LOGINวันนี้เป็นวันเริ่มงานวันแรกของทับทิม หญิงสาวตื่นมาเตรียมของสำหรับเจ้าถุงทองไว้แต่เช้า ส่วนเอกสารสมัครงานสำหรับยื่นให้ฝ่ายบุคคลนั้นเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว อักสักพักนวัชคงมารับที่บ้าน เพราะเมื่อวานที่กินอาหารเย็นด้วยกัน เขาบอกว่าให้ไปกลับพร้อมเขาดีกว่าที่เธอต้องนั่งรถสองแถวไปบ่อปลาแสนบุศย์ด้วยตนเอง เพราะไหน ๆ ก็บ้านติดกัน
ชุดทำงานของเธอมีแค่กางเกงยีนเข้ารูปกับเสื้อยืดแขนยาว และรองเท้าคัตชูเท่านั้น โชคดีที่เมื่อวานเธอเห็นทุกคนที่นั่นล้วนแต่งตัวไปทำงานแบบไม่มีพิธีรีตองมากนัก ส่วนใหญ่ก็กางเกงยีนเสื้อยืด หรือเสื้อเชิ้ตทั่วไป เธอจึงโล่งใจไม่น้อยที่ไม่ต้องหาซื้อชุดทำงานใหม่ เพราะกระทั่งเจ้านายอย่างนวัชก็ยังใส่แค่กางเกงยีนกับเสื้อเชิ้ตสีเรียบ ๆ
ทับทิมปิดล็อกบ้านแล้วนั่งรอนวัชที่ม้านั่งหินใต้ต้นไม้ ได้ยินเสียงรถกระบะจึงเงยหน้าดู เมื่อเห็นว่าเป็นรถของเขาจึงรีบลุกขึ้นแล้วถือถุงพลาสติกใบใหญ่เดินเร็ว ๆ ไปที่รั้วทันที
“ถุงอะไรน่ะ” ชายหนุ่มลดกระจกลงมา แล้วบุ้ยหน้ามาที่ถุงในมือเธอ
“อาหารแมวกับทรายแมวค่ะ เอ่อ...หนูเอากะละมังใบเล็กไปไว้ที่ห้องทำงานของเฮียได้ไหมคะ จะได้เอาไว้ใส่ทรายแมว หนูรับรองว่าจะไม่ให้มีกลิ่นเหม็นในห้องเฮียแน่นอนค่ะ” ทับทิมพูดรัวเร็วให้จบในครั้งเดียว แม้ในใจจะคิดว่าตนเรียกร้องจากเขามากเกินไปแล้วก็ตาม ทั้งขอเอาแมวไปเลี้ยงที่ทำงาน และยังขนของใช้ของมันไปวางเกะกะในห้องของเจ้านายอีก
“ไม่ต้องเอาไป!”
หญิงสาวได้ยินสี่คำนั้นจากปากเขา สีหน้าก็สลดลง เอ่ยเสียงแผ่วว่า “ก็ได้ค่ะ หนูขอโทษนะคะ”
ทว่าประโยคถัดมาของนวัช ทำให้ทับทิมต้องเบิกตากว้างมองเขาราวกับไม่เชื่อหูตนเอง
“เฮียซื้อเตรียมไว้ให้แล้ว” เขายิ้มมุมปากเล็กน้อยขณะพูด แต่เธอกลับงุนงงและสับสนกับคำพูดของเขา
“ซื้อเตรียมไว้แล้ว เฮียหมายถึงอะไรคะ”
“อาหารกับของใช้ของแมวน่ะ เมื่อวานเฮียซื้อเอาไว้ให้แล้ว กระบะใส่ทรายกับกรงด้วย เราไม่ต้องเอาไปหรอก เอาไปเก็บที่เดิมเถอะ”
“หา! เอาจริงดิ” เธอหลุดปากพูดคำที่ใช้พูดกับเพื่อน แต่เขากลับตอบมาว่า
“ก็จริงดิ เอาไปเก็บไป แล้วรีบมาขึ้นรถ เดี๋ยวต้องแวะตลาดอีก”
หญิงสาวรีบเดินเอาถุงไปวางไว้หน้าประตู ยกกระเป๋าผ้าขึ้นมากอดไว้เพราะเจ้าถุงทองอยู่ในนั้น แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปขึ้นรถเพราะไม่อยากให้เขารอนาน เธอลอบมองหน้าเขาจากด้านข้าง ในใจรู้สึกปลื้มปริ่มอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก เขาใจดีกับเธอถึงเพียงนี้ราวกับเป็นลูกหลานของตนเอง คงเป็นเพราะเห็นว่าเธอต้องอยู่ตามลำพังกับลูกแมวตัวเล็ก ๆ กระมัง
ทับทิมอดนึกถึงบิดาไม่ได้ จนป่านนี้แล้วเธอยังไม่สามารถติดต่อท่านได้เลย
