เหม่ยหนานเดินออกจากเรือนไปยังเรือนใหญ่ นางสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ เพื่อปรับอารมณ์ การต้องเผชิญหน้ากับคนที่ผลักตนเองไปตายไม่ใช่เรื่องที่นางจะทำใจได้ง่าย ๆ เลย
แม้ว่าคนจะโง่งมเพียงใดก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความแค้นในใจได้อยู่ดี แม้ชีวิตก่อนนางจะโง่ แต่แท้จริงแล้วนางก็แค่ทำเพื่อคนในครอบครัว เหม่ยหนิงอยากได้สิ่งใดของนาง ขอเพียงบิดามารดาเอ่ยปาก นางก็ยินดีที่จะพยักหน้ายกสิ่งนั้นให้น้องสาวอย่างไม่ตระหนี่ มันเป็นเช่นนั้นเสมอมา...
“มาแล้วหรือ เข้ามานั่งก่อนเถิด” กงม่านอู๋เอ่ยสั่งบุตรสาวที่มาใหม่ด้วยน้ำเสียงตึงเครียด เขาเองก็เครียด ตอนนี้เรื่องที่เกิดขึ้นภายในจวนถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในท้องพระโรงเพื่อเล่นงานเขากันสนุกปาก จะไม่ให้เขาเครียดก็กระไรอยู่ อย่างไรวันนี้เขาก็ต้องจัดการเรื่องนี้ให้จบเสียให้ได้
เหม่ยหนานเดินหลังตรงเข้าไปนั่งบนเบาะนั่งประจำตำแหน่ง หันไปมองข้าง ๆ กลับไม่เห็นน้องสาว หรือแม้แต่มารดาก็ยังไม่ได้อยู่ในห้องนี้ด้วยกัน ทั้งที่ปกติทั้งสองจะต้องมารออยู่ก่อนแล้ว
“มารดาของเจ้ากำลังไปพาตัวหนิงเออร์มา หนานเออร์ คนเราไม่อาจขัดวาสนาของคนจะรักกันได้หรอกนะ พ่อรู้ว่าเจ้าเองเป็นผูกเสียหาย แต่นั่นก็น้องสาวแท้ ๆ ของเจ้า จะใจจืดใจดำกับนางเกินไปหรือไม่ ที่เจ้าว่าให้นางยกสินเดิมให้เจ้าครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่ว่าจะทำให้น้องสาวของเจ้าถูกดูแคลนหรือไร หนานเออร์...”
“ท่านพ่อกำลังจะบอกข้าว่า การที่เหม่ยหนิงไปลักลอบได้เสียกับคู่หมั้นของข้านั้นไม่ใช่เรื่องผิด แถมข้ายังไม่ควรเอาผิดหรือไม่พอใจนางอีก ถูกหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ควรไม่พอใจนาง เพียงแต่อย่างไรเจ้าสองคนก็เป็นพี่น้องกัน คลานตามกันมาตั้งแต่เกิด พ่อไม่อยากให้เจ้าสองคนพี่น้องต้องแตกคอกันเพราะคนนอกเช่นนี้” กงม่านอู๋เอ่ยอธิบายกับบุตรสาวอย่างตรงไปตรงมา อันที่จริงจางจงจื้อก็ไม่ได้นับเป็นตัวอันใด
ตระกูลจางไม่ใช่ตระกูลที่ดีหรือเหมาะสมตั้งแต่แรกแล้ว ที่เขายินยอมให้เหม่ยหนานหมั้นหมายกับคุณชายตระกูลเล็ก ๆ อย่างตระกูลจาง ก็เพราะเห็นว่าทั้งสองนั้นรักมั่นต่อกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ก็เท่านั้น
