Se connecterฮ่องเต้กับสนมตายเพราะคนทรยศ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง... ฮ่องเต้กลับกลายเป็นสนม ส่วนสนมต้องขึ้นครองบัลลังก์! ชาติแรก สนมคนโปรดถูกใส่ร้ายจนต้องตายตาม เซียวจิ่งเหยียนคิดว่าตนคงไม่ได้พบหลินเยว่อีกแล้ว ใครจะคิดว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาจะพบว่า... ตัวเองกลายเป็นหลินเยว่! ส่วนหลินเยว่กลับอยู่บนเตียงมังกรในร่างของเขา! ที่แย่กว่านั้นคือ พวกเขาย้อนกลับมาก่อนวันตายสามเดือน “พระองค์คืนร่างให้หม่อมฉันเดี๋ยวนี้!” “ข้าก็อยากคืน! แต่เจ้าจะให้ข้าถอดร่างออกอย่างไรเล่า!” ไม่มีใครรู้ว่าฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่กำลังใช้ชีวิตเป็นสนมอยู่ในวังหลัง และไม่มีใครรู้ว่าสนมที่เคยถูกมองว่าไร้อำนาจกำลังนั่งอ่านฎีกาอยู่บนบัลลังก์ คนหนึ่งต้องปลอมตัวเป็นสนมเพื่อสืบความลับ อีกคนต้องแกล้งเป็นฮ่องเต้เพื่อหยุดการกบฏ ทั้งคู่รู้ว่าฮองเฮาอยู่เบื้องหลัง และรู้ด้วยว่าอีกสามเดือน...พวกเขาต้องตาย แต่สิ่งที่ไม่เคยรู้คือ การได้ใช้ชีวิตเป็นอีกฝ่าย จะทำให้หัวใจของพวกเขาเปลี่ยนไป จากฮ่องเต้กับสนม กลายเป็นคู่หูจำเป็น จากคู่หูจำเป็น กลายเป็นคนไว้ใจกันที่สุด ศึกครั้งนี้ไม่ได้มีแค่การแย่งบัลลังก์ แต่ยังมีหัวใจของสองคนเป็นเดิมพัน
Voir plusบทที่ 1 | เลือดบนแขนเสื้อ
------------------------------
กลิ่นกำยานจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือห้องทรงพระอักษร แสงจากตะเกียงส่องต้องขอบถ้วยหยกบนโต๊ะจนวาววับ
เซียวจิ่งเหยียนเพิ่งยกถ้วยน้ำแกงขึ้นจิบ
เพียงอึกเดียวเท่านั้น
มือที่ถือถ้วยก็ชะงัก
คิ้วเข้มขมวดแน่น ก่อนสีพระพักตร์จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
“ฝ่าบาท?”
หลินเยว่ที่นั่งอยู่ไม่ไกลลุกขึ้นทันที
ถ้วยหยกหลุดจากพระหัตถ์ กระทบพื้นดังเพล้ง
เซียวจิ่งเหยียนก้มลง มือข้างหนึ่งกุมลำคอ อีกข้างยันขอบโต๊ะเอาไว้แน่น เส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้นทีละเส้น
“ฝ่าบาท!”
หลินเยว่รีบเข้าไปประคองเขา
ยังไม่ทันถึงตัว ร่างสูงก็เซถอยหลัง
เลือดสีแดงเข้มทะลักออกจากริมฝีปาก หยดลงบนแขนเสื้อสีทองทีละหยด
หัวใจของนางกระตุกวูบ
“พิษ...”
เซียวจิ่งเหยียนพยายามสูดลมหายใจ แต่ทุกครั้งที่หายใจเข้ากลับเหมือนมีเปลวไฟเผาอยู่ในอก
เขาหันไปมองถ้วยน้ำแกงบนพื้น
จากนั้นจึงมองหลินเยว่
แววตาคมคู่นั้นไม่ได้มีความโกรธ
มีเพียงความตกใจ
และคำถามที่เขาเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้
หลินเยว่หน้าซีด
“หม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่ได้ใส่อะไรลงไปนะเพคะ”
เซียวจิ่งเหยียนยกมือขึ้นเหมือนต้องการพูดบางอย่าง
แต่เสียงที่ออกมากลับแหบพร่า
“เจ้า...”
“หม่อมฉันไม่รู้จริง ๆ เพคะ!”
