พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง

พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง

By:  โย่วจื่อฉาUpdated just now
Language: Thai
goodnovel4goodnovel
Not enough ratings
30Chapters
0views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

[พระนางบริสุทธิ์ทั้งคู่ + ตามง้อภรรยาอย่างหนัก + บังคับช่วงชิงมาครอบครอง + กลับมาคืนดีกัน + จบแบบแฮปปี้] ซ่งหว่านหนิงแต่งงานกับเซี่ยหลินยวนมาสามปี ทว่าความรักความจริงใจทั้งหมดที่มีกลับไม่อาจละลายหัวใจอันเย็นชาของเขาได้เลย ในคืนฝนพรำที่มารดาป่วยหนัก เขากลับเรียกตัวหมอหลวงทั้งหมดไปเพื่ออนุนอกเรือนผู้นั้น ปล่อยให้นางไร้หนทางให้พึ่งพิง เมื่อต้องเผชิญกับความลำเอียงของเขาและการยั่วยุจากอนุนอกเรือน นางจึงตระหนักได้ว่าตนเองเป็นเพียงตัวตลก ตำแหน่งพระชายาที่แสนกล้ำกลืนนี้ นางไม่ขอเป็นอีกต่อไป! เซี่ยหลินยวนคิดเสมอว่าตนถูกบีบบังคับให้แต่งงาน และไม่มีทางหลงรักซ่งหว่านหนิง ทว่ายามที่นางเอ่ยปากขอหย่าร้าง เขากลับร้อนรนจนทำอันใดไม่ถูก พลันตระหนักรู้สติว่าตนเองทำผิดพลาดไปมหันต์เพียงใด ทว่าเมื่อได้พบกันอีกครา กลับต้องมาเห็นนางกำลังจะแต่งงานเป็นภรรยาของผู้อื่น ไม่ได้! ต่อให้ต้องถูกนางเกลียดชัง ข้าก็จะรั้งนางไว้ข้างกายให้จงได้! ปล. พระรองและบุรุษอื่นไม่อาจสอดแทรก พระเอกช่วงแรกปากแข็งเพียงไร ช่วงหลังก็ยิ่งต่ำต้อยอ้อนวอนมากเพียงนั้น

View More

Chapter 1

บทที่ 1

ค่ำคืนนั้น ภายในจวนฉีอ๋อง

ซ่งหว่านหนิงที่เพิ่งผ่านพ้นพายุอารมณ์อันเร่าร้อนมาหมาด ๆ ใบหน้าแดงซ่าน หอบหายใจแผ่วเบา

ฝ่ามือใหญ่ของเซี่ยหลินยวนทาบทับลงมาอีกครา ปลุกเร้าความรู้สึกซาบซ่านขึ้นมาอีกระลอก

“พอเถอะ...” นางไม่กล้าสบตาเขา ได้แต่พึมพำเสียงเบา

แววตาของเซี่ยหลินยวนทวีความรุ่มร้อนยิ่งขึ้น ทว่ายามที่ริมฝีปากของเขาแตะลงบนผิวคอของนาง เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องขึ้นมา ขัดจังหวะความเคลื่อนไหวของเขาลงทันที

เขาขมวดคิ้วผละกายลุกขึ้น สวมเสื้อคลุมอย่างรวดเร็วแล้วสาวเท้าเดินออกไปทันที

“ท่านจะไปที่ใด?” ซ่งหว่านหนิงแกล้งเอ่ยถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่เต็มอก

เซี่ยหลินยวนตอบโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง “ตรอกเถียนสุ่ย”

จริงสินะ สตรีในดวงใจของเขาหวาดกลัวเสียงฟ้าร้อง ทุกคราที่มีพายุฝนเช่นนี้ เขาจะต้องรีบรุดไปอยู่เป็นเพื่อนนางเสมอ

ซ่งหว่านหนิงแค่นยิ้มเย้ยหยันตนเอง นางเก็บเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายบนพื้นขึ้นมาห่อหุ้มร่างกายอย่างลวก ๆ

พระชายาที่มาจากจวนหนิงหย่วนโหวเช่นนาง ในใจของเซี่ยหลินยวนแล้ว กลับเทียบไม่ได้เลยกับอนุนอกเรือนที่ไร้ชื่อไร้ฐานะที่ตรอกเถียนสุ่ยผู้นั้น

ทว่ากลับเป็นนางเองที่ตกหลุมรักเซี่ยหลินยวนตั้งแต่แรกพบในครานั้น ถึงกับไปอ้อนวอนขอให้ไทเฮาจัดงานสมรสให้

เซี่ยหลินยวนกล่าวโทษว่านางแย่งชิงตำแหน่งภรรยาเอกไปจากสตรีที่เขารัก แต่งงานกันมาสามปี เขาไม่เคยปั้นหน้าดีต่อนางเลยแม้แต่น้อย เว้นแต่ยามอยู่บนเตียงเท่านั้น

ช่างเถิด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นนางที่รนหาที่เอง

ซ่งหว่านหนิงเรียกสาวใช้ให้ยกน้ำร้อนเข้ามา ทว่าเพิ่งจะหย่อนกายลงแช่ในถังไม้ ก็พลันได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากนอกประตู

เมื่อเงี่ยหูฟังให้ดี คล้ายจะเป็นเสียงของแม่นมจ้าวคนสนิทข้างกายมารดาของนาง ที่กำลังโวยวายขอเข้าพบนาง

นางรีบลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินออกไปสอบถาม

แม่นมจ้าวเปียกปอนไปทั้งตัว ใบหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นนางเดินออกมาก็คุกเข่าคลานเข้าไปหาพร้อมกับร้องไห้โฮ “คุณหนู! ฮูหยินแย่แล้วเจ้าค่ะ! ขอคุณหนูรีบไปดูฮูหยินเถิด!”

