INICIAR SESIÓN“มาแล้วหรือ”
“พี่หญิงเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
หลี่ซูซินมองเห็นแววตากระจ่างใสมองสำรวจร่างกายของตนของน้องสาว นางมิชินเลยสักนิดที่อีกฝ่ายทำตนเช่นนั้นกับนางมาเสมอ จะมาห่วงใยนางทั้งที่นางมิเคยทำตัวเป็นพี่สาวของอีกฝ่าย
“ยังไม่ตายง่าย ๆ ข้ายังอยู่ขวางหูขวางตาพวกเจ้าไปอีกนาน ทำให้เจ้าต้องผิดหวังเสียแล้วกระมัง” แม้ว่าจะอยากพูดดีด้วยเพียงใด แต่จนใจที่ความเคยชินนี่ช่างน่ากลัวเสียจริง ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงวางอำนาจอย่างลืมตัว
ส่งผลให้ใบหน้าหวานของหลี่ซูเจินสลดวูบลงทันใด
“ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นนะเจ้าคะ ข้าเพียงแค่เป็นห่วงท่านเท่านั้น น้ำในสระเย็นขนาดนั้นท่านยังกล้าโดดลงไป”
“เจ้าหุบปากเสียซูเจิน ใครบอกเจ้ากันว่าข้ากระโดดลงไป เจ้าส่งคนมาติดตามข้าหรือ” ดวงตาของหลี่ซูซินเบิกกว้างอย่างตกใจ ก่อนจะตวาดเสียงดังลั่นออกไป หญิงสาวดีที่ไม่มีผู้อื่นในเรือนของนางอีก มิเช่นนั้นแผนการโง่งมของนางคงแพร่ไปทั่ว
“ข้ามิได้บอกผู้ใดทั้งนั้น พี่หญิงไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้จะไม่แพร่ออกไปแน่นอนเจ้าค่ะ ข้ารู้เพียงผู้เดียวเท่านั้น”
สาเหตุที่หลี่ซูเจินรู้เพราะนางจับตามองพี่สาวยามออกงานเลี้ยงอยู่เสมอในช่วงนี้ เพราะหลี่ซูซินไม่สนใจนางมาสักพักหนึ่ง หันไปสนใจบุรุษอย่างแม่ทัพเฉิน นางกังวลว่าอีกฝ่ายจะทำเรื่องไร้สาระใดขึ้นมาซึ่งก็ไม่ผิดไปจากที่คาดคิดไว้
แผนการที่ไม่มีแม้การกลั่นกรองถึงผลลัพธ์ยังกล้ากระทำ นางถึงกับต้องหลุดกิริยาวิ่งไปตามคู่หมั้นของอีกฝ่ายให้ไปช่วยขณะที่ร่างบอบบางกำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ
“เจ้าห้ามเอ่ยบอกผู้ใดเด็ดขาด มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน เข้าใจหรือไม่หลี่ซูเจิน”
“เจ้าค่ะ แต่พี่หญิงอย่าทำเช่นนี้อีกนะเจ้าคะ ท่านอย่าทำร้ายตนเองเพื่อบุรุษอื่นที่ไม่ใช่คู่หมั้นอีกเลย ข้าว่าไม่คุ้มนะเจ้าคะ”
หากเป็นเมื่อก่อนหลี่ซูซินคงจะตวาดหาว่าอีกฝ่ายยุ่มย่ามเรื่องของนาง แต่ยามนี้นางฟังความนัยของน้องสาวเข้าใจ แววตากังวลของอีกฝ่ายแจ่มชัดเสียขนาดนั้น
“รู้แล้วน่า ข้าก็มิได้โง่งมเสียหน่อย...” หลี่ซูซินบ่นงุบงิบอย่างไม่เต็มปาก เพราะเคยโง่งมถึงขั้นสุดมาก่อนแล้ว แต่ยามนี้นางนัยน์ตานางมิได้มองเห็นแต่บุรุษผู้นั้นอีกต่อไป
“...”
