกอย่างให้เด็กสาวที่นอนแน่นิ่งไม่ได้สติ เพราะจะอย่า
“รู้แล้วๆ อาจารย์ไปแน่นอน พวกเจ้าออกไปให้หมด” นางมองส่งทุกคนทยอยเดินออกไปจากห้อง กระทั่งนานมากกว่าที่นางจะส่งเสียง “ท่านปราชญ์หยางมีเรื่องสนทนากับข้าหรือ”หยางสวินเคอก้าวออกมายืนที่ขอบประตู เขาไม่ได้ก้าวเข้ามาเพียงยืนมองนางจากจุดนั้น “ข้ามีเรื่องอยากถาม ไม่ทราบว่าแม่นางหลินจะสะดวกหรือไม่”นางขยับตัวก้าวลงจากเตียง ชุดตัวในสีขาวทำให้ชายหนุ่มหันไปมองด้านอื่น เขาส่งเสียงเรียกสาวใช้ให้เข้าไปช่วยหญิงสาวแต่งตัว “ไม่ต้อง ข้าทำเองได้ ท่านไปรอข้าที่โต๊ะในสวนก็แล้วกัน”“ได้” นางมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่าย ในใจได้แต่ครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรกับหยางสวินเคอดี การพบกันของนางกับเขาเป็นความผิดพลาด ตั้งแต่แรกนางก็ไม่ควรมีสายสัมพันธ์อันใดกับบุรุษ ไม่ควรมีเรื่องราวของความรักและความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง ความรู้สึกผูกพันรังแต่จะทำให้เจ็บปวดทั้งกับนางและกับเขา หากเป็นเมื่อก่อนนางอาจลังเลเพราะมีเวลาให้ต้องสูญเปล่า รั้งอยู่ข้างกายเขาไม่กี่ปีเขาจากไปนางก็จะโดดเดี่ยวและทุกข์ทน ทว่าตอนนี้ต่างออกไปนางกำลังจะจากไปเป็นเขาเองที่จะต้องเศร้าโศกจากการสูญเสียและพลัดพราก หากเป็นนางที่เคยผ่านเรื่องเหล่านั้นมานับครั้งไม่ถ้วน นา
หลินมู่เซินกอดปลอบอีกฝ่ายน้ำตาของนางหลั่งริน หญิงสาวเอนศีรษะลงแนบแก้มกับหน้าผากของศิษย์รัก “กรรมใดใครก่อผู้นั้นย่อมต้องรับกรรม แต่ในเมื่อเจ้าอภัยให้เขาแล้วดังนั้นโทษอาจจะลดลงบ้างกระมัง ไม่รู้สิข้าเองก็ยังไม่เคยตาย ไม่รู้ว่าหลังจากตายไป สวรรค์หรือนรกจะรับฟังเสียงของการให้อภัยหรือไม่ แต่อย่างน้อยตอนนี้เจ้าเองก็มิใช่หลุดพ้นแล้วหรอกหรือ เขาเองก็ด้วย”“อาจารย์”“หืม”“จำได้ว่าวันแรกที่ท่านช่วยข้าเอาไว้ ท่านแบกข้าขึ้นเขามา วันนี้ท่านเองก็แบกข้าขึ้นหลังเหมือนวันนั้นเลย ข้าดีใจมาก สุดท้ายแล้วข้าก็ยังได้ขี่หลังท่าน”“ไว้วันหลังข้าแบกเจ้าอีกดีหรือไม่”“ไม่ได้แล้ว อาจารย์ข้าขอโทษ”“ขอโทษเรื่องใดหรือ”“ขอโทษที่ทำเช่นนั้นไม่ได้แล้ว ขอโทษที่ท่านต้องพานพบกับการพลัดพรากอีกแล้ว ข้าพยายามแล้ว อยากอยู่ให้นานอีกหน่อย อยู่เป็นเพื่อนท่าน แม้ไม่ได้อยู่เคียงข้างท่านแต่ตลอดมาก็อยู่แผ่นดินเดียวกัน มีสายสัมพันธ์ที่ท่านหลงเหลืออยู่เอาไว้ให้ท่าน แต่ตอนนี้แม้แต่ข้าก็กำลังจะจากไปทิ้งให้ท่านโศกเศร้าเดียวดายเพียงลำพัง ข้าขอโทษท่านด้วยที่อาจารย์ต้องมาฝังศพของศิษย์อีกคนแล้ว”หลินมู่เซินหลับตาน้ำตาหลั่งริน “ไม่เป็นไร ใค
หยางสวินเคอรู้สึกถึงบางอย่างที่เดือดพล่านในใจ เขาก้าวเดินออกไปจากนั้นส่งเสียงถาม “ที่แท้ก็มาอยู่ตรงนี้นี่เอง คุณชายหลินบาดเจ็บไม่ร้ายแรงกระมัง”“เห็นแล้วนี่ยังจะถาม”หยางสวินเคอยิ้ม “เห็นเดินออกมานานไม่กลับไปข้าจึงออกมาดู” เขาหันไปกล่าวกับหญิงสาว“ก็มาตั้งแต่แรกแอบฟังอยู่ตั้งนานมิใช่หรือ”นึกไม่ถึง
ฮั่วหลานจิงรั้งอยู่ในเมืองหลวงนานกว่าที่กำหนด ในที่สุดนางกับสามีก็จำต้องกลับหนานโจวแล้ว ก่อนไปยังฝากฝังให้อวิ๋นซูเหยาช่วยดูแลน้องสามีให้ด้วย หญิงสาวรับปากจากนั้นส่งสองสามีภรรยาออกจากเมืองหลวงด้วยรถม้าก่อนไปฮั่วหลานจิงไม่วายกระซิบหยอกเย้านาง ‘หากมีโอกาสดีๆ ก็หลอกล่อให้เขายอมแต่งงานกับเจ้าเสีย บุรุษ
อวิ๋นหยวนหยุดคิดไปครู่หนึ่งก็พยักหน้า “ก็จริง เป็นถึงตระกูลแม่ทัพกล้าไม่เห็นกฎหมายในสายตา ล่วงรู้ไปถึงที่ใดคงได้ถูกมองว่าใช้อำนาจรังแกผู้อื่น คราวก่อนยังกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่ครั้งนี้...”อวิ๋นซูเหยาสงสัยบางเรื่องจึงเอ่ยถามบิดา “ในเมื่อแยกจวนแล้วเหตุใดตระกูลหยางยังพยายามพาตัวคนกลับไปท่า
บะหมี่ข้างทางไม่ได้ทำให้สีหน้าของฮั่วหลานจิงเปลี่ยนสี นางนั่งลงจากนั้นมองไปรอบๆ “หอมดีนี่เจ้าทักทายกับท่านลุงเสียสนิทสนมมาบ่อยหรือ”“อืม หากมีเวลาก็แวะมานั่งเล่น มากับอวี๋เอ๋อร์นั่งรอนางซื้อของก็กลับ เจ้าต้องลองบะหมี่เผ็ดข้าชอบมาน้ำแกงเข้มข้น”ฮั่วหลานจิงเบิกตาเมื่อท่านลุงนำบะหมี่มาวาง “น่ากินดีนี่







