Mag-log in三
เสียงเหล่านกน้อยต่างร้องเพลงขับขานไปทั้งสวนกว้างใหญ่ เหล่าดอกโบตั๋นสีสดแข่งกันชูช่อ กิ่งก้านของดอกท้อสีชมพูสดใสเบ่งบานไปทั่วบริเวณ ทว่าสวนงดงามนี้ไม่รู้ว่าจะทำให้บุรุษในชุดสีดำลวดลายมังกรสีเหลืองที่ยืนมองดอกบัวไหวๆในสระกว้างนั้นเพลิดเพลินตาหรือไม่ ทั้งข้างกายยังมีอีกสองบุรุษที่ยืนนิ่งด้วยความอดทนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าอันหล่อเหลาหากกลับดูกระด้างเย็นชาดูคล้ายเทพเจ้าแห่งสงคราม ยืนเอามือไพล่หลังปล่อยให้หนึ่งในผู้คนรายงานไม่หยุดปาก ราวกับจะเปล่งเสียงแข่งกับเสียงนกที่กำลังขับขานบทเพลงอยู่ได้หรือไม่
"อ๋องแปดเคลื่อนไหวได้รวดเร็วปานนั้นแถมไม่รอบคอบ แต่ก็ย่อมต้องมีพิรุธให้ผิดสังเกต"บุรุษที่เอื้อนเอ่ยประโยคแรกน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงอำนาจจนคนรายงานหยุดเสียงพยักหน้าเห็นด้วยกับคำกล่าวนั้น
"พะย่ะค่ะหวางเย่*"คนหยุดรายงานขานรับ
"อี้จาง เรื่องที่เปิ่นหวางให้ไปสืบถึงไหนแล้ว"บุรุษในชุดดำลายมังกรหันกายกลับมาช้าๆ บรรจงวางถ้วยชาลวดลายวิจิตรลงด้วยกิริยานุ่มนวลไม่ติดขัด ทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้กลมไร้พนักหินอ่อนในศาลากลางสระบัว ทางเดินทอดจนถึงฝั่งยาวสลับคดเคี้ยวไปมาดูงดงามยิ่งนัก ใบหน้าคมคายยกยิ้มเล็กน้อย นิ้วเรียวงดงามอย่างคนไม่เคยตรากตรำงานหนักเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ สายตาทอดยาวออกไปอย่างไร้จุดหมาย
"กราบทูลหวางเย่ ในเมืองมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนไม่ทราบสังกัด แต่สายของเราได้ส่งข่าวมาแล้วว่ามีการลอบสังหารอันนี้ช่างน่าแปลกใจยิ่ง เพราะคนที่ถูกลอบสังหารกลับเป็นชายคณิกาในหอจันทร์ส่องพะย่ะค่ะ"อี้จางรายงานต่อ มือเรียวหยุดเคาะสีหน้าเรียบเฉยขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วคลายออกเป็นเช่นเดิม
"มีเรื่องเช่นนี้?"
"พะย่ะค่ะแต่เสิ่นเล่ยได้ตามสืบจนรู้ความว่าเกี่ยวข้องท่านอ๋องแปดพระเจ้าค่ะ"เสิ่นเล่ยยกมือประสานกันยื่นออกมาด้านหน้าเพื่อรายงาน
"น่าสนใจ เปิ่นหวางต้องหาทางไปชมดูเสียแล้ว"จิ้นหยางขยับกายลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เขาเป็นองค์ชายที่ถือกำหนดจากกุ้ยเฟยของฮ่องเต้องค์เก่า บัดนี้องค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์แทน และเขาก็มีหน้าที่เป็นถึงที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน การคานอำนาจในราชวงค์มีมาทุกยุคทุกสมัย เดิมทีฮ่องเต้องค์เดิมเรียกเขาเข้าเฝ้าเพื่อจะให้ได้ตำแหน่งไท่จื่อ หากเขาได้ปฏิเสธไปเพราะไม่อยากจะรับภาระอันหนักอึ้งของแผ่นดินเอาไว้ หลายครั้งหลายหนที่ถูกเรียกตัวเข้าเฝ้า เขาก็ยังยืนกรานคำเดิม ดังนั้นตำแหน่งไท่จื่อจึงตกเป็นขององค์ชายสี่แทน ครั้งนั้นฮ่องเต้องค์เดิมโกรธเกรี้ยวเป็นนักหนาที่จิ้นหยางอ๋องขัดพระราชประสงค์ หากคำหนึ่งที่เอ่ยทำให้องค์ฮ่องเต้ทรงยินยอมที่จะเปลี่ยนพระทัย เขาเองเป็นองค์ชายห้าความฉลาดปราดเปรื่องทั้งบู้และบุ๋น แถมความคิดลึกซึ้งเหมาะสมกับตำแหน่งไท่จื่อมากกว่าองค์ชายไหนๆ อ๋องแปดเกิดจากสนมปลายแถว พยายามจะหาทางตัดแข้งขัดขาฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมาตลอด นี่จึงเป็นหน้าที่ของที่ปรึกษาต้องคอยสอดส่องเพื่อความปลอดภัยทั้งขององค์ฮ่องเต้และของตัวขององค์เองด้วย
"ไปเถอะ วันนี้เราจะไปหอจันทร์ส่องกัน"จิ้นหยางก้าวเท้าเดินเร็วกลับเข้าไปยังจวนด้านใน ทั้งสองติดตามไม่ห่างกาย ระหว่างที่เดินตามหลังคนทั้งคู่ก็แอบสบตากันเล็กน้อย เหมือนเกี่ยงว่าผู้ใดจะเป็นคนคัดค้านเรื่องที่ท่านอ๋องจะออกไปยังหอคณิกา แต่แล้วคนที่มีน้ำหนักมากที่สุดกลายเป็นอี้จาง
"แต่ว่า..."อี้จางทำท่าจะคัดค้าน จิ้นหยางโบกมือเพียงครั้งเดียวก็ทำให้คนหุบปาก
........................................................คนอุ่นเตียง...........................................