ซ่งหว่านหนิงรู้ดีว่าหลายปีมานี้สุขภาพของมารดาไม่สู้ดีนัก หากเป็นเพียงอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยย่อมไม่ส่งคนมารบกวนนาง คืนนี้แม่นมจ้าวถึงกับฝ่าสายฝนมาหา ย่อมต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเป็นแน่

นางตกใจจนใจหายวาบ กระทั่งเส้นผมก็ยังไม่มีเวลาเกล้าให้เรียบร้อย รีบร้องสั่งให้คนเทียมรถม้าเพื่อเร่งรุดไปยังจวนโหวทันที

“วันนี้ฮูหยินอาการปวดศีรษะกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว มื้อเย็นก็ยังไม่ได้แตะต้อง บอกเพียงว่าจะพักผ่อน ทว่าจู่ ๆ ก็หมดสติไปเจ้าค่ะ” ภายในรถม้า แม่นมจ้าวกุมมือของซ่งหว่านหนิงไว้แน่น ร่างกายสั่นเทาไปทั้งร่าง “เชิญท่านหมอมาตั้งหลายท่านก็ล้วนส่ายหน้าหมดหนทางรักษา หากไม่ใช่เพราะสิ้นไร้หนทางแล้วจริง ๆ บ่าวคงไม่กล้ามารบกวนคุณหนูในยามวิกาลเช่นนี้หรอกเจ้าค่ะ”

ซ่งหว่านหนิงส่ายหน้า เอ่ยปลอบโยนว่า “ท่านแม่ล้มป่วย คนเป็นลูกเช่นข้าจะทนดูดายได้อย่างไร มามาวางใจเถิด ข้าให้คนนำป้ายคำสั่งของจวนอ๋องเข้าไปเชิญหมอหลวงในวังมาแล้ว ท่านแม่จะต้องปลอดภัยแน่นอน”

คำพูดนี้ไม่เพียงปลอบประโลมแม่นมจ้าว แต่ยังเป็นการปลอบใจตนเองด้วย

เมื่อไปถึงจวนหนิงหย่วนโหว เหล่าท่านหมอต่างคุกเข่าหมอบกราบอยู่กับพื้นด้วยความหวาดกลัว “พระชายาโปรดอภัย ผู้น้อยสติปัญญาตื้นเขิน หมดหนทางเยียวยาแล้วจริง ๆ ขอรับ”

ซ่งหว่านหนิงเดินเข้าไปดู ก็เห็นมารดานอนนิ่งสนิทอยู่บนเตียง ลมหายใจรวยริน

หยาดน้ำตาของนางพังทลายลงมาในชั่วพริบตา นางคุกเข่าลงข้างเตียง สองมือบีบนวดฝ่ามืออันเย็นเฉียบของมารดาอย่างแผ่วเบา จิตใจว้าวุ่นสับสน ความเยือกเย็นหนักแน่นที่เคยมีมาตลอดสูญสลายไปจนสิ้น

นับตั้งแต่บิดาและพี่ชายพลีชีพในสนามรบเมื่อห้าปีก่อน นางก็เหลือเพียงมารดาที่เป็นญาติสนิทเพียงคนเดียว มารดาจะมาเป็นอะไรไปอีกไม่ได้เด็ดขาด!

เร็วเข้า! เร็วเข้าสิ! เหตุใดหมอหลวงจึงยังมาไม่ถึงอีก!

เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป บ่าวรับใช้ที่ถูกส่งไปเชิญหมอหลวงก็เร่งรุดกลับมา ทว่ากลับไร้เงาของหมอหลวงตามมาด้วย

“เรียนพระชายา หมอหลวง... หมอหลวงเขา...” บ่าวรับใช้อึกอัก ไม่กล้าเอ่ยปาก

ซ่งหว่านหนิงปาดคราบน้ำตาบนใบหน้า เดินออกจากห้องชั้นในแล้วเอ่ยถามเสียงเย็น “เกิดอันใดขึ้น?”

บ่าวรับใช้โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรงครั้งหนึ่ง จึงกล้าเอ่ยความจริงออกมา “หมอหลวงที่เข้าเวรในวังถูกท่านอ๋องเรียกตัวไปจนหมดแล้วขอรับ บ่าวได้ยินมาว่าสตรีที่ตรอกเถียนสุ่ยผู้นั้นร่างกายไม่สู้ดี ส่วนหมอหลวงที่เหลือก็ต้องคอยปรนนิบัติไทเฮา ไม่อาจปลีกตัวมาได้จริง ๆ บ่าวจึงตามไปหาท่านอ๋องที่ตรอกเถียนสุ่ย ทว่าคนทางนั้นพอได้ยินว่าเป็นพระชายาให้มาตาม ก็ลงมือไล่ตะเพิดบ่าวออกมาทันทีเลยขอรับ!”