“เจ้าบอกว่าห่วงข้า แต่ข้ามิเห็นว่าผู้ใดจะโผล่หน้ามาเยี่ยมเยียนข้าสักคน”
หลี่ซูซินเอ่ยออกมาอย่างไม่อายปาก สาวใช้ประจำตัวถึงกับหันขวับไปมองคุณหนูของตน ก็ไหนว่าห้ามมิให้คุณหนูคุณชายมาเรือนแห่งนี้ ผู้ใดจะกล้าฝ่าฝืนกัน
ฝั่งของหลี่ซูเจินนั้น ด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายเอ่ยออกมาเช่นนั้นคงเพราะหาทางลง นางจึงลองเอ่ยออกไป “หมายความว่าข้าสามารถมาเรือนพี่ใหญ่ได้หรือเจ้าคะ”
“ผู้ใดห้ามเจ้ากัน”
แม้ว่าน้ำเสียงของหลี่ซูซินที่เอ่ยไปจะเข้มปานใด แต่ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงอยู่นั้นก็เข้มขึ้นไม่แพ้กัน
รอยยิ้มจาง ๆ แทบสังเกตไม่เห็นที่มุมปากของหลี่ซูเจิน
“วันพรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมท่าน และบรรเลงพิณให้ท่านฟังอีก” หลี่ซูเจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดี แววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความดีใจ
หลี่ซูซินไม่สนใจสายตาของน้องสาวที่มองมา นางมองไปอีกทางอย่างไว้ตัว ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มออกไป
“ข้าเรียกเจ้ามาบรรเลงพิณ ก็บรรเลงให้ข้าฟังสักเพลงสิ บรรเลงเสร็จเจ้าก็กลับไปได้เลย”
ร่างบอบบางของหลี่ซูซินเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียไม่สบายตัวขึ้นมาอีกครั้ง จึงตัดสินใจล้มตัวลงนอนฟังน้องสาวบรรเลงบทเพลงให้ฟัง
ในเมืองหลวง จะมีผู้ใดเชี่ยวชาญพิณไปกว่าน้องสาวของนาง แม้แต่นางจิ้งจอกผู้นั้นยังเทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยว
บรรยากาศภายในห้องมิได้อึมครึมอย่างที่เคยเป็น สายใยรักของครอบครัวที่หลี่ซูซินเคยปิดกั้นค่อย ๆ ถักทอไป
เมื่อจบบทเพลง หลี่ซูเจินมองใบหน้างดงามของพี่สาวที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง ริมฝีปากบางอดที่จะเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้ เมื่อคุณหนูที่ได้ชื่อว่าเอาแต่ใจของเมืองหลวงหมดฤทธิ์เดชเหมือนแมวน้อยตัวหนึ่งเท่านั้น
เป็นมุมอีกมุมที่น้อยคนนักที่ได้เห็น ในใจของหญิงสาวรู้สึกว่ากิริยาท่าทางของพี่สาวในวันนี้ดูแตกต่างไปจากทุกวัน ถึงแม้จะมีท่าทีที่ร้ายกาจอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายไม่ตั้งแง่จ้องแต่จะกลั่นแกล้งนางอย่างเมื่อก่อน
หลี่ซูเจินได้แต่หวังว่าพี่สาวผู้นี้จะไม่คิดแผนการใดขึ้นมาอีก
