LOGINแม้จะรู้ว่าเป็นเช่นนี้ แต่อย่างไรเขาก็ยังแทนตนว่าอาจารย์กับไป๋เสวี่ยอยู่ดี และมีเพียงแค่ไป๋เสวี่ย
สุดท้ายก็เป็นไป๋หลิงที่เอ่ยอธิบายแม้ว่าไป๋เสวี่ยจะไม่ได้หมายความเช่นนั้นก็ตาม นางเพียงกลัวว่าหมีในป่าร้อยอสูรจะสูญพันธุ์ไปจริง ๆแต่เพราะว่าไป๋หลิงเป็นผู้อธิบาย ไป๋เสวี่ยจึงไม่ได้คัดค้านคำพูดของท่านปู่ของตน“สายมากแล้ว เจ้าไปเถิดเสวี่ยเอ๋อร์ ไม่ต้องเป็นห่วงที่นี่ เพียงดูแลตนเองให้ดีก็พอ” เมื่อทุกคนเงียบลง ชายชราก็หันมาพูดกับหลานสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“เจ้าค่ะ” ไป๋เสวี่ยพยักหน้าและยิ้มออกมา“ส่วนเรื่องนั้น...อย่าได้รีบร้อน มีสติให้มาก”คำกล่าวเตือนเช่นนี้คงหมายถึงเรื่องของซุนฉือเฉิน ไป๋เสวี่ยเข้าใจ แน่นอนว่าไป๋ซานย่อมต้องเข้าใจเช่นกัน จึงหันมามองนางอย่างเห็นด้วยส่วนโอวหยางฉีที่ไม่เข้าใจและไม่ได้สนใจก็เอ่ยออกมาบ้าง พร้อมกับมอบของสิ่งหนึ่งให้ไป๋เสวี่ย“ที่สำนักเฟิ่งเยี่ยน สหายของอาจารย์อาศัยอยู่ที่นั่น หากมีเรื่องเดือดร้อนอันใด ก็ให้นำป้ายไม้ของอาจารย์ออกมาแสดง แล้วจะไม่มีผู้ใดกล้าสร้างปัญหาต่อเจ้าอย่างแน่นอน”ไป๋เสวี่ยไม่ได้ถามต่อ นางเพียงแค่รับป้ายไม้มาและเก็บเข้าไปในแหวนมิติพร้อมกับเอ่ยขอบคุณโอวหยางฉี ก่อนจะหันไปสบตากับคนอื่น
แม้จะรู้ว่าเป็นเช่นนี้ แต่อย่างไรเขาก็ยังแทนตนว่าอาจารย์กับไป๋เสวี่ยอยู่ดี และมีเพียงแค่ไป๋เสวี่ยเท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์นี้โอวหยางฉีไม่จำเป็นต้องสั่งสอนทุกคน คนจำนวนห้าพันคน มีองครักษ์รุ่นแรกที่ผลัดกันมาฝึกฝนให้อยู่แล้ว เขาเพียงแค่ช่วยแนะนำในบางครั้งเท่านั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ใดมากเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้ละเลยมีสิ่งหนึ่งที่โอวหยางฉีชอบมากที่สุดในตระกูลไป๋ นั่นก็คือนิสัยของคนที่นี่ คนตระกูลไป๋ไม่อิจฉาริษยากัน มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และไม่โลภโมโทสัน ที่สำคัญที่สุดคือจงรักภักดีมาก ทุกคนที่นี่ล้วนเทิดทูนนายของตนด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่มีความคิดที่จะทรยศและเพราะความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้ จึงยิ่งทำให้พลังวิญญาณของสถานที่แห่งนี้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นด้วยความสามารถของตรานิลกาฬ ทุกคนที่นี่ย่อมรู้เรื่องตรานิลกาฬ และความสามารถของมันดีแม้ความสามารถในการเพิ่มพลังวิญญาณให้หนาแน่นมากยิ่งขึ้นจะเป็นที่ประจักษ์แต่ความสามารถในเรื่องการจัดการคนที่คิดร้ายนั้นยังไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะคนที่นี่ต่างก็ไม่มีจิตคิดเป็นอื่นสำหรับโอวหยางฉีที่มีอายุมาแล้วหลายร้อย