ครั้นเดินกลับเข้าไปด้านในจวนก็ปรากฏหญิงงามในชุดสีครามย่อกายถวายเคารพด้วยกริยาอ่อนช้อยนุ่มนวล กลิ่นถุงหอมในกายส่งกลิ่นคลุ้งจนฉุนจมูก
"หวางเย่"เสียงกังวานใสสะดุดหูใบหน้าแย้มยิ้ม งดงามจนยากจะหาสตรีนางใดมาเทียบเคียงได้ หากนัยน์ตาหาได้อ่อนหวานสมกับใบหน้านั้นไม่
"หวางเฟยมีเรื่องอันใดหรือไม่"จิ้นหยางเอ่ยปาก
"หม่อมฉันนำซุปเห็ดขาวมาถวายเพคะ"น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยปาก
"ไยต้องนำมาเอง นางกำนัลขันทีหายไปที่ใดหมด"เขาเอ่ยถาม ใบหน้าเรียบเฉยจนเดาไม่ถูกว่าคิดสิ่งใดอยู่กันแน่
"หม่อมฉันอยากปรนนิบัติด้วยตัวเองเพคะ"นางกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มค่อยเดินช้าๆเข้ามาหยุดใกล้จิ้นหยางอ๋อง เขาเบนกายออกด้วยความนุ่มนวลเชื่องช้าให้อีกฝ่ายไม่ผิดสังเกตและขุ่นข้องหมองใจ
"ลำบากเจ้าแล้ว"จิ้นหยางกล่าวเสียงเรียบมิได้แย้มยิ้มตาม หากแต่ยินยอมให้พระชายาวางถ้วยซุปลงบนโต๊ะ ปล่อยให้คนสนิทยืนรออยู่ด้านหลังฉากพับเพื่อเตรียมเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นชุดธรรมดา กลายเปลี่ยนเป็นระวังแทนด้วยไม่รู้เล่ห์กลของผู้ที่เข้ามาใหม่ว่าต้องการสิ่งใดกันแน่
"จะเสด็จออกไปข้างนอกจวนหรือเพคะ"มู่เหรินเป็นหวางเฟยที่รับพระราชทานมงคลสมรสให้ นางเป็นธิดาของมู่จิงผู้เป็นเสนาบดีฝ่ายขวาผู้ทรงอำนาจในราชสำนักไม่น้อย และมีฐานะเส้นสายโยงใยมากพอสมควรทำให้ยากต่อการต่อกร
"ดูแลเหล่าคนหลังจวนของเจ้าให้ดีเถิด"ถ้อยคำมิได้รุนแรง หากแต่มู่เหรินถึงกับต้องแอบเม้มปาก แม้น้ำเสียงของจิ้นหยางจะราบเรียบแต่ก็บอกเป็นนัยว่าห้ามสอดเรื่องนี้ นางได้แต่เก็บความเจ็บช้ำเอาไว้ในอก
"อี้จางเตรียมตัว"
"พะย่ะค่ะ"จิ้นหยางเดินหายไปในฉากพับ ปล่อยให้มู่เหรินได้แต่กล้ำกลืนความโกรธลงไว้ข้างใน การเป็นถึงหวางเฟยถึงแม้ว่าจะเป็นชายาเอกและได้รับพระราชทานงานอภิเษกแต่กลับไร้การเหลียวแลจากท่านอ๋อง จะมีเพียงค่ำคืนยามเข้าหอครั้งแรกที่ยอมสนิมสนมด้วยตามหน้าที่ หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้ใกล้ชิดเฉกเช่นสามีภรรยาทั่วไปอีกเลย นางเคยลอบสังเกตว่าสวามีตนเองชอบตัดแขนเสื้อหรือไม่ แต่หามีวี่แววว่าอีกฝ่ายจะเป็นเช่นนั้น
"หม่อมฉันทูลลาเพคะ"มู่เหรินย่อกายก่อนจะออกจากห้องบรรทมไปเงียบเชียบ สายตาหกคู่มองจนร่างงามลับหายไปจากสายตาแล้วถึงขยับการเคลื่อนไหว
