INICIAR SESIÓNหลี่ซูซินนึกย้อนไปยังความผิดพลาดในชาติก่อนของตนเองนั้นคงเริ่มต้นจากความดื้อรั้นของตัวนางเอง
“หากท่านกล้ารับหญิงผู้นี้เข้ามาในจวน” หลี่ซูซินเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความคับข้องใจปนความผิดหวัง เมื่อสายตามองเห็นมือใหญ่ของบุรุษที่นางหลงรักกอบกุมมือเล็กของสตรีนางนั้นไว้ราวกับประกาศในนางได้รู้ว่าไม่ว่านางคิดเช่นไรก็จะไม่สามารถขัดความต้องการของเขาได้
“ได้เฉินอี้หาน หากเจ้ามั่นใจว่าสตรีนางนี้จะอยู่รอดปลอดภัย”
“หลี่ซูซินเจ้าไม่มีสิทธิ์มาข่มขู่ข้า หากนางเป็นอะไรแม้เพียงนิดเจ้าเองก็อย่าหวังว่าจะอยู่ดีมีสุข” แม่ทัพหนุ่มที่ได้ยินถ้อยคำข่มขู่ เขาเองก็หาใช่ลูกพลับนิ่มที่จะให้สตรีนางนี้บีบเล่น
“ข้าเป็นภรรยาท่าน ข้ามีสิทธิ์ทุกประการ ท่านจะรับหญิงใดต้องผ่านความเห็นชอบจากข้า หญิงนางนี้คู่ควรหรือ ฐานะนางแม้เป็นอนุภรรยายังไม่คู่ควร แล้วท่านจะรับนางมาเป็นภรรยาเทียบเท่าภรรยาเอกเช่นข้า”
“หึ หลี่ซูซินเจ้าคิดว่าตนเองเป็นภรรยาข้าหรือ ตั้งแต่ต้นล้วนเป็นเจ้าที่เล่นเล่ห์กล ข้าหาได้อยากแต่งกับเจ้าไม่ ในสายตาข้าเจ้าเป็นเพียงหญิงร้ายกาจที่จ้องแต่ทำลายความสุขของผู้อื่นเท่านั้น”
“ท่าน!!!” เมื่อได้ยินถ้อยคำที่บาดใจ หญิงสาวไม่สามารถอดกลั้นได้อีก จึงถลาเข้าไปทุบอกแกร่งของเขา
“ท่านอย่าตีท่านพี่เลยนะเจ้าคะ หากท่านโกรธเคืองข้าก็มาลงที่ข้าเถิด”
“ท่านพี่หรือ นางเรียกท่านว่าท่านพี่”
สิ้นเสียงฝ่ามือของหญิงสาวตบลงไปบนแก้มอีกฝ่ายจนปรากฏรอยฝ่ามือชัดครบทุกนิ้ว ไม่ถึงอึดใจฝ่ามือหนาของบุรุษก็ประทับลงบนใบหน้าของ หลี่ซูซินอย่างทันควัน
“ท่านตบหน้าข้าเพราะหญิงผู้นี้หรือ นางหยามหน้าข้าถึงเพียงนี้แต่ท่านกลับดีนักปกป้องนางหรือ” ยามนี้หลี่ซูซินชอกช้ำใจขึ้นไปอีกเมื่อสามีปกป้องนางจิ้งจอกที่กำลังตีหน้าเศร้าทั้งที่แววตาปรากฏความเย้ยหยันส่งมาให้นาง
เรื่องราวหลังจากนั้นล้วนแต่เลวร้ายขึ้นในทุกวัน หญิงสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของแม่ทัพหนุ่ม แม้เขาอยากจะปลดนางแต่ด้วยอำนาจจากบ้านของนางมิสามารถทำได้ ส่วนหญิงสาวที่เขารักเขาทำได้เพียงแต่งนางมาเป็นภรรยารองเท่านั้น
หนึ่งสตรีที่แสดงอารมณ์ทุกอย่างออกมาอย่างไม่อดกลั้น
หนึ่งสตรีอ่อนหวานที่อดทน อดกลั้น โดนรังแกเพื่อวันที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งภรรยาเอก
ไม่ว่าผู้ใดก็สามารถคาดเดาได้ว่าผู้ชนะเป็นใคร