เมื่อถึงบ่อปลาแสนบุศย์ ทับทิมก้าวลงจากรถของนวัชโดยมีสายตาหลายคู่ลอบมอง ในมือของหญิงสาวมีน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ซึ่งเป็นอาหารเช้าของทั้งคู่ ตอนที่ทั้งสองคนกำลังเดินไปยังประตูทางเข้าอาคาร บรรดาพนักงานที่มาถึงก่อนต่างรีบพากันวิ่งกลับไปนั่งที่ของตน ทำทีเป็นว่าเมื่อครู่ไม่ได้แอบมองเจ้านายกับเด็กในปกครองที่พามาทำงานด้วย
ไม่เพียงแค่พามาทำงานที่นี่เท่านั้น แต่ยังให้นั่งห้องเดียวกัน นับว่าเป็นเรื่องที่เกินคาดอย่างยิ่งสำหรับทุกคน
“วีครับ เอาเอกสารสมัครงานให้เฮียหน่อย” เขาพูดกับวรวีย์ ซึ่งเป็นฝ่ายบุคคลก่อน จากนั้นจึงหันไปพูดกับทับทิมว่า
“เอาน้ำเต้าหู้มา เดี๋ยวเฮียถือขึ้นไปเอง เราไปเอาแก้วที่ครัวเถอะ” นวัชยื่นมือไปตรงหน้าหญิงสาว ครั้นพอเขารับมาถือไว้แล้วกลับนึกถึงเรื่องสำคัญบางอย่างขึ้นได้ จึงพยักหน้าให้ทับทิมเดินตามไปที่ครัว
เขามองชั้นวางแก้วที่ล้างเก็บไว้แล้วเรียบร้อย หยิบแก้วมัคใบสีกรมมาถือไว้แล้วพูดว่า “นี่คือแก้วของเฮีย เวลาทับทิมจะเอาแก้วให้เฮียต้องเป็นใบนี้เท่านั้น เพราะเฮียจะไม่ใช้แก้วร่วมกับคนอื่นน่ะ แต่ส่วนใหญ่คนที่นี่ก็จะกินแก้วใครแก้วมันอยู่แล้ว”
“อ้าว หนูไม่ได้เตรียมมาค่ะ” เห็นเธอยิ้มแห้ง เขาจึงเปิดตู้หยิบแก้วสำหรับแขกให้เธอใช้ไปก่อน
“เอาใบนี้ไปใช้ก่อน เป็นแก้วรับแขกน่ะ” เขาลืมนึกถึงเรื่องนี้ไป มิเช่นนั้นคงซื้อแก้วเตรียมไว้ให้เธอแล้ว
ทว่า พอนึกถึงเรื่องแก้วน้ำ นวัชก็อดแปลกใจตัวเองไม่ได้ ทำไมเขาต้องเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้พนักงานคนหนึ่งด้วยเล่า ทั้งที่ความจริงแล้วเรื่องเล็กเช่นนี้เธอย่อมจัดการเองได้อยู่แล้ว
ชายหนุ่มถอนหายใจแผ่วพลางพูดว่า “ขึ้นห้องกันเถอะ”
แต่พอพูดออกไปแล้ว เขาก็ได้แต่หัวเราะเบา ๆ เมื่อรู้สึกว่าประโยคเมื่อครู่ช่างชวนให้คิดเลยเถิดเสียจริง
เมื่อเดินขึ้นบันไดมาชั้นสองแล้วเปิดประตูห้องทำงานเข้าไป ทับทิมจึงเห็นโต๊ะทำงานของตนวางอยู่ในแนวเดียวกับโต๊ะทำงานของนวัช เขาอยู่มุมซ้ายใกล้หน้าต่าง เธออยู่มุมขวาใกล้ประตู โดยมีตู้เอกสารคั่นกลางราวกับแบ่งอาณาเขตระหว่างกัน ทำให้เธอได้แต่ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะหากเขาตั้งโต๊ะแบบหันหน้าชนกันคงอึดอัดไม่น้อย
ทับทิมตาวาวเมื่อเห็นข้าวของเครื่องใช้สำหรับแมววางอยู่ในห้องทำงานจริงตามที่เขาพูดไว้ รอยยิ้มกว้างยิ่งกว่ากว้างเพราะเจ้านายแสนใจดีของเธอไม่ได้เตรียมแค่ของที่จำเป็นเท่านั้น แต่เขายังซื้อของเล่นและไม้ตกแมวให้มันอีกด้วย และที่สำคัญ กรงที่เขาเตรียมไว้ให้ค่อนข้างใหญ่ไม่น้อย ทำให้เธอทั้งตื่นเต้นและดีใจอย่างบอกไม่ถูก