"ไปกันเถอะ"บัดนี้จิ้นหยางอยู่ในชุดผ้าแพรเนื้อดีสีดำสนิท มือถือพัดที่สลักจากไม้จันเนื้อดีกระดาษที่วาดโดยจิตกรฝีมือเอกถูกกำขึ้นมาโบกช้าๆ ใบหน้าหล่อเหลายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ไม่มีเครื่องทรงราคาแพงแต่กลับฉายภาพลักษณ์โดดเด่นยิ่งนัก ร่างกายกำยำสูงใหญ่ดูไม่ขัดตา จะมีสิ่งมีค่าก็คือปิ่นที่เสียบกับมวยผมเป็นหยกมันแพะเนื้อขาวกับพู่หยกห้อยสีเดียวกันเท่านั้น
"กระหม่อมว่า..."เสิ่นเล่ยพยายามทักท้วง
"กริ่งเกรงอันใดกัน เจ้าไม่มีวรยุทธหรือว่าข้าไม่มี"จิ้นหยางตวัดพัดให้หุบพับลงเสียงดัง ทั้งอี้จางและเสิ่นเล่ยถึงกับประสานมือก้มหัวลงนิ่ง นั่นแสดงให้รู้ว่าจิ้นหยางอ๋องผู้นี้เริ่มไม่พอพระทัยแล้ว
"ไป!!"ทั้งสามออกจากจวน คนตามหลังพกกระบี่ ต่างจากคนเดินนำหน้าที่มีแค่พัดเท่านั้น ทั้งสามเดินท่องเที่ยวตามถนนเหมือนกับผู้คนต่างถิ่นแวะชมในตัวเมือง เสียงเสี่ยวเอ้อตามโรงเตี้ยมต่างตะโกนเรียกคนให้เข้าไปนั่งดื่มสุราน้ำชากันโหวกเหวก หอจันทร์ส่องเองก็ไม่แตกต่าง เพราะที่นี่มิใช่ว่าจะมีเพียงแค่คณิกาเพียงอย่างเดียว ชั้นล่างเป็นที่ดื่มน้ำชาและอาหารเลิศรส ชั้นสองมีการขับกล่อมดนตรีจากอี้จี หากเลยไปด้านหลัง ถึงจะเป็นส่วนที่เหล่าชายและหญิงคณิกาทำหน้าที่ยามค่ำคืนในห้องที่ถูกแบ่งเป็นห้องเล็กๆมากมายหลายห้อง ทั้งสามทรุดตัวลงนั่งชั้นสอง สามารถมองลงมายังชั้นหนึ่งได้ถ้วนทั่ว เสี่ยวเอ้อรีบเดินมาต้อนรับทันทีเช่นกัน เพราะคนผู้นี้ดูมีสง่าราศีย่อมแปลว่ามีเงินทองพอที่จะจับจ่ายของราคาแพงและจ่ายค่าเสียเวลางามๆให้แน่นอน
"คุณชายรับอะไรดีขอรับ"
"อะไรก็ได้ที่นี่มีใครมีชื่อเสียงบ้าง"อี้จางเอ่ยปากถาม
"ย่อมมีๆ เรามีเหล่าอี้จีงดงาม บรรเลงเพลงไพเราะมาขับกล่อม อาหารขึ้นชื่อมากมายและสาวงามที่ดังไปถึงต่างเมืองล้วนแต่ตามที่นายท่านต้องการ มิทราบว่านายท่านต้องการห้องส่วนตัวหรือไม่"
"อืม เอาอย่างนี้ นายท่านของข้าไม่อยากได้สตรีมาขับกล่อม เลือกห้องที่ดีให้กับเราสามคนเชิญ นักดนตรีที่เป็นชายมาแทนเจ้ามีหรือไม่"เสิ่นเล่ยเอ่ยถาม
"ถ้าอย่างนั้นเชิญด้านในเถอะขอรับ ห้องที่ท่านเอ่ยถึงอยู่ทางนี้ เรามีคุณชายชุนหวงที่สามารถบรรเลงเพลงฉินได้ไพเราะนักอีกทั้งยังเก่งทางด้านกวีและศิลปะอีกด้วย ข้าจะตามเถ้าแก่เนี้ยให้ออกมาต้อนรับพวกท่าน"เสี่ยวเอ้อนำพาคนมาถึงห้องตามที่บอกเอาไว้ เวลาไม่นานนัก ฉีเหนียงก็รีบมาปรากฏตัวสายตาของนางดุจเหยี่ยวมองหาเหยื่อ นางประเมินคนที่ยืนโบกพัดไปมาช้าๆและคนที่ยืนเยื้องด้านหลังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพราะรู้แน่ว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ดีมีเงินมาแต่กำเนิด หาใช่พึ่งเป็นเศรษฐีใหม่แน่ๆ