ส่วนผู้พ่ายแพ้ว่าจิตใจจะไม่ยอมรับเช่นไร แต่หลี่ซูซินไหนเลยจะสู้กับหลักฐานที่สามีนำออกมาได้ แม้แต่บ้านเดิมยังไม่สามารถช่วยเหลือสิ่งใดได้
ฮึ นางหรือที่วางยาแท้งให้นางจิ้งจอกนั่น ถึงชั่วช้าปานใดแต่นางมิเคยคิดทำร้ายเด็กที่ไม่มีความผิด
สุดท้ายก็ถูกหย่าขาด หลี่ซูซินผู้ยึดหน้าตาตนเอง ไหนเลยจะอยากกลับบ้านเดิมอาศัยอยู่ในเมืองหลวงให้ได้ยินคำนินทาของผู้คน
ผู้แพ้จึงเลือกออกเดินทางไปอยู่บ้านของตระกูลที่อยู่ต่างเมือง เลือกหลบหลีกจากผู้คนที่คอยเหยียบย่ำ
แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เรื่องความรักก็ผิดหวัง ยังเป็นหญิงสาวที่โชคร้ายพบเจอโจรชั่วจนต้องกระโดดหน้าผาจนตัวตาย
เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นหากนางเลือกเส้นทางเดิม แม้ว่านางกลับมาแล้วนางสามารถวางแผนจัดการหญิงนางนั้นได้ เล่ห์กลใดล้วนสามารถกระทำให้แยบยลขึ้น การที่จะลงมือกับผู้ใดนางเรียนรู้แล้วว่าไม่ควรกระทำซึ่งหน้าหากอำนาจของตนมิมากพอ ลงมือลับหลังอย่าให้เหลือหลักฐานใดสาวมาถึงนั่นต่างหากที่ควรทำ
แต่ว่า...
นางกลับมา...เพื่อขีดเขียนเรื่องราวของตนเอง
นางกลับมา...สู่เส้นทางชีวิตใหม่ที่ข้าจะเลือกเดิน
ความรักที่ผ่านมาไม่มีอีกแล้ว...
ท่านเทพชะตาข้าจะไม่เป็นนางร้ายในนิยายพวกท่านอีกแล้ว ผ่านมาหนึ่งชีวิตข้าไม่โง่งมที่จะวิ่งตามความรักที่เทิดทูนอยู่ฝ่ายเดียว ชาตินี้ข้าจะเป็นเพียงตัวประกอบร้าย ๆ เท่านั้น
หากไม่เพราะยามวิญญาณหลุดลอยถูกดูดไปยังตำหนักของผู้กุมชะตาฟ้าดินของผู้คน ไปได้มองเห็นภาพชายชราสองคนถกเถียงกัน สิ่งที่ได้ยินล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวของตัวนาง เป็นจุดจบของนางที่พวกเขาถกเถียงกัน ทำให้นางได้รู้ความจริงว่าตนเองเป็นเพียงตัวร้าย เป็นอุปสรรคความรักของผู้อื่น
เมื่อได้ยินเรื่องราวของตัวเองออกจากปากเทพชะตา ในใจของหลี่ซูซินไหนเล่าจะอดทนได้อีก หญิงสาวเอ่ยออกทำให้สองเทพรับรู้ถึงตัวตนของผู้บุกรุกได้ทันที
เพราะไม่ยอมและรู้ว่าตนเองมีฐานะใดในที่แห่งนี้จึงเอ่ยออกไปอย่างขับข้องหมองใจ แต่ก็ไม่กล้าอาละวาด
“เหตุใดข้าจึงต้องเป็นตัวร้ายด้วยเล่า” เอ่ยถามเทพทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคับข้องใจและความไม่เข้าใจ