ตรอกเถียนสุ่ยอีกแล้ว!

ซ่งหว่านหนิงกำหมัดแน่น เล็บที่อุตส่าห์ทะนุถนอมไว้เป็นอย่างดีจิกลงบนฝ่ามือจนหักลง เลือดสด ๆ ไหลริน

ภายนอกเรือนพายุฝนยังคงเทกระหน่ำ สายฟ้าแลบแปลบปลาบดังกึกก้อง

“เตรียมม้า ข้าจะเข้าวังด้วยตัวเอง!”

ท่ามกลางเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจของเหล่าสาวใช้และบ่าวชาย ซ่งหว่านหนิงพุ่งพรวดออกไปท่ามกลางสายฝนโดยไม่แม้แต่จะหยิบร่ม

นางลืมไปแล้วว่าตนเองไม่ได้ขี่ม้ามานานเพียงใด อีกทั้งม้าที่ใช้เทียมรถก็ตัวสูงใหญ่เป็นพิเศษ การจะพลิกตัวขึ้นไปนั่งคร่อมจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งนัก

นางรอนแรมทุลักทุเลมาจนถึงหน้าประตูวัง ซ่งหว่านหนิงทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ทุบประตูทองแดงบานหนาหนักอย่างสุดกำลัง

พระชายาฉีอ๋อง สกุลซ่ง ขอเข้าพบไทเฮา! ขอไทเฮาโปรดเมตตา ช่วยชีวิตมารดาของหม่อมฉันด้วยเถิด!”

เหล่านางกำนัลและขันทีต่างรีบกางร่มออกมารับหน้า ทว่ากลับไม่ยอมปล่อยให้นางเข้าไป “พระชายาโปรดกลับไปเถิด ไทเฮาทรงบรรทมแล้ว”

ซ่งหว่านหนิงทรุดฮวบลงกับพื้น อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลน เส้นผมหลุดลุ่ย สภาพน่าสังเวชถึงขีดสุด

นางไม่สนใจธรรมเนียมหรือความละอายอันใดอีกต่อไป คุกเข่ารั้งชายเสื้อของขันทีเอาไว้ น้ำเสียงแหบพร่า “ขอร้องกงกง ปล่อยให้ข้าเข้าไปพบไทเฮาสักครั้งเถิด นี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย...”

“พระชายาทำเช่นนี้จะทำให้บ่าวอายุสั้นลงนะขอรับ!” ขันทีผู้นั้นเคยเห็นสถานการณ์เช่นนี้เสียที่ใด รีบคุกเข่าลงด้วยความตกใจกลัว “ขอพระชายาโปรดเห็นใจบ่าวด้วยเถิด หากรบกวนเวลาพักผ่อนของไทเฮา ต่อให้มีสักร้อยหัวก็คงไม่พอให้ตัดหรอกขอรับ!”

“หว่านหนิง?”

บุรุษในชุดสีน้ำเงินกางร่มเดินเข้ามา เขาขมวดคิ้วพร้อมกับประคองนางให้ลุกขึ้นจากพื้น

ซ่งหว่านหนิงเงยหน้าขึ้นมอง เป็นลู่จิ่งจือนั่นเอง

ทั้งสองรู้จักกันมาตั้งแต่เยาว์วัย นับว่าเป็นเพื่อนร่วมเติบโตมาด้วยกัน เขาเกิดในตระกูลหมอ มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ยามนี้กำลังรับราชการอยู่ในสำนักหมอหลวง

“ใต้เท้าลู่!” นางคว้าแขนเสื้อของลู่จิ่งจือเอาไว้ราวกับคว้าฟางช่วยชีวิต “ขอร้องใต้เท้าลู่ ช่วยมารดาของข้าด้วยเถิด!”

“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?” ลู่จิ่งจือรีบเอ่ยถาม

“ท่านแม่ของข้าล้มป่วย ตามหมอมาหลายคนก็ล้วนหมดหนทางรักษา จึงต้องเข้าวังมาเชิญหมอหลวง” ซ่งหว่านหนิงแยกไม่ออกแล้วว่าบนใบหน้าของนางคือน้ำฝนหรือน้ำตา “แต่หมอหลวงในวังกลับถูกเซี่ยหลินยวนเรียกตัวไปที่ตรอกเถียนสุ่ย เพื่อรักษาอนุนอกเรือนของเขาจนหมด ข้าจึงจำใจต้องมาขอร้องไทเฮา...”

เมื่อลู่จิ่งจือได้ฟังก็ขบกรามแน่น “เซี่ยหลินยวนถึงกับกล้าทำกับเจ้าเช่นนี้เชียวหรือ!”

