로그인เจิ้นรักเจ้า และจะทำทุกหนทางให้เจ้าอยู่กับข้า ไม่ว่าจะด้วยเล่ห์กล เพทุบายใดๆก็ตาม เพื่อเจ้าแล้วข้าพร้อมจะทำโดยปราศจากความละอาย
더 보기一
"เจ้าเห็นหรือไม่เขาเป็นบุรุษแท้ๆ แต่กลับงดงามดุจภาพเขียนเทพเซียนของจิตรกรชื่อดัง"
"ใช่ๆ น่าเสียดายยิ่งนัก ผู้คนต่างร่ำลือกันว่าคุณชายชุนหวงท่านนี้เก่งกาจทั้งศาสตร์และศิลป์ล้วนแต่เป็นที่ต้องการของผู้มีอำนาจเงินทอง"
"ก็แค่คำร่ำลืออย่างไรเสียชุนหวงคนนี้เป็นแค่นายคณิกาอยู่ในหอจันทร์ส่องเท่านั้น อย่าไปให้ราคาเลย"สามคนที่นั่งดื่มเหล้าเคล้าหญิงงามต่างถกเถียงกันเมื่อเห็นบุรุษในสุดขาวสะอาดตาไปทั้งตัว นั่งเล่นฉินอยู่ด้านหน้าเวทีที่ยกสูงขึ้นมาไม่มาก รอบบริเวณเต็มไปด้วยโต๊ะรายรอบ เสียงอันไพเราะปนเศร้าบรรเลงเพลงล่องลอยไปทั่ว ไม่ว่าชั้นหนึ่งหรือชั้นสองที่ให้สำหรับพ่อค้าวาณิชและเหล่าผู้มีชื่อเสียงเงินทอง มีเบี้ยสูงลิ่วเพียงพอที่จะจ่ายในสถานที่นี้ได้
"ไยเจ้าถึงให้ร้ายผู้อื่นเช่นนี้เล่า หากไม่ชื่นชอบก็มิจำเป็นจะต้องเข้ามานั่งในสถานที่นี้ ท่านก็รู้ว่าคุณชายชุนหวงมีกำหนดเวลาที่จะออกมาบรรเลงฉินให้พวกเราฟัง"หนึ่งในนั้นถึงกับโมโหจนหน้าแดง ทั้งที่มาร่ำสุราด้วยกันกลับขัดแย้งกันเสียแล้ว เพียงเพราะชายหนุ่มที่งามล่มเมืองดูราวหยกเนื้อดี ใบหน้างดงามหมดจดผมดำขลับยาวสยายไปด้านหลังด้านบนมวยเกล้าเพียงครึ่งผูกด้วยผ้าสีขาว มิได้ใส่กวานเฉกเช่นบุรุษอื่น ทั่วตัวสิ่งที่เห็นมีราคาคงจะเป็นแค่หยกสีเขียวเนื้อดีห้อยข้างด้วยพู่สีครามเท่านั้น หากมีนางงามล่มเมืองในฉางอันนี้บุรุษที่งดงามยิ่งกว่าย่อมเป็นผู้ที่ดีดฉินอยู่เบื้องหน้านี่เอง จู่ๆ เสียงฉินที่บรรเลงก็เงียบหายป่วย เหล่านักร่ำสุรายามราตรีต้องชะงักจอกเหล้าที่กำลังเทเข้าปากหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"หากไม่ชอบเสียงดนตรีที่ข้าบรรเลง เช่นนั้นข้าก็ขอตัว"น้ำเสียงกังวานแว่วหวานเยือกเย็นหลุดออกจากปากกระจับสีเรื่อ ชุนหวงขยับกายลุกขึ้นช้าๆ มือข้างหนึ่งอุ้มฉินขึ้นแนบอกก้มหัวลงเล็กน้อย เพียงให้รู้ว่าเคารพจากนั้นก็ถอยหลังหายลับไปกับฉากพับลายนกกระสา ทิ้งให้ผู้คนต่างถอนหายใจด้วยความเสียดายยิ่งเหล่าผู้คนเริ่มถกเถียงกันเองด้วยความโมโห