นางคว้ามือเขาไว้แน่น
“ฝ่าบาท ทรงอดทนไว้ก่อน หม่อมฉันจะเรียกหมอหลวงเดี๋ยวนี้”
ปัง!
ประตูถูกผลักเปิดอย่างแรง
องครักษ์หลวงหลายสิบนายกรูกันเข้ามา กระบี่ถูกชักออกจากฝักพร้อมกันจนเกิดเสียงโลหะเสียดสีก้องไปทั่วห้อง
หลินเยว่หันกลับไปอย่างตกใจ
“พวกเจ้าทำอะไร?”
หัวหน้าองครักษ์คุกเข่าลง แต่ไม่ได้มองนาง
“ฝ่าบาท กระหม่อมได้รับคำสั่งให้ควบคุมตัวพระสนมหลินเยว่พ่ะย่ะค่ะ”
“อะไรนะ?”
หลินเยว่คิดว่าตนเองฟังผิด
“ด้วยข้อหา...ลอบวางยาพิษฝ่าบาท”
อากาศในห้องพลันเงียบงัน
นางหันไปมองเซียวจิ่งเหยียน
เขาเองก็มองนาง
สายตาของทั้งคู่สบกันอยู่ชั่วขณะ
หลินเยว่เห็นความไม่เชื่อในดวงตาของเขา
และนั่นทำให้นางเจ็บยิ่งกว่าการถูกกล่าวหาเสียอีก
“หม่อมฉันหรือ?”
เสียงนางแผ่วลง
“เหตุใดต้องเป็นหม่อมฉัน?”
หัวหน้าองครักษ์ไม่ตอบ
ทหารสองนายก้าวเข้ามา
หลินเยว่ถอยหลังหนึ่งก้าว ก่อนจะถูกมือแข็งแรงคว้าข้อมือ
“ปล่อยข้า!”
นางสะบัดเต็มแรง
“ข้าเป็นสนมของฝ่าบาท พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาจับข้า?”
“พระสนม โปรดอย่าขัดขืน”
“ข้าไม่ได้ทำ!”
เสียงของนางสั่นขึ้นเป็นครั้งแรก
“ฝ่าบาทก็ทรงรู้ว่าข้าไม่ได้ทำ!”
เซียวจิ่งเหยียนพยายามลุกขึ้น
เขาใช้มือยันโต๊ะ เสียงหอบหายใจหนักขึ้นทุกขณะ
“ปล่อย...นาง...”
คำสั่งแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน
แต่หลินเยว่ได้ยิน
นางหันกลับไป
“ฝ่าบาท!”
เซียวจิ่งเหยียนพยายามก้าวมาหา
เพียงสองก้าว ร่างสูงก็ทรุดลงข้างโต๊ะ
เลือดไหลจากมุมปากอีกครั้ง
“ฝ่าบาท!”
หลินเยว่ดิ้นจนหลุดจากมือทหารชั่วขณะ นางพุ่งกลับไปหาเขา แต่ปลายกระบี่หลายเล่มกลับขวางตรงหน้า
“ถอยไป!”
“เขาเป็นฮ่องเต้ของพวกเจ้า!”
นางตวาด
“ยังไม่รีบตามหมอหลวงอีกหรือ!”
หัวหน้าองครักษ์กัดฟัน
“หมอหลวงกำลังมา พระสนม โปรดเสด็จไปกับพวกกระหม่อมก่อน”
“ไม่!”
หลินเยว่จับขอบโต๊ะไว้แน่น
“ข้าจะอยู่ที่นี่”
“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“เหตุใดไม่ได้!”
ไม่มีคำตอบ
เพราะคำตอบนั้นอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว
ชามน้ำแกง
ร่องรอยพิษ
และหลักฐานอีกหลายอย่างที่ถูกจัดวางเอาไว้ราวกับเตรียมพร้อมมานาน
หลินเยว่หันไปมองโต๊ะ
บนถาดข้างชามน้ำแกงมีผ้าเช็ดหน้าของนาง
มีตราประจำตำหนักของนาง
แม้แต่ขวดเครื่องหอมที่นางใช้เป็นประจำก็วางอยู่ตรงนั้น
ทุกอย่างชี้มาที่นาง
ราวกับมีใครบางคนรู้ล่วงหน้าว่า วันนี้นางจะนำอาหารมาให้ฮ่องเต้
“ไม่จริง...”