“นั่นใช่คู่หมั้นเจ้าแน่หรือ”“คือนาง”ชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยถ้อยคำสั้นกระชับ มิได้เอ่ยอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็หาคำตอบมิได้กับสิ่งที่เขาเฝ้ามองอยู่ในขณะนี้หยางเฟยหลงมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนึ่งตั้งแต่ร่างบอบบางในชุดหรูหราสีม่วงสดใสเดินเข้าร้านน้ำพร้อมกับชายหญิงผู้เป็นน้องของนาง พฤติกรรมของหลี่ซูซินที่มีผู้ติดตามเป็นน้องชายและน้องสาวเป็นเรื่องแปลกประหลาดผู้อื่นอาจจะรู้แค่ว่านางมิสนิทสนมกับน้องชายน้องสาวต่างมารดา แต่มิใช่กับเขาที่รู้จักนางมาตั้งแต่เด็ก เขารู้ว่านางชังหน้าเด็กสองคนนั้น คอยหาเรื่องกลั่นแกล้งพวกเขาเสมอเมื่อมีโอกาสไม่ต้องพูดถึงการออกมาเที่ยวกับบรรดาพี่น้องในจวน เพียงแค่นางมิหาเรื่องกลั่นแกล้งพวกเขานั่นก็ถือว่านางเมตตาพวกเขามากแล้ว“ข้ารู้สึกว่าคุณหนูใหญ่หลี่ดูแปลกไปชอบกล” เหออี้ถงเองก็เป็นผู้หนึ่งที่รู้จักกับหลี่ซูซินมาตั้งแต่เด็ก พวกเขามีโอกาสพบหน้ากันตามงานเลี้ยงสำคัญ ๆ จึงไม่แปลกที่เขาจะรู้ว่าหลี่ซูซินนิสัยเป็นเช่นใดหยางเฟยหลงมิได้เอ่ยตอบสิ่งใดกลับไป เพียงยกชาขึ้นมาจิบ เรื่องคู่หมั้นสาวเป็นเรื่องนอกเหนือจากการควบคุมของเขา“เจ้าจะมิทักทายพว
ในครั้งนี้หลี่ซูซินอาศัยผู้คนที่สนใจเรื่องของผู้อื่นเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวของนาง“แม่ทัพเฉินท่านอย่าได้คิดว่าข้าจะทำเรื่องที่เสื่อมเสียเกียรติอีกเลยนะเจ้าคะ แม้ตัวข้าจะไม่ได้ถือว่าดีพร้อมไปเสียทุกด้าน แต่ในด้านจริยธรรมคุณธรรมข้ายังถือว่าไม่บกพร่อง” เสียงหวานเอ่ยบอกกับอีกฝ่ายโดยที่ใบหน้างามปรากฏร่องรอยหนักใจออกมาให้เห็นราง ๆ“ข้าหวังว่าจากนี้ไปทุกคนจะไม่เชื่อข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง” ใบหน้างดงามบัดนี้ปรากฏร่องรอยของความไม่สบายใจขณะหันไปเอ่ยกับบรรดาผู้คนเสียงของผู้คนรอบข้างดังเข้ามาให้คนที่กำลังประจันหน้ากันได้ยิน“ข้าเคยได้ยินคุณหนูใหญ่หลี่เอ่ยขอให้แม่ทัพเฉินสั่งสอนน้องชายนางอยู่หลายครั้งทีเดียว”“จริงหรือ แสดงว่าข่าวลือนั่นก็เชื่อถือไม่ได้น่ะสิ”“ข้าว่านะคุณหนูใหญ่หลี่จะชอบแม่ทัพเฉินได้อย่างไร ดูนางสินางไม่มีท่าทางชื่นชอบเลยสักนิด”“เช่นนี้คุณหนูใหญ่หลี่ก็น่าสงสารนัก ที่ต้องพบเจอกับข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ชื่อเสียงหญิงสาวได้รับผลกระทบไปไม่น้อย”“ที่ผ่านมาหากทำให้แม่ทัพเฉินและคุณหนูเฉินต้องเข้าใจผิดข้าขออภัยด้วย ข้าขอยืนยันว่ามิได้ชื่นชอบท่านแม่ทัพเฉินแม้แต่น้อย ข้าหวังว่าต่อจา
