Masuk“ขอบคุณท่านผู้ใช้โอสถที่เมตตา!” เมื่อร่างกายดีขึ้น เหล่าองครักษ์ทั้งสามก็รีบคุกเข่าขอบคุณไป๋เสวี่ยที่ช่วยชีวิตทันทีพวกเขาต่างก็มีลูกและภรรยาที่รออยู่ที่บ้าน คราแรกที่รู้ว่าตนถูกพิษก็หวาดกลัวว่าจะไม่ได้เจอหน้าครอบครัวอีกแล้ว หากต้องตายไปครอบครัวของตนจะมีชีวิตอยู่เช่นไรโชคดีนักที่ท่านผู้ใช้โอสถผ่านมาที่นี่และช่วยชีวิตของพวกเขาเอาไว้ได้ทันเวลา ตั้งแต่ช่วยพวกเขาจากสัตว์วิญญาณ ทั้งยังช่วยชีวิตพวกเขาจากพิษของหนูขนเทาด้วยโอสถระดับเซียนอีกด้วย“ลุกขึ้นเถิด เรียกข้าว่าไป๋เสวี่ยก็พอ”“ขอรับท่านไป๋เสวี่ย!” องครักษ์ทั้งสามขานรับ ก่อนจะลุกขึ้นยืนและกลับไปยืนอยู่ด้านหลังของหูอี้เทียนตามเดิมแม้ไป๋เสวี่ยจะเป็นผู้มีพระคุณ แต่พวกเขาก็ยังมีหน้าที่ที่ต้องปกป้องหูอี้เทียนเหมือนกัน ในใจขององครักษ์ทั้งสามต่างก็คาดหวังให้ไป๋เสวี่ยมาอย่างเป็นมิตร อย่าได้เป็นศัตรูเลย“แล้วโอสถที่เหลือล่ะขอรับ” จิงเม่ายืนละล้าละลังอยู่มิรู้ว่าควรจะทำเช่นไรกับโอสถถอนพิษที่อยู่ในมือตนดี ครั้นจะส่งกลับคืนเจ้าของไป๋เสวี่ยก็ดูคล้ายจะไม่ได้สนใจจิงเม่าเลยแม้แต่น้อย
ผู้ใช้โอสถใช่ว่าอยากเจอก็สามารถเจอกันได้ง่าย ๆ เพราะว่าผู้ใช้โอสถส่วนมาก จะศึกษาอยู่ที่สำนักโอสถหรือโรงโอสถ ที่ไม่บ่อยนักจะออกมาจากสำนัก พวกเขาทั้งหมดมักจะเก็บตัวปรุงยา ดูแลรักษาสมุนไพรและศึกษาตำรายาอีกทั้งผู้ใช้โอสถยังรักสันโดษไม่ค่อยคบหากับผู้ใด ผู้ใช้โอสถที่มีฝีมือเก่งกาจ ก็มักจะเร้นกาย หลบหลีกจากความวุ่นวายภายนอก บางคนก็ประหลาดนักเพราะชอบใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขาที่กล่าวมาทั้งหมด นั่นคือสาเหตุที่ทำให้คนของเกาะสายลมตกตะลึง เพราะการได้เจอผู้ใช้โอสถ ที่สามารถนำโอสถระดับเซียนออกมาใช้ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถพบเห็นกันได้โดยง่ายแม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าไป๋เสวี่ยเป็นผู้ใช้โอสถระดับใด แต่การที่นางนำโอสถระดับเซียนออกมามอบให้พวกเขาที่เป็นเพียงองครักษ์เท่านั้นอย่างไม่นึกเสียดาย แสดงว่านางต้องปรุงโอสถขึ้นมาได้เองและถ้าหากว่าไม่ใช่ก็แสดงว่านางต้องรู้จักกับผู้ปรุงโอสถระดับเซียนที่เก่งกาจอย่างแน่นอนต้องทราบก่อนว่าโอสถระดับเซียนราคาแพงมาก หากนำไปขายแลกเหรียญทองหรือหินศิลา รับรองว่าชีวิตของพวกเขาคงจะสุขสบายขึ้นมาทันทีพอรู้เช่นนี้สายตาขอ