ริมฝีปากของนางสั่น
“นี่เป็นของของข้า”
เซียวจิ่งเหยียนมองตาม
ดวงตาของเขาค่อย ๆ เย็นลง
เขาเข้าใจแล้ว
นี่ไม่ใช่การลอบวางยาธรรมดา
มีคนเตรียมการเอาไว้ทั้งหมด
และคนผู้นั้นต้องอยู่ใกล้เขามากพอที่จะล่วงรู้ทุกการเคลื่อนไหว
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอก
เหล่านางกำนัลรีบถอยออกจากทาง
สตรีในชุดหงส์สีแดงเข้มเดินเข้ามาอย่างสง่างาม
เซี่ยหลัน
ฮองเฮาหยุดอยู่ตรงประตู
สายตาของนางกวาดผ่านถ้วยน้ำแกงบนพื้น ผ่านเลือดบนพระวรกายของฮ่องเต้ ก่อนจะหยุดที่หลินเยว่
สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความตกใจ
“ฝ่าบาท!”
นางรีบเดินเข้าไปหา
“เกิดอะไรขึ้นเพคะ?”
เซียวจิ่งเหยียนเงยหน้าขึ้น
แววตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย
เซี่ยหลันคุกเข่าข้างพระวรกาย ก่อนหันไปมองหลินเยว่
“เหตุใดพระสนมจึงอยู่ที่นี่?”
หลินเยว่หัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างเหลือเชื่อ
“ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันเป็นคนนำอาหารมาถวายฝ่าบาท”
“เช่นนั้นหรือ?”
“เพคะ”
“แล้วเหตุใดอาหารของพระสนมจึงมีพิษ?”
หลินเยว่ชะงัก
“หม่อมฉันไม่ทราบ”
“ไม่ทราบ?”
น้ำเสียงของฮองเฮาอ่อนโยน แต่คำพูดกลับหนักขึ้นทุกคำ
“พระสนมเป็นผู้เดียวที่อยู่กับฝ่าบาทก่อนเกิดเหตุ แล้วจะไม่ทราบได้อย่างไร?”
“หม่อมฉันไม่ได้ทำ!”
หลินเยว่หันไปมองฮ่องเต้
“ฝ่าบาท ทรงบอกพวกเขาสิเพคะ”
เซียวจิ่งเหยียนกำมือแน่น
เขาอยากพูด
อยากบอกทุกคนว่านางไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้
แต่พิษกลับกัดกินลมหายใจของเขาทีละน้อย
“ปล่อย...นาง...”
เสียงนั้นเบาจนแทบกลืนหายไปกับความเงียบ
หลินเยว่เบิกตา
“ฝ่าบาท...”
เซี่ยหลันก้มหน้าลงเล็กน้อย
“นำพระสนมออกไปก่อน”
ทหารก้าวเข้ามาอีกครั้ง
หลินเยว่ถูกคว้าตัว
“ปล่อยข้า!”
นางหันกลับไปหาเซียวจิ่งเหยียน
เขากำลังพยายามลุกขึ้น แต่ไม่สำเร็จ
“ฝ่าบาท!”
มือของเขายื่นออกมา หลินเยว่เองก็ยื่นมือกลับไป ปลายนิ้วของทั้งสองห่างกันเพียงไม่กี่ชุ่น แต่สุดท้ายก็ไม่ทันแตะกัน
ทหารลากนางออกจากห้อง
“ฝ่าบาท!”
เสียงของหลินเยว่ดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย
“หม่อมฉันไม่ได้ทำ!”
ประตูตำหนักกำลังปิดลง
ก่อนช่องว่างระหว่างบานประตูจะแคบจนเหลือเพียงเส้นเดียว หลินเยว่เงยหน้าขึ้น
แล้วนางก็เห็นเขา
บุรุษในชุดสีเข้มยืนอยู่ด้านหลังฮองเฮา
ใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่ง
ไม่มีความตกใจ
ไม่มีความหวาดกลัว
มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ที่หายไปอย่างรวดเร็ว
หลินเยว่จำใบหน้านั้นได้
เซียวจิ่งเหวิน
พระอนุชาของฮ่องเต้
และในวินาทีนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็แล่นผ่านหัวนางอย่างเย็นเยียบ
เหตุใด...
เขาจึงอยู่ที่นี่ในเวลานี้?