“มีน้ำพุแมวด้วย!” หญิงสาวรีบปล่อยเจ้าถุงทองให้เดินอยู่บนพื้นอย่างอิสระ แล้วจัดการกับกระบะทรายแมวก่อนเป็นอย่างแรก ส่วนลูกแมวตัวน้อยนั้นเอาแต่จด ๆ จ้อง ๆ ใช้จมูกดมฟุดฟิดไปมาอยู่แต่น้ำพุแมว เมื่อเธอเห็นมันให้ความสนใจกับบรรดาของเล่นใหม่แล้ว จึงเดินไปนั่งที่โต๊ะของตน
“ขาดเหลืออะไรก็บอกนะ เลิกงานจะได้ไปซื้อกัน” เสียงทุ้มพูดขึ้นมาจากอีกฝั่ง ทับทิมได้แต่ยิ้มกว้าง ตอบกลับไปว่า
“ไม่ขาดเลยค่ะ มากเกินไปด้วยซ้ำ ขอบคุณนะคะเฮีย...แล้วนี่หนูต้องเริ่มทำอะไรก่อนคะ”
“กินน้ำเต้าหู้ไปก่อน เดี๋ยวเอาเอกสารไปให้เซ็น”
นวัชลุกขึ้นเดินมาที่โต๊ะของทับทิมพร้อมเอกสารสมัครงาน และถุงปาท่องโก๋ เขาวางไว้ให้บนโต๊ะแล้วพูดว่า
“กินไปกรอกไปก็ได้ ปาท่องโก๋นี่กินให้หมดเลยนะ เฮียแบ่งไว้แล้ว กรอกเสร็จก็เอาให้เฮีย”
“ค่ะ” เธอเพิ่งจะพยักหน้ารับ ประตูห้องทำงานก็มีเสียงเคาะสามครั้ง
นวัชเดินไปเปิดประตู เห็นศุภสิทธิ์ยืนอยู่จึงถามว่า “ว่าไงโต้ง”
“คุณเปิ้ลมาครับเฮีย” ศุภสิทธิ์เอ่ยเบา ๆ
“มาทำไม วันก่อนก็มาเก็บเอกสารไปแล้วไม่ใช่หรือ” นวัชถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าทำไมปรีญาดาถึงมาที่นี่
“ผมก็ไม่รู้ครับเฮีย คุณเปิ้ลบอกแค่ว่ามาหาเฮียครับ ผมเลยให้นั่งรอในห้องประชุม”
นวัชพยักหน้า “บอกเขาว่ารอสักสิบห้านาทีละกัน ขอเฮียคุยงานกับเด็กใหม่ก่อน”
เขาจงใจพูดแบบนี้เพื่อให้ปรีญาดาเห็นว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเธอมากไปกว่าลูกน้องของตน และเพื่อตอกย้ำว่าเขาไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับเธอแม้แต่น้อย
หญิงสาวหลับตาเม้มปากแน่น เพื่อสะกดกลั้นเสียงครวญครางที่อาจเล็ดรอดออกจากปาก ไม่ว่าเขาจะปรนเปรอทำรักให้เธอกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เธอก็ยังรู้สึกขัดเขินเกินกว่าจะเงยหน้าสบตากับเขาได้ยิ่งร่างกายของเธอตอบรับกับปลายลิ้นของเขาอย่างน่าอาย สะโพกแอ่นขึ้น บดส่ายหมุนวนราวกับเร่งเร้าให้เขาส่งเธอให้ฝั่งโดยไว“ใจเย็นสิครับ” เสียงสั่นพร่ากระซิบแผ่วอยู่ตรงจุดอ่อนไหว ร่างอรชรสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีบางสิ่งค่อย ๆ แทรกเข้าไปในร่องรักอย่างเชื่องช้า และหมุนวนไปมาอยู่ในนั้นเขาถอนนิ้วออกแล้วดันเข้าไปใหม่ เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าสลับกันไป จากหนึ่งนิ้วเพิ่มเป็นสองนิ้วราวกับต้องการให้เธอค่อย ๆ เปิดรับ และคุ้นชินกับบางอย่างที่ใหญ่โตกว่านั้น โดยที่ปาก และลิ้นยังคงจดจ่ออยู่กับกลีบดอกไม้และปลายยอดของเกสรไม่ยอมผละห่าง“อ๊ะเฮีย!”ทับทิมครางกระเส่าเมื่อความรู้สึกที่คุ้นเคยเริ่มพุ่งสูงขึ้น ชายหนุ่มเห็นสัญญาณที่หญิงสาวส่งให้