“เช่นนั้นสินเดิมของน้องรองก็ควรจะแบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่งเป็นคำขอโทษ ท่านพ่อ น้องรองโตจนรู้จักขึ้นเตียงกับบุรุษแล้ว ท่านต้องสอนให้นางรู้จักดีชั่ว อันใดควรอันใดไม่ควร หาไม่แล้วตระกูลกงคงได้เป็นขี้ปากชาวบ้านกันไม่เว้นแต่ละวันนะเจ้าคะ ที่ข้าเรียกร้องไปก็ไม่ได้มากเลยสักนิด สินเดิมครึ่งหนึ่งของน้องรองที่เหลือ ก็มากพอสมกับตระกูลจางแล้ว ท่านพ่อคงไม่ลืมว่าตระกูลจางหาได้เป็นตระกูลอันใดในแคว้นของเราไม่นะเจ้าคะ”
แม้ว่าสินเดิมจะถูกหั่นครึ่งออกไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังถือว่ามากพอที่จะแต่งเข้าตระกูลจางอย่างไม่เสียศักดิ์ศรี พวกเขาเป็นแค่ตระกูลบัณฑิตที่หัวดีจากรุ่นสู่รุ่นก็เท่านั้น
การได้เกี่ยวดองกับตระกูลกงก็นับเป็นความโชคดีของพวกเขาแล้วด้วยซ้ำ สินเดิมของเจ้าสาวจะมากจะน้อย อย่างไรกำไรของตระกูลจางก็ไม่ใช่สินเดิมของเจ้าสาว แต่เป็นการเกี่ยวดองกับตระกูลขุนนางใหญ่เพื่อเลื่อนระดับตนเองเสียมากกว่า
กงม่านอู๋ไม่อาจเถียงบุตรสาวได้ ในใจเขาอดแปลกใจไม่ได้ แต่ก่อนเหม่ยหนานไม่เคยตอบโต้หรือเถียงเขาเลยแม้แต่ครึ่งคำ แม้จะมีท่าทีไม่ยินยอมในบางครั้ง แต่ก็ไม่เคยเอ่ยปากออกมาตรง ๆ ว่าไม่เห็นด้วย นางเป็นบุตรสาวที่ว่าง่ายและไม่น่าห่วงมากที่สุด แล้วเหตุใดตั้งแต่เกิดเรื่องนางถึงได้ทำตัวยุ่งยากไม่ยอมหยุดเช่นนี้ หรือว่านางจะรักเจ้าหนุ่มตระกูลจางคนนั้นจริง
เช่นนั้นไม่เท่ากับว่านางเห็นคนนอกดีกว่าคนในครอบครัวหรอกหรือ หึงหวงคนนอกจนพานมารังแกน้องสาว เด็กคนนี้ไม่เคยเป็นเช่นนี้ เหตุใดจึงได้กลายเป็นคนไร้คุณธรรมไปได้
เหม่ยหนานนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา นางพอจะเดาออกว่าบิดาคงกำลังสงสัยในตัวของตนเอง ก็พอจะเข้าใจได้ คนที่ว่านอนสอนง่ายมาตลอดสิบแปดปี ยามนี้กลับทำตัวยุ่งยาก ทั้งยังไม่ยอมลงให้ตามที่บิดาเอ่ยเหมือนเมื่อก่อน เป็นใครจะไม่สงสัย
แต่สงสัยแล้วอย่างไร ในเมื่อไม่มีใครสามารถสืบหาเอาอะไรจากนางได้ คนเราจะคิดรักตนเองขึ้นมาดื้อ ๆ หรือจะโกรธที่ถูกเอาเปรียบจะเป็นไปไม่ได้เลยเชียวหรือ ไม่ใช่เลย ลองไปถามคนขายข้าวสารในตลาดดูก็ได้ หากว่าถูกน้องสาวปีนเตียงคู่หมั้นในวันเกิดของตัวเอง เป็นพวกเขาจะโกรธจะเกลียดหรือไม่
กงม่านอู๋เอ่ยเถียงบุตรสาวไม่ได้แม้แต่ครึ่งคำก็ได้แต่ถอนหายใจพร้อมกับสะบัดหน้าหนี เหม่ยหนานเห็นบิดามีท่าทางเช่นนั้นก็แอบลอบยิ้มเยาะในใจ บิดาที่ลำเอียงเช่นนี้กลับได้เป็นถึงขุนนางใหญ่ ช่างน่าขันนัก ราชสำนักมีคนโง่งมเช่นนี้ได้อย่างไรกันหนอ
