INICIAR SESIÓNและภายในยามเย็นวันนั้นเสนาบดีหลี่ผู้เป็นบิดาของหลี่ซูซินมาเยือนในเรือนแห่งนี้ หลี่ซูซินจำได้ว่าในชีวิตก่อนตนสั่งสาวใช้ไปบอกบิดาว่าไม่ต้องการพบเพราะโมโหที่แผนการที่วาดไว้ผิดพลาด และบิดามาเองก็มาเยี่ยมเยียนนางในวันที่สองของการล้มป่วย
ในชีวิตนี้หญิงสาวตั้งใจแล้วว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ในใจจึงเฝ้ารอคอยการมาถึงของบิดาไม่น้อย
เมื่อใช้สายตาที่ปราศจากอคติย่อมมองเห็นถึงความเป็นจริง บิดาที่นางเคยคิดว่าทอดทิ้งตัวนางไปแล้ว มองแหงนหน้ามองบิดาที่กำลังใช้ฝ่ามือหนาลูบหัวนางอย่างอ่อนโยน
นานเท่าใดแล้วที่นางผลักไสครอบครัวตนเอง แม้จะรู้สึกประหม่าไม่ชินกับความใกล้ชิดอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกอบอุ่นที่เข้ามาเกาะกุมในใจทำให้นางยอมนั่งนิ่งให้บิดาแสดงความห่วงใยต่อไป
คำแรกที่บิดาเอ่ยคือไถ่ถามอาการอย่างห่วงใย เป็นถ้อยคำธรรมสามัญที่คนในครอบครัวพึงทำ แต่นางแทบจะไม่เคยได้ยินเพราะที่ผ่านมาเอาแต่ผลักไสไม่ยอมใกล้ชิดครอบครัว
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ยังไข้ขึ้นหรือไม่”
“ท่านพ่อก็เป็นห่วงข้าเช่นกันหรือเจ้าคะ ข้าคิดว่าท่านพ่อจะไม่ห่วงข้าเสียแล้ว”
“เหลวไหลนัก ภายในหัวเจ้าคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ซินซิน มีบิดาผู้ใดที่ไม่ห่วงใยผู้เป็นลูกบ้าง”
“ก็ข้าคิดว่า..”
“เจ้าคิดให้น้อยลงหน่อย แม่นมเจ้าช่างเอาอะไรใส่หัวเจ้านักหรือ จึงคิดว่าข้าจะไม่สนใจเจ้า” เสนาบดีหลี่นึกคับแค้นใจที่มิได้สังหารแม่นมของบุตรสาวเสียให้สิ้น โทษฐานที่ปลูกฝังความเชื่อผิด ๆ ให้หลี่ซูซิน อีกทั้งมารดาของเขาเองก็ให้ท้ายบุตรสาวผู้นี้เสียจนเขาไม่สามารถจัดการได้
หลี่ซูซินนึกถึงแม่นมที่บิดาจัดการส่งกลับบ้านเดิมของมารดาไปเมื่อนางอายุสิบหนาว สาเหตุนางล้วนไม่แจ่มชัดรู้เพียงบิดาชิงชังแม่นมของตน
ยิ่งแม่นมถูกขับไล่นางยิ่งต่อต้านครอบครัวสกุลหลี่ นางรู้สึกว่าตนเองเป็นคนนอกเสมอ ในจวนแห่งนี้มีเพียงหญิงชราผู้เป็นย่าเท่านั้นที่คอยตามใจ มอบความห่วงใยให้แก่นาง ส่วนผู้อื่นนั้นไม่มีผู้ใดที่รักและหวังดีกับนางในจวนแห่งนี้อีกแล้วจึงเริ่มทำตัวเอาแต่ใจ โมโหร้ายออกมาใส่คนพวกนั้น
หลี่ซูซินตัดสินใจเผชิญหน้ากับปัญหาแรก นางเลือกที่จะเอ่ยถามถึงสิ่งที่ค้างคาใจมาเนิ่นนานไปตามตรง มิอยากคิดเอาเองฝ่ายเดียวอีกแล้ว
