FAZER LOGINในขณะที่เมิ่งลี่กำลังทำอันใดไม่ถูก หมอประจำตระกูลก็มาถึงพอดี พู่ตานคนนี้แต่เดิมก็ไม่ชอบเมิ่งลี่อย
‘เจ้าต้องมีสมาธิมากกว่านี้ อย่าใช้ตามอง...จงใช้หัวใจของเจ้า’แต่ในตอนนั้นก็มีเสียงเสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามาในหัว นั่นเป็นเสียงที่ไป๋เสวี่ยคุ้นเคยดี เป็นเสียงของหญิงชราผู้นั้นที่นางเรียกขานว่าท่านย่า‘ข้าจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ’‘เชื่อมั่นในตนเอง เจ้าทำได้’เมื่อกล่าวจบเสียงเสียงนั้นก็เลือนหายไป แต่นั่นก็ช่วยให้ไป๋เสวี่ยตั้งสติและกลับมามีสมาธิได้ นางค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ และทำจิตใจให้สงบ ก่อนจะเริ่มมองหาจุดอ่อนของปีศาจร้ายด้วยประสาทการรับรู้ของนางหากนี่เป็นหน้าที่ของข้า หากข้าต้องกำจัดปีศาจร้ายตรงหน้า เจ้าก็ต้องทำให้ข้ามองเห็นจุดอ่อนของมันให้ได้...ในตอนนี้!ไป๋เสวี่ยบีบมือตัวเองแน่นและใช้ความรู้สึกมองตรงไปยังปีศาจร้าย ตอนนี้นางเริ่มรู้สึกคล้ายกับว่าตัวเองกำลังอยู่อย่างโดดเดี่ยว โลกใบนี้ช่างกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด มีแค่นางเพียงลำพัง ทุกอย่างเงียบสงัด จิตใจของนางสงบลงและสิ่งที่ไป๋เสวี่ยต้องการก็ค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นมาเรื่อย ๆชัดเจนมากยิ่งขึ้นมากขึ้นอีก...
‘ข้าเองก็ไม่รู้ แต่นายหญิงเป็นนายของปิ่นปลิดวิญญาณ ข้าแน่ใจว่าท่านต้องทำได้เจ้าค่ะ’ ไป๋เตี๋ยตอบกลับมา‘อืม ข้าเข้าใจแล้ว’‘เจ้าค่ะนายหญิง’ปิ่นปลิดวิญญาณต้องใช้พลังยุทธ์ในการควบคุมมากยิ่งกว่าทวนอัสนี มันดูดกลืนพลังของผู้ใช้เป็นอย่างมาก ยิ่งในตอนที่ไป๋เสวี่ยไม่สามารถควบคุมมันได้ดี นี่ก็ยิ่งเสี่ยงอันตรายและที่สำคัญตอนนี้ไป๋เสวี่ยมีพลังยุทธ์เหลือไม่ถึงครึ่งแล้ว และนางไม่มีเวลามากพอ เพราะทุกคนกำลังเจ็บหนัก หากไม่รีบทำอันใดตอนนี้ ทุกคนจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เป็นแน่คนตัวเล็กไม่สามารถหนีเข้าไปในมิติจิตเพื่อเอาชีวิตรอดได้ เพราะนางไม่อาจพาหวังลู่เจ๋อและจื่อซู่เข้าไปในมิติจิตด้วยได้ และนางก็ไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาต้องตายจากไปเช่นนั้นจึงเหลือวิธีการเดียว คือมองหาจุดอ่อนของปีศาจร้ายตนนี้ให้เจอแล้วสังหารมันให้ได้ในคราวเดียว เพราะพลังยุทธ์ที่เหลืออยู่ของไป๋เสวี่ยตอนนี้ ทำให้มีโอกาสเรียกใช้ปิ่นปลิดวิญญาณได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น!‘ข้าต้องหาจุดอ่อนของมันให้เจอ แต่ข้าไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร’ ไป๋เสวี่ยเอ่ยกับไป๋เตี๋ย เพราะคิดว่าไป๋เตี๋ยน่าจะมี