“นั่นใช่คู่หมั้นเจ้าแน่หรือ”“คือนาง”ชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยถ้อยคำสั้นกระชับ มิได้เอ่ยอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็หาคำตอบมิได้กับสิ่งที่เขาเฝ้ามองอยู่ในขณะนี้หยางเฟยหลงมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนึ่งตั้งแต่ร่างบอบบางในชุดหรูหราสีม่วงสดใสเดินเข้าร้านน้ำพร้อมกับชายหญิงผู้เป็นน้องของนาง พฤติกรรมของหลี่ซูซินที่มีผู้ติดตามเป็นน้องชายและน้องสาวเป็นเรื่องแปลกประหลาดผู้อื่นอาจจะรู้แค่ว่านางมิสนิทสนมกับน้องชายน้องสาวต่างมารดา แต่มิใช่กับเขาที่รู้จักนางมาตั้งแต่เด็ก เขารู้ว่านางชังหน้าเด็กสองคนนั้น คอยหาเรื่องกลั่นแกล้งพวกเขาเสมอเมื่อมีโอกาสไม่ต้องพูดถึงการออกมาเที่ยวกับบรรดาพี่น้องในจวน เพียงแค่นางมิหาเรื่องกลั่นแกล้งพวกเขานั่นก็ถือว่านางเมตตาพวกเขามากแล้ว“ข้ารู้สึกว่าคุณหนูใหญ่หลี่ดูแปลกไปชอบกล” เหออี้ถงเองก็เป็นผู้หนึ่งที่รู้จักกับหลี่ซูซินมาตั้งแต่เด็ก พวกเขามีโอกาสพบหน้ากันตามงานเลี้ยงสำคัญ ๆ จึงไม่แปลกที่เขาจะรู้ว่าหลี่ซูซินนิสัยเป็นเช่นใดหยางเฟยหลงมิได้เอ่ยตอบสิ่งใดกลับไป เพียงยกชาขึ้นมาจิบ เรื่องคู่หมั้นสาวเป็นเรื่องนอกเหนือจากการควบคุมของเขา“เจ้าจะมิทักทายพว
ในครั้งนี้หลี่ซูซินอาศัยผู้คนที่สนใจเรื่องของผู้อื่นเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวของนาง“แม่ทัพเฉินท่านอย่าได้คิดว่าข้าจะทำเรื่องที่เสื่อมเสียเกียรติอีกเลยนะเจ้าคะ แม้ตัวข้าจะไม่ได้ถือว่าดีพร้อมไปเสียทุกด้าน แต่ในด้านจริยธรรมคุณธรรมข้ายังถือว่าไม่บกพร่อง” เสียงหวานเอ่ยบอกกับอีกฝ่ายโดยที่ใบหน้างามปรากฏร่องรอยหนักใจออกมาให้เห็นราง ๆ“ข้าหวังว่าจากนี้ไปทุกคนจะไม่เชื่อข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง” ใบหน้างดงามบัดนี้ปรากฏร่องรอยของความไม่สบายใจขณะหันไปเอ่ยกับบรรดาผู้คนเสียงของผู้คนรอบข้างดังเข้ามาให้คนที่กำลังประจันหน้ากันได้ยิน“ข้าเคยได้ยินคุณหนูใหญ่หลี่เอ่ยขอให้แม่ทัพเฉินสั่งสอนน้องชายนางอยู่หลายครั้งทีเดียว”“จริงหรือ แสดงว่าข่าวลือนั่นก็เชื่อถือไม่ได้น่ะสิ”“ข้าว่านะคุณหนูใหญ่หลี่จะชอบแม่ทัพเฉินได้อย่างไร ดูนางสินางไม่มีท่าทางชื่นชอบเลยสักนิด”“เช่นนี้คุณหนูใหญ่หลี่ก็น่าสงสารนัก ที่ต้องพบเจอกับข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ชื่อเสียงหญิงสาวได้รับผลกระทบไปไม่น้อย”“ที่ผ่านมาหากทำให้แม่ทัพเฉินและคุณหนูเฉินต้องเข้าใจผิดข้าขออภัยด้วย ข้าขอยืนยันว่ามิได้ชื่นชอบท่านแม่ทัพเฉินแม้แต่น้อย ข้าหวังว่าต่อจา