“ท่านพ่อรักข้าหรือไม่”
“หากไม่รักเจ้า ข้าคงจะไล่เจ้าออกจากจวนไปแล้ว” เมื่อนึกถึงความผิดที่หลี่ซูซินก่อไว้ในช่วงนี้ ช่างทำให้เขาปวดหัวจนอยากส่งนางไปขัดเกลาที่ชนบทนัก ให้รู้ซึ้งถึงความลำบาก ความอดทน
“แล้วรักข้ามากกว่าพวกเขาหรือไม่” คำถามที่นางรู้ดีว่าไม่ควรเอ่ยถาม แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ค้างคาใจของหลี่ซูซินเช่นกัน
หลี่มู่ตงมองตาบุตรสาวที่เฝ้ารอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ สองมือน้อยนั่นกำเข้าออกอย่างไม่รู้ว่าจะวางที่ใด เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาก่อนจะเอ่ยตอบบุตรสาวไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทุกถ้อยคำที่เขาเอ่ยออกไปล้วนเป็นความจริง
“เจ้าคิดว่าพ่อไม่รักเจ้า หรือรักเจ้าน้อยลงกว่าบุตรคนอื่นหรือ”
หลี่ซูซินนิ่งเงียบซึ่งถือว่ายอมรับข้อสันนิษฐานของบิดา
“ซินซินแม้ว่าข้ากับมารดาของเจ้าจะไม่ได้แต่งงานกันเพราะความรัก เพียงแต่ข้ากับมารดาเจ้าอยู่ด้วยกันอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่กับเจ้านั้นมันคือความรักตั้งแต่มิได้พบหน้า เป็นบุตรสาวคนโตที่ข้ารอที่จะได้พบเจอ”
“....”
“ข้ามิเคยเสียใจที่มีเจ้าเป็นบุตร”
“จริงหรือท่านพ่อ”
“เจ้าลองคิดว่าตั้งแต่เจ้าเกิดพ่อเคยละเลยเจ้าหรือ เคยทอดทิ้งเจ้าสักครั้งหรือไม่ หากมีเรื่องใดที่พ่อผิดต่อเจ้าอย่าได้เคืองโกรธพ่อเลยซินซิน พ่อเองก็มิได้ดีไปเสียหมดทุกอย่างลูกเอ๋ย”
ทุกสิ่งที่นางควรจะได้นางย่อมได้ มิมีใครในจวนสามารถรังแกนางได้ คงจะเพราะบิดาไม่ได้ละเลยนางจนผู้อื่นไม่เกรงกลัวกระมัง
“นั่นใช่คู่หมั้นเจ้าแน่หรือ”“คือนาง”ชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยถ้อยคำสั้นกระชับ มิได้เอ่ยอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็หาคำตอบมิได้กับสิ่งที่เขาเฝ้ามองอยู่ในขณะนี้หยางเฟยหลงมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนึ่งตั้งแต่ร่างบอบบางในชุดหรูหราสีม่วงสดใสเดินเข้าร้านน้ำพร้อมกับชายหญิงผู้เป็นน้องของนาง พฤติกรรมของหลี่ซูซินที่มีผู้ติดตามเป็นน้องชายและน้องสาวเป็นเรื่องแปลกประหลาดผู้อื่นอาจจะรู้แค่ว่านางมิสนิทสนมกับน้องชายน้องสาวต่างมารดา แต่มิใช่กับเขาที่รู้จักนางมาตั้งแต่เด็ก เขารู้ว่านางชังหน้าเด็กสองคนนั้น