หลังจากที่ฟังคำพูดของไป๋เสวี่ย แสดงว่ามีโอกาสถอนพิษเพียงแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้นและยังไม่แน่ด้วยว่าท่านหมอจะมีโอสถถอนพิษของหนูขนเทาหรือไม่“แล้วจะทำอย่างไรดี”หูอี้เทียนมีสีหน้าที่สับสนเป็นอย่างมากความกลัวที่ว่าตนเป็นสาเหตุพาองครักษ์ฝีมือดีมาตายย้อนกลับมาอีกครั้งประชากรส่วนมากในเกาะสายลมล้วนเป็นคนธรรมดาที่ไร้พลัง คนที่มีพลังมีอยู่เป็นส่วนน้อย และหนึ่งในส่วนน้อยนั้นเขากลับพามาเสี่ยงชีวิตในป่าสายลมแห่งนี้!หากพวกเขาเป็นอันใดไป เกาะสายลมจะต้องสูญเสียคนที่มีฝีมือไปถึงสามคน แม้ว่าหูอี้เทียนจะได้ผลทับทิมน้ำนมมาไว้ในมือ แต่ตอนนี้เขากลับไม่ได้รู้สึกยินดีเลยแม้แต่น้อย“รับไปสิ”ในระหว่างที่หูอี้เทียนและคนของเกาะสายลมกำลังจมอยู่กับความรู้สึกหมดหนทางและสิ้นหวังราวกับว่าพวกเขากำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่มืดมิดและอับจนจนมองไม่เห็นแสงสว่างแต่แล้วในตอนนั้นเสียงอันนุ่มนวลของสตรีผู้หนึ่งก็ดังขึ้นมาราวกับว่าเป็นเสียงที่ช่วยนำทางพวกเขา ให้ไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องหูอี้เทียนรีบมองไปยังไป๋เสวี่ย ก่อนจะมองเห็นว่าในมือของนางมีขวดหยกเคลือบอยู่
การไม่สำนึกบุญคุณคน อีกทั้งยังกล้ายกดาบขึ้นชี้หน้าผู้มีพระคุณ ช่างเป็นการกระทำที่น่าละอายอย่างแท้จริงยิ่งไป๋เสวี่ยยังไม่เคยทำสิ่งใดผิดต่อพวกเขา อีกทั้งยังเป็นคนของนางที่ช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากความตาย แม้ว่าจะไม่ไว้ใจ แต่ก็ไม่ควรเลยจริง ๆ ที่จะหันดาบเข้าหานางเช่นนี้บุรุษทั้งเจ็ดแม้จะห้าวหาญดุดัน แต่พอถูกสตรีตัวเล็ก ๆ กล่าวเตือนในเรื่องของบุญคุณก็ยิ่งทำให้พวกเขาปั้นหน้าได้ยากลำบาก เพราะพวกเขาไม่แม้จะกล่าววาจาขอบคุณ อีกทั้งยังปฏิบัติตัวไม่ดีและทำตัวไร้มารยาทต่อผู้ที่มีพระคุณอีกด้วย“ข้า...ขออภัยพวกท่านขอรับ”จิงเม่าคือคนที่ชักดาบใส่ไป๋เสวี่ย กล่าวขอโทษออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง อีกทั้งยังเปลี่ยนคำเรียกจาก ‘เจ้า’ กลายเป็น ‘ท่าน’ แทนแม้ว่าคำพูดจะฟังดูให้เกียรติ แต่การแสดงออกของเขาก็ยังคงไว้ท่าทีเช่นเดิมอยู่ ซึ่งไป๋เสวี่ยก็ไม่ได้ใส่ใจอันใดนักกับท่าทีขององครักษ์ผู้นี้“เจ้า...ท่านรู้จักพิษชนิดนี้แล้วรู้วิธีรักษาหรือไม่ขะ...ขอรับ” หูอี้เทียนเมื่อได้ยินคำพูดของไป๋เสวี่ยและเห็นท่าทีของเหล่าองครักษ์ จึงรู้ตัวว่าตนเองก็ทำตัวไม่ดีใส่ผู้มีพระคุณเช่นกัน ทั