“รังแกกันเกินไปแล้ว พี่สาวข้าหาใช่คนที่พวกท่านสามารถรังแกได้” หลี่ซูเจินที่เฝ้ามองอยู่นานเอ่ยสำทับทันทีที่มีโอกาส หญิงสาวสามารถอ่านสถานการณ์ที่พี่สาวทำอยู่ได้จึงร่วมผสมโรงอย่างนึกสนุกผู้เป็นพี่สาวของหลี่ซูเจินนั้นรู้สึกใจชื้นขึ้นมา เมื่อเห็นน้องสาวยืนข้างตนเอง“พวกเจ้ากล้าโกหก หน้าไม่อาย”“คุณหนูเฉินข้ามีคู่หมั้นอยู่แล้วนะเจ้าคะ ท่านมิรู้เรื่องนี้หรือ คู่หมั้นของข้าคือหยางซื่อจื่อ มีเหตุผลอะไรที่ข้าต้องชอบพี่ชายท่านด้วยเล่า” หลี่ซูซินเอ่ยอธิบาย ใบหน้างดงามฉายแววจริงจังถึงสิ่งที่เอ่ยไปว่ามิได้มีความล้อเล่นแม้แต่เศษเสี้ยว“ใช่พี่สาวข้ากับคู่หมั้นรักใคร่ชอบพอกันมาตั้งแต่เด็ก” หลี่ซูเจินเอ่ยพูดและหลี่ฝูหมิงพยักหน้ายืนยันเริ่มแรกหลี่ซูซินอยากปรบมือให้กับหลี่ซูเจินที่รู้จังหวะช่วยเหลือนางรวดเร็วนัก แต่บัดนี้นางกลับอยากตีหลี่ซูเจินยิ่งนัก“แล้วเจ้าจะอธิบายเรื่องที่ผ่านมาอย่างไร ผู้คนต่างก็รู้ว่าเจ้าตามติดพี่ชายข้าเสียยิ่งกว่าอะไรหากไม่ใช่เพราะเจ้ามีใจให้พี่ชายข้า”“คุณหนูเฉินไม่เคยได้ยินหรือว่าอาหารยังกินมั่วได้ แต่คำพูดท่านจะพูดมั่ว ๆ ไม่ได้นะเจ้าคะ”“ข้าไม่ได้พูดมั่วนะ”“ดูเหมือนว่าหากข้
ช่วงเวลาที่หลี่ซูซินพักรักษาฟื้นฟูร่างกาย รวมถึงได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวไปด้วย จากเดิมที่หลี่ซูซินปฏิเสธที่จะไม่เข้าร่วมมื้ออาหารเย็นของครอบครัวมาตลอดจนมิมีผู้ใดมาเอ่ยชวนแล้วกลับกลายเป็นหลังจากที่นางหายไข้ และได้รับอนุญาตให้ออกนอกเรือนได้ มีสาวใช้มาถามว่านางจะรับมื้อเย็นที่เรือนใหญ่หรือไม่หลี่ซูซินมิได้ตอบปฏิเสธไปเช่นเคย หญิงสาวลองเปิดใจก้าวข้ามความกลัวในใจ เพราะเคยเห็นภาพครอบครัวสุขสันต์แล้วรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นคนนอก ทั้งที่คนในครอบครัวต่างปฏิบัติต่อนางอย่างดีเพียงแต่นางปล่อยให้อคติบดบังสายตา มองเห็นเพียงบิดาเอาใจใส่บุตรคนอื่นและละเลยตัวนาง จนนางเริ่มต่อต้าน ไม่อยากพบเจอกันในยามกินข้าว จึงใช้ข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อเลี่ยงไปแม้ในครั้งแรกจะทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง แต่เมื่อลองเปิดใจ ลองก้าวข้ามผ่านความกลัว นางกลับพบว่าสิ่งที่รอนางอยู่นั้นล้วนเติมเต็มดวงใจที่ว่างเปล่าของตนเรียกได้ว่าหลี่ซูซินใช้ชีวิตใหม่ในครั้งนี้อย่างมีความสุขเมื่อมีความสุข ไม่นานย่อมมีเรื่องน่ารำคาญผ่านเข้ามาในชีวิตที่มีความสุขเกินไปของหญิงสาวเฉกเช่นวันนี้ที่หลี่ซูซินออกมาเที่ยวนอกจวนโดยมาพร้อมกับหลี่ซูเจินน