บทส่งท้าย จากสนมของข้า สู่ฮองเฮาของแผ่นดิน (ตอนจบ)“พระสนมเพคะ ยกพระหัตถ์อีกนิดเพคะ”หลินเยว่ยกแขนขึ้นตามคำบอก ปล่อยให้นางกำนัลสองคนจัดชายฉลองพระองค์สีแดงทองรอบตัว นี่เป็นครั้งที่สี่แล้วที่พวกนางจัดใหม่ หรืออาจครั้งที่ห้า นางเลิกนับไปตั้งแต่มีคนเอาเครื่องประดับศีรษะกล่องที่สามเข้ามา“ต้องใส่ทั้งหมดหรือ?”นางกำนัลที่ถือปิ่นหงส์อยู่ชะงัก“ตามระเบียบพิธีเพคะ”หลินเยว่เหลือบมองเงาตัวเองในกระจกทองเหลืองมงกุฎหงส์ยังไม่ทันขึ้นศีรษะ ปิ่นทองก็ปักไปแล้วหลายอัน หากเพิ่มของที่อยู่บนโต๊ะอีกครึ่งหนึ่ง นางไม่แน่ใจว่าตนจะเดินขึ้นบันไดท้องพระโรงได้ หรือศีรษะจะถ่วงให้หงายหลังเสียก่อนทันใดนั้น ความทรงจำหนึ่งก็ผุดขึ้นมา เซียวจิ่งเหยียนในร่างของนางเคยบ่นว่าปิ่นสามอันหนัก ตอนนั้นนางยังหัวเราะเขาอยู่เลย วันนี้นางเริ่มอยากเรียกฮ่องเต้มาขอโทษ“พระสนมเพคะ”นางกำนัลประคองมงกุฎหงส์ขึ้นมา หลินเยว่สูดลมหายใจ“ใส่มาเถิด”น้ำหนักกดลงบนศีรษะทันที นางหลับตาอยู่ชั่วอึดใจหนักจริง ๆ แต่คราวนี้ไม่มีใครเห็นหลินเยว่บ่นอีก เพราะเสียงระฆังพิธีดังขึ้นจากหอสูงเสียก่อน เสียงนั้นทอดยาวไปทั่วพระราชวังนางลืมตา ในกระจก หญิงสาวคน
บทที่ 45 ก่อนเป็นฮองเฮาหนึ่งวัน------------------------------------------------“ข้อนี้ตัดออก”นางกำนัลผู้จดบันทึกชะงักพู่กัน“พระสนมเพคะ?”หลินเยว่ใช้นิ้วแตะข้อความบนระเบียบฝ่ายใน“สตรีตำหนักใดทำเครื่องประดับประจำตำแหน่งสูญหาย ให้หักเบี้ยเลี้ยงทั้งตำหนักสามเดือน”นางเงยหน้า“ผู้ใดทำหายก็ลงโทษผู้นั้น เหตุใดต้องหักเงินทุกคน”นางกำนัลลังเล“เป็นกฎเดิมตั้งแต่สมัย...”เสียงหยุดลง ไม่มีใครอยากเอ่ยนามเซี่ยหลันหลินเยว่เองก็ไม่ได้ถามต่อ“เพราะเป็นกฎเดิมจึงแก้ไม่ได้หรือ”“มิใช่เพคะ เพียงแต่พระสนมยังไม่ได้...”ยังไม่ได้เป็นฮองเฮา คำท้ายไม่ได้ถูกเอ่ย แต่ทุกคนในห้องเข้าใจ หลินเยว่มองม้วนระเบียบยาวเต็มโต๊ะพรุ่งนี้พิธีแต่งตั้งจะเริ่มขึ้น หลังพิธี นางจะเป็นผู้ดูแลฝ่ายในอย่างถูกต้อง แต่นับตั้งแต่ราชโองการประกาศออกมา เอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตำหนักต่าง ๆ ก็ถูกส่งมาให้นางตรวจล่วงหน้าแรก ๆ หลินเยว่คิดว่าไม่น่าหนักหนา จากนั้นนางเห็นเอกสารกองแรก แล้วก็เลิกคิดเช่นนั้นเสียงประกาศดังจากหน้าตำหนัก“ฝ่าบาทเสด็จ!”เหล่านางกำนัลรีบคุกเข่าเซียวจิ่งเหยียนเดินเข้ามา ก่อนหยุดเมื่อเห็นโต๊ะซึ่งเต็มไปด้วยม้ว