รอไม่นานกงฮูหยินก็เดินประคองบุตรสาวคนเล็กอย่างกงเหม่ยหนิงเข้ามาในห้อง เหม่ยหนิงพอเห็นผู้เป็นพี่สาวก็ทำหน้าไม่ถูก แน่นอนว่าท่าไม้ตายของนางนั่นก็คือน้ำตา ใบหน้าอ่อนหวานแต่งแต้มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเสียใจ
“เหม่ยหนาน แม่เลี้ยงเจ้ามาไม่เคยสั่งสอนให้เจ้าเป็นคนใจดำเช่นนี้ น้องเพียงแค่ทำผิดพลาดไปเท่านั้น จะแก้เขาตอนนี้ก็แก้ไม่ได้แล้ว เรื่องมันเกิดไปแล้ว เจ้าจะเอาความจากน้องอีกไปใย เห้อ...เป็นพี่สาว อย่างไรก็ต้องเสียสละให้น้อง อย่าได้รังแกน้องด้วยการยึดสินเดิมเจ้าสาวไปถึงครึ่งหนึ่งเลยเถิด”
“ท่านแม่หมายถึง...ที่เหม่ยหนิงร้องไห้เพราะเรื่องที่ข้าขูดรีดเอาสินเดิมของนางหรือเจ้าคะ ข้าหรือก็เข้าใจว่านางรู้สึกตัวแล้วว่าสิ่งที่ตนเองทำมันน่ารังเกียจเพียงใด”
“ไม่ใช่นะเจ้าคะพี่หญิง ข้า ข้าเสียใจที่ทำให้ท่านผิดหวัง หลายวันมานี้ข้าไปขอพบท่านที่เรือน แต่กลับถูกไล่ให้กลับไปทุกรอบ ข้าอยากขอโทษท่านจากใจจริง ข้าไม่-”
“เช่นนี้เจ้าก็เลิกร้องไห้และกางรายการสินเดิมออกมาเสียตรงนี้ ทำเรื่องแบ่งกันให้เรียบร้อย ข้าที่เป็นผู้เสียหาย ชื่อเสียงของข้าถูกชาวบ้านหัวเราะเยาะจนป่นปี้ เจ้าควรจะชดใช้ให้ข้ากับสิ่งที่เจ้าทำลงไป หาใช่ร้องห่มร้องไห้ว่าเจ้าเสียใจ การร้องไห้นั้นข้าก็ทำได้เช่นกัน เพียงแต่ข้าไม่ได้ทำ และเรื่องนี้ข้าคือคนที่สมควรจะต้องมีน้ำตา หาใช่เจ้าไม่”
สามคนพ่อแม่ลูกเถียงไม่ได้ว่าที่นางพูดนั้นเป็นความจริง ไม่มีสิ่งไหนที่กงเหม่ยหนานเอ่ยผิดแม้แต่คำเดียว ยิ่งเห็นว่าเจ้าตัวไม่ยอมให้ง่าย ๆ เหมือนที่ผ่านมาก็ยิ่งพูดไม่ออก
“พอได้แล้ว เช่นนั้นก็กางสินเดิมของหนิงเออร์ออกมา ข้าจะแบ่งสินเดิมของนางให้เจ้า แต่หลังจากแบ่งสินเดิมให้ไปแล้ว เจ้าจะไม่มีสิทธิ์มีเรียกร้องสิ่งใดเพิ่มได้อีก ตกลงหรือไม่” เรื่องสินเดิม แม้ว่าจะเป็นจำนวนไม่ใช่น้อย ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาและภรรยาจะใส่เพิ่มให้ก่อนแต่งงานไม่ได้ เพื่อให้เรื่องทุกอย่างจบลงแต่โดยดี เช่นนั้นก็ทำตามที่เหม่ยหนานเรียกร้องเสียก็สิ้นเรื่อง
“ตามที่ท่านพ่อว่าเจ้าค่ะ” แน่นอนอยู่แล้ว หลังจากที่เหม่ยหนิงแต่งงานเข้าตระกูลจาง นางก็เอ่ยอะไรไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรบิดามารดาก็จะให้เหม่ยหนิงแต่งงานกับชายในดวงใจของนางอยู่ดี เช่นนั้นแล้วนางขอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ มาตั้งตัวหน่อยจะเป็นไรไปเล่า
