Masuk“เจ้าไม่รู้รึว่าข้าเป็นผู้ใด” โจวเฟิงเลิกสนใจโจวซินหรู ก่อนจะหันมาถามไป๋เสวี่ยและปล่อ
พลังของเสี่ยวฮวนแข็งแกร่งและบริสุทธิ์ เพราะตั้งแต่มันฟื้นคืนก็ได้เข้าไปฝึกตนในถ้ำฝึกฝนภายในมิติจิต และในนั้นก็มีพลังวิญญาณที่หนาแน่นอีกทั้งยังบริสุทธิ์เป็นอย่างมากทำให้พลังโจมตีของเจ้าหมาป่าย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าอสรพิษทมิฬอย่างแน่นอนแม้ว่าในถ้ำที่อสรพิษทมิฬอยู่อาศัยจะมีพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์มากกว่าที่ไหน ๆ ในป่าร้อยอสูร แต่มันก็ยังน้อยกว่ามิติจิตของไป๋เสวี่ยอยู่ดี‘เจ้า!’อสรพิษทมิฬโกรธจัดที่ทำอันใดเสี่ยวฮวนไม่ได้ และมันก็ยิ่งปลดปล่อยพลังของตนออกมามากยิ่งขึ้นทั้ง ๆ ที่ไม่ควรจะทำเช่นนั้น เหตุผลเป็นเพราะว่าการเลื่อนระดับของมันไม่ใช่การเลื่อนระดับแบบธรรมดาเพราะอยากแข็งแกร่งทำให้อสรพิษทมิฬดูดซับไอพลังของปีศาจเข้าไป แต่แม้ว่าไอพลังของปีศาจจะช่วยให้มันเลื่อนระดับได้เร็ว แต่พลังก็ไม่ได้มั่นคง อสรพิษทมิฬจำเป็นจะต้องหาพลังวิญญาณบริสุทธิ์ จากสัตว์วิญญาณแรกเกิดมาดูดกลืนอยู่เรื่อย ๆ เพื่อข่มไอพลังของปีศาจที่กำลังกัดกินจิตวิญญาณของมันอยู่ครั้งล่าสุดอสรพิษทมิฬได้พลาดจากลูกในครรภ์ของเสี่ยวจิง นั่นทำให้มันไม่ได้ดูดซับพลังบริสุทธิ์จากสัตว์วิญญาณแรกเกิด ตอ
ภายในถ้ำที่มืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์และหินอัคนีที่ให้แสงสว่าง บนพื้นถ้ำเต็มไปด้วยคราบเลือดและเศษหิน ไร้ซึ่งซากศพหรือแม้แต่เศษซากของมนุษย์ เพราะทุก ๆ สิ่งอย่าง ได้ถูกตัวประหลาดสีดำหรือตัวตนที่แท้จริงของมันก็คือปีศาจร้ายกลืนกินไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่กระดูก‘เจ้ามันน่าสมเพชยิ่งนัก เป็นถึงราชา แต่กลับก้มหัวให้มนุษย์และยอมรับพวกมันเป็นนาย!’อสรพิษทมิฬย่อมโกรธแค้นเสี่ยวฮวน ไม่ใช่เพราะเรื่องที่เสี่ยวฮวนรับมนุษย์เป็นเจ้านายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงเรื่องที่อีกฝ่ายแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมากด้วยพลังของมันสองตัวสูสีกัน ทั้ง ๆ ที่อสรพิษทมิฬเลื่อนระดับมานานหลายร้อยปี พลังฝึกปรือสมควรจะต้องมากกว่าและมั่นคงกว่า ไม่ใช่เท่าเทียมกันเช่นนี้และอสรพิษทมิฬก็ยิ่งเสียเปรียบมากยิ่งขึ้น เพราะพิษของมันไม่สามารถสร้างความเสียหายใดให้กับหมาป่าโลหิตได้เลยทั้งสองนั้นถือเป็นสัตว์วิญญาณธาตุไฟเหมือนกัน แต่อสรพิษทมิฬถนัดในการใช้พิษในการต่อสู้มากกว่า เมื่อพิษของมันใช้งานไม่ได้ ตอนนี้มันย่อมไม่ต่างอันใดกับมนุษย์ที่กำลังต่อสู้ด้วยมือเปล่า‘อย่างไร เจ้ากลัวข้ารึ’ เจ้าหมาป่าแค่นยิ