“รังแกกันเกินไปแล้ว พี่สาวข้าหาใช่คนที่พวกท่านสามารถรังแกได้” หลี่ซูเจินที่เฝ้ามองอยู่นานเอ่ยสำทับทันทีที่มีโอกาส หญิงสาวสามารถอ่านสถานการณ์ที่พี่สาวทำอยู่ได้จึงร่วมผสมโรงอย่างนึกสนุกผู้เป็นพี่สาวของหลี่ซูเจินนั้นรู้สึกใจชื้นขึ้นมา เมื่อเห็นน้องสาวยืนข้างตนเอง“พวกเจ้ากล้าโกหก หน้าไม่อาย”“คุณหนูเฉินข้ามีคู่หมั้นอยู่แล้วนะเจ้าคะ ท่านมิรู้เรื่องนี้หรือ คู่หมั้นของข้าคือหยางซื่อจื่อ มีเหตุผลอะไรที่ข้าต้องชอบพี่ชายท่านด้วยเล่า” หลี่ซูซินเอ่ยอธิบาย ใบหน้างดงามฉายแววจริงจังถึงสิ่งที่เอ่ยไปว่ามิได้มีความล้อเล่นแม้แต่เศษเสี้ยว“ใช่พี่สาวข้ากับคู่หมั้นรักใคร่ชอบพอกันมาตั้งแต่เด็ก” หลี่ซูเจินเอ่ยพูดและหลี่ฝูหมิงพยักหน้ายืนยันเริ่มแรกหลี่ซูซินอยากปรบมือให้กับหลี่ซูเจินที่รู้จังหวะช่วยเหลือนางรวดเร็วนัก แต่บัดนี้นางกลับอยากตีหลี่ซูเจินยิ่งนัก“แล้วเจ้าจะอธิบายเรื่องที่ผ่านมาอย่างไร ผู้คนต่างก็รู้ว่าเจ้าตามติดพี่ชายข้าเสียยิ่งกว่าอะไรหากไม่ใช่เพราะเจ้ามีใจให้พี่ชายข้า”“คุณหนูเฉินไม่เคยได้ยินหรือว่าอาหารยังกินมั่วได้ แต่คำพูดท่านจะพูดมั่ว ๆ ไม่ได้นะเจ้าคะ”“ข้าไม่ได้พูดมั่วนะ”“ดูเหมือนว่าหากข้
ช่วงเวลาที่หลี่ซูซินพักรักษาฟื้นฟูร่างกาย รวมถึงได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวไปด้วย จากเดิมที่หลี่ซูซินปฏิเสธที่จะไม่เข้าร่วมมื้ออาหารเย็นของครอบครัวมาตลอดจนมิมีผู้ใดมาเอ่ยชวนแล้วกลับกลายเป็นหลังจากที่นางหายไข้ และได้รับอนุญาตให้ออกนอกเรือนได้ มีสาวใช้มาถามว่านางจะรับมื้อเย็นที่เรือนใหญ่หรือไม่หลี่ซูซินมิได้ตอบปฏิเสธไปเช่นเคย หญิงสาวลองเปิดใจก้าวข้ามความกลัวในใจ เพราะเคยเห็นภาพครอบครัวสุขสันต์แล้วรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นคนนอก ทั้งที่คนในครอบครัวต่างปฏิบัติต่อนางอย่างดีเพียงแต่นางปล่อยให้อคติบดบังสายตา มองเห็นเพียงบิดาเอาใจใส่บุตรคนอื่นและละเลยตัวนาง จนนางเริ่มต่อต้าน ไม่อยากพบเจอกันในยามกินข้าว จึงใช้ข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อเลี่ยงไปแม้ในครั้งแรกจะทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง แต่เมื่อลองเปิดใจ ลองก้าวข้ามผ่านความกลัว นางกลับพบว่าสิ่งที่รอนางอยู่นั้นล้วนเติมเต็มดวงใจที่ว่างเปล่าของตนเรียกได้ว่าหลี่ซูซินใช้ชีวิตใหม่ในครั้งนี้อย่างมีความสุขเมื่อมีความสุข ไม่นานย่อมมีเรื่องน่ารำคาญผ่านเข้ามาในชีวิตที่มีความสุขเกินไปของหญิงสาวเฉกเช่นวันนี้ที่หลี่ซูซินออกมาเที่ยวนอกจวนโดยมาพร้อมกับหลี่ซูเจินน