‘เจ้าพูดว่าปีศาจร้ายหรือ’ ไป๋เสวี่ยถามกลับไป ในระหว่างนั้นนางก็ต้องหลบการโจมตีของตัวประหลาดสีดำและมองหาจุดอ่อนของมันไปด้วยหวังลู่เจ๋อเองแม้จะยังบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ยอมนอนรอความตายและกำลังช่วยไป๋เสวี่ยมองหาจุดอ่อนของตัวประหลาดตรงหน้าอยู่เช่นกันอาการบาดเจ็บของชายหนุ่มมีแค่เพียงภายนอกเท่านั้น และเขาก็กินโอสถไปแล้ว ไป๋เสวี่ยคิดว่าหวังลู่เจ๋อเองก็น่าจะมีโอสถที่ช่วยยื้อชีวิตตัวเองอยู่ในครอบครองไม่น้อยจึงไม่ได้ห่วงเขามากนัก‘ยามที่ข้าพึ่งเกิดได้ไม่นาน ข้ากับท่านพ่อท่านแม่เคยเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายมาก่อนเจ้าค่ะ กลิ่นอายของพวกมันเป็นเอกลักษณ์และมักจะทำให้ผู้อื่นหวาดกลัวได้ อีกทั้งยังรุนแรงมากกว่าจิตสังหารธรรมดา ๆ’ ไป๋เตี๋ยเล่าออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงคราแรกนางก็ไม่แน่ใจนัก แต่ว่ายามนี้ตัวประหลาดสีดำอยู่ใกล้กับไป๋เสวี่ยมากกว่าเดิม ทำให้สามารถรับรู้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย ไม่สิ ต้องกล่าวว่าเป็นกลิ่นอายที่ทำให้นางจดจำได้ไม่เคยลืมต่างหาก‘เจ้าแน่ใจหรือ?’ ร่างเล็กถามย้ำ ตอนนี้แน่ใจแล้วว่าสาเหตุที่หญิงชราผู้นั้นพานางมาที่นี่ มันจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับ
แท่นหินขนาดใหญ่พังทลายลงด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวทำให้พวกของไป๋เสวี่ยทั้งสามคนอึ้งไม่น้อย แต่หากลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าพิษสีเขียวเข้มจนเกือบดำของตัวประหลาดนั้นกำลังกัดกร่อนแท่นหินให้สลายไปต่างหาก พิษชนิดนี้ไป๋เสวี่ยไม่เคยเห็นมาก่อน ตัวประหลาดตรงหน้าคือสิ่งใดนางเองก็ไม่รู้ ตอนนี้ไป๋เสวี่ยเหมือนกำลังถูกไล่ต้อนให้จนมุมเข้าไปทุกที‘เตี๋ยเอ๋อร์!’‘เจ้าค่ะนายหญิง!’ ไป๋เตี๋ยที่กำลังรอคอยการเรียกของไป๋เสวี่ยรีบตอบกลับไปทันที‘เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวประหลาดตรงหน้าข้า มันคือตัวอะไรกันแน่ แล้วจุดอ่อนมันอยู่ที่ใด’ นางรีบถามเพราะตอนนี้ไม่มีเวลาเหลือแล้ว เมื่อตัวประหลาดสีดำเริ่มโจมตีอีกครั้งและครั้งนี้ก็มุ่งตรงไปยังหวังลู่เจ๋อที่อยู่ใกล้มันที่สุด!เมื่อรู้ว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้า หวังลู่เจ๋อก็ใช้ดาบระดับเทวะของตนต้านการโจมตีของตัวประหลาดสีดำ แต่ก็รั้งไม่อยู่จนเขากระเด็นไปติดกำแพงถ้ำ และดาบระดับเทวะก็แตกสลายไปต่อหน้าต่อตา“อั่ก!”ฉึก!ก่อนที่มันจะกลืนกินหวังลู่เจ๋อลงท้อง ไป๋เสวี่ยก็กระโดดเข้าไปและลอบโจมตีตัวประหลาดสีดำจากทางด้