“...ข้ายินดีชดเชยให้พี่หญิงเจ้าค่ะ” เสียงของเจ้าของสินเดิมนั้นแสนจะเบาหวิว นางไม่เข้าใจว่าพี่สาวเป็นอะไรไป ปกติไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ ขอแค่บิดามารดาเอ่ยปาก พี่สาวก็มักจะยอมพยักหน้าให้อย่างง่ายด้วยแล้วมิใช่หรือ แต่ก็ช่างเถอะ นางเชื่อว่าอย่างไรท่านพ่อท่านแม่ก็จะไม่มีทางทำให้นางน้อยหน้าคนอื่นอย่างแน่นอน
พ่อบ้านถูกเรียกออกมาพร้อมกับใบรายการสินเดิมของกงเหม่ยหนิง ตัวอักษรมากมายลากยาวจนกระดาษลากยาวถึงพื้น เหม่ยหนานแอบลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ รายการสินเดิมนี้เป็นของที่กงม่านอู๋และภรรยาจัดแจงให้แก่บุตรสาวทั้งสองตั้งแต่พวกนางเกิดมา ทุก ๆ ปีก็จะมีของเพิ่มเข้าไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นของที่ได้เป็นของขวัญหรือของที่ผู้อาวุโสมอบให้
และด้วยความลำเอียง สินเดิมของกงเหม่ยหนิงย่อมยาวเหยียดเป็นหางว่าว ต่างจากรายการสินเดิมของนางที่เหมือนจะสั้นกว่าเป็นศอก แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้นางคิดน้อยใจได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
เหม่ยหนิงเห็นใบรายการสินเดิมของตนเองถูกกางออกมายาวกว่าของพี่สาวก็ยิ่งปวดใจ นางจะต้องเสียสมบัติถึงครึ่งหนึ่งของตนเองให้เชียวหรือ แต่ในเมื่อตกลงไปแล้ว นางจะทำอะไรได้กันเล่า
พ่อบ้านจัดการโยกย้ายบัญชีสินเดิมของคุณหนูรองไปยังคุณหนูใหญ่ด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ร้านค้าใหญ่ ๆ หลายร้านถูกโยกไปจนหมด ที่น่าตกใจก็คือ นายท่านและฮูหยินถึงกับให้ร้านค้าใหญ่ ๆ ที่ทำกำไรมากมายให้คุณหนูรอง ส่วนคุณหนูใหญ่นั้นกลับให้ร้านค้าระดับกลาง ๆ ที่ไม่ได้ทำเงินมากเหมือนของคุณหนูรอง
หากไม่เกิดเรื่องวุ่นวายนี้ขึ้น เขายังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำว่าคุณหนูใหญ่จะได้สิ่งดี ๆ ติดตัวไปบ้างหรือไม่ ช่างน่าสงสารคุณหนูใหญ่นัก ที่ผ่านมาก็ว่านอนสอนง่ายมาตลอด ถึงกับได้ชื่อว่าเป็นยอดพธูของแคว้น แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร น่าเสียดายยิ่งนัก
เหม่ยหนานมองพ่อบ้านที่เขียนใบรายการสินเดิมรายการแล้วรายการเล่าด้วยความสุขใจ บุรุษจากตระกูลระดับล่างอย่างตระกูลจางนางจะไปหาใหม่จากที่ไหนก็ได้ นางไม่ได้มั่นใจในตัวเองหรอก แต่เรื่องความสามารถของนางก็เป็นของจริงทั้งหมด ไม่ว่าจะศาสตร์หรือศิลป์ใด หนึ่งในยอดพธูของเมืองจะไร้ชายใดหมายตาได้อย่างไรเล่า