ไป๋เสวี่ยรู้ว่าไป๋หลิงในตอนนี้ไม่อยากให้นางและพี่ชายเข้าไปข้องเกี่ยวกับความแค้นในอดีต และตัวนางเองก็เข้าใจความรู้สึกของท่านปู่ดี เพียงแต่ว่าไป๋เสวี่ยคิดว่าไป๋หลิงคงจะลืมบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญไปบิดามารดาของนางอย่างไรเล่าเมื่อไป๋เสวี่ยเอ่ยถึงบิดาและมารดาของตน ไป๋หลิงก็พูดคำใดไม่ออกยามนี้ไป๋หลงและหวังฟางจะเป็นเช่นไรเขาเองก็ไม่อาจรู้ได้ รู้ดีว่าไป๋เสวี่ยให้คนตามสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับทั้งสองคนนั้นแล้ว แต่เรื่องทุกอย่างก็ไปจบลงที่ซุนฉือเฉินตามเดิมไป๋หลิงไม่รู้ว่าลูกชายและลูกสะใภ้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และหากมีชีวิตอยู่จริง ๆ ไม่ใช่ว่าตอนนี้กำลังถูกซุนฉือเฉินทรมานอยู่หรือ เช่นนั้นก็ยิ่งสมควรจะตามหาให้พบให้เร็วที่สุด แต่ถ้าหากไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เขาก็อยากจะรู้ว่าลูกชายเพียงคนเดียวของตนตายอย่างไร และศพถูกทิ้งไว้ที่ใดไป๋หลิงตั้งใจว่าอย่างไรก็ต้องตามหาให้เจอพอคิดมาถึงตอนนี้ เรื่องราวที่ตนอยากจะรู้ทั้งหมด สุดท้ายก็หมุนวนกลับไปข้องเกี่ยวกับซุนฉือเฉินอยู่ดีสองคนปู่หลานมองหน้ากัน ไป๋เสวี่ยก็สำคัญแต่ไป๋หลงเองก็สำคัญเช่นกัน หัวใจของชายชราหน
เนื่องจากตระกูลไป๋นั้นลึกลับมาก มีไม่กี่คนที่จะรู้จักที่ตั้งของจวนตระกูลไป๋ แต่พู่ตงก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับสิทธิ์ให้มาเยือนที่นี่ได้แม้จะเข้ามาได้เฉพาะบริเวณที่กำหนดเท่านั้น แต่เพียงแค่นั่งรอที่ศาลาพร้อมของรับรองที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณ เพียงเท่านี้ก็คุ้มค่าที่จะเดินทางมาที่แห่งนี้แล้วพู่ตงรอไม่นานนักจื่อถิงก็เดินออกมาแจ้งความประสงค์ของไป๋เสวี่ยหลังจากนั้นแล้วเขาก็เดินทางกลับตระกูลเมิ่งทันทีเพราะมีคนจากสำนักเฟิ่งเยี่ยนรออยู่เช่นกันแน่นอนว่าพู่ตงก็ไม่ได้กลับไปมือเปล่าเช่นทุกครั้ง เพราะเขาจะได้รับของฝากติดมือกลับไปด้วย และของฝากจากตระกูลไป๋ก็ล้วนแล้วแต่ล้ำค่าทั้งสิ้น“สำนักเฟิ่งเยี่ยน อยู่ทางทิศเหนือของเมืองพิรุณ แม้จะไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเมืองพิรุณ แต่เดินทางครั้งนี้เราจำเป็นต้องผ่านที่เมืองแห่งนั้น เจ้าว่าเราจะได้พบเจอกับคนตระกูลซุนหรือไม่”ไป๋เสวี่ยเอ่ยเสียงเบา ข้างกายนางตอนนี้มีองครักษ์ประจำกายทั้งสามที่ยืนอยู่ไม่ห่าง“คุณหนูใหญ่” จื่อซู่ถือเป็นคนที่สนิทกับไป๋เสวี่ยมากที่สุด ย่อมต้องเข้าใจคำถามของผู้เป็นนาย