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” จิงเม่าถามอย่างไม่มั่นใจเพราะเรื่องนี้ร้ายแรงมาก มันมีชีวิตของสหายสนิทของเขาเป็นเดิมพันจิงเม่าไม่อาจไว้ใจคนแปลกหน้าเช่นไป๋เสวี่ยได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าไป๋เสวี่ยเป็นคนที่พูดจาได้น่าเชื่อถือมาก แม้นางจะเป็นเพียงแค่เด็กน้อยในสายตาของผู้อื่นก็ตามเวลาไป๋เสวี่ยพูดคุยหรือต้องตอบคำถามผู้ใด นางมักจะสบสายตากับคนผู้นั้นตรง ๆ แสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และจริงใจ เป็นลักษณะสำคัญที่ทำให้เชื่อได้โดยง่ายว่านางไม่ได้พูดโกหก“นี่เป็นพิษของหนูขนเทา พวกมันเป็นสัตว์วิญญาณระดับต่ำ มีธาตุลมรวดเร็วว่องไวไม่ได้เก่งกาจอันใด แต่พิษของมันนั้นรุนแรงมากหากโดนกัดตรง ๆ และคนผู้นั้นไม่มีพลังยุทธ์ และเมื่อดูจากบาดแผลแล้ว คนของเจ้าคงจะถูกกัดมานานพอสมควรแล้ว อีกทั้งพวกเขาก็ใช้พลังในกายไปจนหมดสิ้น ตอนนี้พิษคงจะกระจายไปทั่วทั้งร่าง หากไม่ถอนพิษภายในหนึ่งชั่วยาม...อย่างไรพวกเขาก็ต้องตาย”ไป๋เสวี่ยอธิบายด้วยสีหน้าเรียบเฉยและใจเย็นเพราะพิษของหนูขนเทานั้นไม่ได้รุนแรงอันใดเลยในสายตาของนาง เอาจริง ๆ มันไม่ได้รุนแรงในสายตาของผู้ที่มีพลังยุทธ์เลยด้วยซ้ำเพรา
“เกิดอันใดขึ้น!” เด็กชายมององครักษ์ของตนอย่างเป็นกังวลและหันไปถามจิงเม่าเสียงเครียด“พวกเขาน่าจะบาดเจ็บจากตอนที่ต่อสู้กับสัตว์วิญญาณขอรับ พวกเราต้องรีบกลับกะ...จวนให้เร็วที่สุดเพื่อพาพวกเขาไปรักษา” จิงเม่าชะงักเพราะเกือบหลุดพูดคำว่ากลับเกาะสายลมออกมาต่อหน้าไป๋เสวี่ยโชคดียังดีที่เขาห้ามปากตัวเองได้ทันแต่จิงเม่าคงจะไม่รู้เลยว่าที่ตนทำนั้นไร้ประโยชน์ เพราะเรื่องที่พวกเขาเป็นคนของเกาะสายลม ไป๋เสวี่ยรู้มาตั้งแต่แรกแล้ว“คงไม่ทัน” ก่อนที่พวกเขาจะจากไปโดยไม่ร่ำลากัน ไป๋เสวี่ยก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังมาก แต่พวกของหูอี้เทียนทุกคนย่อมต้องได้ยินเสียงของนางชัดเจน“เจ้าหมายความว่าอย่างไร อย่าบอกนะว่าที่พวกเขาเป็นเช่นนี้ เป็นฝีมือของพวกเจ้า!” จิงเม่าหันหน้ากลับมามองไป๋เสวี่ยอย่างหวาดระแวงและชักดาบของตนออกมา“ข้าและคนของข้ายืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้ขยับตัวไปที่ใดเลยแม้แต่น้อย คงจะทำอันใดพวกเจ้าไม่ได้” ไป๋เสวี่ยแก้ตัวให้ตนเองเสียงเรียบโดยที่นางไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวต่อดาบที่กำลังจ่อหน้านางอยู่เลยแม้แต่น้อยเพราะนางไม่ใช่สาเหตุ แต่ว่ารู้สาเหตุต่างหาก