"คุณชาย"ฉีเหนียงเกาะแขนเสื้อจิ้นหยางเอาไว้ ใบหน้าพอกด้วยแป้งขาวโพลนชม้อยชม้ายชายตา ถึงแม้ว่านางจะอายุเข้ากลางคนก็ยังอดใจที่จะชื่นชมใบหน้าอันหล่อเหลานี้ไม่ได้
"ตามคน"อี้จางเอ่ยปาก ปรายตามองมือที่แตะต้องชายแขนเสื้อของจิ้นหยางด้วยสายตาไม่พอใจยิ่ง ฉีเหนียงพานพบผู้คนมากหลากหลายย่อมรู้ดีว่าควรแสดงออกถึงไหนได้ ก็ย่อกายลงเคารพ พร้อมกับเดินนำทั้งสามคนขึ้นสู่ชั้นสอง ระหว่างย่างกรายผ่านห้องที่แบ่งออกเป็นสัดส่วนเสียงหยาบโลนปนเสียงครวญครางแว่วออกมาเป็นระยะตามทางที่เดิน
"โปรดรอซักครู่นะเจ้าคะ เราจะตามคนมาบรรเลงเพลงเดี๋ยวนี้"ฉีเหนียงย่อมรู้ว่าคนที่ตามมาไม่ใช่ชุนหวงแน่นอน เพราะขานั้นถึงแม้ว่าจะยอมมาขับกล่อมดนตรีให้ แต่ก็ใช่ว่าจะสั่งการได้ง่ายพอเห็นเงินสองก้วนที่อี้จางส่งให้ก็ตาวาวสมองไม่คิดหน้าคิดหลังอีกแล้ว
"เร็วๆ"
"เจ้าค่ะๆ"นางหายลับพ้นไปจากสายตา จิ้นหยางเดินเข้าไปสำรวจภายในห้องที่แยกออกมาจากผู้คนที่กำลังดื่มกินอย่างออกรส
"สถานที่ไม่เลว"
"พะย่ะค่ะ"เสิ่นเล่ยเอ่ยปากตอบรับ ทั้งสามทรุดตัวลงนั่งรอคอยอาหารและสุรา ไม่นานเสี่ยวเอ้อก็นำเข้ามาวางไว้ให้ เสียงพิณจึงค่อยเริ่มบรรเลง เสียงพิณอ่อนหวานแผ่วพลิ้วไพเราะลื่นหูยิ่ง
"ผู้นั้นใคร"เสิ่นเลยถามเสี่ยวเอ้อ
"นั่นคือเอ้อจงขอรับ"
"นี่คือดาวที่นี่หรือไร"
"มิใช่ขอรับ คนมีชื่อเสียงที่สุดคือคุณชายชุนหวง แต่เขามักจะทำตามอำเภอใจ บางครั้งก็ยินยอมบรรเลงบางครั้งก็ไม่ยินยอม นั่นแล้วแต่อารมณ์ขอรับ"
"เราต้องการเขา"อี้จางเอ่ยปาก
"คงมิได้ขอรับ ขนาดเถ้าแก่เนี้ยไปเรียกด้วยตนเองก็ยังไม่ออก นั่นมาย่อมไม่มา"เสี่ยวเอ้อส่ายหน้า ทันใดนั้นกระบี่ก็ถูกชักออกจากฝักจี้ที่ลำคอของเสี่ยวเอ้อทันที เขาถึงกับตัวสั่นด้วยความตกใจ
"เดี๋ยวนี้!"เป็นเสิ่นเล่ยที่ตวาดเสียงดัง เสี่ยวเอ้อถึงกับหน้าซีดเผือดละล่ำละลักบอก
"ขอรับๆ"ร้อนถึงฉีเหนียงและฉีเฮ่อที่วิ่งเข้ามาดูว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
"อันใด เกิดเรื่องอันใด"ฉีเฮ่อเปิดปากถามด้วยหน้าตาดุดันตามนิสัย
......................................................คนอุ่นเตียง.............................................