‘เจ้าต้องมีสมาธิมากกว่านี้ อย่าใช้ตามอง...จงใช้หัวใจของเจ้า’แต่ในตอนนั้นก็มีเสียงเสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามาในหัว นั่นเป็นเสียงที่ไป๋เสวี่ยคุ้นเคยดี เป็นเสียงของหญิงชราผู้นั้นที่นางเรียกขานว่าท่านย่า‘ข้าจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ’‘เชื่อมั่นในตนเอง เจ้าทำได้’เมื่อกล่าวจบเสียงเสียงนั้นก็เลือนหายไป แต่นั่นก็ช่วยให้ไป๋เสวี่ยตั้งสติและกลับมามีสมาธิได้ นางค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ และทำจิตใจให้สงบ ก่อนจะเริ่มมองหาจุดอ่อนของปีศาจร้ายด้วยประสาทการรับรู้ของนางหากนี่เป็นหน้าที่ของข้า หากข้าต้องกำจัดปีศาจร้ายตรงหน้า เจ้าก็ต้องทำให้ข้ามองเห็นจุดอ่อนของมันให้ได้...ในตอนนี้!ไป๋เสวี่ยบีบมือตัวเองแน่นและใช้ความรู้สึกมองตรงไปยังปีศาจร้าย ตอนนี้นางเริ่มรู้สึกคล้ายกับว่าตัวเองกำลังอยู่อย่างโดดเดี่ยว โลกใบนี้ช่างกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด มีแค่นางเพียงลำพัง ทุกอย่างเงียบสงัด จิตใจของนางสงบลงและสิ่งที่ไป๋เสวี่ยต้องการก็ค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นมาเรื่อย ๆชัดเจนมากยิ่งขึ้นมากขึ้นอีก...
‘ข้าเองก็ไม่รู้ แต่นายหญิงเป็นนายของปิ่นปลิดวิญญาณ ข้าแน่ใจว่าท่านต้องทำได้เจ้าค่ะ’ ไป๋เตี๋ยตอบกลับมา‘อืม ข้าเข้าใจแล้ว’‘เจ้าค่ะนายหญิง’ปิ่นปลิดวิญญาณต้องใช้พลังยุทธ์ในการควบคุมมากยิ่งกว่าทวนอัสนี มันดูดกลืนพลังของผู้ใช้เป็นอย่างมาก ยิ่งในตอนที่ไป๋เสวี่ยไม่สามารถควบคุมมันได้ดี นี่ก็ยิ่งเสี่ยงอันตรายและที่สำคัญตอนนี้ไป๋เสวี่ยมีพลังยุทธ์เหลือไม่ถึงครึ่งแล้ว และนางไม่มีเวลามากพอ เพราะทุกคนกำลังเจ็บหนัก หากไม่รีบทำอันใดตอนนี้ ทุกคนจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เป็นแน่คนตัวเล็กไม่สามารถหนีเข้าไปในมิติจิตเพื่อเอาชีวิตรอดได้ เพราะนางไม่อาจพาหวังลู่เจ๋อและจื่อซู่เข้าไปในมิติจิตด้วยได้ และนางก็ไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาต้องตายจากไปเช่นนั้นจึงเหลือวิธีการเดียว คือมองหาจุดอ่อนของปีศาจร้ายตนนี้ให้เจอแล้วสังหารมันให้ได้ในคราวเดียว เพราะพลังยุทธ์ที่เหลืออยู่ของไป๋เสวี่ยตอนนี้ ทำให้มีโอกาสเรียกใช้ปิ่นปลิดวิญญาณได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น!‘ข้าต้องหาจุดอ่อนของมันให้เจอ แต่ข้าไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร’ ไป๋เสวี่ยเอ่ยกับไป๋เตี๋ย เพราะคิดว่าไป๋เตี๋ยน่าจะมี