บทที่ 44 ฮองเฮาคนใหม่ที่ยังไม่รู้ตัว-----------------------------------------------------“คุณหนูสกุลหวังใช้ได้เพคะ”พู่กันในมือเซียวจิ่งเหยียนหยุดทันทีหลินเยว่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ มีรายชื่อสตรีจากตระกูลสำคัญวางอยู่เบื้องหน้าเกือบสิบฉบับ นางหยิบแผ่นถัดไปขึ้นมา“อายุยี่สิบสอง เป็นบุตรีเสนาบดีกรมคลัง มารดามาจากตระกูลแม่ทัพทางเหนือ ครอบครัวไม่มีประวัติคดียักยอกหรือร่วมกบฏ”เซียวจิ่งเหยียนวางพู่กัน“เจ้ากำลังทำอะไร”“ช่วยพระองค์เลือกฮองเฮาเพคะ”“ใครบอกให้เจ้าช่วย”หลินเยว่เงยหน้า“พระองค์บอกว่าต้องจัดการเรื่องนี้”“ข้าบอกเช่นนั้นจริง”“เหล่าขุนนางก็ส่งรายชื่อมา”“จริง”“เช่นนั้นหม่อมฉันช่วยดู มีตรงไหนผิดหรือเพคะ”เซียวจิ่งเหยียนจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง“ไม่มี”“ดีเพคะ”หลินเยว่กลับไปอ่านต่ออย่างตั้งใจคิ้วของฮ่องเต้ค่อย ๆ ขมวดทีละน้อย ตั้งแต่ฎีกาเรื่องแต่งตั้งฮองเฮาถูกส่งเข้ามาเมื่อสามวันก่อน หลินเยว่ไม่มีท่าทีผิดปกติเลยแม้แต่น้อยไม่ถามไม่งอนไม่ประชดไม่แม้แต่จะกล่าวถึงเรื่องนี้เซียวจิ่งเหยียนเคยคิดว่านางอาจกำลังรอให้เขาพูดเองกระทั่งเช้านี้นางเดินเข้ามาพร้อมรายชื่อสตรีสิบสองคน แล
บทที่ 43 ฮ่องเต้ผู้ถูกสนมจับผิด----------------------------------------- “เอาขนมถั่วแดงออกไป”ขันทีน้อยที่กำลังวางถาดขนมชะงักมือเซียวจิ่งเหยียนเงยหน้าจากฎีกา“เหตุใดต้องเอาออก?”“ฝ่าบาทเพิ่งรับสั่ง...”“ข้าถามว่าเหตุใดต้องเอาออก”ขันทีน้อยหน้าซีดลงทันที“ก็...ฝ่าบาทรับสั่งเองพ่ะย่ะค่ะ”ความเงียบตกลงกลางห้องทรงพระอักษร เซียวจิ่งเหยียนมองขนมถั่วแดงสามชิ้นบนจานหยก จากนั้นค่อย ๆ นึกย้อนว่าก่อนหน้านี้ตนพูดอะไรออกไปเมื่อครู่เขาเห็นขนมบนถาดแล้วรู้สึกหวานเลี่ยนขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล จึงสั่งให้เอาออกแต่ปัญหาคือ...เขาเคยชอบขนมชนิดนี้คนที่ไม่ชอบคือหลินเยว่ฮ่องเต้วางพู่กันลงช้า ๆขันทีน้อยยังยืนตัวแข็ง“วางไว้”“พ่ะย่ะค่ะ?”“ข้าบอกให้วางไว้”“พ่ะย่ะค่ะ!”ขันทีรีบวางจานลงราวกับกลัวว่าหากช้ากว่านั้นพระองค์จะเปลี่ยนพระทัยอีกรอบ แล้วถอยออกไปแทบจะทันทีเซียวจิ่งเหยียนหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งกัดหนึ่งคำหยุดเคี้ยวหวานเกินไปจริง ๆคิ้วเข้มขมวดแน่น“หลินเยว่...”ชื่อคนต้นเหตุหลุดจากปากอย่างอดไม่ได้หลังกลับคืนร่างเดิม ทุกอย่างควรกลับเข้าที่เขากลับมาเป็นฮ่องเต้หลินเยว่กลับมาเป็นหลินเยว่บาดแผลที่ได้





