เข้าสู่ระบบเช้าวันนี้บิดาลืมตำราคัดลายมือเอาไว้ที่จวนหลายเล่ม อวิ๋นซูเหยาพอรู้เรื่องจึงรีบขึ้นรถม้านำไปให้บิดาถึงสำนักศึกษาหลวง ตอนที่ส่งมอบให้บาดเรียบร้อยก็ถือโอกาสเดินเล่นในสำนักศึกษาหลวงรอบหนึ่ง อย่างน้อยนางก็เคยอยู่ที่นี่ชั่วระยะดังนั้นย้ายออกไปแล้วในใจรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่หลายส่วน ตอนกำลังเดินผ่านหอสูงที่เชื่อมกับหอโอสถสำนักศึกษาหลวง หญิงสาวบังเอิญพบหลินฝานที่เดินออกมา ใบหน้าท่าทางของเขาเคร่งเครียดจนสังเกตได้ เขาเพิ่งเดินผ่านบันไดหอสูงก็พบกับหยางสวินเคอ“ไม่พบใช่หรือไม่”หลินฝานส่ายหน้าถอนหายใจออกมา “ไม่พบ แท้ที่จริงภาพวาดที่ว่าซ่อนอยู่ที่ใดของหอโอสถกัน ข้าหาจนทั่วแล้วกลับไม่พบอีกทั้งภาพวาดมีมากมายแต่เหตุใดไม่มีภาพวาดของอิสตรีเลย”อยู่ๆ ในหัวของนางก็ปรากฏภาพวาดหนึ่ง เบื้องหลังเป็นต้นดอกสาลี่ ลานกว้างบนพื้นมีดอกหงเยี่ย กลางลานมีสตรีนางหนึ่งสวมชุดสีแดงร่ายรำกระบี่คู่ด้วยท่วงท่างดงามและแข็งแกร่ง อวิ๋นซูเหยาหน้ามืดลงวูบหนึ่งใบหน้าของบุรุษวัยกลางคนแวบเข้ามา เขาคุกเข่าตรงหน้านาง ‘ท่านไม่ไปไม่ได้หรือ ขอเพียงท่านอยู่เมืองหลวงต่อ ข้าจะให้คนคุ้มกันท่าน ซ่อนท่านเอาไว้ อาจารย์...’นางค่อยๆ หย่อนตัวลงนั
หยางสวินเคอเก็บสีหน้าหันกลับไปเลิกคิ้วมองนางเป็นเชิงถาม “คือ...ข้าเองก็จะกลับเข้าไปในงานเลี้ยงเช่นกัน” เขามองไปยังชายหนุ่มสามคนที่ยืนรออยู่ห่างๆ เดาว่าหากเขาจากไปและนางเดินวกกลับไปทางเดิม ไม่แน่ว่านางจะถูกรั้งเอาไว้โดยชายหนุ่มสามคนนั้น “อ้อเช่นนั้นจะไปพร้อมข้าหรือไม่” เขาผายมือให้นางออกเดินนำจากนั้นก้าวตามไป รอยยิ้มโค้งขึ้นแวบหนึ่งจากนั้นสีหน้าของเขาก็กลับมาเป็นปกติทันทีที่กลับเข้าไปนั่งในงานเลี้ยง สมรสพระราชทานก็เริ่มต้นขึ้น สองคู่ผ่านไปอวิ๋นซูเหยานั่งก้มหน้าหรุบตามองมือของตัวเองนิ่ง กระทั่ง...ปราชญ์สือเดินไปคุกเข่าเพื่อขอสมรสพระราชทานให้กับบุตรชายของตนที่อายุครบยี่สิบเอ็ดปีแล้วแต่ยังหาคู่ครองที่เหมาะสมไม่ได้ เขาเหลือบมองอวิ๋นหยวนจากนั้นยกความดีของอีกฝ่าย หยางสวินเคอเหลือบมองจ้าวเหยียนมือที่กุมจอกสุราสั่นเล็กน้อยฮ่องเต้มองไปยังอวิ๋นหยวน... “คุณหนูอวิ๋นเพิ่งปักปิ่นได้ไม่กี่เดือน อีกทั้งท่านปราชญ์อวิ๋นเองก็เพิ่งย้ายเข้าจวนใหม่ หลายๆ อย่างคงจะยังไม่ลงตัวอีกทั้งเพิ่งได้มีโอกาสดูแลบุตรสาวอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าเขาคงทำใจลำบากที่จะปล่อยบุตรสาวให้ออกเรือนเร็วเกินไป”อวิ๋นหยวนลุกขึ้นจากนั้