"เพราะท่านทีเดียวมีตาแต่ไม่รู้จักภูเขาไท่ ทำให้คุณชายชุนหวงถึงขั้นเลิกบรรเลงเพลง"หนึ่งในนั้นถึงขั้นหัวเสีย
"เฮ๊อะ!! "เขาก่นเสียงขึ้นจมูกแล้ววางเงินจำนวนหนึ่งก้วนลงบนโต๊ะโดยแรงแล้วจากไป ปล่อยให้มีเสียงเซ็งแซ่ด้วยความไม่พอใจ แต่กลับไม่ได้ทำให้ผู้ที่มีนาม ‘ชุนหวง’ เดินวกกลับมาบรรเลงฉินต่อเลยแม้สักนิด ร้อนถึงแม่เล้าร่างอวบท้วมในสุดสีสดใสเดินเข้ามาพร้อมกับชายร่างกำยำสามสี่นายเพื่อคุมความสงบในหอจันทร์ส่อง
"ใจเย็นๆ ก่อนเถอะเจ้าค่ะคุณชายทั้งหลาย วันนี้คนคงไม่สามารถบรรเลงฉินขับกล่อมได้แล้ว อย่างไรเสียข้ายังมีอี้จีที่งดงามบรรเลงฉินและพิณได้ไพเราะไม่ต่างกับชุนหวงเลยนะเจ้าคะ"ฉีเหนียงกวักมือเรียกสตรีร่างอรชรในชุดสีเขียวงดงามเดินกรีดกรายออกมา นางพยักหน้าให้กับคนรับใช้ ยกเอาพิณมาวางไว้ให้จากนั้นก็บรรจงนั่งลงบนเก้าอี้ กรีดนิ้วบรรเลงพิณผู้คนในหอย่อมลดความโกรธเกรี้ยวลงในระดับหนึ่ง จากนั้นไม่นานต่างก็เพลิดเพลินกับเสียงพิณและเสียงขับร้องจากผู้มาใหม่ นางถึงกับลูบอกตนเองด้วยเห็นว่าเรื่องเหล่านี้กำลังผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
"เกือบไปแล้วๆ เพราะเจ้าชุนหวงแท้ๆ นี่ถ้าไม่ติดว่ามันเรียกแขกได้ละก็ ข้าจะขับไล่ออกไปเสียนานแล้ว"นางตวัดเสียงบ่นกับคนข้างกาย
"เอาน่ายังไงเราก็ได้จากมันเยอะแยะแล้วนี่นา"คาดว่าบุรุษที่เอ่ยปากท้วงคือสามีของนาง
"อย่างนี้จะคุ้มได้อย่างไรกันชื่อเสียงของหอข้ามิป่นปี้ไปแล้วหรือไร เล่นครึ่งๆกลางๆ นึกจะหยุดก็หยุดไปเสียดื้อๆ หรือถือว่าตนเองเป็นที่นิยม "นางค้อนควัก
"ถ้าอย่างนั้นก็ไปพูดจากันให้รู้เรื่องเลยดีไหมหากมันยังไม่ทำตามกฎ ก็ขับไล่ไปให้พ้นหอนี่ซะ"ฉีเฮ่อเอ่ยปากดักคอผู้เป็นภรรยา ด้วยรู้ว่าสิ่งที่นางงกที่สุดก็คือเงิน ยิ่งชุนหวงเป็นตัวทำเงินให้กับสถานที่นี้ มีหรือนางจะยอมเสียไปโดยง่าย
"ให้แล้วก็แล้วไปเถอะ หากมีคราหน้ามีหรือข้าจะปล่อยปละให้เป็นเช่นนี้ได้อีก"นางโบกมือไปมา ฉีเฮ่อยิ้มอย่างรู้ทัน ชุนหวงเป็นคนที่เขาเก็บมาเลี้ยง เรื่องราวในกลับอดีตผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
................................. คนอุ่นเตียง ......................................
"นายท่าน ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะมิต้องให้ข้าวให้น้ำอันใดแก่ข้า เพียงแค่รับเด็กคนนี้เอาไว้เลี้ยงดูจะให้เขาเป็นทาสหรือเป็นบ่าวรับใช้ ข้ามิขัด ขอเพียงได้ให้เขามีชีวิตรอดเท่านั้น"นางที่อุ้มห่อผ้าแพรเนื้อดีสีเขียวด้านในยังมีเด็กน้อยอายุราวสี่ถึงห้าเดือนร้องอ้อแอ้ดิ้นไปมาอยู่ด้านใน กาลก่อนนั้น ฉีเฮ่อยังรุ่นหนุ่ม เขาเองมีอาชีพเป็นเพียงผู้ดูแลความสงบหอจันทร์ส่องนี้ สตรีที่ดูขะมุกขะมอมไปทั้งเนื้อตัวยื่นมือที่เปื้อนดำส่งเด็กในอ้อมแขนส่งให้ พร้อมกับห่อผ้าสีแดงหนักอึ้ง เขาตาโตเพราะพอจะเดาว่าสิ่งของด้านในคือสิ่งใด
"สิ่งนี้ข้ามอบให้แก่ท่าน สัญญากับข้าให้เด็กคนนี้จะได้ร่ำเรียนวิชา ทั้งดนตรีและหนังสือ หากเขาอยากจะเรียนการต่อสู้ท่านจงสนับสนุน ของในห่อนี้ท่านกินจนวันตายก็ไม่มีวันหมด เจียดให้เขาได้ร่ำเรียนด้วยเถิด ส่วนพู่หยกนี้ จงมอบแก่เขายามที่เขาเติบโตอายุสิบห้าแล้วได้หรือไม่"น้ำเสียงสั่นๆ ของสตรีผู้นี้เอื้อนเอ่ยพร้อมกับน้ำนองหน้ามอมแมม ตาบวมปูดจากการร่ำไห้จนแยกไม่ได้ว่าใบหน้าแท้จริงเป็นอย่างไร
"ได้หรือไม่"นางถามย้ำ สายตาก็สอดส่ายราวกับกลัวผู้ใดพบเจอ ฉีเฮ่อยามนั้นละโมบโลภมากเมื่อเปิดพกห่อดูก็ถึงกับตาโต
"ได้ๆ ข้ารับปากเจ้า"เขาละล่ำละลักเอ่ยปาก
"ขอบใจท่านมากถ้าเช่นนั้นขอให้รับนายใบ้ผู้นี้ เขาชื่อหลี่เจี๋ย ให้เขาเป็นคนดูแลชุนหวงเถิด ท่านมิต้องมาดูแลด้วยตนเองปล่อยให้หลี่เจี๋ยเป็นผู้ดูแลไป ได้หรือไม่"นางดันเด็กอายุประมาณสิบขวบหน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลาออกมาด้านหน้า
"ได้ย่อมได้ นี่มิใช่เรื่องยาก"ฉีเฮ่อพยักหน้าส่ง
"ท่านอย่าคิดว่ารับปากแล้วจะทอดทิ้งชุนหวงกับหลี่เจี๋ยได้ ข้ายังมีคนคอยตามดูแลเขาอยู่ห่างๆ หากวันใดมีเรื่องเกิดขึ้นกับเด็กสองคนนี้ ชีวิตท่านย่อมหามีไม่ เข้าใจหรือเปล่า"นางข่มขู่ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
"นี่ๆๆ เจ้า...ข้าช่วยพวกเจ้าเอาไว้แล้วแท้ๆ กลับกล้าทำร้ายข้าอย่างนั้นหรือคนเนรคุณ"เขาโวยวายเสียงดัง ยังไม่ทันที่จะเป็นจุดสนใจ จู่ๆ คอเขาก็รู้สึกเย็นเฉียบจากคมดาบที่ปรากฏขึ้นยามใดมิรู้เหงื่อกาฬถึงกับแตก
"รู้แล้วใช่ไหมว่าข้าพูดจริง จงดูแลเด็กสองคนนี้ให้ดีมิเช่นนั้นท่านจะไม่มีโอกาสได้ใช้ของเหล่านั้นอีกเลย"ว่าจบนางและคนที่เอาคมดาบจ่อคอออกและดาบนั้นหายไปในพริบตา ปล่อยให้เด็กชายในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลยืนอุ้มเด็กที่นอนอยู่ในห่อผ้า
"นี่ข้าคงมิใช่เรื่องหาเหาใส่ตนเองใช่หรือไม่"เขาบ่นกับตัวเองพลางมองเด็กสองคน
"เอาเถอะเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว จะให้ทิ้งไปก็ใช่ที่ มาสิเข้ามาข้าจะไปแจ้งนายหญิงเสียก่อน" ครั้งนั้นฉีเฮ่อยังไม่ได้ตกแต่งกับฉีเหนียง พอเขานำเงินทองเข้าไปให้พร้อมกับเล่าเรื่องราวที่พบเจอมา นางเองก็ละโมบ ถึงขั้นเอ่ยปากบอกให้ฉีเฮ่อตกแต่งนางเป็นภรรยา แล้วมาดูแลหอจันทร์ส่องนี่พร้อมกัน เขาคิดถ้วนถี่แล้วก็มิเสียหายอันใดจึงตกปากรับคำ ทั้งคู่เลี้ยงดูชุนหวงตามประสามิได้ให้ลำบากตรากตรำ แต่ก็มิได้สะดวกสบายเหมือนลูกหลานคนในตระกูล ทั้งยังส่งเสียเลี้ยงดูพอสมควร หลี่เจี๋ยที่กลายเป็นคนรับใช้และพี่เลี้ยงของชุนหวงเฝ้าทำทุกอย่างให้ไม่น้อย อีกทั้งห่อพกที่จิงฮัวหรือสตรีนางนั้นมอบให้ต่างหากเพื่อเลี้ยงดูชุนหวงก็มากโข หากแต่ที่นี่ย่อมปลอดภัยกว่าที่ใดดังคำที่ว่า 'อยู่ใต้จมูกย่อมปลอดภัยกว่า'
.....................คนอุ่นเตียง..........................