คอยหาเรื่องกลั่นแกล้งพวกเขาเสมอเมื่อมีโอกาสไม่ต้องพูดถึงการออกมาเที่ยวกับบรรดาพี่น้องในจวน เพียงแค่นางมิหาเรื่องกลั่นแกล้งพวกเขานั่นก็ถือว่านางเมตตาพวกเขามากแล้ว“ข้ารู้สึกว่าคุณหนูใหญ่หลี่ดูแปลกไปชอบกล” เหออี้ถงเองก็เป็นผู้หนึ่งที่รู้จักกับหลี่ซูซินมาตั้งแต่เด็ก พวกเขามีโอกาสพบหน้ากันตามงานเลี้ยงสำคัญ ๆ จึงไม่แปลกที่เขาจะรู้ว่าหลี่ซูซินนิสัยเป็นเช่นใดหยางเฟยหลงมิได้เอ่ยตอบสิ่งใดกลับไป เพียงยกชาขึ้นมาจิบ เรื่องคู่หมั้นสาวเป็นเรื่องนอกเหนือจากการควบคุมของเขา“เจ้าจะมิทักทายพว
ในครั้งนี้หลี่ซูซินอาศัยผู้คนที่สนใจเรื่องของผู้อื่นเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวของนาง“แม่ทัพเฉินท่านอย่าได้คิดว่าข้าจะทำเรื่องที่เสื่อมเสียเกียรติอีกเลยนะเจ้าคะ แม้ตัวข้าจะไม่ได้ถือว่าดีพร้อมไปเสียทุกด้าน แต่ในด้านจริยธรรมคุณธรรมข้ายังถือว่าไม่บกพร่อง” เสียงหวานเอ่ยบอกกับอีกฝ่ายโดยที่ใบหน้างามปรากฏร่องรอยหนักใจออกมาให้เห็นราง ๆ“ข้าหวังว่าจากนี้ไปทุกคนจะไม่เชื่อข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง” ใบหน้างดงามบัดนี้ปรากฏร่องรอยของความไม่สบายใจขณะหันไปเอ่ยกับบรรดาผู้คนเสียงของผู้คนรอบข้างดังเข้ามาให้คนที่กำลังประจันหน้ากันได้ยิน“ข้าเคยได้ยินคุณหนูใหญ่หลี่เอ่ยขอให้แม่ทัพเฉินสั่งสอนน้องชายนางอยู่หลายครั้งทีเดียว”“จริงหรือ แสดงว่าข่าวลือนั่นก็เชื่อถือไม่ได้น่ะสิ”“ข้าว่านะคุณหนูใหญ่หลี่จะชอบแม่ทัพเฉินได้อย่างไร ดูนางสินางไม่มีท่าทางชื่นชอบเลยสักนิด”“เช่นนี้คุณหนูใหญ่หลี่ก็น่าสงสารนัก ที่ต้องพบเจอกับข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ชื่อเสียงหญิงสาวได้รับผลกระทบไปไม่น้อย”“ที่ผ่านมาหากทำให้แม่ทัพเฉินและคุณหนูเฉินต้องเข้าใจผิดข้าขออภัยด้วย ข้าขอยืนยันว่ามิได้ชื่นชอบท่านแม่ทัพเฉินแม้แต่น้อย ข้าหวังว่าต่อจา
“รังแกกันเกินไปแล้ว พี่สาวข้าหาใช่คนที่พวกท่านสามารถรังแกได้” หลี่ซูเจินที่เฝ้ามองอยู่นานเอ่ยสำทับทันทีที่มีโอกาส หญิงสาวสามารถอ่านสถานการณ์ที่พี่สาวทำอยู่ได้จึงร่วมผสมโรงอย่างนึกสนุกผู้เป็นพี่สาวของหลี่ซูเจินนั้นรู้สึกใจชื้นขึ้นมา เมื่อเห็นน้องสาวยืนข้างตนเอง“พวกเจ้ากล้าโกหก หน้าไม่อาย”“คุณหนูเฉินข้ามีคู่หมั้นอยู่แล้วนะเจ้าคะ ท่านมิรู้เรื่องนี้หรือ คู่หมั้นของข้าคือหยางซื่อจื่อ มีเหตุผลอะไรที่ข้าต้องชอบพี่ชายท่านด้วยเล่า” หลี่ซูซินเอ่ยอธิบาย ใบหน้างดงามฉายแววจริงจังถึงสิ่งที่เอ่ยไปว่ามิได้มีความล้อเล่นแม้แต่เศษเสี้ยว“ใช่พี่สาวข้ากับคู่หมั้นรักใคร่ชอบพอกันมาตั้งแต่เด็ก” หลี่ซูเจินเอ่ยพูดและหลี่ฝูหมิงพยักหน้ายืนยันเริ่มแรกหลี่ซูซินอยากปรบมือให้กับหลี่ซูเจินที่รู้จังหวะช่วยเหลือนางรวดเร็วนัก แต่บัดนี้นางกลับอยากตีหลี่ซูเจินยิ่งนัก“แล้วเจ้าจะอธิบายเรื่องที่ผ่านมาอย่างไร ผู้คนต่างก็รู้ว่าเจ้าตามติดพี่ชายข้าเสียยิ่งกว่าอะไรหากไม่ใช่เพราะเจ้ามีใจให้พี่ชายข้า”“คุณหนูเฉินไม่เคยได้ยินหรือว่าอาหารยังกินมั่วได้ แต่คำพูดท่านจะพูดมั่ว ๆ ไม่ได้นะเจ้าคะ”“ข้าไม่ได้พูดมั่วนะ”“ดูเหมือนว่าหากข้
ช่วงเวลาที่หลี่ซูซินพักรักษาฟื้นฟูร่างกาย รวมถึงได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวไปด้วย จากเดิมที่หลี่ซูซินปฏิเสธที่จะไม่เข้าร่วมมื้ออาหารเย็นของครอบครัวมาตลอดจนมิมีผู้ใดมาเอ่ยชวนแล้วกลับกลายเป็นหลังจากที่นางหายไข้ และได้รับอนุญาตให้ออกนอกเรือนได้ มีสาวใช้มาถามว่านางจะรับมื้อเย็นที่เรือนใหญ่หรือไม่หลี่ซูซินมิได้ตอบปฏิเสธไปเช่นเคย หญิงสาวลองเปิดใจก้าวข้ามความกลัวในใจ เพราะเคยเห็นภาพครอบครัวสุขสันต์แล้วรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นคนนอก ทั้งที่คนในครอบครัวต่างปฏิบัติต่อนางอย่างดีเพียงแต่นางปล่อยให้อคติบดบังสายตา มองเห็นเพียงบิดาเอาใจใส่บุตรคนอื่นและละเลยตัวนาง จนนางเริ่มต่อต้าน ไม่อยากพบเจอกันในยามกินข้าว จึงใช้ข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อเลี่ยงไปแม้ในครั้งแรกจะทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง แต่เมื่อลองเปิดใจ ลองก้าวข้ามผ่านความกลัว นางกลับพบว่าสิ่งที่รอนางอยู่นั้นล้วนเติมเต็มดวงใจที่ว่างเปล่าของตนเรียกได้ว่าหลี่ซูซินใช้ชีวิตใหม่ในครั้งนี้อย่างมีความสุขเมื่อมีความสุข ไม่นานย่อมมีเรื่องน่ารำคาญผ่านเข้ามาในชีวิตที่มีความสุขเกินไปของหญิงสาวเฉกเช่นวันนี้ที่หลี่ซูซินออกมาเที่ยวนอกจวนโดยมาพร้อมกับหลี่ซูเจินน