‘เจ้าพูดว่าปีศาจร้ายหรือ’ ไป๋เสวี่ยถามกลับไป ในระหว่างนั้นนางก็ต้องหลบการโจมตีของตัวประหลาดสีดำและมองหาจุดอ่อนของมันไปด้วยหวังลู่เจ๋อเองแม้จะยังบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ยอมนอนรอความตายและกำลังช่วยไป๋เสวี่ยมองหาจุดอ่อนของตัวประหลาดตรงหน้าอยู่เช่นกันอาการบาดเจ็บของชายหนุ่มมีแค่เพียงภายนอกเท่านั้น และเขาก็กินโอสถไปแล้ว ไป๋เสวี่ยคิดว่าหวังลู่เจ๋อเองก็น่าจะมีโอสถที่ช่วยยื้อชีวิตตัวเองอยู่ในครอบครองไม่น้อยจึงไม่ได้ห่วงเขามากนัก‘ยามที่ข้าพึ่งเกิดได้ไม่นาน ข้ากับท่านพ่อท่านแม่เคยเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายมาก่อนเจ้าค่ะ กลิ่นอายของพวกมันเป็นเอกลักษณ์และมักจะทำให้ผู้อื่นหวาดกลัวได้ อีกทั้งยังรุนแรงมากกว่าจิตสังหารธรรมดา ๆ’ ไป๋เตี๋ยเล่าออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงคราแรกนางก็ไม่แน่ใจนัก แต่ว่ายามนี้ตัวประหลาดสีดำอยู่ใกล้กับไป๋เสวี่ยมากกว่าเดิม ทำให้สามารถรับรู้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย ไม่สิ ต้องกล่าวว่าเป็นกลิ่นอายที่ทำให้นางจดจำได้ไม่เคยลืมต่างหาก‘เจ้าแน่ใจหรือ?’ ร่างเล็กถามย้ำ ตอนนี้แน่ใจแล้วว่าสาเหตุที่หญิงชราผู้นั้นพานางมาที่นี่ มันจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับ
แท่นหินขนาดใหญ่พังทลายลงด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวทำให้พวกของไป๋เสวี่ยทั้งสามคนอึ้งไม่น้อย แต่หากลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าพิษสีเขียวเข้มจนเกือบดำของตัวประหลาดนั้นกำลังกัดกร่อนแท่นหินให้สลายไปต่างหาก พิษชนิดนี้ไป๋เสวี่ยไม่เคยเห็นมาก่อน ตัวประหลาดตรงหน้าคือสิ่งใดนางเองก็ไม่รู้ ตอนนี้ไป๋เสวี่ยเหมือนกำลังถูกไล่ต้อนให้จนมุมเข้าไปทุกที‘เตี๋ยเอ๋อร์!’‘เจ้าค่ะนายหญิง!’ ไป๋เตี๋ยที่กำลังรอคอยการเรียกของไป๋เสวี่ยรีบตอบกลับไปทันที‘เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวประหลาดตรงหน้าข้า มันคือตัวอะไรกันแน่ แล้วจุดอ่อนมันอยู่ที่ใด’ นางรีบถามเพราะตอนนี้ไม่มีเวลาเหลือแล้ว เมื่อตัวประหลาดสีดำเริ่มโจมตีอีกครั้งและครั้งนี้ก็มุ่งตรงไปยังหวังลู่เจ๋อที่อยู่ใกล้มันที่สุด!เมื่อรู้ว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้า หวังลู่เจ๋อก็ใช้ดาบระดับเทวะของตนต้านการโจมตีของตัวประหลาดสีดำ แต่ก็รั้งไม่อยู่จนเขากระเด็นไปติดกำแพงถ้ำ และดาบระดับเทวะก็แตกสลายไปต่อหน้าต่อตา“อั่ก!”ฉึก!ก่อนที่มันจะกลืนกินหวังลู่เจ๋อลงท้อง ไป๋เสวี่ยก็กระโดดเข้าไปและลอบโจมตีตัวประหลาดสีดำจากทางด้