"หลี่เจี๋ย! ข้าจะทนไม่ไหวแล้วนะ"ชุนหวงนั่งหน้าบึ้งกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง ดวงตาสวยสดหงิกงอปากคว่ำภายในห้องหับมิดชิดกว้างขวาง นี่เป็นที่ส่วนตัวเฉพาะของชุนหวง คนที่จะเข้ามาในนี้ได้มีเพียงสองคนเท่านั้น แม้กระทั้งฉีเฮ่อและฉีเหนียงยังมิอาจล่วงล้ำโดยมิได้บอกกล่าว กลางห้องมีโต๊ะตั้งฉินเอาไว้มองดูก็รู้ว่าเป็นของล้ำค่า อีกทั้งยังมีไน่ยไน่ยที่ทำหน้าที่สาวใช้โดยผ่านการคัดเลือกจากหลี่เจี๋ยให้มาดูแลชุนหวง ม่านขาวพลิ้วไหวตามสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างทั้งยังมีระเบียงไม้ด้านนอกให้ชุนหวงได้ออกไปเล่นฉินให้ผู้คนที่สัญจรได้มีโอกาสได้ฟังเป็นบางโอกาสในยามที่เขามีอารมณ์สุนทรี
"ใจเย็นก่อนเถิดขอรับ"
"ข้าอยากออกไปจากที่นี่เต็มทีแล้ว เจ้ารู้หรือไม่เหตุใดพวกเราจึงต้องมาทนอยู่ในสถานที่แบบนี้ทั้งที่เราสามารถออกไปอยู่กันเองได้"น้ำเสียงหงุดหงิดเอ่ยถาม
"มันไม่ปลอดภัย ข้ามิใช่ว่าเล่าเรื่องทุกอย่างให้ท่านฟังแล้วหรือขอรับ"หลี่เจี๋ยปลอบนายของตน
"ข้าทนไม่ไหวแล้วนี่"น้ำเสียงลดอาการเกรี้ยวกราดลงเมื่อได้ฟังคำปลอบ หลี่เจี๋ยถอนใจเฮือกใหญ่ ยามเขาเติบโตมากขึ้นก็มีคนชุดดำมาสอนวิชาการต่อสู้ให้หลังจากที่นายน้อยชุนหวงหลับสนิทแล้ว พอเขาเอ่ยปากให้ผู้คนเหล่านั้นสอนศิลปะการต่อสู้ให้กับนายน้อยกลับมิได้รับการตอบสนอง คิดดูเอาเถิดสอนกันมาตั้งแต่เขาอายุสิบเอ็ดจนถึงเขาอายุยี่สิบเจ็ด ครึ่งคำก็มิหลุดออกจากปากคน เขาได้แต่ทำหน้าที่คุ้มกันนายน้อยชุนหวงและเรื่องที่เขาพูดได้ก็ยังคงเป็นความลับอยู่อย่างนั้น
"ข้าอึดอัด"
"ข้าน้อยเข้าใจ แต่เรื่องความปลอดภัยมันสำคัญกว่าเรื่องนี้ ขอท่านจงอดทนเมื่อถึงเวลาพวกเราจะจากไปทันที"
"แต่เรื่องมันผ่านมาสิบเจ็ดปีแล้วทุกอย่างย่อมถูกลืมเลือนใช่หรือไม่"
"กลุ่มคนเหล่านั้นย่อมมิปล่อยให้ท่านผ่านสายตา เห็นแก่พวกเราที่ปกปิดสถานะท่านมาจนถึงป่านนี้ อย่าทำให้มันสูญเปล่าเลยนะขอรับ"
"เฮ้อ! ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าให้ไน่ยไน่ยเตรียมน้ำเถอะ ข้าอยากอาบน้ำแล้ว"ชุนหวงเอ่ยปากลุกขึ้นยืน หลี่เจี๋ยเดินหายป่วยชั่วครู่ ก็กลับมาตามด้วย สาวใช้ในชุดผ้าฝ้ายสีขาวเดินเข้ามาย่อเข่าคาวรวะ
"นายน้อย"