"พวกเจ้าดูถูกพวกเราขนาดไหน มิใช่ว่าบอกกล่าวแล้วหรือไรว่าต้องการสิ่งที่ดีที่สุด สุราและอาหารย่อมเลิศรส แต่ผู้ขับกล่อมดนตรีกลับเอาผู้ไม่ประสามากระนั้นหรือ"อี้จางเอ่ยโผงผาง
"มิกล้าๆ ข้าน้อยมิกล้า เราจะรีบเรียกชุนหวงออกมาเดี๋ยวนี้ขอรับ"ฉีเฮ่อรีบเอ่ยสะกิดฉีเหนียงและเสี่ยวเอ้อให้รีบออกจากห้องไป แต่ทว่าพวกเขาก็ยังไม่กล้าออกไปโดยพละการ เพราะคนทั้งสามดูแล้วเป็นผู้ทำจริงหาใช่ดีแต่ใช้ปากข่มขู่
"ดี!!"ทั้งสองสำทับ ปล่อยให้จิ้นหยางนั่งหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการใดๆ คนหอจันทร์ส่องเหลือบสายตาสบกัน พอได้ยินเสียงกระแทกกระบี่ลงกับโต๊ะก็รีบออกไปทันทีเหมือนคนกลัวตาย
"อาจจะไม่สามารถออกมาพะย่ะค่ะ ข่าวรายงานว่าคนบาดเจ็บมิใช่น้อย"อี้จางรายงาน
"อืม..รอดู"จิ้นหยางครางรับ เพียงไม่นานกลับมีเสียงฉินบรรเลงแผ่วๆเข้ามา น้ำเสียงราวกับปุยนุ่นเอ่ยลอดมาจากนอกห้อง ไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก หากหลับตาฟังคงคิดว่าอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ สายลมโบกโชยชวนหลงใหลยิ่ง
"ขออภัยคุณชายทั้งสาม ข้ามิอาจแสดงตัวได้ เพราะมิใคร่สบายเกรงจะทำให้พวกท่านไม่สบายตาตามไปด้วย จึงขอบรรเลงให้ท่านได้ฟังจากนอกห้องได้หรือไม่"น้ำเสียงนุ่มนวลกังวานใสเอ่ยถาม
"ถือว่าดูถูกคุณชายเราอย่างยิ่ง พวกเรามิได้อ่อนแอขนาดนั้น เชิญเข้ามาบรรเลงให้พวกเราฟังด้านในเถอะ"เป็นอี้จางที่ทักตอบ
"แต่ว่า..."ยังไม่ทันเอ่ยจบ ประตูก็ถูกเลื่อนออกด้วยแรงของเสิ่นเล่ย บานประตูเปิดกว้างจนมองเห็นใบหน้าซีดเซียวในชุดผ้าแพรสีขาว นั่งอยู่ชิดระเบียง ด้านหน้ามีฉินวางอยู่มือเรียวขาวผ่องวางอยู่บนสายฉิน ข้างกายมีชายหนึ่งหญิงหนึ่งยืนอยู่แต่งกายด้วยสีขาวเช่นกัน เส้นผมดำขลับปลิวสยายไปตามแรงลมกลิ่นหอมอ่อนๆ เป็นกลิ่นดอกท้อโชยมาบางเบาให้พอสดชื่น จิ้นหยางครั้นเมื่อมองเห็นเส้นผมยาวดำก็คล้ายจะตกตะลึงเล็กน้อย ยิ่งน้ำเสียงที่เปล่งออกมานุ่มนวลยิ่งทำให้นึกอยากเห็นใบหน้าให้ชัดเจนขึ้น
"เชิญด้านในเถอะ"เสิ่นเล่ยผายมือ ชุนหวงทำสีหน้าลำบากใจ เนื่องเพราะตนเองยังบาดเจ็บจากพิษ แต่ขัดฉีเฮ่อกับฉีเหนียงไม่ได้จำใจต้องฝืนสังขารมาบรรเลงฉินให้ผู้คนฟัง
"เกรงว่ามิสะดวก พวกเราต้องขออภัย"เป็นไน่ยไน่ยที่พูดขึ้น
"พวกเรามีเงินทองมากมาย ยินดีที่จะจ่ายเพียงแค่ขอฟังเพลงฉินที่เขาร่ำลือกันว่าไพเราะนักหนาได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าคุณชายท่านนี้จะบรรเลงฉินให้ฟังได้ แต่ไม่เห็นหน้ามันก็กระไรอยู่จริงหรือไม่"อี้จางกล่าว