“แต่ท่านพ่อก็มิได้รักข้าผู้เดียวนี่”“ซินซินพวกเขาก็เป็นลูกพ่อเช่นกัน เจ้าลองคิดกลับกันหากเป็นพ่อที่รักแต่พวกเขามิสนใจเจ้า เจ้ารู้สึกอย่างไร เจ้าไม่ต้องตอบพ่อเพียงลองคิดตามที่พ่อเอ่ยไป”“.....” ข้าก็คงเสียใจ“แล้วหากข้ารักเพียงแต่บุตรคนโตเช่นเจ้า แล้วบุตรคนอื่น ๆ เล่า พวกเขาต่างก็ต้องการความรัก ความเอาใจใส่ของบิดา เจ้าว่าข้าต้องทำเช่นไรในฐานะบิดา”“....” ควรรักให้เท่าเทียม หรือรักข้ามากกว่าก็ได้ข้าไม่ถือ“ข้าตอบได้ว่ามิได้รักเจ้าน้อยกว่าพวกเขาหรอก ต่อไปอย่าได้คิดว่าพ่อไม่รักเจ้าอีกเลย”“....”“ที่ผ่านมาอาจจะเป็นพ่อที่ใส่ใจเจ้าไม่มากพอจนทำให้เจ้าต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ อภัยให้พ่อได้หรือไม่ซินซิน” หลี่มู่ตงเองเขารู้สึกว่าปมในใจของบุตรสาวเกิดจากเขา เป็นความผิดในฐานะบิดาที่ใส่ใจบุตรไม่มากพอทั้งที่นางมีเขาเป็นบิดา มิได้สนิทกับฮูหยินคนใหม่ เขาควรใส่ใจความรู้สึกนางมากกว่านี้ดีที่วันนี้บุตรสาวคนโตดูเหมือนจะรู้ความขึ้น ใช้เหตุผลและยอมรับฟังเหตุผลของผู้อื่นส่วนหลี่ซูซินนั้นราวกับปลดผนึกในใจของตนเองออกไปได้ ใบหน้างามที่บัดนี้น้ำตาไหลอาบแก้ม แต่ปรากฏรอยยิ้มยินดีออกมา ก่อนจะโผเข้ากอดบิดาอย่างที
และภายในยามเย็นวันนั้นเสนาบดีหลี่ผู้เป็นบิดาของหลี่ซูซินมาเยือนในเรือนแห่งนี้ หลี่ซูซินจำได้ว่าในชีวิตก่อนตนสั่งสาวใช้ไปบอกบิดาว่าไม่ต้องการพบเพราะโมโหที่แผนการที่วาดไว้ผิดพลาด และบิดามาเองก็มาเยี่ยมเยียนนางในวันที่สองของการล้มป่วยในชีวิตนี้หญิงสาวตั้งใจแล้วว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ในใจจึงเฝ้ารอคอยการมาถึงของบิดาไม่น้อยเมื่อใช้สายตาที่ปราศจากอคติย่อมมองเห็นถึงความเป็นจริง บิดาที่นางเคยคิดว่าทอดทิ้งตัวนางไปแล้ว มองแหงนหน้ามองบิดาที่กำลังใช้ฝ่ามือหนาลูบหัวนางอย่างอ่อนโยนนานเท่าใดแล้วที่นางผลักไสครอบครัวตนเอง แม้จะรู้สึกประหม่าไม่ชินกับความใกล้ชิดอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกอบอุ่นที่เข้ามาเกาะกุมในใจทำให้นางยอมนั่งนิ่งให้บิดาแสดงความห่วงใยต่อไปคำแรกที่บิดาเอ่ยคือไถ่ถามอาการอย่างห่วงใย เป็นถ้อยคำธรรมสามัญที่คนในครอบครัวพึงทำ แต่นางแทบจะไม่เคยได้ยินเพราะที่ผ่านมาเอาแต่ผลักไสไม่ยอมใกล้ชิดครอบครัว“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ยังไข้ขึ้นหรือไม่”“ท่านพ่อก็เป็นห่วงข้าเช่นกันหรือเจ้าคะ ข้าคิดว่าท่านพ่อจะไม่ห่วงข้าเสียแล้ว”“เหลวไหลนัก ภายในหัวเจ้าคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ซินซิน มีบิดาผู้ใดที่ไม่ห