"ไน่ยไน่ยน้ำร้อนได้ที่หรือยัง"ชุนหวงเอ่ยปากสองมือกางออกกว้าง ให้หลี่เจี๋ยกับไน่ยไน่ยช่วยกันปลดผ้าคลุมและชุดด้านนอกจนเหลือแค่กางเกงสีขาวบางตัวเดียว
"เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะนายน้อย"ไน่ยไน่ยอดหน้าแดงทุกครั้งไม่ได้ที่เตรียมอาบน้ำให้ชุนหวง รูปร่างขาวนวลกระจ่างตามิได้อ่อนช้อยเหมือนเช่นสตรี หากแต่เอวบางคอดเรียวขาขาวเนียนยาวได้ส่วนนิ้วมือเรียวเหมาะแก่การอ่านและเล่นดนดรี งดงามไปเสียทั้งตัว เสียงกระเบื้องบนหลังคาดัง'กร๊อก' หลี่เจี๋ยรีบตวัดผ้าคลุมขาวผืนใหญ่มาห่มให้ชุนหวงเอาไว้ปิดบังเรือนร่าง สบตากับไน่ยไน่ยและกระโจนออกจากระเบียงเพื่อขึ้นไปบนหลังคา น่าเสียดายที่ไม่พบเจอสิ่งผิดปรกติใดๆ ชุนหวงถอนหายใจอีกครา ทำไมเขาถึงไม่มีวรยุทธเฉกเช่นคนอีกสองคนขนาดไน่ยไน่ยเป็นอิสตรียังเก่งกาจกว่าเขาเสียอีก
"นายน้อยท่านปลอดภัยหรือไม่"หลี่เจี๋ยกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมเอ่ยถาม
"จะให้ข้าเป็นอะไรได้พวกเจ้าสองคนออกจะหูไวตาไวปานนี้"
"อย่าได้ประมาทไป เมื่อครู่ย่อมมีคนมาสอดแนมเป็นแน่ แต่ไฉนเราสองคนถึงไม่รู้ตัว ฝีมือช่างเยี่ยมยุทธนักไม่รู้ว่าเป็นคนของฝ่ายไหน"หลี่เจี๋ยยังร้อนใจ
"ข้าจะลองออกไปสืบดูด้านนอก"ไน่ยไน่ยเอ่ยปาก
"ดี เช่นนั้นสืบมาข้าจะดูแลนายน้อยเอง"จากนั้นไน่ยไน่ยก็หายป่วยจากหน้าต่างอีกครั้ง
"ออกทางประตูกันไม่เป็นใช่หรือไม่"ชุนหวงทั้งแง่งอนทั้งอิจฉา ลองให้มาแข่งกันเรื่องเกี่ยวกับดนตรีสิมีหรือเขาจะสู้ไม่ได้ แต่เรื่องวรยุทธกลับมิเทียบเท่า แม้แต่เรี่ยวแรงปืนป่ายยังไม่ค่อยมีคิดแล้วก็ให้ท้อแท้กับความอ่อนแอของตนเองไม่น้อย
"มีพวกเราท่านจะกลัวอะไรขอรับ การฝึกแบบนี้มิใช่เรื่องน่าสนุกเป็นท่านเองที่จะทานมิไหว"
"นี่เจ้าลืมไปแล้วหรือไรว่าข้าเป็นบุรุษเช่นเดียวกับท่าน"หลี่เจี๋ยกวาดตามองไปทั่วตัวนายน้อยของตนเองพลางนึกในใจ 'เป็นบุรุษแต่กลับงามล่มเมืองยิ่งกว่าสาวงามเสียอีกแล้วอย่างนี้จะให้วางใจได้อย่างไรกันเล่า'
"ขอรับๆ ไม่ลืมขอรับท่านอาบน้ำเถิดน้ำเริ่มจะเย็นแล้ว"