“แต่ท่านพ่อก็มิได้รักข้าผู้เดียวนี่”“ซินซินพวกเขาก็เป็นลูกพ่อเช่นกัน เจ้าลองคิดกลับกันหากเป็นพ่อที่รักแต่พวกเขามิสนใจเจ้า เจ้ารู้สึกอย่างไร เจ้าไม่ต้องตอบพ่อเพียงลองคิดตามที่พ่อเอ่ยไป”“.....” ข้าก็คงเสียใจ“แล้วหากข้ารักเพียงแต่บุตรคนโตเช่นเจ้า แล้วบุตรคนอื่น ๆ เล่า พวกเขาต่างก็ต้องการความรัก ความเอาใจใส่ของบิดา เจ้าว่าข้าต้องทำเช่นไรในฐานะบิดา”“....” ควรรักให้เท่าเทียม หรือรักข้ามากกว่าก็ได้ข้าไม่ถือ“ข้าตอบได้ว่ามิได้รักเจ้าน้อยกว่าพวกเขาหรอก ต่อไปอย่าได้คิดว่าพ่อไม่รักเจ้าอีกเลย”“....”“ที่ผ่านมาอาจจะเป็นพ่อที่ใส่ใจเจ้าไม่มากพอจนทำให้เจ้าต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ อภัยให้พ่อได้หรือไม่ซินซิน” หลี่มู่ตงเองเขารู้สึกว่าปมในใจของบุตรสาวเกิดจากเขา เป็นความผิดในฐานะบิดาที่ใส่ใจบุตรไม่มากพอทั้งที่นางมีเขาเป็นบิดา มิได้สนิทกับฮูหยินคนใหม่ เขาควรใส่ใจความรู้สึกนางมากกว่านี้ดีที่วันนี้บุตรสาวคนโตดูเหมือนจะรู้ความขึ้น ใช้เหตุผลและยอมรับฟังเหตุผลของผู้อื่นส่วนหลี่ซูซินนั้นราวกับปลดผนึกในใจของตนเองออกไปได้ ใบหน้างามที่บัดนี้น้ำตาไหลอาบแก้ม แต่ปรากฏรอยยิ้มยินดีออกมา ก่อนจะโผเข้ากอดบิดาอย่างที
และภายในยามเย็นวันนั้นเสนาบดีหลี่ผู้เป็นบิดาของหลี่ซูซินมาเยือนในเรือนแห่งนี้ หลี่ซูซินจำได้ว่าในชีวิตก่อนตนสั่งสาวใช้ไปบอกบิดาว่าไม่ต้องการพบเพราะโมโหที่แผนการที่วาดไว้ผิดพลาด และบิดามาเองก็มาเยี่ยมเยียนนางในวันที่สองของการล้มป่วยในชีวิตนี้หญิงสาวตั้งใจแล้วว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ในใจจึงเฝ้ารอคอยการมาถึงของบิดาไม่น้อยเมื่อใช้สายตาที่ปราศจากอคติย่อมมองเห็นถึงความเป็นจริง บิดาที่นางเคยคิดว่าทอดทิ้งตัวนางไปแล้ว มองแหงนหน้ามองบิดาที่กำลังใช้ฝ่ามือหนาลูบหัวนางอย่างอ่อนโยนนานเท่าใดแล้วที่นางผลักไสครอบครัวตนเอง แม้จะรู้สึกประหม่าไม่ชินกับความใกล้ชิดอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกอบอุ่นที่เข้ามาเกาะกุมในใจทำให้นางยอมนั่งนิ่งให้บิดาแสดงความห่วงใยต่อไปคำแรกที่บิดาเอ่ยคือไถ่ถามอาการอย่างห่วงใย เป็นถ้อยคำธรรมสามัญที่คนในครอบครัวพึงทำ แต่นางแทบจะไม่เคยได้ยินเพราะที่ผ่านมาเอาแต่ผลักไสไม่ยอมใกล้ชิดครอบครัว“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ยังไข้ขึ้นหรือไม่”“ท่านพ่อก็เป็นห่วงข้าเช่นกันหรือเจ้าคะ ข้าคิดว่าท่านพ่อจะไม่ห่วงข้าเสียแล้ว”“เหลวไหลนัก ภายในหัวเจ้าคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ซินซิน มีบิดาผู้ใดที่ไม่ห







