เข้าสู่ระบบ“รอดูเถอะว่าเจ้านี่กินสิ่งใดเข้าไป” นางไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม ก่อนจะนำใบวารีห้าแฉกให้น
การรักษาเช่นนี้นางพึ่งทดลองเป็นครั้งแรกโดยใช้เส้าหว่านโจวเป็นหนูทดลองอย่างสบโอกาสนี่เป็นวิชารักษาโดยใช้พลังที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว เพียงแต่ว่ามันฝึกฝนได้ยาก และถ้าหากว่ามีพลังที่ไม่มั่นคง โอกาสที่จะเกิดผลกระทบต่อผู้ใช้จึงมีค่อนข้างสูงดังนั้นตำราเหล่านั้นจึงค่อย ๆ เลือนหายไปจากแผ่นดินนี้ตามกาลเวลา แน่นอนว่าในมิติจิตของไป๋เสวี่ยมีของพวกนี้อยู่มากมายนับไม่ถ้วน และที่นางแสดงออกมาก็เป็นเพียงแค่การใช้พลังรักษาขั้นต้นเท่านั้นเองยังต้องฝึกฝนอีกมากจึงจะสมบูรณ์แบบ“เรียบร้อยแล้ว หากเขาฟื้นก็นำโอสถให้เขากิน”ไป๋เสวี่ยไม่อธิบายเพียงยื่นโอสถไปให้หย่งคังเล่อ ซึ่งอีกฝ่ายก็รับโอสถไปโดยสติที่ไม่ใคร่จะอยู่กับตัวนักและโอสถที่ไป๋เสวี่ยให้ไปก็เป็นโอสถกายาแกร่งและโอสถสลายพิษ เพื่อให้เส้าหว่านโจวมีชีวิตอยู่ในป่าร้อยอสูรต่อไปได้“นี่...” หย่งคังเล่อรู้สึกพูดไม่ออกราวกับถูกตีด้วยของแข็งอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับหวังลู่เจ๋อและเมิ่งหลานที่ในที่สุดพวกเขาก็ได้รู้เสียทีว่าไป๋เสวี่ยเป็นผู้ใช้โอสถระดับใดนางถึงกับเป็นผู้ใช้โอสถระดับเซียนขั
การจะรักษาจำเป็นต้องรีบกำจัดสมุนไพรที่มีผลกับละอองพิษจากร่างของเส้าหว่านโจวเสียก่อน เส้าหว่านโจวในยามนี้แทบจะไร้สติแล้วเพราะฉะนั้นจะหวังพึ่งให้เขาใช้พลังตนกำจัดสมุนไพรชนิดนั้นออกมาย่อมต้องเป็นไปไม่ได้และที่สำคัญไป๋เสวี่ยก็ไม่รู้แน่ชัดว่าสมุนไพรตัวใดที่มีปัญหากับร่างกายของเขา และเพราะว่าไม่รู้แน่ชัดจึงจำเป็นจะต้องกำจัดสมุนไพรที่แฝงไปกับโอสถออกมาทั้งหมด ทำให้มันเปลืองแรงนางมากเกินไปร่างเล็กขยับมายืนอยู่เบื้องหน้าของเส้าหว่านโจวและปลดปล่อยพลังของตนออกมา ก่อนจะมีเถาวัลย์สีเขียวขจีบิดเกลียวรอบ ๆ ดอกไม้สีขาวรูปร่างประหลาดตาและเปล่งแสงระยิบระยับ หากมองดี ๆ จะเห็นว่ามันคือประกายของไอเย็นตั้งแต่ไป๋เสวี่ยเรียกใช้พลังได้ พลังของนางก็มีไอเย็นแฝงเช่นนี้มาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลพวงมาจากไอเย็นที่นางได้รับจากพิษของอสรพิษเหมันต์ นอกจากมันจะทำให้ร่างกายของนางเย็นแล้ว มันยังส่งผลต่อพลังของนางอีกด้วยโชคยังดีที่มันส่งผลไปในทางที่ดี ไม่เช่นนั้นไป๋เสวี่ยคงจะหัวเสียกับเรื่องนี้ไม่ใช่น้อยและเมื่อปล่อยพลังธาตุออกมา เถาวัลย์ก็ถูกส่งไปโอบล้อมร่างกายของเส้าหว่านโจว พยา