"กลัวอะไรกัน ข้ามิใช่คนทำร้ายเจ้าเสียหน่อย"จิ้นหยางเอ่ยปากเสียงเรียบ "มะ..ไม่ใช่เช่นนั้นเพียงแต่ว่า.."ชุนหวงเหลียวมองรอบห้อง คนของเขากลับไม่อยู่ให้เห็น ชุนหวงนิ่วหน้าเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ไน่ยไน่ยกับหลี่เจี๋ยล่ะ" "เขาออกไปเอาเทียบยา ยามนี้เจ้ารู้สึกเช่นไร"จิ้นหยางถามกลับ ..........................................................คนอุ่นเตียง................................................ "สบายดีขอรับเอ่อ..ข้าอยากลุกแล้ว"ชุนหวงใช้ศอกสองข้างเท้ากับที่นอนยันตัวเองลุกขึ้น จิ้นหยางนั่งลงข้างกายใช้สองแขนประคองแขนเรียวพยุงตัวให้ลุกขึ้นอิงอกกว้างของเขาแทน ชุนหวงนึกอึดอัดกับความสนิทสนมที่เขาไม่คุ้นเคยนี้ "ขอบคุณท่านมาก...หากว่าไม่รบกวน ขอข้าลุกจากเตียงได้หรือไม่" "ย่อมได้ๆ"จิ้นหยางสีหน้าเรียบแต่นัยน์ตากลับพราวระยับน้อยนักที่จะได้เห็น "ขอบคุณท่านมาก"ชุนหวงยิ้มน้อยๆ พยายามเบี่ยงแขนออกจากมือหนา แต่เหมือนไร้กำลังได้แต่ปล่อยให้คนจัดการประคองตัวเองลุกขึ้นด้วยความลำบากเพราะไร้เรี่ยวแรง "เรียกข้าว่าจิ้นหยาง"เขาเอ่ยบอกชื่อแซ่ตัวเอง "ข้าชุนหวงขอรับ" "ไพเราะไม่น้อย"ชุนหวงถึงกับทำหน้าไม่ถูกวาจา
"นายน้อย!"ไน่ยไน่ยทำสีหน้าหนักใจ ยิ่งเห็นเหงื่อผุดออกมาเรื่อยๆยิ่งทำให้อดเป็นห่วงคนไม่ได้ หลี่เจี๋ยได้แต่ขบฟันแน่นสีหน้าอึดอัดอยู่คับแน่นในอก จะพูดก็ไม่ได้เพราะนอกฉากคือตนเองเป็นใบ้ จึงจำต้องนิ่งเอาไว้ "เขาเจ็บป่วยหรือไร"จิ้นหยางโบกพัดคราหนึ่งแล้วพับมันวางลงบนโต๊ะ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆห้องแล้วจึงมาหยุดลงตรงกลุ่มคนที่บ่งบอกถึงความไม่สบายใจบนใบหน้า ยิ่งคนชุดขาวใบหน้าซีดเผือดนั่นทำให้เขายิ่งสนใจ "เจ้าค่ะคุณชาย นี่คงเป็นเพราะอากาศเปลี่ยน นายน้อยของเราจึงมิใคร่สบาย"ไน่ยไน่ยย่อเข่าเล็กน้อยตอบ สายตาระแวดระวังเป็นอย่างยิ่ง ไม่กล้าละสายตาไปจากนายน้อยของตนเอง "เอายานี่ไป มันเป็นยาชั้นเลิศกินเพียงไม่มีเม็ดก็หาย"จิ้นหยางวางขวดหยกสีขาวขนาดเล็กลงบนโต๊ะ เป็นเสิ่นเล่ยหยิบไปยื่นให้กับหลี่เจี๋ย ทั้งคู่ไม่คิดจะเอาให้ชุนหวงกิน ด้วยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาดีหรือร้ายกันแน่ เพียงได้แต่ยิ้มรับไมตรีเท่านั้น จิ้นหยางเองก็ไม่ฝืนเพราะรู้ดีว่าคนกลุ่มนี้ย่อมต้องมิใช่คนธรรมดาแน่นอน "ขอบคุณท่านทั้งสาม แต่นายน้อยของเราเพียงพักซักครึ่งวันก็หายแล้ว มิอาจรบกวนเจ้าค่ะ"ไน่ยไน่ยยิ้มเล็กน้อย หากต้องนิ่วหน้าเมื่อเห็นท่าทีโ