เรื่องนี้ทำให้หูลี่ซงแทบสิ้นสติ และจิตตกไปเกือบเดือน ด้วยกลัวว่าจะมีผู้ทราบข่าวแล้วบุกมาทำลายเกาะสายลมเพื่อแย่งชิงผลึกวิญญาณไป สุดท้ายกว่าจะตั้งสติได้เขาจึงเสียเวลาไปเป็นเดือนเลยทีเดียวเรื่องของเกาะสายลมจัดการแล้ว เติ้งเชาและคนของนางทำหน้าที่อยู่เบื้องหลัง แต่ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายสิ่งใด ยังคงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเดิม เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง จื่อซู่กับเสี่ยวฮวนก็ถูกเรียกตัวกลับมาที่ตระกูลไป๋และยามนี้องครักษ์ประจำกายของไป๋เสวี่ยก็มีเพิ่มมาอีกหนึ่งคน นั่นก็คือฝูจิ้น กลายเป็นว่ายามนี้ไป๋เสวี่ยมีองครักษ์ประจำกายสามคนแล้วก็คือจื่อซู่ที่เป็นผู้ใช้อักขระระดับเทพ มีพลังยุทธ์อยู่ในระดับจิตวิญญาณเฟิ่งจิ่วถือครองธาตุลมมีพลังยุทธ์ระดับเซียนและฝูจิ้นถือครองธาตุดินมีพลังอยู่ในระดับเซียนเช่นเดียวกับเฟิ่งจิ่ว ส่วนสาวรับใช้ข้างกายยังคงเป็นจื่อถิงผู้ถือครองธาตุน้ำ และมีพลังยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ตามเดิมจื่อซู่แม้จะมีพลังในกายน้อยที่สุดแต่ความสามารถด้านอักขระของเขานั้นก้าวกระโดดมาก คงไม่ใช่เรื่องง่ายหากคิดจะมีเรื่องกับจื่อซู่ด้านฝูจิ้นนั้นไป
ไม่ใช่เพียงด้านความแข็งแกร่งเท่านั้นที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แต่ในด้านความร่ำรวย ยามนี้ตระกูลไป๋ก็ร่ำรวยเป็นอย่างมากเช่นกัน ตอนนี้ทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์มีร้านสมุนไพรตระกูลไป๋อยู่ทุกหนแห่ง ส่วนสมุนไพรหายากจะถูกส่งเข้าไปประมูลที่โรงประมูลพยัคฆ์ดำเช่นเดิมเรื่องราวของตระกูลไป๋ ภายนอกล้วนแล้วแต่รู้เพียงแค่ว่าเป็นตระกูลเดิมของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเมิ่งมีคนไม่มากที่จะได้พบเห็นคนตระกูลไป๋แต่ก็มีข่าวลือว่าตระกูลไป๋นอกจากจะเป็นญาติกับตระกูลเมิ่งแล้ว คุณหนูและคุณชายตระกูลไป๋ยังเป็นสหายสนิทกับคุณชายหย่งคังเล่อและคุณชายหวังลู่เจ๋ออีกด้วยยิ่งลึกลับผู้คนยิ่งให้ความสนใจ แต่กลับไม่เคยมีผู้ใดหาข่าวเกี่ยวกับตระกูลไป๋ได้เลย เพราะหอขายข่าวเพลิงทมิฬไม่ยอมรับงานเกี่ยวกับตระกูลไป๋ทุกกรณี แม้คนอื่นจะไม่รู้เหตุผล แต่ไป๋เสวี่ยรู้ดีซึ่งเหตุผลก็ง่ายมากเป็นเพราะเหวินหรงตลอดสองปี ไป๋เสวี่ยไม่ได้เจอเหวินหรงอีกเลย และมีความเป็นไปได้ที่เขาจะไม่ได้อยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้ไป๋เสวี่ยจะยังไม่รู้แน่ชัดว่าเพราะเหตุใด แต่ยามนี้เหวินหรงคงกำลังไล่ล่าปีศาจร้ายอยู่เป็นแน่