ทุกคนต่างก็ชะงักไปเมื่อไป๋เสวี่ยพูดจบ หนึ่งพันเหรียญทองถือว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก เพราะเส้าหว่านโจวและเหล่าองครักษ์ ถ้าจะให้พูดตรง ๆ สำหรับขุมอำนาจแล้ว พวกเขาไม่ได้มีค่ามากมายถึงเพียงนั้นหากตายไปก็ยังสามารถหาคนใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ อีกทั้งน่าจะคุ้มค่ากับเงินจำนวนหนึ่งพันเหรียญทองมากกว่าแล้วหย่งคังเล่อจะยอมเสียเหรียญทองมากขนาดนั้นเพื่อคนคนนี้หรือ“เสวี่ยเอ๋อร์” เมิ่งหลานกำลังจะช่วยพูดแต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อสบสายตาของน้องสาวสายตาที่สั่งห้ามไม่ให้เขาพูดคำใดออกมา หากบอกว่าไป๋เสวี่ยเป็นเด็ก ก็ต้องบอกว่านางเป็นเด็กที่มีความน่ากลัวและน่าเกรงขามมากที่สุดแล้ว“เห็นโอสถของข้าแล้วไม่ใช่หรือ หากนำไปประมูลคงได้มากกว่าหนึ่งพันเหรียญทองเป็นแน่” ไป๋เสวี่ยพูดต่อและสิ่งที่นางพูดก็ถูกต้องโอสถที่สามารถออกฤทธิ์ได้ทันทีเช่นนี้ หากนำไปประมูลจะต้องได้มากกว่านี้แน่“ก็ได้” หย่งคังเล่อผงกศีรษะรับเหรียญทองเพียงเท่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอันใดต่อเขามากนัก หากต้องแลกเอาคนที่ซื่อสัตย์และภักดีอย่างแท้จริงกลับคืนมาต้องทราบก่อนว่าตระกูลหย่งนอกจากจะ
“เขามีพลังยุทธ์อยู่ในระดับสูงเท่านั้น เพราะกลัวว่ารับพลังกดดันในป่าร้อยอสูรไม่ได้ จึงได้กินโอสถกายาแกร่งเข้าไปก่อนจะเข้ามาภายในป่าร้อยอสูรชั้นใน โอสถกายาแกร่ง ช่วยให้เขาทนรับพลังกดดันภายในป่าร้อยอสูรชั้นในได้ก็จริง แต่มันป้องกันพิษไม่ได้ ทั้งสมุนไพรในการปรุงโอสถกายาแกร่ง ก็เป็นสมุนไพรที่ไม่ถูกกับพิษที่เขาได้รับไปและนั่นก็ทำให้เขาเป็นเช่นนี้”ไป๋เสวี่ยอธิบายอย่างไม่รีบร้อน ไม่ได้สนว่ามีคนกำลังนอนดิ้นอย่างทรมานอยู่ตรงหน้าโอสถกายาแกร่ง เป็นโอสถที่ปรุงไม่ยาก สามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมาชั่วขณะ ไม่สามารถกินติดต่อกันมาก ๆ ได้ เพราะจะลดทอนพลังการฝึกปรือในร่างกายของผู้ใช้ลงไปถือเป็นโอสถที่ผู้ใช้โอสถแทบทุกคนจะต้องปรุงได้ก่อนจะขึ้นมาเป็นผู้ใช้โอสถระดับจิตวิญญาณ แน่นอนว่าผู้ใช้โอสถในตระกูลไป๋ทุกคน ต่างก็ปรุงโอสถชนิดนี้ได้กันทั้งหมดแล้ว“อาการของเขาแย่มากใช่หรือไม่” หย่งคังเล่อถามไป๋เสวี่ยอีกครั้งแม้ว่าเมื่อครู่เขาจะพูดราวไม่สนใจว่าเส้าหว่านโจวจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร แต่ถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็เติบโตมาพร้อมกับเขา เป็นคนของตระกูลหย่งและยังเป็นหนึ่งในคนที่ซื