三 เสียงเหล่านกน้อยต่างร้องเพลงขับขานไปทั้งสวนกว้างใหญ่ เหล่าดอกโบตั๋นสีสดแข่งกันชูช่อ กิ่งก้านของดอกท้อสีชมพูสดใสเบ่งบานไปทั่วบริเวณ ทว่าสวนงดงามนี้ไม่รู้ว่าจะทำให้บุรุษในชุดสีดำลวดลายมังกรสีเหลืองที่ยืนมองดอกบัวไหวๆในสระกว้างนั้นเพลิดเพลินตาหรือไม่ ทั้งข้างกายยังมีอีกสองบุรุษที่ยืนนิ่งด้วยความอดทนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าอันหล่อเหลาหากกลับดูกระด้างเย็นชาดูคล้ายเทพเจ้าแห่งสงคราม ยืนเอามือไพล่หลังปล่อยให้หนึ่งในผู้คนรายงานไม่หยุดปาก ราวกับจะเปล่งเสียงแข่งกับเสียงนกที่กำลังขับขานบทเพลงอยู่ได้หรือไม่"อ๋องแปดเคลื่อนไหวได้รวดเร็วปานนั้นแถมไม่รอบคอบ แต่ก็ย่อมต้องมีพิรุธให้ผิดสังเกต"บุรุษที่เอื้อนเอ่ยประโยคแรกน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงอำนาจจนคนรายงานหยุดเสียงพยักหน้าเห็นด้วยกับคำกล่าวนั้น"พะย่ะค่ะหวางเย่*"คนหยุดรายงานขานรับ"อี้จาง เรื่องที่เปิ่นหวางให้ไปสืบถึงไหนแล้ว"บุรุษในชุดดำลายมังกรหันกายกลับมาช้าๆ บรรจงวางถ้วยชาลวดลายวิจิตรลงด้วยกิริยานุ่มนวลไม่ติดขัด ทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้กลมไร้พนักหินอ่อนในศาลากลางสระบัว ทางเด
二หลังจากที่ทั้งสองสืบเสาะว่าเป็นผู้ใดแอบขึ้นบนหลังคา เพื่อตามสืบข่าวของชุนหวงหรือไม่ แต่กลับไร้วี่แววว่าจะเป็นผู้ใดกันแน่ คนทั้งคู่กลับมาจัดการแต่งตัวให้นายน้อยชุนหวงให้เรียบร้อยเสียใหม่ ดูเหมือนว่าสีขาวจะกลายเป็นสีประจำตัวของเขาไปเสียแล้ว เลยพลอยทำให้ผู้ติดตามทั้งหลี่เจี๋ยและไน่ยไน่ยต้องใส่สีขาวตามไปด้วย เพียงแต่เนื้อผ้าแตกต่างกันเท่านั้นเอง"พู่ขอรับ"ชุนหวงรับพู่หยกมาห้อยข้างเอวด้วยท่าทีปกติ สีหน้าหม่นหมองเขาอยู่ที่นี่ไม่ได้เป็นที่ประจักษ์แน่ชัดว่าตนเองอยู่ในฐานะใด มิใช่บุตรแต่ก็มิใช่คนที่มาทำงานในหอนี้ ฐานะของเขาจึงดูเหมือนดีแต่ก็ไม่ดี หากเขาได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ผู้ทรงความรู้ ทั้งศิลปะและดนตรีทั้งยังได้ศึกษาตำราเรียนต่างๆ มากมาย หน้าที่ประจำของเขาคือการขับกล่อมบรรเลงเพลงฉินให้ผู้คนที่เข้ามาฟังและคุยกับบรรดาคุณชายทั้งหลายเกี่ยวกับบทกวี เรื่องที่เขาพอใจ ในการดำรงชีวิตอยู่ที่นี้คือคนที่เลี้ยงดูเขาไม่เคยบังคับทางตรงให้ออกมาขับกล่อมดนตรีหรือต้อนรับแขกเหมือนชายคณิกา หอจันทร์ส่องนี้มีทั้งคณิกาหญิงชายและ