"เชิญด้านใน"น้ำเสียงราบเรียบยิ่ง แต่กลับแสดงถึงพลังอำนาจบางอย่าง ทั้งสามจึงมิกล้าโต้แย้ง ทั้งสองคนจึงได้แต่ค่อยประคองชุนหวงให้เดินเข้าไปด้านใน หลี่เจี๋ยนำฉินมาวางไว้ตรงหน้า ชุนหวงเหงื่อออกจากการฝืนเดินมานั่ง หยดน้ำพราวไปทั่วบริเวณไรผม แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามากระทบใบหน้า ยิ่งดูงดงามราวกับภาพวาด จิ้นหยางนั่งนิ่งมิกล่าวซ้ำลอบสำรวจคนที่ตั้งท่าบรรเลงด้วยสายตายากที่จะอ่านว่าคิดการสิ่งใดอยู่
"เขาบาดเจ็บ"น้ำเสียงแผ่วเบาหากชัดเจนกับสองผู้ติดตาม
"พะย่ะค่ะ สายข่าวของเรารายงานไม่พลาด"เสิ่นเล่ยกระซิบตอบ
"ตามให้รู้เรื่อง เปิ่นหวางต้องการรู้เรื่องราวของคนผู้นี้"จิ้นหยางกลับมานั่งตัวตรงอีกครั้ง ดวงตาคมกริบจ้องใบหน้าขาวผ่องจนอีกฝ่ายต้องเสหลบสายตา เพราะเดาไม่ถูกว่าผู้ที่ร่างกายกำยำดูมีสง่าราศีผู้นี้จับผิดเรื่องใดกันแน่
"นี่เจ้ากล้าทำร้ายสามีเจ้ารึ"เหลียงเฟยกัดฟัน"ขืนเจ้ายังพูดจาเรื่อยเปื่อยข้าจะเชือดส่วนสำคัญของเจ้าเสีย"เสิ่นเล่ยชักกระบี่ออกจากฝักเกือบครึ่ง"เฮอะ เจ้าทำจริงๆเจ้าก็อดเปล่งเสียงครวญครางนะ ข้าจะเตือนเจ้าก่อน"เหลียงเฟยไม่ยอมแพ้ คราวนี้เขากระแทกตัวเข้ากับตัวของเสิ่นเล่ยจนหงายลงไปนอนบนตั่ง มือไม้ซอกซอนชอนไชไปทั่วเรือนร่างจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ย เสิ่นเล่ยพยายามป้องกันแต่ดูเหมือนเขาเป็นเทพพันมือมิอาจหลบหลีกมือซุกซนนั้นได้"เหลียงเฟยปล่อยข้า เจ้ามิเห็นหรือว่าองค์ฮุ่ยเหอซุกซนยิ่งนัก หากเข้ามาเจอพวกเราจะทำอย่างไร"เสิ่นเล่ยตวาด"ไม่ต้องห่วงน่า เขามีคนดูแลอยู่แล้ว"เหลียงเฟยบอกชิดปาก แล้วส่งลิ้นเข้าไปตวัดลิ้นอีกฝ่ายจนเสิ่นเล่ยหลงลืมตนเองสนองตอบ สองแขนคล้องคอหนาเอาไว้ส่งเสียงครางเบาๆ"เจ้ามันตัวลามก"“หึเจ้าก็ชอบมิใช่หรือดูสิ น้องชายของเจ้ายืนตรงให้ข้าแล้ว"เสิ่นเล่ยหน้าแดงใช้กำปั้นทุบลงบนหลังเหลียงเฟยแรงๆ"ชอบทำร้ายข้านักนะแล้วเจ้าจะเสียใจจนต้องร้องขอชีวิตข้า"เหลียงเฟยใช้สองนิ้วสอดแทงเข้าไปในช่องรักอุ่นๆที่ยังแข็งตึงของเสิ่นเล่ยทันที เขาผวาเฮือกใช้เล็บจิกเข้าที่แผ่นหลังกว้างเหลียงเฟยทันที"อ่าาาห์ เบามื
ขุนเขากว้างใหญ่ คนสองคนแต่งกายด้วยชุดสีน้ำเงินเข้มแถบดำสวมหมวกงอบหลุบจนปิดบังหน้าตาเอาไว้ครึ่งใบหน้า ครั้นมองต่ำลงมา ยังมีเด็กน้อยหน้าตาสดใสงดงามราวกับเซียนน้อย อยู่ในชุดสีดำขลิบทองถือถังหูลู่สีแดงเข้มกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย"นี่ถ้าไน่ยไน่ยรู้พวกเราไม่แย่เหรอ"เสิ่นเล่ยหน้าเหย"เจ้าจะให้รู้ทำไมเล่า อีกอย่างพระอาจารย์ท่าน ก็รักองค์ชายอย่างกับอะไรดี"เหลียงเฟยคาบก้านใบไม้เรียวรีสีเขียวเอาไว้ในปากเดินตามกันมา"เฮอะ!คนอย่างเจ้าน่ะจิตใจหยาบกระด้าง นิสัยชอบถังหูลู่นี้มาจากใครกันนะ พวกเราล้วนไม่มีใครชอบของหวานๆกันสักคน""เฮ่อ!