ซ่งหว่านหนิงหลับตาลง เผยรอยยิ้มขมขื่น “หลายปีมานี้ ข้าชินชาเสียแล้ว”

“ช่างเถิด” ลู่จิ่งจือเอียงร่มไปทางร่างของนาง “คืนนี้ความจริงไม่ใช่เวรของข้า ข้าเพียงมาหยิบตำราแพทย์ที่สำนักหมอหลวง โชคดีที่บังเอิญมาพบเจ้า พาข้าไปดูอาการฮูหยินซ่งก่อนเถิด”

“ขอบใจมาก”

เมื่อซ่งหว่านหนิงพาลู่จิ่งจือเร่งรุดกลับมาถึงจวนโหว ฮูหยินซ่งก็เหลือเพียงลมหายใจรวยรินแล้ว

ลู่จิ่งจือตรวจชีพจรเสร็จ สีหน้าก็พลันเคร่งเครียดขึ้นมา เขาส่ายหน้าช้า ๆ

กระทั่งลู่จิ่งจือก็ยังหมดหนทาง ซ่งหว่านหนิงไม่รู้ว่าจะมีใครหน้าไหนในใต้หล้านี้สามารถช่วยชีวิตมารดาของตนได้อีก นางมิอาจฝืนกลั้นความเศร้าโศกได้อีกต่อไป ยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้โฮ

“ฮูหยินซ่งมีเรื่องให้ต้องวิตกกังวลมากเกินไป การที่สามารถหยัดยืนมาได้จนถึงป่านนี้นับว่าไม่ง่ายเลย” ลู่จิ่งจือทอดถอนใจ “ข้าพอจะฝังเข็มให้นางได้สติขึ้นมาสักครู่ได้ ทว่าท้ายที่สุดก็เป็นเพียงแสงสว่างเฮือกสุดท้ายก่อนดับสูญ ไร้หนทางยื้อชีวิตกลับคืนมาแล้ว”

“ได้” ซ่งหว่านหนิงพยักหน้าอย่างยากลำบาก

หลังฝังเข็มเสร็จสิ้น ฮูหยินซ่งก็ค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ “หนิงเอ๋อร์ เจ้ามาแล้ว”

ซ่งหว่านหนิงขยับเข้าไปใกล้ พยายามฝืนยิ้มออกมาให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด “ท่านแม่ ลูกอกตัญญู มาช้าเกินไปเจ้าค่ะ”

ฮูหยินซ่งส่ายหน้า แววตาเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู “ร่างกายของแม่ แม่ย่อมรู้ดีที่สุด ยามนี้กำลังจะได้ไปอยู่พร้อมหน้ากับพ่อและพี่ชายของเจ้า ก็นับว่าเป็นการหลุดพ้นอย่างหนึ่ง ทว่าสิ่งเดียวที่แม่ยังคงวางใจไม่ลงก็คือเจ้า”

“มะ ไม่...” ซ่งหว่านหนิงสะอื้นไห้จนพูดไม่ออก

ฮูหยินซ่งลูบหลังมือของนางเบา ๆ “สิบปีก่อนตอนที่พ่อของเจ้านำทัพออกศึก เจ้าถูกรับตัวเข้าวังไปเป็นตัวประกัน นับแต่นั้นมาเจ้าก็ไม่ค่อยยิ้มแย้มเหมือนตอนยังเด็ก ภายหลังพอบอกว่าพึงใจฉีอ๋อง หลังจากแต่งงานกับเขาแล้ว แม่ก็เห็นว่าเจ้าไม่ได้มีความสุขเลยสักนิด”

พอเอ่ยถึงเซี่ยหลินยวน ซ่งหว่านหนิงก็พลันอยากจะหัวเราะออกมา ในยามที่นางไร้ที่พึ่งและตกต่ำถึงขีดสุดเช่นนี้ เขาคงกำลังพลอดรักอย่างดูดดื่มอยู่กับหญิงในดวงใจกระมัง

เมื่อคิดได้เช่นนี้ หัวใจกลับบีบรัดแน่นโดยไร้สาเหตุ พาลให้บาดแผลบนฝ่ามือปวดหนึบกำเริบขึ้นมาพร้อมกัน

เดิมทีคิดว่าตนเองชาชินไปนานแล้ว ทว่ากลับยังคงเจ็บปวดร้าวราญถึงขั้วหัวใจ

ความรักข้างเดียวตลอดสามปีที่ผ่านมา ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงการทุ่มเทให้ผิดคน ผิดมหันต์เสียด้วย

สามีเช่นนี้ นางยังจะต้องการอยู่อีกหรือ?