“อะไรกันเฮีย มาไหว้พวกเราทำไม” อรดียกมือรับไหว้แทบไม่ทัน“ผมจะมาขอทับทิมกับอาทั้งสองคนครับ ผมรักทับทิม คิดว่าพวกอาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าผมกับทับทิมคบกันอยู่ ก็เลยอยากขออนุญาตให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะตั้งแต่แรกผมเองก็ไม่เคยมีเจตนาจะปกปิดเรื่องนี้ ทุกคนต่างรับรู้ ผมคิดว่าผมเองก็ควรต้องมาบอกเรื่องนี้กับอาทั้งสองคนด้วยตัวเอง”นวัชหันไปยิ้มให้ทับทิมที่ลงมานั่งคุกเข่าอยู่ข้างเขาเช่นกัน“เห็นไหม หนูบอกแล้วว่าเฮียวัชน่ะ ใจดีกับหนูจะตาย แม่ไม่ต้องห่วงหรอก”ทับทิมเอ่ยปากเชียร์แฟนหนุ่มของตนเองเต็มที่ จนอรดีได้แต่อ่อนอกอ่อนใจ เพราะตั้งแต่เจ้าตัวสารภาพว่าคบอยู่กับนวัช ทับทิมก็หมั่นพูดแต่ความดี ความน่ารักของเขาให้บิดามารดาฟังอยู่เสมอสองสามีภรรยาหันมองหน้ากันแล้วได้แต่ยิ้ม เพราะการที่อีกฝ่ายมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าพวกตนเพื่อขอคบกับบุตรสาวด้วยตนเอง ก็นับว่ามีความจริงใจในระดับหนึ่งแล้ว
วันนี้นวัชอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เพราะถูกทับทิมงอนใส่เรื่องที่ปิดบังว่าบิดานำบ้านกับที่ดินมาจำนองไว้ตอนยืมเงิน และตอนนี้ที่ดินกับบ้านหลังนั้นก็เป็นของเขาแล้วตามกฎหมาย เพราะเมื่อครู่ สุชาติเพิ่งมาเซ็นเอกสารการมอบที่ดินผืนนั้นให้ เสร็จเรียบร้อยก็พาลูกเมียออกจากบ้านไป โดยบอกว่าจะไปหาของอร่อย ๆ กินในตัวเมืองตามประสาพ่อแม่ลูกตอนสุชาติมาเซ็นเอกสาร เขายังไม่ได้บอกเรื่องที่ตนคบหากับทับทิม เพราะอยากดูท่าทีของอีกฝ่ายก่อนว่าคิดเห็นอย่างไร เพราะเขาเชื่อว่าสองสามีภรรยาจะต้องรู้เรื่องของเขากับบุตรสาวแล้วเป็นแน่และเป็นไปตามคาด เมื่อสุชาติบอกว่าจะไปเริ่มต้นใหม่ที่กรุงเทพฯ กับภรรยา โดยปล่อยให้ทับทิมอยู่กับเขาที่นี่ และแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่บุตรสาวมาคบกับเขา แถมยังบอกให้เขาดูแลเธอเหมือนลูกหลานคนหนึ่งอีกต่างหาก...เหลี่ยมจัดจริง ๆจะว่าไปแล้ว เขากับสุชาติก็เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไม่ต่างกัน ต่างคนต่างแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และรอดูว่าใครจะเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน
สุชาติกับบุษราคัมหันมองหน้ากันด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดไม่ถึงว่าจะต้องทำถึงขั้นนี้ แต่กระนั้น หญิงสาวก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าวิธีนี้ได้ผล“แต่คนส่วนใหญ่เห็นหน้าบุษจากข่าวหมดแล้วนี่คะ ต่อให้เปลี่ยนชื่อ คนก็คงจำหน้าได้อยู่ดี”“ก็ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าซะสิ จะมีอะไรยากกัน ถ้าพวกเธอตกลง ฉันก็จะให้คนไปจัดการให้...