แน่นอนว่าเพราะไป๋เสวี่ยเป็นคนสำคัญของพวกเขา หากไป๋เสวี่ยไม่ชอบ พวกเขาย่อมต้องไม่ชอบ หากไป๋เสวี่ยเกลียด พวกเขาย่อมต้องเกลียดตามไปด้วยจื่อซู่หันไปมองไป๋เสวี่ยราวกับว่ากำลังรอคำสั่งโดยที่ไม่พูดคำใดออกมา ซึ่งไป๋เสวี่ยนั้นเข้าใจดี จื่อซู่ต้องการจะถามนางว่าต้องการให้ป้อนโอสถแก่เส้าหว่านโจวหรือไม่“พอแล้ว โอสถนั่นใช้กับเขาไม่ได้ผล” ไป๋เสวี่ยพูดพลางส่ายหน้าจื่อซู่จึงผละออกมาจากเส้าหว่านโจว ก่อนจะเหลือบไปมององครักษ์คนอื่น ๆ ที่เขาได้ป้อนโอสถให้ไปแล้วและกำลังดีขึ้นตามลำดับ อย่างน้อยตอนนี้สีหน้าก็ดีขึ้นมาก ร่างกายมีเหงื่อสีดำที่เหม็นคละคลุ้งถูกขับออกมาเพียงเท่านี้ก็อธิบายได้เป็นอย่างดีว่าโอสถของไป๋เสวี่ยได้ผลและได้ผลดีเกินไปด้วย เพราะไม่เคยมีโอสถชนิดใดที่กินแล้วออกฤทธิ์ทันทีเช่นนี้มาก่อน“นี่มัน!”แน่นอนว่าเมื่อได้เห็นผลลัพธ์ ทุกคนย่อมต้องตกตะลึงและหันมามองหน้าของไป๋เสวี่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ ส่วนคนที่ถูกมองนั้นยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉยไม่บ่งบอกซึ่งอารมณ์ใด ๆ อย่างที่เด็กหญิงสมควรจะมีคนตระกูลไป๋ต่างเคยชินในความเก่งกาจของคุณหนูแล้ว จึงไม่ได้แสด
“เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้ารักษาได้หรือไม่” หย่งคังเล่อพยายามข่มความโกรธที่มีและถามไป๋เสวี่ยด้วยสีหน้าที่จริงจัง หมายมั่นแล้วว่าหลังจากนี้ตนจะต้องลงไปควบคุมการฝึกฝนเหล่าองครักษ์ทั้งหมดด้วยตนเอง“ก็แค่ละอองพิษ เหตุใดจะรักษาไม่ได้” ไป๋เสวี่ยพอเห็นว่าตอนนี้หย่งคังเล่อมีสีหน้าที่เคร่งเครียดก็ตอบออกมาตามตรงแต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดจากระทบกระเทียบเส้าหว่านโจว ผู้ที่เป็นผู้ใช้โอสถระดับศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับประมาทเลินเล่อและถือดียิ่งนัก แต่เมื่อเผชิญหน้ากับละอองพิษกลับทำสิ่งใดไม่ได้“เจ้าช่วยรักษาพวกเขาได้หรือไม่”“แต่คนของท่านอาจจะไม่อยากให้ข้ารักษาก็ได้” ไป๋เสวี่ยตอบกลับไป แล้วมองไปยังเส้าหว่านโจว ที่ตอนนี้ก็กำลังมองนางอยู่เช่นกัน“ใครไม่ยอมให้เจ้ารักษาก็ปล่อยให้รักษาตัวเองไป” หย่งคังเล่อเอ่ยเพียงแค่นั้น เพราะเขารู้สึกผิดหวังกับเส้าหว่านโจวเช่นกันคนผู้นี้โตมาพร้อม ๆ กับเขา เป็นหนึ่งในคนของตระกูลหย่งที่มีความสามารถมาก อายุยังน้อยแต่ก็เป็นถึงผู้ใช้โอสถระดับศักดิ์สิทธิ์หย่งคังเล่อรู้ว่าเส้าหว่านโจวมีนิสัยที่ถือดี และมักจะดูถูกดูแคลนผู้อื่นเสมอ แต่เขาก็ไม่