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
30 Chapters
บทที่ 1
ค่ำคืนนั้น ภายในจวนฉีอ๋องซ่งหว่านหนิงที่เพิ่งผ่านพ้นพายุอารมณ์อันเร่าร้อนมาหมาด ๆ ใบหน้าแดงซ่าน หอบหายใจแผ่วเบาฝ่ามือใหญ่ของเซี่ยหลินยวนทาบทับลงมาอีกครา ปลุกเร้าความรู้สึกซาบซ่านขึ้นมาอีกระลอก“พอเถอะ...” นางไม่กล้าสบตาเขา ได้แต่พึมพำเสียงเบาแววตาของเซี่ยหลินยวนทวีความรุ่มร้อนยิ่งขึ้น ทว่ายามที่ริมฝีปากของเขาแตะลงบนผิวคอของนาง เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องขึ้นมา ขัดจังหวะความเคลื่อนไหวของเขาลงทันทีเขาขมวดคิ้วผละกายลุกขึ้น สวมเสื้อคลุมอย่างรวดเร็วแล้วสาวเท้าเดินออกไปทันที“ท่านจะไปที่ใด?” ซ่งหว่านหนิงแกล้งเอ่ยถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่เต็มอกเซี่ยหลินยวนตอบโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง “ตรอกเถียนสุ่ย”จริงสินะ สตรีในดวงใจของเขาหวาดกลัวเสียงฟ้าร้อง ทุกคราที่มีพายุฝนเช่นนี้ เขาจะต้องรีบรุดไปอยู่เป็นเพื่อนนางเสมอซ่งหว่านหนิงแค่นยิ้มเย้ยหยันตนเอง นางเก็บเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายบนพื้นขึ้นมาห่อหุ้มร่างกายอย่างลวก ๆพระชายาที่มาจากจวนหนิงหย่วนโหวเช่นนาง ในใจของเซี่ยหลินยวนแล้ว กลับเทียบไม่ได้เลยกับอนุนอกเรือนที่ไร้ชื่อไร้ฐานะที่ตรอกเถียนสุ่ยผู้นั้นทว่ากลับเป็นนางเองที่ตกหลุมรักเซี่ยหลินยวนตั
Read more
บทที่ 2
ฮูหยินซ่งเห็นนางเหม่อลอยก็ถอนหายใจ “เจ้าเป็นเด็กที่เชื่อฟังและรู้ความมาโดยตลอด หากแม่ไม่อยู่แล้ว หวังเพียงว่าเจ้าจะดูแลตัวเองให้ดี และใช้ชีวิตให้มีความสุขขึ้นบ้าง”กล่าวจบก็หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า ท่อนแขนตกลงข้างเตียงลู่จิ่งจือจับชีพจรของนางแล้วเอ่ยเสียงเบา “โปรดหักห้ามใจเถิด”ซ่งหว่านหนิงนั่งนิ่งงันอยู่บนหัวเตียง แววตาว่างเปล่าไร้ประกาย ริมฝีปากของนางสั่นระริกคล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใด ทว่าเสียงกลับจุกอยู่ที่ลำคอ ไม่อาจเปล่งออกมาได้เลยเหล่าสาวใช้และหญิงรับใช้เบื้องหลังต่างคุกเข่าลงกับพื้น เสียงสะอื้นไห้ดังระงมขึ้นอย่างต่อเนื่องนางหยัดกายลุกขึ้น หมายจะจัดการเรื่องงานศพของมารดา ทว่าเบื้องหน้าพลันมืดมิดแล้วสลบไสลไปเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกคราฟ้าก็สว่างโร่แล้ว ซ่งหว่านหนิงพบว่าตนเองตื่นขึ้นมาบนเตียง สองมือถูกพันด้วยผ้าขาวไว้หลายทบ คาดว่าคงทายาให้แล้ว จึงไม่ได้ปวดร้าวเช่นเดิมอีกแม่นมจ้าวเห็นนางลุกขึ้นจึงเอ่ยอธิบาย “เมื่อคืนหมอหลวงลู่ทายาให้คุณหนูแล้วก็กลับไปเจ้าค่ะ ทั้งยังกำชับว่ามือของท่านห้ามโดนน้ำเด็ดขาด พวกบ่าวเห็นท่านเหนื่อยล้าเกินไป จึงย้ายท่านมาพักผ่อนที่ห้องปีก และเปลี่ยนเสื้อผ
Read more
บทที่ 3
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?” เซี่ยหลินยวนหรี่ตาลง จ้องมองนางด้วยสายตากดดันข่มขวัญซ่งหว่านหนิงลุกขึ้นยืนสบตากับเขา “ข้าบอกว่า ข้าต้องการหย่า”เขาปล่อยเฉียวอวี๋เอ๋อร์ในอ้อมกอด มือข้างหนึ่งบีบไหล่นางไว้แน่นพลางแค่นหัวเราะหยัน “ตอนนั้นเป็นเจ้าที่อาศัยความดีความชอบของตระกูลดึงดันจะแต่งงานกับข้าให้ได้ มาบัดนี้นึกจะไปก็ไปงั้นหรือ? เจ้าเห็นข้าเป็นสิ่งใดกัน? เป็นของเล่นของคุณหนูใหญ่ซ่งเช่นเจ้าหรือไร?”