ในช่วงที่งานเลี้ยงเริ่มผ่อนคลายขึ้นชายารัชทายาทกลับเดินเข้ามาหาอวิ๋นซูเหยา “ท่านปราชญ์อวิ๋น ข้านั่งนานรู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ้าง ข้าพาคุณหนูอวิ๋นออกไปเดินเล่นผ่อนคลายดีหรือไม่ ข้ามีเรื่องอยากสนทนากับนางสักครู่จะดูแลนางให้ดีข้ารับรองจะพานางกลับมาส่งโดยไม่มีที่ใดบุบสลาย”อวิ๋นหยวนหัวเราะ “พระชายากล่าวเกินไปแล้ว นับเป็นวาสนาของบุตรสาวกระหม่อมที่ทรงเอ็นดูนาง เมิ่งเมิ่งเจ้าก็ไปเดินเล่นเป็นเพื่อนพระชายาเถิด”“เจ้าค่ะท่านพ่อ”ชายหนุ่มเหลือบไปสบตากับจ้าวเหยียน เขาเองก็ลุกขึ้นจากนั้นหยางสวินเคอจึงลุกตาม ทั้งสองเดินตามพระชายาและอวิ๋นซูเหยาไปห่างๆ กระทั่งพบว่าทันทีที่อวิ๋นซูเหยาลุกเดินออกไปจากงาน บุรุษหลายคนก็ลุกตามทั้งยังเดินไปในทิศทางเดียวกัน“ดูเหมือน...คุณหนูอวิ๋นตกเป็นที่สนใจของคุณชายจวนต่างๆ ที่ยังไม่แต่งฮูหยิน ทั้งชื่อเสียง ความโดดเด่น ความเป็นปราชญ์ อีกทั้งนางยังเพิ่งปักปิ่น ทำให้นางตกเป็นเป้าหมายของบุรุษในเมืองหลวงแล้วอย่างแน่นอน”“ก็มิใช่เป็นจุดประสงค์ของงานเลี้ยงครั้งนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทยังไม่ทรงมอบสมรสพระราชทานให้จวนใดเลย”“คงไม่ช้าแล้วกระมัง” จ้าวเหยียนถอนหายใจ “แต่คงไม่ใช่จวนท่านป
อวิ๋นหยวนนั่งมองบุตรสาวอยู่นานมาก ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้แม้ประหลาดใจทว่าเขากลับไม่อาจตำหนินาง เขามิใช่เพียงฟังความจากคนนอกแล้วจะมาตัดสินความผิดบุตรสาวทันที เขาถามนางตรงๆ กระทั่งรอฟังบุตรสาวอธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น“เขาเป็นคนดี” อวิ๋นหยวนถอนหายใจ “ไม่ใช่เพียงในใจของเขามีคุณธรรมเท่านั้น ทว่าไม่ว่าจะกระทำการใดเขาล้วนคิดแล้วอย่างรอบคอบ ผู้อื่นอาจมองว่าเขาโง่งมที่พาน้องสาว น้องชาย แม้กระทั่งอนุของบิดาก็พาตัวออกมาเป็นภาระ พ่อรู้ดีว่าพวกนางไร้ซึ่งที่พึ่งพิงแล้วจริงๆ แม้ไม่ควรเอ่ยถึงเรื่องภายในของจวนผู้อื่น ทว่าพ่อเคยเห็นหยางฮูหยินลงโทษพวกนาง ทั้งยังจงใจลงโทษต่อหน้าบุตรที่พวกนางให้กำเนิด นึกถึงทีไรก็ให้รู้สึกสงสารเด็กสองคนนั้น ปีนั้นคุณชายหยางคนเล็กล้มป่วยแทบเอาชีวิตไม่รอดเพราะพยายามรับโทษแทนมารดาผู้ให้กำเนิด หยางฮูหยินโกรธมากขังเขาเอาไว้ในโรงเก็บฟืน กว่าปราชญ์หยางจะไปพบเขาก็แทบกลายเป็นน้ำแข็งแล้ว ยังดีที่รอดชีวิตมาได้...”อวิ๋นซูเหยานั่งฟังบิดาเงียบๆ“แต่ว่า...เมิ่งเมิ่ง”“เจ้าคะ”“อยากคบหาหรือไปมาหาสู่กับเขา เจ้าอาจต้องไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน”นางสะดุ้ง“ตระกูลหยางเคยมีสัญญาหมั้นหมายกับ