เอาเป็นว่าฉันให้เวลาพวกเธอตัดสินใจละกัน”เสี่ยกานต์เอ่ยจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องรับแขก ปล่อยให้สองสามีภรรยาปรึกษาหารือกัน“ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าหรือ นั่นสินะ ทำไมบุษนึกไม่ถึงเรื่องนี้”“บุษอยากทำไหม ถ้าไม่อยากทำ พวกเราก็หลบไปอยู่ที่อื่นกันสักพัก รอให้เรื่องซาลงแล้วค่อยหางานทำกันก็ได้นะ”สุชาติตามใจภรรยา เพราะถ้าเธอจะเปลี่ยนเป็นอีกหน้าหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้จัก อย่างไรเสียเธอก็ยังเป็นคู่ชีวิตของเขาวันยังค่ำ เธอจะสวยน้อยลงก็ช่างมัน ดีเสียอีก จะได้ไม่ต้
สิบสี่ปีก่อนสุชาติเลี้ยวรถเข้าจอดในบังกะโลราคาถูกแห่งหนึ่งช่วงกลางดึก เขามองผ่านกระจกไปตรงเคาน์เตอร์สำหรับติดต่อเข้าพัก เห็นเพียงพนักงานชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังนั่งสัปหงกอยู่จึงหันไปบอกกับภรรยาว่า“พี่จะไปติดต่อห้องก่อน บุษกับลูกรอในรถก่อนนะ”บุษราคัมพยักหน้าก่อนหลุบตามองบุตรสาววัยหกขวบที่กำลังนอนหลับตาพริ้มบนตักของตน น้ำตาที่เหือดแห้งไปเริ่มรื้นขึ้นปริ่มขอบตาอีกครั้ง“แม่ขอโทษนะลูก ที่ทำให้หนูต้องมาลำบากไปด้วย”เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ที่พวกตนสามคนพ่อแม่ลูกต้องระเหเร่ร่อนนอนตามบังกะโลหรือห้องพักราคาถูก สาเหตุเพราะต้องหนีตำรวจที่ตามหาตัวเธอไปรับโทษในคดีที่ก่อเอาไว้...เธอฆ่าคนตาย!วันที่เกิดเรื่อง หลังจากบุษราคัมใช้หินในห้องน้ำทุบศีรษะนักเลงคุมบ่อนคนหนึ่งที่ตั้งใจจะข่มขืนตนจนตาย ชายผู้นี้ ตนกับสามีต่างก็รู้จักดีเพราะเคยทำงานด้วยกันบนเรือสำราญเมื่อหลายปีก่อน
ทับทิมได้แต่นอนพลิกตัวไปมาเพราะไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เพราะสมองมันคอยแต่จะผุดภาพวาบหวามที่เพิ่งผ่านพ้นไปขึ้นมาอยู่เสมอ“เฮียบ้า!” มาหลอกให้ใจแตกจนได้ เพียงแค่คืนเดียว เขาก็สอนเธอถึงสองบทเรียนซ้อน!ออรัลเซ็กซ์...หญิงสาวเคยแต่ได้ยิน หรือได้เห็นภาพมา เพิ่งเคยได้สัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตนเองก็คราวนี้ความรู้สึกมันหวิวไหวเหมือนใจจะขาดรอน ๆ ยิ่งเขาปฏิบัติกับเธอด้วยความอ่อนโยน ถามไถ่อย่างเอาใจใส่ ทั้งยังทำตามที่รับปากไว้ คือไม่มีการล่วงล้ำสอดใส่หากเธอไม่เต็มใจ ทับทิมก็ยิ่งรู้สึกว่าตนกำลังตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ลึกล้ำลงไปทุกทีคราวนี้ใครจะเอาเชือกมาโยนไว้ปากหลุมเพื่อให้เธอปีนขึ้นมา เกรงว่าคงเป็นเธอเสียเองที่จุดไฟเผาเชือกนั้นทิ้งไปดูท่า เธอคงถูกเขาหลอกล่อจนทำให้ติดอกติดใจเสียแล้วกระมังบอกใครก็คงไม่มีใครเชื่อ ว่าคุณนวัช แสนบุศย์ เจ้านายผู้สุขุมนุ่มลึกของทุกคนนั้น แท้จริงแล้