“ช่างน่าประหลาดนัก แต่งงานกันมาสามปีไม่มีวันใดที่ท่านพอใจ มาบัดนี้ข้าต้องการหย่า ท่านกลับไม่ยินยอมเสียนี่?” ซ่งหว่านหนิงดิ้นรนสองสามครั้งพบว่าไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย จึงปล่อยตัวตามสบายให้เขาบีบ “กองกำลังเก่าที่เหลือของท่านพ่อข้าก็ตกอยู่ใต้สังกัดท่านจนหมดสิ้นแล้ว ท่านยังต้องการสิ่งใดอีก?”“เจ้ามองข้าเช่นนี้เองหรือ?” นัยน์ตาของเซี่ยหลินยวนราวกับจะพ่นไฟออกมา“แล้วท่านหวังให้ข้ามองท่านเช่นไรเล่า?” นางตอบโต้โดยไม่ยอมอ่อนข้อให้เช่นกันเฉียวอวี๋เอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ท่านอ๋องอย่าได้ถือสากับพระชายาเลยเจ้าค่ะ พระชายาเพียงกล่าวด้วยความโมโห ถือเป็นจริงเป็นจังมิได้หรอกเจ
Read more
บทที่ 4
“เอ่อ ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายนัก จึงอยากให้เขาช่วยตรวจดูเสียหน่อย” ซ่งหว่านหนิงแต่งข้ออ้างขึ้นมาส่งเดช หน้าประตูจวนโหวผู้คนพลุกพล่านมากความ จะให้มายืนป่าวประกาศว่า “ท่านลืมให้ข้าดื่มยาห้ามครรภ์ ข้าจึงต้องไปจัดยาเอง” ได้อย่างไรกัน หากเป็นเช่นนั้นนางคงกลายเป็นตัวตลกไปทั่วทั้งเมืองหลวงเป็นแน่“ใครก็ได้ ไปเชิญหมอหลวงจางที่สำนักหมอหลวงมา” เซี่ยหลินยวนสั่งการองครักษ์ผู้ติดตามเสร็จสิ้น ก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วคว้ามือนางมากุมไว้ ท่าทางเป็นธรรมชาติยิ่งนัก “มีข้าอยู่ทั้งคน ไม่เห็นต้องไปตามลู่จิ่งจือ”ซ่งหว่านหนิงชักสงสัยว่าเขาเคยไปเล่นงิ้วที่โรงมหรสพมาหรือเปล่า ทักษะการแสดงถึงได้ยอดเยี่ยมปานนี้ ช่างแตกต่างจากเมื่อเช้าที่จวนอ๋องราวกับเป็นคนละคนไม่รู้ว่ากำลังวางแผนร้ายอันใดอยู่อีกต่อหน้าผู้คนมากมาย นางเองก็ไม่อาจสะบัดหนี ได้แต่ปล่อยให้เขาจูงมือเดินเข้าไปด้านในด้วยกัน“ข้าสั่งโบยบ่าวเฝ้าประตูเมื่อคืนจนตายไปแล้ว” เซี่ยหลินยวนเอ่ยขึ้นกะทันหัน “เป็นเขาที่จงใจปิดบัง สมควรตายแล้ว”“อืม”“ร่างกายของเฉียวอวี๋เอ๋อร์อ่อนแอนัก มักจะล้มหมอนนอนเสื่ออยู่เป็นประจำ เมื่อคืนข้าร้อนใจเกินไปจึงได้เชิญหมอหลว
Read more
บทที่ 5
ซ่งหว่านหนิงโกรธจัดจนเผลอหัวเราะออกมา “ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าสวมชุดของข้า?”เฉียวอวี๋เอ๋อร์มีสีหน้าตื่นตระหนก ทว่าน้ำเสียงกลับดัดจริตเสแสร้ง “ท่านอ๋องอนุญาตให้บ่าวเดินเหินในจวนได้ตามสบาย บ่าวไม่ทราบว่านี่คือเรือนของคุณหนู เพียงเห็นว่าชุดนี้งดงามยิ่งนักจึงลองสวมดูเจ้าค่ะ...”“ถอดออก” ซ่งหว่านหนิงเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเย็นชานางไม่อยู่เพียงสามวัน เฉียวอวี๋เอ๋อร์ก็เข้ามาชุบมือเปิบแย่งชิงที่ของนางไปเสียแล้ว บ่าวไพร่ในจวนก็ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวาง เกรงว่าคงเป็นคำสั่งของเซี่ยหลินยวนเฉียวอวี๋เอ๋อร์สวมอาภรณ์ของนาง พำนักอยู่ในห้องของนาง ไม่แน่ว่าอาจจะร่วมเตียงกับเซี่ยหลินยวนบนเตียงของนางไปแล้ว…ซ่งหว่านหนิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบจะอาเจียนออกมา“นังบ่าวชั้นต่ำ เจ้ากล้าดีอย่างไรมาสวมชุดของคุณหนู!” หลีรุ่ยทนดูไม่ไหว กระโจนเข้าไปหมายจะถอดชุดบนร่างของเฉียวอวี๋เอ๋อร์ออก ทั้งสองจึงยื้อยุดฉุดกระชากกันชุลมุน“เอะอะอันใดกัน?”เซี่ยหลินยวนพุ่งพรวดเข้ามา เขาตวัดเท้าเตะหลีรุ่ยจนล้มคว่ำ ก่อนจะประคองเฉียวอวี๋เอ๋อร์ลุกขึ้นจากพื้นแล้วโอบกอดปกป้องไว้ในอ้อมอก“ท่านอ๋อง ช่วยบ่าวด้วยเจ้าค่ะ...” เฉียวอว
Read more
บทที่ 6