เจ้ายังเดาไม่ออกอีกหรือ ว่ามาจากผู้ใดถ้ามิใช่ฮ่องเฮาชุนหวงน่ะ"เหลียงเฟยคายใบไม้ในปากออก แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามคว้าหมับเขาที่เอวเสิ่นเล่ยทันที เสียงเพียะก็ตามมาติดๆเช่นกัน"หยุดมือเจ้าเดี๋ยวนี้"เสิ่นเล่ยตาเขียวปัด"แค่แตะเจ้าจะหวงไปทำไม เมื่อคืนยังมากกว่าแตะอีก"เหลียงเฟยหน้าตึง"เมื่อคืนพวกเจ้าทำอะไรกันเหรอ"เสียงเล็กๆถามสอดขึ้นมาทันที เสิ่นเล่ยอึกอักตอบไม่ได้ ผิดกับเหลียงเฟยที่ยิ้มร่า"ฮ่า ฮ่า ฮ่า องค์ชายอยากรู้รึพะย่ะค่ะ"เหลียงเฟยถาม"อื้ม ข้าอยากรู้""เอ่อ...พวกเราฝึกวิชา
"ก็เหมือนท่านนักพรตกล่าวไงเพคะ ว่านี่เป็นมติสวรรค์ใคจะขัดได้เล่า โชคดีแล้วเพคะ""นั่นสินะ"ทั้งสองเอ่ยยังไม่ขาดคำคนที่พรวดพราดเข้ามาหน้าตาตื่นหยุดยืนตรงหน้า"หวงเอ๋อร์ ลูกเราจะมีลูกใช่หรือไม่"ชุนหวงยิ้มกว้าง"ใช่แล้วเราจะมีลูก แต่ว่า"ชุนหวงนิ่วหน้านึกกังวลขึ้นมา"ข้าเป็นบุรุษจะมีเรื่องอันตรายหรือไม่ เจ้าอย่าได้เข้าใจผิดว่าข้าจะกลัวเกิดอะไรขึ้นกับข้า ข้าหมายถึงเจ้าตัวน้อยนี่ต่างหากเล่า"ชุนหวงลูบท้องที่ป่องนูนขึ้นมาเบาๆ จิ้นหยางอมยิ้มขยับเข้าใกล้ ไน่ยไน่ยพอเห็นเช่นนั้นก็ถอยออกมาจากห้องปล่อยให้ทั้งคู่อยู่ตามลำพัง นำองค์ชายน้อยออกไปเล่นกับไป๋อวี้ด้านนอก"ข้าดีใจ เจ้ามีครรภ์ได้ข้าจะได้แต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮาเสียที ถึงตอนนั้นเจ้าพวกสภาขุนนางคงอ้าปากค้างขัดข้าไม่ได้อีกแล้ว"ชุนหวงส่ายหน้าไปมาเพราะเรื่องนี้ จิ้นหยางและสภาขุนนางถกเถียงกันครั้งแล้วครั้งเล่า"อย่าเพิ่งเลย รอให้คลอดก่อนเถอะ พูดถึงเรื่องนี้หมอยังไม่รู้ว่าอายุครรภ์กี่เดือนแล้ว จะคลอดอย่างไรข้ากลัวจริงๆ"ชุนหวงกังวล"อย่ากลัว เจ้าจำได้หรือไม่ นักพรตท่านนั้นบอกว่าหากมีเรื่องจนแต้มให้นึกถึงเขา ถ้าอย่างนั้น อ๊ะ!"ยังไม่ทันขาดคำ นักพรตชุดเทาก
นับวันอาการของชุนหวงยิ่งแย่ ทั้งอาเจียนทั้งเวียนหัว ได้แต่นอนซมอยู่ในตำหนักทั้งวัน จิ้นหยางตามหมอหลวงคนแล้วคนเล่ามารักษา แต่อาการกลับไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย น่าแปลกยิ่งนัก หากจิ้นหยางอยู่ด้วย อาการเเหล่านี้ก็กลับหายไปอย่างปลิดทิ้ง เหมือนมิเคยได้เจ็บไข้ ดังนั้น หากจิ้นหยางว่าราชการ ก็จะต้องหอบหิ้วแม่ลูกตามไปนั่งบนตั่งที่ต่ำลงไปอีกขั้นด้วยเสมอทุกครั้ง ฮุ่ยเอ๋อร์นั้นฉลาดยิ่ง เวลาพระบิดาอ่านฎีกาเขาก็มักจะเข้าไปนั่งตักแล้วอ่านตามด้วยทุกครั้ง พอถึงเวลาพระอาจารย์ก็นำตัวไปเล่าเรียน เขารอให้เด็กน้อยเติบใหญ่ขึ้นอีกหน่อย จึงจะส่งไปให้พระอาจารย์ของเขาดูแลโดยจะมีเหลียงเฟยและเสิ่นเล่ยติดตามไปด้วย คิดได้เช่นนั้น จิ้นหยางเหลือบมองใบหน้าที่อวบอิ่มแจ่มใสงดงามขึ้นทุกวันด้วยความเป็นห่วง น่าแปลก ทั้งที่มีอาการเจ็บป่วย กลับมิได้ทำให้ชุนหวงดูซีดเซียวลงเลยแม้แต่น้อย ว่าราชการเสร็จสิ้นเขาก็เข้าประคองชุนหวงเดินออกไปช้าๆ ไน่ยไน่ยจูงแขนฮุ่ยเอ๋อร์เดินตามมาเบื้องหลัง"เป็นเช่นไรบ้าง วันนี้เวียนหัวหรือไม่"จิ้นหยางก้มลงถามคนชุดขาว ชุนหวงส่ายหน้าช้าๆ"ไม่เลยข้าสบายดี""แปลกจริงๆ หมอหลวงทุกคนบอกว่าเจ้าสบายดี แต่ดูเจ้าสิ พ