“แต่ท่านพ่อก็มิได้รักข้าผู้เดียวนี่”“ซินซินพวกเขาก็เป็นลูกพ่อเช่นกัน เจ้าลองคิดกลับกันหากเป็นพ่อที่รักแต่พวกเขามิสนใจเจ้า เจ้ารู้สึกอย่างไร เจ้าไม่ต้องตอบพ่อเพียงลองคิดตามที่พ่อเอ่ยไป”“.....” ข้าก็คงเสียใจ“แล้วหากข้ารักเพียงแต่บุตรคนโตเช่นเจ้า แล้วบุตรคนอื่น ๆ เล่า พวกเขาต่างก็ต้องการความรัก ความเอาใจใส่ของบิดา เจ้าว่าข้าต้องทำเช่นไรในฐานะบิดา”“....” ควรรักให้เท่าเทียม หรือรักข้ามากกว่าก็ได้ข้าไม่ถือ“ข้าตอบได้ว่ามิได้รักเจ้าน้อยกว่าพวกเขาหรอก ต่อไปอย่าได้คิดว่าพ่อไม่รักเจ้าอีกเลย”“....”“ที่ผ่านมาอาจจะเป็นพ่อที่ใส่ใจเจ้าไม่มากพอจนทำให้เจ้าต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ อภัยให้พ่อได้หรือไม่ซินซิน” หลี่มู่ตงเองเขารู้สึกว่าปมในใจของบุตรสาวเกิดจากเขา เป็นความผิดในฐานะบิดาที่ใส่ใจบุตรไม่มากพอทั้งที่นางมีเขาเป็นบิดา มิได้สนิทกับฮูหยินคนใหม่ เขาควรใส่ใจความรู้สึกนางมากกว่านี้ดีที่วันนี้บุตรสาวคนโตดูเหมือนจะรู้ความขึ้น ใช้เหตุผลและยอมรับฟังเหตุผลของผู้อื่นส่วนหลี่ซูซินนั้นราวกับปลดผนึกในใจของตนเองออกไปได้ ใบหน้างามที่บัดนี้น้ำตาไหลอาบแก้ม แต่ปรากฏรอยยิ้มยินดีออกมา ก่อนจะโผเข้ากอดบิดาอย่างที
และภายในยามเย็นวันนั้นเสนาบดีหลี่ผู้เป็นบิดาของหลี่ซูซินมาเยือนในเรือนแห่งนี้ หลี่ซูซินจำได้ว่าในชีวิตก่อนตนสั่งสาวใช้ไปบอกบิดาว่าไม่ต้องการพบเพราะโมโหที่แผนการที่วาดไว้ผิดพลาด และบิดามาเองก็มาเยี่ยมเยียนนางในวันที่สองของการล้มป่วยในชีวิตนี้หญิงสาวตั้งใจแล้วว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ในใจจึงเฝ้ารอคอยการมาถึงของบิดาไม่น้อยเมื่อใช้สายตาที่ปราศจากอคติย่อมมองเห็นถึงความเป็นจริง บิดาที่นางเคยคิดว่าทอดทิ้งตัวนางไปแล้ว มองแหงนหน้ามองบิดาที่กำลังใช้ฝ่ามือหนาลูบหัวนางอย่างอ่อนโยนนานเท่าใดแล้วที่นางผลักไสครอบครัวตนเอง แม้จะรู้สึกประหม่าไม่ชินกับความใกล้ชิดอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกอบอุ่นที่เข้ามาเกาะกุมในใจทำให้นางยอมนั่งนิ่งให้บิดาแสดงความห่วงใยต่อไปคำแรกที่บิดาเอ่ยคือไถ่ถามอาการอย่างห่วงใย เป็นถ้อยคำธรรมสามัญที่คนในครอบครัวพึงทำ แต่นางแทบจะไม่เคยได้ยินเพราะที่ผ่านมาเอาแต่ผลักไสไม่ยอมใกล้ชิดครอบครัว“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ยังไข้ขึ้นหรือไม่”“ท่านพ่อก็เป็นห่วงข้าเช่นกันหรือเจ้าคะ ข้าคิดว่าท่านพ่อจะไม่ห่วงข้าเสียแล้ว”“เหลวไหลนัก ภายในหัวเจ้าคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ซินซิน มีบิดาผู้ใดที่ไม่ห