“ไม่” ซ่งหว่านหนิงตอบกลับอย่างหนักแน่นเด็ดขาด“เหตุใดเล่า?” เขาพยายามข่มโทสะ ความอดทนใกล้จะหมดลงเต็มทีนางแค่นหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำเย็นชาออกมาว่า “ข้าขยะแขยง”“ขยะแขยงหรือ?” เซี่ยหลินยวนลุกขึ้นแล้วก้าวเข้าไปหานางทีละก้าว ขบกรามแน่นจนเกิดเสียงดังกรอด “รังเกียจเรือนหลังนั้น หรือว่ารังเกียจข้ากันแน่?”เขาหยุดยืนอยู่หน้าเตียง ยื่นมือออกไปเชยคางซ่งหว่านหนิงขึ้น บังคับให้นางสบตาเขาอาจเพราะกลัวว่าจะรบกวนการนอนของนาง เทียนในห้องจึงจุดไว้เพียงไม่กี่เล่ม แสงสว่างเดิมทีก็สลัวอยู่แล้วซ่งหว่านหนิงถูกกักขังอยู่ใต้เงาร่างของเขา เบื้องหน้ามองเห็นเพียงแววตาดำมืดลึกล้ำ ชวนให้อึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออกทว่านางไม่อยากยอมแพ้ จึงเชิดหน้าขึ้นถามอย่างดื้อดึง “ต่างกันด้วยหรือ?”แรงบีบที่ปลายคางเพิ่มขึ้นฉับพลัน ทำเอานางเจ็บจนต้องนิ่วหน้าเซี่ยหลินยวนโน้มตัวลงมาประทับจูบ ลมหายใจร้อนระอุรุกรานเข้ามาในโพรงปากของนางอย่างเอาแต่ใจ มือข้างหนึ่งยังกดท้ายทอยของนางไว้แน่นเพื่อไม่ให้หลบหนีซ่งหว่านหนิงเบิกตากว้าง พยายามดิ้นรนปัดป้องด้วยมือและเท้า ทว่าต่อให้ทุ่มเทแรงกายทั้งหมดก็ไม่อาจหลุดพ้นจากการพันธนากา
Read more
บทที่ 7
คนอื่นไม่รู้ ทว่าซ่งหว่านหนิงกลับรู้ที่มาของจี้หยกชิ้นนั้นกระจ่างแก่ใจหัวขโมยชี้นิ้วใส่เจ้าของแล้วกล่าวหาว่าเป็นคนขโมยของไป ช่างน่าขันสิ้นดีน้ำเสียงของนางไม่ดังนัก ทว่าเด็ดขาดไม่อาจโต้แย้ง “วันนี้หากผู้ใดกล้าปล่อยให้นางเข้ามา ก็จงไปรับโทษโบยยี่สิบไม้ด้วยตัวเองเสีย”เดิมทีเหล่าบ่าวไพร่ก็ได้รับคำสั่งจากเซี่ยหลินยวนให้เฝ้าเรือนไว้ให้ดีอยู่แล้ว พอได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ ก็ยิ่งทุ่มเทสุดกำลังปิดกั้นประตูเรือนเอาไว้ ไม่ยอมให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปแววตาของเฉียวอวี๋เอ๋อร์ปรากฏร่องรอยโหดเหี้ยมพาดผ่าน “บ่าวก็แค่อยากจะมาลองค้นหาดู หากไม่มีก็แล้วกันไป พระชายาขัดขวางถึงเพียงนี้ หรือว่าจะร้อนตัวเจ้าคะ?” “ไม่ต้องมายั่วโทสะข้า ใครเป็นขโมย เจ้ากับข้าย่อมรู้อยู่แก่ใจประดุจกระจกใส” ซ่งหว่านหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง “คิดจะค้นเรือนของข้า เจ้าคู่ควรหรือ?”นางสมควรเคียดแค้นเฉียวอวี๋เอ๋อร์ เป็นเฉียวอวี๋เอ๋อร์ที่ขโมยของแทนใจไป แย่งชิงชายที่นางรักที่สุด และทำให้นางต้องทนทุกข์ทรมานราวกับตายทั้งเป็นตลอดสามปีที่ผ่านมาทว่าความเคียดแค้นทั้งมวล ล้วนถือกำเนิดขึ้นจากความรักที่นางมีต่อเซี่ยหลินยวนบัดนี้นางปล่อยวางความ
Read more
บทที่ 8
ยามซ่งหว่านหนิงฟื้นคืนสติ นางรู้สึกปวดศีรษะแทบระเบิด กระดูกทั่วร่างราวกับแตกหัก ไร้เรี่ยวแรงจะขยับเขยื้อนลำคอแห้งผากอย่างหนัก แม้แต่การผ่อนลมหายใจก็ยังยากลำบากยิ่งนักนางขยับนิ้วมืออย่างยากเย็น เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ใครก็ได้...”หลีรุ่ยที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นนางลืมตา ก็ดีใจจนน้ำตาร่วงหล่นทันที “คุณหนู ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว!”ซ่งหว่านหนิงเอ่ยถาม “เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่? พวกเขาได้สร้างความลำบากให้เจ้าหรือเปล่า?”“ไม่เป็นไร บ่าวไม่เป็นไรเจ้าค่ะ...” หลีรุ่ยสะอื้นไห้จนแทบไม่เป็นคำ “คุณหนูหมดสติไปถึงสองวันเต็ม ทำเอาบ่าวตกใจแทบแย่...”