อีกฝ่ายรู้นิสัยของคุณหนูดี แม้จะไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่เขาก็เป็นคนที่ปรับตัวเข้าหานางได้ดีที่สุดเช่นเดียวกันนั้นไป๋เสวี่ยเอง ก็ต้องรู้จักนิสัยของจื่อซู่ดีที่สุดเช่นกัน นางย่อมรู้ว่าจื่อซู่จะสู้จนตัวตายหากทำให้นางปลอดภัยได้ และไป๋เสวี่ยไม่ต้องการให้มันเป็นเช่นนั้นจะต้องไม่มีผู้ใด ต้องมาตายเพราะนาง!“ข้าจะทิ้งคุณหนูใหญ่เพื่อเอาชีวิตรอดได้อย่างไรขอรับ” จื่อซู่ตอบกลับไป และก็เป็นอย่างเช่นที่ไป๋เสวี่ยคาดคิดจริง ๆ สำหรับจื่อซู่แล้วต่อให้ตัวเองต้องตาย แต่ถ้าทำให้นางมีชีวิตรอดได้เขาก็ยินดีชีวิตที่เคยไร้ค่า มีทุกวันนี้ได้ก็เพราะคุณหนู เขาเคยตั้งมั่นเอาไว้แล้ว หากต้องตายไปเพื่อให้ได้ปกป้องไป๋เสวี่ย จื่อซู่ก็จะไม่มีวันเสียดายชีวิต และยอมตายแต่โดยดี“เจ้าไม่ได้ทิ้งข้า แต่นี่เป็นคำสั่งของข้า เข้าใจหรือไม่?” ไป๋เสวี่ยแย้งกลับไปด้วยน้ำเสียงที่จริงจังที่สุด“แต่ว่าข้าน้อย”“จื่อซู่ ถ้าหากเจ้าคิดจะติดตามข้า จำเอาไว้ว่าคำสั่งของข้าถูกต้องเสมอและเจ้าต้องทำตามที่ข้าสั่งโดยไร้ข้อโต้แย้งใด ๆ แต่ถ้าหากว่าเจ้าทำไม่ได้ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่
“เหตุใดท่านยังไม่ไป” ไป๋เสวี่ยมองหน้าหวังลู่เจ๋อด้วยความสงสัยตลอดเวลาที่คุยกับพี่ชายทั้งสอง หย่งคังเล่อและคนอื่น ๆ หวังลู่เจ๋อก็ยืนเงียบมาตลอด ไป๋เสวี่ยนึกว่าอีกฝ่ายน่าจะเข้าใจแล้ว เพราะเขาฉลาดที่สุด แต่มาถึงตอนนี้ร่างสูงกลับยืนนิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อน“ตระกูลหวังไม่ขาดแคลนทายาท” ชายหนุ่มตอบกลับมาสั้น ๆ และเรียกอาวุธระดับเทวะของเขาออกมาจากแหวนมิติเพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าหวังลู่เจ๋อไม่ยอมไปไหน และจะอยู่สู้กับตัวประหลาดสีดำพร้อมกับนาง“มันอันตราย” ไป๋เสวี่ยกล่าวเตือน“ข้าย่อมรู้ดี แม้ข้าจะไม่ได้มีระดับพลังยุทธ์ที่สูงเทียบเท่ากับเจ้า แต่ข้าก็ไม่เกรงกลัว”สีหน้าของเขาตอนนี้ไม่ได้หวั่นเกรงต่อสิ่งใด ไป๋เสวี่ยอยากจะด่าเขาว่าโง่เขลา แต่นางก็พูดไม่ออก เพราะตนเองก็กำลังทำเรื่องโง่เขลาอยู่เช่นกันทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสู้ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่ามาก แต่นางก็ไม่เลือกที่จะหนีไป แม้ว่าที่ตรงนี้จะไม่มีใครให้ต้องปกป้องแล้ว เพราะบางสิ่งบางอย่างกำลังร้องบอกกับนางว่าจะต้องกำจัดสัตว์ประหลาดตัวสีดำตรงหน้าให้จงได้‘ต้องกำจัดเท่าน