"นับว่าเจ้ามีคุณความดีฮ่องเต้ ข้าถึงใจดีกับเจ้าเช่นนี้ เมื่อถึงเวลานั้นขอแค่เจ้านึกถึงใบหน้าขอข้า ข้าจะมาหาเจ้าเอง อ๊ะๆ!! ข้าเตือนเจ้าไว้ก่อน หวงกุ้ยเฟยของเจ้านั้นสุขภาพของเขาเกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ของเจ้า หากเจ้ามุทะลุดุดัน หวงกุ้ยเฟยก็จะเจ็บปวดไม่หายนะ จำคำข้าไว้"จากนั้นร่างในชุดสีเทาก็หายไปอย่างรวดเร็ว"มันเรื่องอะไรกันแน่"จิ้นหยางทุบโต๊ะดังปัง ทั้งฮุ่ยเอ๋อร์และชุนหวงต่างสะดุ้งสุดตัว ชุนหวงรีบเอามือปิดปากกลั้นอาเจียนใบหน้าเดี๋ยวขาวเดี๋ยวเหลืองร้อนถึงจิ้นหยาง เขารับตะโกนเรียกคนให้ตามหมอหลวงมาทันที"จะ..เจ้านี่นะ ไม่ได้ยินหรือนักพรตท่านเตือนเจ้าว่าอย่างไร อย่าโกรธเกรี้ยวยังไงเล่าลืมแล้วหรือ"ชุนหวงพอกลืนความคลื่นไส้ได้ก็หันมาดุทันที"เจิ้นห่วงเจ้าจะให้ใจเย็นได้อย่างไร"จิ้นหยางหน้าตึง"ฮึก เสด็จแม่เสด็จพ่อโมโหพวกเราหรือพะย่ะค่ะ"ฮุ่ยเอ๋อร์น้ำตาปริ่มขอบตา"ไม่ๆ อย่าร้องนะเด็กดี เสด็จพ่อเจ้าแค่หงุดหงิดนิดหน่อยเท่านั้น เห็นหรือไม่ลูกเสียใจแล้ว"ชุนหวงทำตาเขียวดึงฮุ่ยเหยมากอดซุกอกเสียเอง เขาตบหลังเด็กน้อยเบาๆ"ไม่ร้องนะไม่ร้อง ไปกับแม่เถอะ อย่าอยู่ใกล้คนพาลเลย"ชุนหวงอุ้มฮุ่ยเหอลุกขึ้นแล้วต้องเซ
ฮุ่ยเหอ บัดนี้ องค์รัชทายาทน้อยได้ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นเวลาสามชันษาแล้ว ชุนหวงนั้น ถูกแต่งตั้งให้เป็นพระมารดา ตั้งแต่องค์ฮุ่ยเหอถือกำเนิดมาเพียงไม่กี่ชั่วยาม จิ้นหยางฮ่องเต้ยามนั้นได้รับข่าวว่า อดีตกุ้ยเฟยนามเว่ยเหนียงใกล้คลอดเต็มทีก็ให้หมอหลวงไปเฝ้าดูแล จริงอยู่ว่า ทายาทมังกรนั้นได้ถือกำเนิดขึ้น สมควรจะให้โอรสสวรรค์อย่างเขาเฝ้าดูแลไม่ห่าง แต่อดีตกุ้ยเฟยได้ทำเรื่องร้ายแรงจนมิอาจให้อภัยได้ ดังนั้น จิ้นหยางฮ่องเต้จึงได้แต่เฝ้ารอองค์ชายน้อยอยู่ที่ตำหนักกลางพร้อมชุนหวง หวงกุ้ยเฟยแทน ทันทีที่พระนมอุ้มองค์ชายมาส่งให้กับจิ้นหยาง เขาระบายยิ้มบนใบหน้าทันที โดยประทานพระนามให้องค์ชายน้อยว่า 'ฮุ่ยเหอ惠河 ซึ่งแปลว่าสายธาราแห่งความการุณย์' เพราะเหตุใดน่ะหรือ มันเป็นเรื่องน่าแปลกยิ่งนัก องค์ชายน้อยนั้น กลับมีใบหน้าคล้ายกึ่งจิ้นหยางและกึ่งชุนหวงแทนน่ะสิ และก่อนที่อดีตกุ้ยเฟยจะทรงพระครรภ์ นางได้ทำเรื่องโหดเหี้ยมเอาไว้จนยากจะให้อภัย ดังนั้น จิ้นหยางจึงได้ประทานชื่อนี้ให้แก่โอรสของตนเอง เหล่าขุนนางและไพร่ฟ้าต่างแซ่ซ้องยินดีปรีดา ที่องค์ชายน้อยได้ถือกำเนิดมา จิ้นหยางได้มีราชโองการมีงานเฉลิมฉลองถึงเจ็ดวันเจ