“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว…” ซ่งหว่านหนิงฝืนยิ้มบาง ๆ ออกมา พลางลูบหลังมือของนางนางรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน เปลือกตาราวกับถูกถ่วงด้วยหินพันชั่งจนแทบจะลืมไม่ขึ้น นึกอยากจะหลับใหลต่อไปอีกคราน้ำเสียงของเซี่ยหลินยวนพลันดังขึ้นข้างกาย “ในที่สุดก็ฟื้นแล้วหรือ?”ซ่งหว่านหนิงหันไปมอง เขาเดินเข้ามาจากนอกประตูโดยมีองครักษ์สองคนช่วยประคอง ใบหน้าซีดเซียวดูซูบผอมลงเล็กน้อย คล้ายกับว่าได้รับบาดเจ็บมานางเบือนหน้า
Read more
บทที่ 9
“ซ่งหว่านหนิง!” เซี่ยหลินยวนแผดเสียงตะคอกอย่างเสียสติ “เหตุใดเจ้าถึงต้องคอยต่อปากต่อคำ ไม่มีความอ่อนโยนอย่างที่สตรีพึงมีเลยแม้แต่น้อย! หากเจ้าว่านอนสอนง่ายได้สักครึ่งของเฉียวอวี๋เอ๋อร์ เรื่องราวก็คงไม่บานปลายมาจนถึงขั้นนี้หรอก!”เอ่ยจบเขาก็พลันชะงักงันอยู่กับที่ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก แววตาเลื่อนลอยไร้จุดหมายเขาเฝ้านางมาถึงสองวัน ปวดใจมาถึงสองวัน ทั้งที่ตั้งใจไว้ว่าหากนางฟื้นขึ้นมาจะพูดคุยด้วยดี ๆ ทว่าพออ้าปากเอ่ยออกไปกลับกลายเป็นมีดกรีดแทงจิตใจคนไปเสียได้ ท้ายที่สุดแล้วเหตุใดเรื่องราวถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้?เมื่อมองดูท่าทีที่ราวกับคนเสียสติของเขา ซ่งหว่านหนิงกลับรู้สึกเพียงว่าช่างน่าขันนักนางแต่งงานกับเขามาสามปี เชื่อฟังเขาทุกอย่าง งานในเรือนก็คอยดูแลปรนนิบัติเรื่องอาหารการกินและกิจวัตรประจำวันของเขาอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง งานนอกเรือนก็วางตัวสำรวมสง่างามทำหน้าที่พระชายาของเขาอย่างดีที่สุด แล้วสิ่งที่แลกกลับมาเล่าคือสิ่งใด?คือความเมินเฉยและเย็นชาที่เขามีให้วันแล้ววันเล่า คือการที่เขานึกถึงนางเฉพาะยามที่ต้องการ พอหมดประโยชน์ก็ทิ้งขว้างราวกับรองเท้าขาด ๆ คู่หนึ่งเขา
Read more
บทที่ 10
องค์รัชทายาทมองขอบตาที่แดงก่ำของนางด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างเนิบช้า “สิบห้าปีก่อน ท่านโหวผู้เฒ่าซ่งออกศึกแล้วพาดรุณีน้อยวัยห้าขวบผู้หนึ่งกลับมาด้วย ใช่หรือไม่?”ประโยคนี้ราวกับอสนีบาตฟาดฟันกลางวันแสก ๆ ฟาดใส่ซ่งหว่านหนิงอย่างจัง ชั่วขณะนั้นคล้ายมีบางสิ่งจุกอุดตันและกดทับอยู่ในลำคอ ทำให้นางไม่อาจแม้แต่จะพ่นลมหายใจออกมาได้สิบห้าปีก่อน ท่านพ่อได้พาเด็กหญิงผู้หนึ่งกลับมาจริง ๆ เด็กหญิงผู้นั้นอายุเท่ากันกับนาง ทั้งยังมีรูปโฉมคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง ท่านแม่เป็นผู้ตัดสินใจให้เด็กหญิงผู้นั้นมาเป็นสาวใช้ข้างกายของนางยามนั้นเป็นช่วงวสันตฤดู ดอกท้อกำลังเบ่งบาน นางเป็นคนตั้งชื่อให้เด็กหญิงผู้นั้นด้วยตนเองว่าเถาจือซ่งหว่านหนิงหันขวับไปมองเซี่ยหลินยวนอย่างเหม่อลอย พบว่านัยน์ตาของเขาเป็นประกาย สีหน้าเจือแววยินดีและคาดหวังอยู่หลายส่วนดูเหมือนว่า เขาก็เดาออกแล้วเช่นกัน“ใช่แล้ว แล้วอย่างไรเล่า?” นางกลืนความขมขื่นลงคอ แสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ“ยี่สิบเอ็ดปีก่อน ท่านโหวผู้เฒ่าซ่งออกศึกที่ซีเซี่ย เคยมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนที่ชายแดน” องค์รัชทายาทรับน้ำชาที่บ่าวรับใช้ส่งให้ ถือไว้ในมือโดยไม่
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status