ไม่มีเสียงตอบกลับ...จ้าวเหยียนมองตามร่างสูงของสหายที่ตรงเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ ด้านหลังมีองครักษ์คนสนิทก้าวเข้ามา “ทำเช่นนี้ไม่เป็นการดีต่อฝ่ายเราเลย ท่านปราชญ์ไม่สมควรเข้าไปยุ่งกับความบาดหมางนี้ ทั้งจวนโหว จวนปราชญ์หลิว อีกทั้งยังมีจวนแม่ทัพหยาง เกรงว่า...”“แม้ไม่เข้าไปยุ่งตอนนี้ ไม่ช้าเสียงเฟิงก็ต้องเข้าไปพัวพันกับความบาดหมางครั้งนี้อยู่ดี เรื่องต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์แม้ฝ่าบาทยังไม่ทรงมีรับสั่งถึง ทว่าตอนนี้ราชสำนักก็เริ่มเกิดคลื่นใต้น้ำแล้ว ไม่ว่าจะมีจริงหรือไม่ตอนนี้ความวุ่นวายก็รอเราอยู่ ไม่มีก็แล้วไปแต่หากมีแล้วช่วงชิงกันไปมา คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คงหนีไม่พ้นชาวบ้านผู้บริสุทธิ์”ตอนนี้ฮองเฮาเริ่มดึงขุนนางเข้าฝ่ายตนเงียบๆ ทั้งผ่านการแต่งงาน ทั้งผ่านการเจรจา ทั้งผลประโยชน์ที่เสนอให้ ตระกูลหลินเองก็ถูกดึงเข้ามาพัวพันแล้ว ทางไทเฮาเองก็มีความเคลื่อนไหว แม้เขาสงสัยในท่าทีของไทเฮาทว่าคิดอย่างไรเขาก็มองไม่ออกว่าแผนการของไทเฮาครั้งนี้จุดประสงค์คือสิ่งใดเรื่องต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์หาต้นตอไม่ได้ หลายฝ่ายเริ่มออกค้นหา ทว่าเขากลับสงสัยในตัวแม่ทัพหลิน ข่าวลือเรื่องต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เริ่มต้นขึ้นตอนที
หยางสวินเคอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พระชายาเล่าพ่ะย่ะค่ะ”“นาง? วันนี้ยังไม่เห็นหน้า”“หืม??” ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองรัชทายาท“นางออกไปจากตำหนักตะวันออกตั้งแต่เช้า ไปไหนไม่บอก นางกำนัลขันทีเองก็ไม่มีใครกล้าถาม นับวันนางก็ยิ่งหงุดหงิดอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ตำหนักของข้าเหมือนจะเงียบสงบ แต่ข้ากลับรู้สึกว่าจะขันทีนางกำนัลให้ความรู้สึกราวกับชีวอตแขวนอยู่บนเส้นด้าย พวกนั้นแทบกลั้นหายใจทุกครั้งที่ต้องเดินผ่านห้องของนางแล้ว!”อยู่ๆ ถนนด้านล่างก็มีเสียงทะเลาะกันดังขึ้น หยางสวินเคอจดจำเสียงหนึ่งในนั้นได้จึงเดินไปยังระเบียง เห็นหยางเชี่ยน สวีจิ่น หลิวเซียว สหายทั้งสามของจากสามจวนกำลังยืนล้อมหน้าล้อมหลังอวิ๋นซูเหยา ทว่าน่าแปลกข้างกายอวิ๋นซูเหยากลับมีคนคุ้มกันร่างใหญ่ยืนบดบังจนมองแทบไม่เห็นนาง“นั่น...คนคุ้มกันของนาง? ดูไม่เลวนี่ นางไปหามาจากที่ใด”“หานควน คนที่นางว่าจ้างให้ไปสืบเรื่องของตัวเองพ่ะย่ะค่ะ” หยางสวินเคอหมุนตัวกำลังจะเดินลงไปชั้นล่าง “เสียงเฟิง” จ้าวเหยียนหยุดเขาเอาไว้โดยไม่หันไปมอง สายตาของรัชทายาทหนุ่มหยุดอยู่ที่คนเหล่านั้นที่เริ่มเสียงดัง “เจ้ามาดูอะไรนี่”ชายหนุ่มขมวดคิ้วเดินกลับมาด้านล่า







